หอหมื่นอักษร

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 3 ปีนหัว

ชื่อตอน : บทที่ 3 ปีนหัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2562 09:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ปีนหัว
แบบอักษร

ยามที่ซย่าฉุนอวี๋จวนจะหมดความอดทน เยี่ยเจียเหยาก็ถือถาดกลับเข้ามาอย่างทุลักทุเล

“เหตุใดถึงนานเช่นนี้” ซย่าฉุนอวี๋สีหน้าบูดบึ้ง

เยี่ยเจียเหยาระงับอารมณ์พลุ่งพล่านของตน นายท่านเจ้าขา หากรีบนักก็แทะแตงกวาดิบๆ กินเลยดีหรือเปล่า

“ห้องครัวไม่มีสำรับแล้ว ข้าเลยลงมือทำเอง” เยี่ยเจียเหยาจัดเรียงถ้วยชามและเปิดฝาหม้อ

กลิ่นหอมกรุ่นค่อยๆ ลอยออกมา ซย่าฉุนอวี๋เดินเข้ามามองดูชามข้าวผัดไข่ที่หน้าตาดูน่าทาน เม็ดข้าวเหลืองอร่ามมันวาว แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกเอียนเลี่ยน ข้าวผสมกับเนื้อหั่นเต๋า แครอท แตงกวา ไข่และเห็ดหอมให้สีสันดึงดูดความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ซย่าฉุนอวี๋ถึงกลับเผลอกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ แต่ปากกลับกล่าวอย่างเหยียดๆ ว่า “ของเละๆเทะๆ แบบนี้ กินได้อย่างนั้นหรือ”

ฝ่ายเยี่ยเจียเหยาได้แต่บ่นอยู่ในใจ นายท่านเจ้าขา ทำให้กินแล้วยังจะทำท่ารังเกียจ แน่นักก็อย่ากินแล้วกัน!

นางกลับฉีกยิ้มขึ้น “ในห้องครัวไม่มีวัตถุดิบอะไรแล้วเจ้าค่ะ ทำได้เพียงเท่านี้ หัวหน้าสามฝืนทานก็ยังดีเสียกว่าปล่อยให้ท้องหิวนะเจ้าคะ”

ยังไม่ทันที่ทางนี้จะพูดจบ ทางนั้นก็เริ่มลงมือกินแล้ว

อืม รสชาตินับว่าใช้ได้ เนื้อหั่นเป็นลูกเต๋าหอมละมุนลิ้น เนื้อเนียนเด้ง ผสานกับแครอทและแตงกวาให้ความสดชื่นทำให้รสชาติเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม มีความมันแต่ไม่เลี่ยน รสชาติไม่ด้อยไปกว่าข้าวผัดแปดสมบัติของครัวหลวงเลยแม้แต่น้อย เอิ่ม หรือว่าจะเพราะเขาหิว รู้สึกว่าอร่อย จะเปรียบกับอาหารจากครัวหลวงได้อย่างไรกัน

แต่ก็ถือว่ารสชาติไม่เลว นับว่าเป็นอาหารที่เลิศรสที่สุดที่เขาได้ลิ้มรสหลังจากขึ้นเขามา ครึ่งปีที่ผ่านมานี้สร้างความลำบากให้แก่กระเพาะของตัวเองมากที่สุด

เยี่ยเจียเหยากินไปก็สังเกตท่าทางของเขาไป สวรรค์ ไม่อร่อยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เขาถึงกับขมวดคิ้วอีก

“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ พอทานได้หรือไม่”เยี่ยเจียเหยาถามเสียงอ่อย

“ก็พอทน”ซย่าฉุนอวี๋ให้ความเห็นอย่างไม่ใส่ใจ

เยี่ยเจียเหยายิ้มเยาะอยู่ในใจ ปากแข็งจริงๆ

“เจ้าชื่อว่าอะไร” ซย่าฉุนอวี๋ดื่มน้ำแกงรสชาติที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน รสชาติอ่อนๆ ของน้ำแกงเข้ากับข้าวผัดได้เป็นอย่างดี

เยี่ยเจียเหยารู้สึกสมองตื้อไปหมด ทั้งๆ ที่ร่วมหอด้วยกันแล้วแท้ๆ จนถึงตอนนี้เพิ่งคิดจะมาถามชื่อแซ่ ยังมีเรื่องเหลวไหลกว่านี้อีกหรือไม่

“เยี่ย...จิ่นเซวียน ชื่อเล่นเหยาเหยา” เยี่ยเจียเหยาเกือบจะบอกชื่อจริงของตนออกไป

ซย่าฉุนอวี๋มองสำรวจไปที่นาง “ชุดเจ้าสาวประณีตงดงามเช่นนี้ นับว่าพวกเขาใส่ใจจริงๆ”

 นี่หมายความอะไรกัน  เยี่ยเจียเหยาเปิดปากเอ่ยขึ้น“ข้าปักเอง ฝีมือดาษดื่นมาก”

“เป็นเจ้าปักเอง” ซย่าฉุนอวี๋ฉงน “ได้ยินว่าหัวหน้ารองเป็นคนพาเจ้ามา เดิมเจ้าเป็นคนที่ไหน”

“พามาหรือ ข้ากำลังเดินทางไปแต่งงานจี้หนาน แล้วถูกลักพาตัวเขามาต่างหาก เจ้าสาวถูกขโมยไม่รู้ว่าตอนนี้ที่บ้านจะเป็นอย่างไรบ้าง คาดว่าคงจะวุ่นวายเละเทะเป็นโจ๊กไปหมดแล้ว” เยี่ยเจียเหยาเอ่ยอย่างแค้นใจ

ซย่าฉุนอวี๋ชะงักไปชั่วขณะ หรือจะถูกลักพาตัวมาจริง ไม่ใช่หัวหน้าใหญ่ตั้งใจจัดฉากขึ้น

เยี่ยเจียเหยาเห็นท่าทางเหมือนตกตะลึงของเขา หรือเขาจะไม่รู้เห็นกับเรื่องนี้ เมื่อคิดได้นางก็เอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “หัวหน้าสาม ท่านปล่อยข้าไปได้หรือไม่ ข้าไม่ใช่สาวชาวบ้านธรรมดา บิดาของข้าคือเยี่ยปิ่งไหวนายอำเภอเมืองหยางโจว เดิมทีข้าต้องแต่งงานให้กับคุณชายใหญ่ตระกูลเว่ยแห่งจี้หนาน หากพวกเขารู้ว่าข้าถูกลักพาตัวจะต้องขึ้นเขามาช่วยอย่างแน่นอน แบบนี้ก็ไม่เป็นผลดีต่อค่ายของพวกท่าน หากท่านปล่อยข้า ข้าจะจดจำบุญคุณตั้งป้ายบูชาท่านไปชั่วชีวิต”

ตั้งป้ายบูชงบูชาอะไรกัน เขายังไม่ตาย ซย่าฉุนอวี๋ยิ้มเย็น “ทำไม หรือเจ้ายังคิดว่าจะแต่งงานกับคุณชายเว่ยอีก”

คิดไม่ถึงจริงๆ ว่านางจะมีที่มาที่ไปไม่ต่ำต้อย บุตรีนายอำเภอเมืองหยางโจว สะใภ้จากจวนนายอำเภอจี้หนาน หัวหน้าใหญ่ช่างมือเติบนัก แต่เมื่อเทียบกับความผิดอุอาจที่แล้วมาบนเนินเขาเฮยเฟิง ชิงสะใภ้จวนนายอำเภอจี้หนานก็ไม่นับว่าร้ายแรงเท่าไรนัก

ถ้าเกิดเรื่องนางที่พูดเป็นความจริง ความคิดจะสะบัดก้นหนีหลังจากจบเรื่องแล้วก็คงจะทำไม่ได้อีก หากนางสงบเสงี่ยมเรียบร้อย จบเรื่องแล้วพอจะพิจารณายกนางเป็นอนุได้ หากคิดจะเป็นภรรยาเอก ฐานะเช่นนี้ยังไม่เพียงพอ

ทว่านี้เป็นเพียงคำพูดของนางฝ่ายเดียว ความจริงเท็จยังคงต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์

“มิกล้า ข้าตอนนี้เป็นบุปผามีตำหนิ ไม่กล้าแต่งให้กับคุณชายเว่ย ข้าเพียงแต่อยากกลับไปหยางโจว ไม่แต่งงานอีกตลอดไปทั้งชีวิต” เยี่ยเจียเหยามองเขาอย่างน่าสงสาร

 คนโบราณให้ความสำคัญกับชื่อเสียง สตรีที่สูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วใครยังจะอยากได้อีก นางมีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่

“เจ้าคิดว่าเจ้ากลับไปยังหยางโจว ตระกูลเยี่ยยังจะรับเจ้าไว้อีกหรือ ไม่แน่เพื่อปกป้องชื่อเสียงตระกูลเยี่ย บิดาของเจ้าจะฆ่าเจ้าตายเสียก่อนน่ะสิ”ซย่าฉุนอวี๋เสียดสีนาง

เยี่ยเจียเหยาชาวาบไปทั่งศีรษะ ถึงขั้นนั้นเชียวหรือ ถึงแม้ว่ามารดาบังเกิดเกล้าของนางจะจากไปแล้ว แม่เลี้ยงก็ไม่ได้สนใจนาง แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นบุตรีของท่านพ่อ แม้เสือร้ายยังไม่กินลูกตัวเองเลย

 ซย่าฉุนอวี๋เลิกคิ้ว “ข้าไม่ได้ข่มขู่เจ้า อย่าทำท่าตื่นตูมเช่นนั้น “เขากินข้าวคำสุดท้ายในชามจนหมด

“ถะ...ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่กลับบ้าน ต่อให้ไม่มีตระกูลเยี่ยข้าก็เลี้ยงตัวเองได้” เพราะนางเชื่อคำพูดของเขา ส่วนลึกในใจของนางเย็นเยียบ

คำพูดเช่นนี้ยิ่งนำมาซึ่งความขบขันแก่ซย่าฉุนอวี๋เป็นอย่างมาก “เจ้าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่าง ขายรอยยิ้มขายเรือนร่างอย่างนั้นหรือ หากคิดจะขายเรือนร่างจริงๆ ละก็ อยู่ที่นี่ก็ทำได้เช่นกัน ลูกค้าเช่นข้าไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ”

เยี่ยเจียเหยาสีหน้าบูดบึ้ง แทบจะเอาน้ำแกงไข่ใส่มะเขือเทศราดลงบนหัวเขา เอาข้าวสาดใส่หน้าเขานัก ทำไมถึงได้มีคนเลวร้ายเช่นนี้ เขาคิดว่านางเป็นตัวอะไรกัน เป็นพวกโจรโดยสันดาน หึ เดิมทีเขาก็เป็นโจรอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นยังเป็นพวกหัวหน้าโจรเสียด้วย พูดคุยกับโจรยังมีเหตุผลอะไรได้อีก

“ยังไม่อิ่ม เจ้ากินไม่ลงแล้วหรือ” ซย่าฉุนอวี๋พูดจบก็หยิบชามข้าวของนางไป

เยี่ยเจียเหยา “...”

“ใครว่าข้ากินไม่ลงแล้ว ท่านว่าไม่อร่อยไม่ใช่หรือไร ทำไมยังกินเยอะขนาดนี้ ระวังจะติดคอตาย” เยี่ยเจียเหยาใช้ความว่องไวแย่งชามข้าวกลับคืนมา

ซย่าฉุนอวี๋คิดไม่ถึงว่านางจะแย่งกลับไปจริงๆ ซ้ำยังมีท่าทีราวกับหมาป่าผู้หิวโหย ชามข้าวที่เพิ่งจะแย่งมาก็ถูกแย่งกลับไปทันใด

บุตรีนายอำเภอแห่งหยางโจว คุณหนูผู้ดีมีชาติตระกูล เหตุใดถึงมีกริยาไร้มารยาทเยี่ยงนี้ ซย่าฉุนอวี๋รู้สึกคาดไม่ถึง การกระทำเช่นนี้แทบจะเปลี่ยนคำนิยามและความรู้ที่เขามีต่อคุณหนูตระกุลใหญ่ๆ ไปจนหมดสิ้น

ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิ้วมองจ้องมาที่นาง สายตามิได้แสดงออกถึงความดุร้าย กระนั้นใบหน้าก็ไม่ได้ยิ้มแย้ม ขณะนี้ใบหน้าของเขาไร้สีหน้า มิได้โกรธขึ้งแต่กลับทรงอำนาจ นี่เป็นลักษณะของผู้ที่สูงศักดิ์มาโดยกำเนิด

เยี่ยเจียเหยาคิดได้ว่าตัวเองยังอยู่ในรังโจร ชีวิตยังคงอยู่ในกำมือของเขา อารมณ์ที่พุ่งพล่านเมื่อครู่ก็ลงลดทันที กล่าวอย่างอ่อนแอว่า “ด้านบนนั้นข้ากินไปแล้ว ข้าแบ่งด้านล่างให้ท่านอีกครึ่งจะดีหรือไม่”

เมื่อสักครู่มัวแต่พูดกินข้าวได้ไม่กี่คำ แต่ไหนแต่ไรมานางจะค่อยๆ ละเลียดกิน อาหารรสเลิศนั้นจำต้องค่อยๆ ลิ้มลอง ต่อให้เปล่าข้าวสวยหากกินช้าๆ รสหวานของข้าวถึงจะออกมา ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนางจะต้องหาทางเหลือข้าวไว้ให้ตัวเองบ้าง

ซย่าฉุนอวี๋หัวเราะในคอ “ไม่ต้องแล้ว ไปเติมมาให้ข้าอีกชาม”

”....” เยี่ยเจียเหยาไร้คำพูด

ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า”ข้าวที่เหลืออยู่เกรงว่าจะอยู่ในกระเพาะซ่งชีไปหมดแล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋หน้าคล้ำง้ำงอ ไฉนไหนนางถึงไม่ยกมาให้หมด เขาเป็นบุรุษ นางคิดว่าเขาจะมีกระเพาะเล็กจิ๋วเหมือนนางหรืออย่างไร ข้าวชามเดียวก็อิ่มได้แล้วหรือ

 เยี่ยเจียเหยาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเขา จึงค่อยๆ ดันชามข้าวส่งกลับไป

ซย่าฉุนอวี๋ก็ไม่เกรงใจ แบ่งข้าวครึ่งหนึ่งลงในชามตนเอง ก่อนจะส่งที่เหลืออีกครึ่งให้นาง

เยี่ยเจียเหยาแอบดีใจอยู่ลึกๆ เคราะห์ดีที่เขาไม่ลงมือเด็ดขาด ยังเหลือข้าวไว้ให้นาง คราวนี้เยี่ยเจียเหยาไม่กล้าละเลียดกินอีก เกรงว่าหากเขากินหมดแล้วจะแย่งนาง จึงเร่งกินคำใหญ่ๆ ลงไป

ผ่านไปไม่นาน ทั้งสองก็กินข้าวจนหมดเกลี้ยง ซย่าฉุนอวี๋ยังรู้สึกไม่เพียงพอ ฝ่ายเยี่ยเจียเหยาก็อิ่มเพียงเล็กน้อย

ก่อนจะถอดชุดขึ้นนอน ซย่าฉุนอวี๋เอ่ยว่า “เจ้าเพียงทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่บนเขาแห่งนี้ อย่ามัวแต่คิดเพ้อฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขอเพียงเจ้าเชื่อฟัง รับรองว่าข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก”

เยี่ยเจียเหยารู้สึกอยากร้องไห้เมื่อได้ยิน จะไม่ทำให้นางลำบากอย่างไร วันนี้เกือบถูกท่านฆ่าตายซะแล้ว หรือนี่คือการดูแลไม่ให้ลำบากของเขา

ซย่าฉุนอวี๋เอนตัวลงนอน เขายกขาข้างหนึ่งยื่นมากวัดแกว่งอยู่หน้านาง ใช้สายตาบอกนางให้เรื่องที่สมควรทำเรื่องหนึ่ง

หมายความว่าจะให้นางถอดรองเท้าให้เขา เยี่ยเจียเหยาคับแค้นใจ ถึงแม้ชีวิตเดิมของนางจะไม่ได้เกิดในครอบครัวเศรษฐี แต่ก็ถูกบิดามารดาทะนุถนอมนางไว้ดุจไข่ในหิน ถึงแม้จะมีเวลาที่ไม่สมหวังบ้าง ก็เป็นคุณหนูใหญ่ที่มีคนรับใช้จนเติบใหญ่ ในทั้งสองชีวิตของนางหากนับรวมๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ต้องรับใช้ผู้อื่น

 ช่างเถิด ช่างเถิด ในเมื่ออยู่ในรังหมาป่า อยู่ในอาณัติของเขา ยอมได้ก็ต้องยอม เป็นสาวแกร่งแค่ไหนจำต้องรู้จักปรับตัวไปตามสถานการณ์

เยี่ยเจียเหยาเข้าไปช่วยเขาถอดรองเท้าออกอย่างไม่ยิมยอมพร้อมใจ

พระเจ้า! ทำไมรองเท้ามันถึงได้แน่นเช่นนี้ เยี่ยเจียเหยาพยายามออกแรงถอดอย่างไรก็เอาไม่ออก

ตอนนี้นางถึงได้พบว่าจอมวายร้ายงอฝ่าเท้าขึ้น นี่เขาจงใจกลั่นแกล้งนางชัดๆ

ซย่าฉุนอวี๋นอนหนุนสองมือต่างหมอน มองนางออกแรงครั้งแล้วครั้งเล่าถอดรองเท้าให้ตน

เยี่ยเจียเหยาคิดอย่างเจ็บใจ หากนางมีมีดตอนนี้จะต้องตัดเท้าเหม็นเน่าๆ ของเขาทิ้งซะ

นางได้แต่กัดฟันรวบรวมแรงดึง ในจังหวะนั้นเองซย่าฉุนอวี๋คลายฝ่าเท้าออก เยี่ยเจียเหยากอดรองเท้ากระเด็นก้นกระแทกพื้น ล้มลงไม่เป็นท่า

ซย่าฉุนอวี๋หัวเราะเสียงดัง รู้สึกขึ้นกะทันหันว่าการมีคนคอยให้แกล้งถือว่าเป็นเรื่องสนุกสนานอย่างหนึ่ง

ฝ่ายเยี่ยเจียเหยาโกรธอย่างมาก ความคิดจะเอาคืนผุดขึ้นมาในหัวนาง เยี่ยเจียเหยาหยิบรองเท้าปาใส่หน้าเขา ซย่าฉุนอวี๋ที่คิดไม่ถึงว่านางจะปารองเท้ามากำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน รองเท้าก็ลอยมาถึงเบื้องหน้าเข้าที่ปากที่กำลังหัวเราะของเขาอย่างพอดิบพอดี

ยามนั้นทั้งห้องเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าอากาศหยุดไหลเวียน เยี่ยเจียเหยาที่กำลังโกรธเคืองจ้องมาที่เขา ซย่าฉุนอวี๋ที่ถูกรองเท้าปาใส่จนมึนงง ผ่านไปชั่วขณะถึงจะได้สติ อารมณ์โมโหฉายออกมาทางสายตา แววตาค่อยๆดุดันขึ้นมา

เมื่อถูกจ้องมองได้ครู่หนึ่ง เยี่ยเจียเหยารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจึงลุกขึ้นมาอย่างสงบเสงี่ยม ไปถอดรองเท้าให้เขาอีกข้าง

ซย่าฉุนอวี๋ไม่ขยับเขยื้อน ปล่อยให้นางถอดรองเท้าจนเสร็จ เขาจึงลุกขึ้นจับนางพลิกลงที่เตียง ใช้กายคร่อมกดตัวเยี่ยเจียเหยาเอาไว้ เอ่ยเสียงเข้มว่า “ไม่เคยมีใครกล้าปารองเท้าใส่ข้ามาก่อน”

เมื่อเห็นท่าทางราวกับจะกินคนของเขา เยี่ยเจียเหยาใจฝ่อ สีหน้าโศกเศร้ากล่าวว่า “ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ท่านจะเอาอย่างไร ตอนอยู่บ้านข้าไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อน ล้วนแต่มีคนปรนนิบัติทั้งสิ้น เพียงพริบตาเดียวจะให้เปลี่ยนก็ไม่ชิน ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ละเว้นข้าสักครั้งเถอะนะ”

“ละเว้นเจ้า เจ้ากล้าปารองเท้าใส่หน้าข้าก็สมควรจะได้รับการลงโทษ เจ้าคิดว่าข้าผ่อนปรนให้เจ้าก็สามารถปีนหัวข้าได้อย่างนั้นหรือ ในเมื่อทำผิดหากไม่ลงโทษเจ้าคงจะไม่หลาบจำ” ซย่าฉุนอวี๋ในอารมณ์โมโหไม่คล้อยตามคำขอร้อง  หากเรื่องที่ผู้สืบทอดจิ้งอันโหวถูกสตรีปารองเท้าใส่หน้าถูกแพร่งพรายออกไป เขาจะยังจะมีหน้าอยู่ได้อย่างนั้นหรือ

“ข้าจำได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำผิดอีกเด็ดขาด ฮือๆๆ ละเว้นข้าเถอะนะเจ้าคะ”

“ขอร้องไปก็ไม่สำเร็จ...”

ซ่งชีที่กินอิ่มจนหนำนอนลูบพุงอยู่ที่ราวระเบียงได้ยินเสียงร้องน่าเวทนาของอาซ้อคนใหม่ก็รู้สึกเห็นใจ เขาคิดว่า  ที่แท้หัวหน้าสามเป็นอสุรกายนี่เอง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น