หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะ “นาง” ถูก “ลัก”พาตัวมาเป็นฮูหยินโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่อง “รัก” วุ่นๆ จึงเกิดขึ้นด้วยเสน่ห์ปลายจวักของนาง

บทที่ 2 โครกคราก

ชื่อตอน : บทที่ 2 โครกคราก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2561 10:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 โครกคราก
แบบอักษร

ไม่ใช่ว่าเยี่ยเจียเหยาไม่อยากร้องไห้ แต่นางไม่กล้าและไม่เหลือเรี่ยวแรงจะร้องต่างหาก ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน กอปรกับเพิ่งผ่านกิจกรรมร้อนแรงเมื่อครู่ ตอนนี้นางหิวจนไส้จะขาดแล้ว

เมื่อคิดถึงของกิน ท้องก็ส่งเสียงร้องโครกครากขึ้นมาทันที

ในห้องเงียบสงบ เหลือเพียงแต่เสียงเผาไหม้ของเทียนมงคลสีแดง ทำให้เสียงท้องร้องดังขึ้นมาอย่างชัดเจน เรื่องเช่นนั้นก็ทำมาแล้ว จะกลัวเรื่องท้องร้องไปทำไม หากไม่ใช่เพราะเขาเคี่ยวกรำนางจนมาถึงตอนนี้ ท้องของนางก็คงจะไม่ร้อง รังเกียจก็รังเกียจเถอะ ดีเสียอีกเขาจะได้ขับไล่นางออกไปเสีย เยี่ยเจียเหยาคิดอยู่ในใจ นางเอ่ยออกไปอย่างหนักแน่นว่า “ข้าหิวแล้ว”

ซย่าฉุนอวี๋ไม่ตอบรับ เขามองนางแล้วกวาดสายตาไปทางโต๊ะ กล่าวว่า “ตอนนี้ไม่มีอะไรกินแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถอะ”

เยี่ยเจียเหยาลูบท้อง “หากยังร้องอยู่อย่างนี้ ท่านจะนอนได้หรือ”

ซย่าฉุนอวี๋ขมวดคิว “เจ้าจะพูดอะไร”

เยี่ยเจียเหยาชี้ไปที่เตียงเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หากนางจำไม่ผิดเตียงที่คล้ายโซฟานั้นมีชื่อเรียกว่า หลัวฮั่นทา  “หรือให้ข้า ย้ายไปนอนที่นั่น”

เขาตลบผ้าห่มมุดตัวเข้าไปนอน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง “นอน”

เฮอะ*! แบบนี้นับว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตกันนี่* เยี่ยเจียเหยาได้แต่ขบเคี้ยวฟันใส่ด้านหลังของชายหนุ่ม ก่นด่าเขาอยู่ในใจ

ด่าก็ด่าแล้ว แต่ข้าวยังไม่ได้กิน แล้วยังต้องนอนร่วมเตียงกับเขา เยี่ยเจียเหยารู้สึกว่าสภาพเบื้องหน้ายังเลอะเทอะยิ่งกว่าละครน้ำเน่าที่เคยดูเสียอีก แถมตนยังซวยกว่านางเอกที่แสนจะซวยนั้นเป็นไหนๆ

ครอบครัวของนางตั้งแต่รุ่นปู่ทวดเป็นต้นมาก็เริ่มประกอบอาชีพพ่อครัว ไล่ลงมาทั้งสามรุ่น ไม่เพียงแค่นาง ทุกคนล้วนเป็นพ่อครัวแม่ครัวที่มีชื่อเสียงในวงการอาหาร ดังนั้นในบ้านของนางสิ่งที่ไม่เคยขาดแคลนคืออาหาร ตั้งแต่เด็กจนโตนางจึงไม่เคยลิ้มรสชาติของความอดอยาก ที่แท้ความหิวโหยทรมานเช่นนี้ นางจะผ่านพ้นค่ำคืนอันแสนยาวนานไปได้อย่างไร

โครกคราก โครกคราก...

ตอนแรกเยี่ยเจียเหยายังคิดจะห่มผ้าแน่นๆ อีกหน่อย เผื่อว่าจะช่วยกลบเสียงดังน่าอายนั้นไปได้ จากนั้นก็พบว่าเป็นการกระทำที่เสียแรงเปล่า จึงได้แต่ทนรับชะตากรรม นอนแห้งเป็นปลาตายอยู่บนเตียง

โครกคราก...

อุตส่าห์จะเปลี่ยนทำนองอีก เยี่ยเจียเหยาเหยาคิดอย่างระอา

โครกโครกคราก...

เสียงสองเสียงดังขึ้น ประสานกันร้องประสานกันเป็นทำนองอย่างลงตัว

เอ๊ะ ไม่สิ นี่ถึงจะเป็นเสียงท้องของนางหนิ เยี่ยเจียเหยาตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง นางเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่แท้ท้องของสุดหล่อข้างๆ ก็ร้องอยู่เช่นกัน

เวลานี้นางรู้สึกจิตใจสงบขึ้น หิวเหมือนกัน ร่วมกันหิวเช่นนี้นับว่ายุติธรรม ยุติธรรมยิ่ง

ซย่าฉุนอวี๋เลิกผ้าห่มลุกขึ้นนั่ง มองเยี่ยเจียเหยาด้วยความโมโห นางถึงกับแอบขำ เวลานั้นใบหน้าเขาดำคล้ำง้ำงอขึ้น

นางกล้าหัวเราะเยาะเขา ถ้าไม่ใช่เพราะนางส่งเสียงโครกครากอยู่ข้างๆ ท้องเขาจะร้องตามได้อย่างไร คืนนี้เขาเพียงดื่มสุรา แต่ไม่ได้กินอะไรเลย เขาก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว

เยี่ยเจียเหยาคิดไม่ถึงว่าเขาจะหมุนกายกลับมา นางยังไม่ทันจะหุบยิ้ม มุมปากเหยียดขึ้น นางเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “เช่นนั้น ข้าไปหาของกินดีไหม”

ซย่าฉุนอวี๋ร้องหึๆ เขาลงจากเตียงสวมเสื้อ เยี่ยเจียเหยาเองก็รีบสวมเสื้อผ้า “ท่านบอกข้าหน่อยว่าห้องครัวอยู่ไหน ข้าไปเองก็ได้ หากห้องห้องครัวไม่มีอะไรกิน ข้าจะได้ทำอาหาร”

เขาหันกลับมา ขมวดคิ้วมองมาที่นาง ไหนว่าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ จะทำอาหารเป็นได้อย่างไร

เยี่ยเจียเหยามองหัวหน้าสามอย่างจริงใจ พูดประจบประแจงว่า “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ข้าไปทำก็พอแล้ว หัวหน้าสามท่านรออยู่ที่สักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ”

ซย่าฉุนอวี๋อยู่ในภวังค์ความคิด นางคิดจะฉวยโอกาสหนีไปเป็นแน่ถ้าหากนางถูกลักพาตัวมาจริงๆ แต่ก็ไม่เหมือนเช่นกัน นางไม่ร้องไม่โวยวาย ซ้ำยังออกตัวจะทำให้อาหารให้เขา กระตือรือร้นขนาดนี้เพราะจะเอาใจเขาใช่หรือไม่

เยี่ยเจียเหยาเห็นซย่าฉุนอวี๋ไม่ตอบรับก็คิดเสียว่าเขาอนุญาต ใช้ความว่องไวสวมเสื้อผ้าแล่นปรี่ออกไป กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนไปพูดทำนองว่าทนๆ ไปเดี๋ยวก็หายหิว เขาทนได้ แต่นางทนไม่ได้อีกแล้ว

ซย่าฉุนอวี๋ยังไม่ทันจะหาเหตุผลได้ คนก็จากไปแล้ว ไหนว่าไม่รู้ว่าห้องครัวอยู่ไหน ซย่าฉุนอวี๋สงสัยชั่วครู่ กลับไปขึ้นไปนอนบนเตียง อย่างไรเสียนางก็หนีไปไหนไม่ได้ ดูสิว่านางจะทำอาหารอะไรเป็น

ประตูเรือนมีโจรเฝ้ายามอยู่สองคน เมื่อเห็นเยี่ยเจียเหยาออกมา สองคนรู้สึกคิดไม่ออกว่านางกำลังจะหนีหรือจะทำอะไร เมื่อครู่เพิ่งจะผ่านศึกดุเดือดมาเสียขนาดนั้น อาซ้อกลับยังเหลือแรงลงจากเตียงได้

“พี่ชายทั้งสอง พอจะบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าห้องครัวอยู่ไหน” เยี่ยเจียเหยาถาม

ในขณะที่สองคนเลิ่กลั่กอยู่ เยี่ยเจียเหยาชี้กลับไปที่ห้อง เอ่ยเบาๆว่า “หัวหน้าสามหิวแล้ว ให้ข้ามาหาของกิน”

ชายทั้งสองรู้สึกเห็นใจขึ้นมา เป็นอาซ้อคนใหม่นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ ป้อนให้อิ่มกายแล้วยังต้องป้อนให้อิ่มท้องอีก โจรที่ชื่อซ่งชีเอ่ยขึ้น “อาซ้อท่านกลับไปเถิด เดี๋ยวข้าจะทำขาหมูให้หัวหน้าสามเอง”

เยี่ยเจียเหยากระแอ่มขึ้นเมื่อได้ยินคำเรียกว่าอาซ้อ อาซ้อกับผีน่ะสิ นางไม่ยอมรับหรอกว่าตนเองแต่งงานกับโจรภูเขา

เยี่ยเจียเหยาครุ่นคิด โจรผู้นี้คงจะไม่วางใจให้นางออกไป จึงกล่าวว่า “ดึกดื่นเช่นนี้กินของมันเลี่ยนไม่ดีต่อสุขภาพ เช่นนั้นพี่ชายท่านนี้ไปเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่”

ซ่งชีสบกันตากับเผิงอู่ ในเมื่อหัวหน้าสามอยากหาของกิน อาซ้อสามก็ยินยอมให้ติดตามไปด้วย ก็ไม่มีอะไรไม่น่าวางใจ ซ่งชีจึงเอ่ยขึ้น “ข้าไปเป็นเพื่อนอาซ้อเอง”

เยี่ยเจียเหยายิ้มออกอย่างดีใจ เอ่ยอย่างเกรงใจว่า “รบกวนพี่ชายแล้ว”

ซ่งชีรีบเอ่ยขึ้น “อาซ้อเรียกข้าว่าซ่งชีก็พอแล้ว เรียกพี่ชายข้าน้อยไม่กล้ารับ”

หากหัวหน้าสามรู้เข้าว่าเขากล้ารับคำเรียก คงจะถูกเชือดคอเป็นแน่

เนื่องจากรู้สึกไม่สบายท้อง เยี่ยเจียเหยาเดินซวนเซ ฝีเท้าไม่มั่นคง เผิงอู่เห็นท่าทางนั้นคิดอยู่ในใจว่า หัวหน้าสามช่างไม่รู้จักถนอมบุปผาแม้แต่น้อย หญิงงามชดช้อยขนาดนี้ จะทนต่อความรุนแรงเช่นนั้นได้อย่างไร แต่จะว่าไปหัวหน้าสามเดิมก็ยากจะปรนนิบัติอยู่แล้ว คนในค่ายถึงจะกลัวหัวหน้าใหญ่ แต่กลัวหัวหน้าสามมากกว่า เพราะหัวหน้าสามมีนิสัยโหดเหี้ยม

ห้องครัวนั้นอยู่ไม่ไกล ออกจากเรือนไประยะห่างเพียงแค่ห้าสิบกว่าเมตรเท่านั้น

ซ่งชีเดินเข้าไป ร้องเรียกเสียงดัง “ป้าเจียง ยังเหลือของกินอยู่หรือไม่”

ป้าเจียงเป็นสตรีสูงวัยอายุราวสี่สิบกว่า รูปร่างร่างท้วมเอวหนามีลักษณะของแม่ครัวผู้หนึ่ง เวลานี้มือของนางถือขาหมูน้ำแดงที่ถูกกัดแล้วชิ้นหนึ่ง ปากของนางมันขลับ เมื่อเห็นว่าผู้มาคือซ่งชีก็ไม่เก็บงำท่าที เอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า “ยามนี้แล้วยังจะเหลือของกินอะไรกันอีกเล่า”

“ข้าว่าถูกท่านขโมยกินไปหมดแล้วมากกว่า” ซ่งชีกล่าวโทษ

“หนอย! พวกเจ้าทั้งกินเนื้อดื่มสุรากันจนอิ่มหนำสำราญ ยายแก่อย่างข้าถึงตอนนี้เพิ่งจะได้กินข้าว” ป้าเจียงกวาดตามองมาอย่างเอาเรื่อง

“หัวหน้าสามยังหิวอยู่ รีบดูสิว่ายังมีอะไรให้กินได้บ้าง” ซ่งชีเปิดหม้อดู ก็พบว่าภายในมีแต่น้ำร้อน

เมื่อได้ยินว่าหัวหน้าสามหิว ท่าทีของป้าเจียงก็เปลี่ยนเป็นมิตรขึ้นมาทันใด “กับข้าวไม่เหลือแล้ว จะมีก็เพียงข้าวเท่านั้น”

เยี่ยเจียเหยามองไปรอบๆ นางพบว่าเสาแขวนเนื้อวัวเอาไว้ ตะกร้าบนพื้นยังมีมะเขือเทศ แตงกวาและแครอท นางจึงถามว่า “มีไข่ไก่หรือไม่”

ป้าเจียงเห็นเยี่ยเจียเหยาสวมชุดเจ้าสาว จึงรู้ว่านางคือเจ้าสาวที่ถูกหัวหน้ารองพาตัวมา นางยิ้มเอ่ยว่า”มีๆ เมื่อค่ำเพิ่งเก็บมาจากเล้า”

“ไฟในเตาดับไปแล้วหรือยัง”

“ยัง กำลังต้มน้ำอยู่”

เยี่ยเจียเหยาเอ่ย “เช่นนั้นคงต้องรบกวนป้าเจียงช่วยข้าดูไฟ แล้วก็เอาไข่ไก่มาสักสองสามใบ”

เยี่ยเจียเหยาม้วนแขนเสื้อขึ้นเตรียมตัวจะลงมือทำอาหาร

ซ่งชีกล่าว “อาซ้อ ท่านให้ป้าเจียงทำก็ได้นะขอรับ”

“ไม่เป็นไร ข้าทำเองจะดีกว่า”เยี่ยเจียเหยาเอามะเขือเทศสองลูก แตงกวาหนึ่งใบ และแครอทหนึ่งหัวออกจากตะกร้า นำมาล้างน้ำ

การทำอาหารเป็นสิ่งที่นางสนใจมากที่สุด นอกจากทำอาหารแล้วนางก็ไม่ถนัดอะไรเลย

ซ่งชีและป้าเจียงได้แต่ยืนอ้าปากค้างมองเยี่ยเจียเหยาที่ใช้มีดออกมาได้คล่องแคล่วราวกับร่ายรำ หั่นเนื้อวัวออกเป็นลูกเต๋าชิ้นเล็กๆ ที่ขนาดเท่าเล็กใหญ่เกือบเท่ากันกันทุกชิ้น การใช้มีดเช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยมมาก ทั้งสองคนจึงรู้สึกตกใจ

เยี่ยเจียเหยาไม่ได้ถามป้าเจียงว่า สิ่งไหนคือเหล้าปรุงอาหาร สิ่งไหนคือซีอิ๊ว นางเปิดขวดดมกลิ่น ก็เริ่มปรุงรส นางนำเนื้อวัวที่หั่นเรียบร้อยเติมซีอิ๊ว เหล้า เกลือกับน้ำตาลเล็กน้อย และเพิ่มขิงอีกสองแผ่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน

 หลังจากหมักเนื้อเสร็จ นางก็เริ่มลงมือหั่นแตงกวาและแครอทเป็นทรงลูกเต๋าเล็กๆ

ป้าเจียงที่ไม่รู้ว่าไปหยิบเห็ดหอมมาจากไหน ถามขึ้น“คุณหนู ท่านจะใช้เห็ดหอมหรือไม่”

ใบหน้าของเยี่ยเจียเหยาฉายแววยินดี “ใช้ๆ มีเจ้านี่ยิ่งดีใหญ่” เห็ดหอมสามารถเพิ่มความอยากอาหาร ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องปรุงรส แต่พวกผงชูรสกินแล้วไม่ดี ครอบครัวของนางจึงมักใช้ซุปไก่สูตรเฉพาะแทน แต่ในยุคนี้น่าจะไม่มีผงชูรส ไว้วันหน้านางจะทำซุปไก่ขึ้นมาเอง

เมื่อเตรียมเครื่องเสร็จ เยี่ยเจียเหยาเทน้ำมันลงในกระทะ รอจนเดือดได้ที่จึงใส่เนื้อวัวหมักลงไป ผัดอย่างรวดเร็วเพียงครู่หนึ่งจึงนำขึ้นใส่จาน เนื้อวัวเดิมทีเนื้ออ่อนนุ่ม หากผัดนานเกินไปจะทำให้ไม่อร่อย เพียงผัดกับน้ำมันเดือดๆ เพียงเล็กน้อยแล้วนำขึ้นจากกระทะถึงจะได้เก็บความนุ่มละมุนของเนื้อวัวเอาไว้ได้

ไข่เมื่อตอกแล้วใส่ลงกระทะผัดเป็นชิ้นเล็กๆ จนสุก ตักขึ้นใส่จานพักไว้ จากนั้นจึงผัดเห็ดหอมจนกระทั่งได้กลิ่นหอม แล้วใส่แครอทหั่นเต๋าลงไป ตามด้วยใส่แตงกวาเป็นอย่างสุดท้าย ผัดทั้งหมดจนสุกเพียงครึ่งหนึ่งจึงตักขึ้นพักในจาน เยี่ยเจียเหยาเทข้าวที่เหลืออยู่สองถ้วยลงกระทะ รอจนข้าวเริ่มอ่อนตัว นางปรุงรสจนได้ที่แล้วถึงใส่เครื่องที่พักไว้ลงไปผัด

เมื่อเยี่ยเจียเหยาได้เห็นอาหารขึ้นจากกระทะ ตัวนางก็รู้สึกเบิกบานใจมาก นี่เป็นข้าวผัดเนื้อใส่ไข่ที่นางชอบมาก คนที่เคยกินข้าวผัดของนาง ไม่มีใครที่จะไม่คะนึงหาอีก หัวหน้าสามที่น่ารังเกียจนั่นนับว่ามีลาภปากแล้ว

หลังจากผัดข้าวเรียบร้อย เยี่ยเจียเหยาก็เริ่มทำน้ำซุปมะเขือเทศ ที่จริงแล้วการทำอาหารพื้นๆ นั้นกลับทำให้เห็นฝีมือได้ดีที่สุด มะเขือเทศต้องต้มจนได้รสมะเขือเทศ แต่ห้ามนิ่มเละ หากเละแล้วจะทำให้ดูไม่น่าทาน หากไม่ได้รสมะเขือเทศก็นับว่าจืดไป

“คุณหนู ฝีมือทำครัวของท่านนับว่าดีกว่าหัวหน้าพ่อครัวเสียอีก”ป้าเจียงเอ่ยชม หัวหน้าพ่อครัวคอยดูแลเรื่องรสชาติ นางและคนอื่นๆ เป็นเพียงลูกมือช่วยเหลือ หัวหน้าพ่อครัวปกติมักชอบโยนสารพัดเครื่องปรุงและวัตถุดิบลงไปมั่วๆเหมือนทำอาหารหมูก็ไม่ปาน นางทำอร่อยกว่าด้วยซ้ำ! ยังเบ่งอยู่ได้ วันหน้าเห็นทีจะต้องให้หัวหน้าพ่อครัวดูฝีมือของเยี่ยเจียเหยาเสียบ้าง ดูสิว่าเขาจะไม่เอากระทะครอบตัวเองขาดอากาศตายแล้วจะทำอย่างไรได้

เยี่ยเจียเหยายิ้มอย่างถ่อมตน “ไม่นับว่าเป็นฝีมืออันใด แค่ชมชอบทำเท่านั้น”

สำหรับนางการทำอาหารไม่ใช่งาน เป็นความชื่นชอบจากใจจริง เพราะนางเป็นพวกนักกินที่เลือกกิน ครอบครัวของนางทุกคนล้วนเป็นนักกิน ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องต่ออาหารสูงกว่าปกติ

ข้าวผัดพูนๆ สองถ้วยกอปรกับน้ำแกงมะเขือเทศอีกหนึ่งถ้วย ในกระทะยังคงเหลือบ้างเล็กน้อย เมื่อเห็นซ่งชีสองตาจับจ้องในกระทะ เยี่ยเจียเหยาหัวเราะเอ่ยว่า “ซ่งชี เจ้าคงหิวแล้วเช่นกัน หากไม่รังเกียจ ที่เหลือนั้นยกให้เจ้า”

ซ่งชีหัวเราะฮี่ๆ สองมือถูกันพัลวัน “เดิมทีข้ายังไม่หิว แต่เห็นอาซ้อทำอาหารโอชาเช่นนี้ก็หิวขึ้นมาแล้ว”

 ป้าเจียงยิ้มเย้ย สายตาจับจองมองไปยังถ้วยที่ซ่งชีตักข้าวผัดที่เหลือในกระทะใส่ลงไป ได้แต่กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ นางแทบจะเอาขาหมูที่กัดไปคำหนึ่งแลกกับข้าวผัดถ้วยนั้น แต่กลับกระดากจะเอ่ยปากขอ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}