หอหมื่นอักษร

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 4 ยั่วให้โกรธแต่ไม่สังเวยชีวิต

ชื่อตอน : บทที่ 4 ยั่วให้โกรธแต่ไม่สังเวยชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2561 10:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 ยั่วให้โกรธแต่ไม่สังเวยชีวิต
แบบอักษร

เยี่ยเจียเหยานึกไม่ออกว่าเมื่อคืนนางสลบไปหรือเหนื่อยจนหลับไปกันแน่ ฟ้ายังไม่ทันสางเป็นช่วงเวลาที่กำลังหลับสบาย มีคนมาเขย่าตัวนางอย่างแรง

ยามนี้เยี่ยเจียเหยากำลังฝันดีว่ากำลังถกเรื่องผลงานใหม่และแนวคิดของตนกับบรรณาธิการนิตยสารอาหารอย่างออกรส บรรณาธิการฟังเยี่ยเจียเหยาด้วยความทึ่ง ดวงตาทอประกาย มุมปากมีน้ำลายไหลย้อย เขาตบโต๊ะเสียงดังก่อนลุกขึ้น “เยี่ยเจียเหยา คอลัมน์อาหารสัปดาห์หน้ายกให้เป็นหน้าที่คุณ”

 “ตื่นขึ้นมาปรนนิบัติข้าล้างหน้าเปลี่ยนชุดได้แล้ว” ใครบางรบกวนความฝันของนางอย่างไร้ความเกรงใจ

เยี่ยเจียเหยายิ้มอยู่ในฝัน งุนๆ งงๆ ปัดมือที่มากวนตนออกแล้วตลบผ้าห่มคลุมตัว พลิกกายไปอีกด้าน กล่าวอย่างรำคาญว่า “หนวกหูจริง คนจะนอน”

ซย่าฉุนอวี๋นิ่งไปก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดัง “เยี่ยจิ่นเซวียน”

“หนวกหูจะตายอยู่แล้ว น่ารำคาญจริงๆ ” เยี่ยเจียเหยาเอ่ยอย่างไม่พอใจ มุดหัวลงไปในผ้าห่ม

สวบ

ผ้าห่มทั้งผืนถูกคนดึงไป ซย่าฉุนอวี๋เอ่ยด้วยความโมโห “เจ้าเป็นหมูหรือไร นอนหลับอุตุขนาดนี้ รีบตื่นขึ้นมาได้แล้ว”

นางรู้สึกเย็นไปทั้งกาย รู้สึกโมโหขึ้นมา นางส่งเสียงฮึดฮัดอยู่ในคอก่อนลุกขึ้น สองตายังปิดสนิทกล่าวว่า “ประสาทหรือไง!” พูดจบก็ดึงผ้าห่มกลับมากอดแน่น ล้มตัวลงไปนอนที่เตียงอีกครั้ง

สวรรค์ เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย เจ็บเหมือนไปวิ่งสามพันเมตร ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ปวดร้าว

เฮ้ย! เยี่ยเจียเหยาเสียวสันหลังวาบด้วยความตื่นกลัว นางลืมตาขึ้นในทันที คิดในใจว่า แย่แล้ว แย่แน่ๆ  เยี่ยเจียเหยายังหลงคิดว่ายังอยู่ที่บ้านของตัวเองในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ลืมไปว่าตนเข้ามาอยู่ในอีกช่วงเวลาหนึ่งแล้ว เมื่อสักครู่ด่าเขาว่าอะไรนะ ประสาท เวรกรรม เวรแท้ๆ  ทำให้เขาโมโหอีกแล้ว

ถึงแม้จะหันหลังให้เขา แต่ลมหายใจหนักๆ ด้านหลังบ่งบอกได้ว่าเขากำลังโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา

เยี่ยเจียเหยาทำทีกระแอมไออยู่สองสามที เปิดผ้าห่มลุกขึ้นนั่ง ค่อยๆ มองไปดูสีหน้าของซย่าฉุนอวี๋ เพียงแค่เห็นสีหน้าดำคล้ำ ใบหน้าฉายความเย็นยะเยือกบีบคั้นคนนัก เยี่ยเจียเหยาอดคิดถึงประโยคสองประโยคขึ้นมาได้ เมฆดำกล้ำกราย พายุฝนตั้งเค้า

เยี่ยเจียเหยารีบเข้ามาเอาอกเอาใจ นางยิ้มเจื่อนๆ  “คือว่า ขอโทษด้วยจริงๆ ! ข้าคิดว่ายังอยู่ที่บ้าน”

ซย่าฉุนอวี๋มองนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อยู่ชั่วครู่ นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นเข้มงวดขึ้น เขานึว่าเมื่อคืนที่ถูกนางปารองเท้าใส่จะถึงขีดสุดความอดทนของตนแล้ว ปรากฏว่าวันนี้ยังโดนด่าว่าประสาทอีก ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าประสาทจริงๆ  แต่ก็น่าจะคล้ายกับคำว่าบ้า

กิริยาท่าทางคำพูดของนางไม่เหมือนกับคุณหนูตระกูลใหญ่ที่อ่อนโยนนุ่มนวลแม้แต่น้อย ดูแล้วเป็นคนดื้อรั้นซุกซนเอาแต่ใจ เป็นคุณหนูที่ถูกตามใจจนเสียคนผู้หนึ่ง

“เจ้าเป็นบุตรีของนายอำเภอเยี่ยจริงๆ อย่างนั้นหรือ ปกติอยู่ที่บ้านก็เป็นทำกิริยาวางอำนาจเช่นนี้หรือไร” ซย่าฉุนอวี๋ถามอย่างเย็นชา

เยี่ยเจียเหยาบ่นอยู่ในใจ วางอำนาจอะไรกัน ปากกลับอธิบายว่า ”ไม่ใช่เจ้าค่ะ เมื่อครู่ข้านึกว่าเสี่ยวเฮยมาก่อกวน”

“เสี่ยวเฮย”ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิ้ว สายตาหนักแน่น

เยี่ยเจียเหยาพยักหน้าซื่อๆ  “เจ้าค่ะ เสี่ยวเฮยเป็นสุนัข ตัวขนาดนี้” นางทำมือวาดออกบอกขนาดของเสี่ยวเฮย ใหญ่ประมาณเดียวกับชุดชงชาบนโต๊ะ เพื่อยืนยันว่าเสี่ยวเฮยมีตัวตนจริงๆ  เยี่ยเจียเหยาเอ่ยต่อ “เสี่ยวเฮยเป็นลูกสุนัขที่เกิดจากสุนัขของเหล่าจางกับสุนัขป่าที่ไม่รู้มาจากไหน มันหน้าตาน่ารัก ข้าเห็นแล้วถูกใจจึงเลี้ยงไว้ แต่เจ้าตัวเล็กนั่นก็ทำให้คนชังนัก เช้าตรู่มักกระโดดขึ้นมาบนเตียงเลียหน้ากวนข้า ตกกลางคืนก็นอนบนเตียงไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป”

ซย่าฉุนอวี๋ “......”

ใบหน้าหล่อเหลานั้นบัดเดี๋ยวขาวบัดเดี๋ยวเขียว นางตัวแสบ หาวิธีมาหลอกด่าเขาเป็นสุนัข ซ้ำยังเป็นสุนัขชั้นต่ำอีกด้วย

ไม่ไหวแล้ว คุยกับนางไม่เกินสามประโยคก็ถูกทำให้โมโหขนาดนี้ หรือเขายังต้องถกกับนางเรื่องว่าด่าใครเป็นสุนัขอีก

ซย่าฉุนอวี๋เดือดดาลดึงผ้าห่มมาจากนาง

“ว๊าย! สุภาพชนเจรจาไม่ใช้กำลัง มีอะไรก็พูดกันดีๆ  อย่าทำตัวรุนแรงเยี่ยงนี้เลย” เยี่ยเจียเหยาหลงคิดว่าเขาอยากจะกินเหยื่ออีก นางตกใจจนหน้าขาวซีด กอดผ้าห่มแน่นขึ้น

ซย่าฉุนอวี๋ออกแรงไม่น้อยกว่าจะดึงเสื้อผ้าของตนในกองผ้าห่มออกมาได้ เมื่อครู่นางหลับตาแย่งผ้าห่มไปนั้นก็ม้วนเอาเสื้อผ้าของเขาเข้าไปด้วย

เยี่ยเจียเหยาเห็นว่าเป้าหมายของเขาคือเสื้อผ้า ก็รู้สึกประดักประเดิดขึ้นมา “ที่แท้ท่านหาเสื้อผ้านี่เอง ทำไมไม่รีบบอกแต่แรกเล่าเจ้าคะ”

ซย่าฉุนอวี๋โกรธจนเลือดลมพุ่งพล่านเสียแทบจะกระอักเลือด มองไปที่หน้านางอย่างขึงขัง เอาเสื้อผ้าไปแล้วจึงจากไป

“เฮ้อ เมื่อครู่ข้าคิดว่าเป็นเสี่ยวเฮยจริงๆ นะ”เยี่ยเจียเหยารีบอธิบาย

ซย่าฉุนอวี๋หงุดหงิดสับสน เขาจวนจะหมดความอดทนเข้าไปบีบคอนางขึ้นมาจริงๆ

ในที่สุดจอมวายร้ายก็จากไป เยี่ยเจียเหยารู้สึกว่าบรรยากาศภายในห้องสดชื่นขึ้นมา กอดผ้าห่มนอนต่อ ซุกเตียงนอนอย่างสุขสบาย

ซย่าฉุนอวี๋ออกจากห้องไป ใบหน้าบึ้งตึงบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า วันนี้นายท่านอย่างข้าอารมณ์ไม่ดี อย่าได้เข้ามาวุ่นวาย

ทว่าพี่น้องในค่ายกลับไม่เข้าใจเช่นนั้น หรือหัวหน้าสามไม่พอใจในตัวเจ้าสาว หรือว่ายังกินไม่อิ่ม

“หรือเพราะเจ้าสาวไม่สวย หัวหน้าสามจึงไม่ชอบ”

เมื่อเห็นหัวหน้าสามเดินจากไปไกล ลูกสมุนในค่ายไม่กี่คนก็เริ่มถกเถียงกัน

“เจ้าสาวผู้นั้นยังเรียกว่าไม่งามอีกหรือ สตรีที่บอบบางเช่นนั้น เพียงแค่คิดถึงก็เนื้อตัวก็อ่อนปวกเปียกไปหมดแล้วหากได้โอบกอด จูบนางสักครั้ง ต่อให้พรุ่งนี้จะต้องไปพบยมบาลก็นับว่าคุ้มนัก”

“ดูหน้าตาหื่นกระหายของเจ้าสิ แม้แต่ผู้หญิงของหัวหน้าสามยังไม่เว้น ข้าว่าเจ้าคงจะ......”

“เจ้าอย่า .....ทำเป็นไม่รู้สึก หรือเจ้าไม่คิดถึงสตรี”

“พวกเจ้าว่างกันนักใช่หรือไม่ วันนี้ไม่ซ้อมกันแล้วหรือไร หากข้าเห็นใครแอบอู้อีก ลงโทษตามกฎค่าย” หัวหน้าสามที่เดินจากไปไกลไม่รู้ว่าย้อนกลับมาเมื่อไหร่ ใบหน้าเย็นชากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

พวกลูกสมุนรีบเผ่นอย่างว่องไว ยังไม่วายที่จะประกาศข่าวว่าวันนี้หัวหน้าสามอารมณ์ไม่ดี ขอให้ทุกคนระวังตัวเอาไว้

การฝึกของหัวหน้าสามในวันนี้ดำเนินไปอย่างโหดเหี้ยม ก่อนอื่นเขาให้บรรดาโจรปีนขึ้นไปยังยอดเขาสูงที่สูงที่สุดของเนินเขาเฮยเฟิงสองรอบ จากนั้นลงไปว่ายน้ำในบึงเยียนเสียที่ตีนเขาอีกสิบรอบ หลังจากอาหารกลางวันยังต้องฝึงท่านั่งม้ากลางลานฝึกเป็นเวลาสองชั่วยาม* บรรดาสมุนโจรต่างร่ำร้องเรียกหาบิดามารดากันหมดแล้ว

“หัวหน้าใหญ่ วันนี้เจ้าสามดูแปลกๆ  ไม่เคยเห็นเขาโหดเหี้ยมขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ ”หัวหน้ารองมองไปยังบรรดาลูกสมุนที่น้ำตาไหลรินแข้งขาสั่นระริกในลานฝึกอย่างเห็นใจ

หัวหน้าใหญ่ปิดตาสองข้าง ส่ายหัวอย่างครุ่นคิด เอามือไหล่หลังเดินจากไป

หัวหน้ารอง “.........”

หัวหน้าใหญ่ท่านจะไม่มีความคิดสักหน่อยเชียวหรือ

พวกโจรถูกฝึกเสียจนมีสภาพเหมือนสุนัขใกล้ตาย เยี่ยเจียเหยาที่ไม่มีใครรบกวนจึงได้นอนชดเชยเสียเต็มอิ่มจนกระทั่งช่วงบ่าย นางถูกความหิวปลุกขึ้นจากฝัน ถึงได้หยัดกายที่เจ็บระบมขึ้นมา

ยามบ่ายคล้อยแสงแดดด้านนอกห้องกำลังพอดี เยี่ยเจียเหยาบิดขี้เกียจ ยื่นหน้าออกไปรับแสงแดดสูดหายใจเข้าเต็มปอด อากาศบนเขานั้นสดชื่นยิ่ง สายลมบนเขาหอบเอากลิ่นอายของต้นไม้และดอกไม้ป่ามาด้วย เช่นนี้ก็ดีเหมือนกันไม่ต้องสูดมลภาวะอีก เยี่ยเจียเหยาเหยียดยิ้มอย่างขมขื่น ในเมื่อมาถึงที่แห่งนี้ก็คงต้องปักหลักลงที่นี่ให้ได้ ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ต้องหาอะไรกินเสียก่อน เติมท้องให้อิ่มแล้วค่อยว่ากันเถิด

เยี่ยเจียเหยาไปห้องครัวอย่างคุ้นเคย ยามนี้เลยเวลาอาหารกลางวันแล้ว ทุกคนกำลังเก็บของอยู่ ในห้องครัวยังคงไม่พบหัวหน้าพ่อครัว ป้าเจียงก็ไม่อยู่ ในห้องมีป้าสามคนกำลังล้างถ้วยล้างชามอยู่ พวกนางเห็นเยี่ยเจียเหยาสวมชุดสีแดง ก็คาดเดาฐานะของนางได้ทันที ทั้งสามต่างคนต่างหันกลับไปทำเหมือนเยี่ยเจียเหยาเป็นอากาศธาตุ

วันนี้บุรุษของพวกนางถูกหัวหน้าสามเคี่ยวกรำจนสะบักสะบอมไปหมด ได้ยินว่ามีเหตุมาจากสตรีที่มาใหม่ผู้นี้ ไม่รู้ว่านางทำอะไรให้หัวหน้าสามโมโห ดังนั้นบรรดาภรรยาต่างพากันคิดบัญชีนี้กับเยี่ยเจียเหยา จึงทำทีไม่สนใจนาง

เยี่ยเจียเหยาไม่รู้ว่าตนเองได้กลายเป็นศัตรูของคนทั้งค่ายไปเรียบร้อยแล้ว ยังทำหน้ายิ้มแย้มไถ่ถามว่ายังเหลืออะไรให้กินหรือไม่

นางถามอยู่สามครั้งจึงจะมีป้าคนหนึ่งตอบอย่างเฉยเมยว่า “ไม่มีแล้ว ข้าวที่เหลือเอาไปเลี้ยงหมูหมดแล้วแล้ว”

“เช่นนั้น...ข้าสามารถทำบะหมี่กินเองสักชามได้หรือไม่”

“ขอโทษด้วย เตาก็ดับไฟหมดแล้ว”คนพูดพูดไปก็สาดน้ำเข้าไปในเตา เป็นอันว่าดับไฟจนสนิท

เยี่ยเจียเหยาถึงได้เข้าใจว่าป้าทั้งสามไม่พอใจในตัวนาง หรือจะอิจฉาที่นางงดงามเกินไป เยี่ยเจียเหยากวาดสายตาไปรอบๆ  หยิบแตงกวาที่เพิ่งเก็บมาสดๆ ออกจากตะกร้า     

ช่างเถิด นางกินแตงกวารองท้องก็ได้

“นี่ เจ้าซี้ซั้วกินได้อย่างไร นี่เป็นของที่เตรียมไว้สำหรับอาหารเย็น”ป้าที่สาดน้ำดับเตาไฟเมื่อครู่ตำหนิ

เยี่ยเจียเหยาเหยียดยิ้ม “แค่แตงกวาอันเดียว ยังจะงกไปทำไมกัน!”

ไม่รอให้โดนด่า เยี่ยเจียเหยาก็รีบหนีออกมาก่อนแล้ว เห็นทีสถานะผู้หญิงของหัวหน้าสามนั้นไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก ท่าจะเป็นเพราะหัวหน้าสามไม่มีอำนาจมากพอ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อที่นี่ไม่ใช่หอนางโลม สตรีก็มีเพียงไม่กี่คน ซ้ำยังเป็นป้าแก่ที่ดูรูปร่างอ้วนท้วมหยาบกร้านทั้งนั้น เขาคงไม่มีอำนาจพอในรังโจรแห่งนี้ ทำได้เพียงแต่ดุนางคนเดียวเท่านั้น หึ! บุรุษหน้าเหม็นวิกลจริต

เยี่ยเจียเหยากินแตงกวาไปก็สำรวจพื้นที่ไป เมื่อคืนตอนขึ้นเขานางถูกปิดตาตลอด จึงไม่เห็นทัศนียภาพของเนินเขาเฮยเฟิงแห่งนี้ ได้ยินจอมวายร้ายนั่นว่า เขาแห่งนี้เป็นที่ที่อันตรายมาก ตอนนี้เมื่อได้เห็นแล้ว นับได้ว่าเขาไม่ได้ข่มขู่นาง

สถานที่นี้เป็นเขาที่มีชัยภูมิยากจะเข้าถึง มีหน้าผาอยู่เต็มไปหมด ทางขึ้นทางลงเขาแทบจะมีเพียงเส้นทางเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเดินไปไม่กี่ก้าวก็เป็นเนินเขา เดินไปอีกหน่อยก็เจอหน่วยลาดตระเวน คิดจะหนีออกจากหุบเขานี้เกรงว่าจะยากกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก หากคิดจะบุกโจมตีขึ้นเขามาจึงมิใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ  ยากเย็นพอๆ กับบุกขึ้นเขาเหลียงซาน[2]

เดินวนไปได้รอบหนึ่ง เยี่ยเจียเหยาได้แต่ถอดใจ หรือว่าชาตินี้จะเป็นเพียงฮูหยินโจรอยู่เขาแห่งนี้ไปตลอดชีวิต

เมื่อเดินผ่านทางโค้งไปเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นพื้นที่โล่งกว้าง เมื่อพิศมองไป บนหน้าผามีพื้นดินผืนหนึ่งขนาดพอๆ กับครึ่งสนามฟุตบอล ธงประจำค่ายโบกสะบัดไสว มีบรรดาโจรกว่าหลายร้อยคนยืนทำท่านั่งม้าอยู่ เป็นภาพที่ดูน่าเกรงขามยิ่ง

ซย่าฉุนอวี๋กำลังคุมการฝึกอยู่ด้วยใบหน้าเย็นชา “ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด ลำบากในวันนี้ ออกศึกในอนาคตถึงจะมีโอกาสมีชีวิตรอดเพิ่มขึ้น เถี่ยหนิวยืนนิ่งๆ  เอ้อเหลิ่งจือ อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าแอบอู้อีก มิเช่นนั้นเพิ่มเวลาอีกหนึ่งชั่วยาม”

 “นี่ ตั้งใจกันหน่อย อย่ามองไปทั่ว มองอะไรกัน”ซย่าฉุนอวี๋พบว่าสายตาของทุกคนมองไปยังทิศทางเดียวกัน เขาจึงหันไปดูเห็นสตรีสวมชุดแดงปรากฏกายค่อยๆ เดินอยู่ที่ถนนโค้งเส้นนั้น กำลังกัดอะไรสักอย่างที่อยู่ในมือ ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกจนปัญญาด้วยไม่รู้ว่านางตัวแสบนี้จะมาไม้ไหนอีก

เยี่ยเจียเหยาเห็นซย่าฉุนอวี๋สวมชุดขาวทั้งตัวขับเน้นให้ร่างนั้นดูเด่นขึ้น ยืนรูปงามสง่าบุคคลิกโดนเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่โจร

หากจะเปรียบว่าหญิงใดงามต้องใช้ตาชม ชายงามก็เช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกเยี่ยเจียเหยาที่เข้าใจโดยตรงถึงสุภาษิตว่า นกกระเรียนกลางฝูงไก่**[3]

เอาเถิด เขาเป็นโจรภูเขาที่รูปงานที่สุดบนเนินเขาเฮยเฟิงแห่งนี้ ส่วนนางก็เป็นฮูหยินโจรที่งดงามที่สุดบนเนินเขาเฮยเฟิง แน่นอนว่าเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น นางไม่อยากเป็นเมียโจรไปทั้งชีวิตหรอก

เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่นาง เยี่ยเจียเหยารู้สึกได้ว่าตนคงไม่สามารถหนีออกไปจากที่นี่ได้เร็วๆ นี้ จำเป็นต้องสานสัมพันธ์อันดีเอาไว้บ้าง ถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสบาย อย่าให้เป็นเช่นวันนี้ที่ข้าวกลางวันยังไม่ได้กิน นางจึงแย้มยิ้มหวานออกมาโบกมือทักทาย

อุ๊ย! ในมือยังมีของอยู่ นางจึงรีบเปลี่ยนข้าง



 ---

*หน่วยเวลาของจีนสมัยโบราณ โดย 1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง

**สุภาษิตนกกระเรียนกลางฝูงไก่ มาจากสมัยราชวงศ์จิ้น มีราชองค์รักษ์ชื่อจีเส้าเกิดการจลาจล จีเส้ารุดเข้าวังไปในเขตพระราชฐาน ฝ่ายองค์รักษ์ที่เห็นคนบุ่มบ่ามเข้ามาเตรียมน้าวคันธนูยิง แต่หัวหน้าองครักษ์เห็นร่างสูงใหญ่ก็รู้ว่าเป็นจีเส้าจะรั้งเอาไว้ ต่อมาจี้เส้าตามเสด็จจักรพรรดิฮุ้ยตี้ไปปรายกบฏที่ถังหยิน การศึกครั้งนั้นพ่ายแพ้มีทหารบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จี้เส้าคุ้มกันจักรพรรดิอย่างองอาจกล้าหาญสุดท้ายเขาถูกธนูยิงพรุนไปทั้งร่างเสียชีวิต เลือดของเขากระเด็นเต็มฉลองพระองค์จักรพรรดิฮุ้ยตี้ เพื่อระลึกถึงจี้เส้าจักรพรรดิฮุ้ยตี้ไม่ให้เอาฉลองพระองค์ชุดนี้ไปซัก ภายหลังมีขุนนางกล่าวถึงจี้เส้าว่า “ครานั้นเห็นจี้เส้ากรำศึก ความเป็นชายชาตรีองอาจของเขาโดดเด่นล้ำท่ามกลางข้าศึก เฉกเช่นเดียวกับนกกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่” ดังนั้นคำว่านกกระเรียนกลางฝูงไก่ หมายถึง บุคคลที่รูปร่างหน้าดี มีคุณธรรมและความสามารถ โดดเด่นเหนือล้ำท่ามกลางผู้คนทั่วไป ​


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น