เงาลับ

ขอบคุณทุกคนที่แวะเวียนเข้ามานะคะ ^^ ขอให้มีความสุขกับการอ่านค่ะ ดีไม่ดียังไง ติชมกันได้เลยนะ <3

Chapter 8 : จุดประกาย

ชื่อตอน : Chapter 8 : จุดประกาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 120

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2561 01:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8 : จุดประกาย
แบบอักษร

8

เมื่อมีความหวัง เราจึงมีพลังขับเคลื่อน

เมื่อมีความฝัน สิ่งที่จะผลักดันเราต่อไปก็คือ ความเชื่อ

ม่านหมอก – นักเขียนสี่ตา


สมัยยังอยู่ในรั้วโรงเรียน คุณอาจพบว่าการเลือก ‘คณะที่ใช่’ เพื่อเข้าศึกษาต่อเป็นเรื่องสุดหิน

แต่เมื่อพ้นจากรั้วสถานศึกษา คุณจะพบว่าความจริงที่ว่า ‘หางานที่ใช่’ นั้นหินกว่ามาก


“โอ๊ยๆๆ”

ฉันส่งเสียงร้องพลางขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิง ก่อนจะฟุ่บหน้าลงกับโต๊ะอย่างเซ็งจัด ลมร้อนๆ จากโน้ตบุ๊คคู่ใจของฉันระบายอากาศผ่านข้างแก้มเบาๆ ชวนให้ยิ่งหงุดหงิด ฉันจึงใช้มือข้างหนึ่งเอื้อมไปงับหน้าจอปิดลงทั้งๆ ที่ยังฟุ่บหน้าอยู่

ฟึ่บ!

ลมร้อนๆ อันน่ารำคาญจึงได้สงบลง...ตรงกันข้ามกับอารมณ์คุกรุ่นในใจของฉันที่ไม่ยอมสงบตามไปด้วย

“ทำยังไงดีเนี่ย”

ฉันพึมพำกับตัวเอง พลางพลิกหน้ามาดูกระดาษโน้ตเล็กๆ ที่มีลายมือขยุกขยิกของตัวเองเขียนไว้ มันเป็นรายการตำแหน่งและชื่อบริษัทที่ฉันคิดว่าน่าสนใจสำหรับการสมัครงาน ซึ่งตลอดช่วงเช้าจรดบ่ายฉันทุ่มเวลาในการค้นหาอย่างจริงจังสุดๆ จนได้มาตั้ง...1 ตำแหน่ง

‘เจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษร บริษัท xxx’

ประเด็นคือ...นั่นก็ไม่ใช่อะไรที่ฉันมองหาอยู่ดี… จริงอยู่ที่ตัวคัดกรอง ฟังก์ชั่นการใช้งานอันโคตรจะสะดวกของเว็บหางานมันดีมาก แต่ถ้าในหัวคุณเป็น Blank Space มันก็คือการนั่งเอ๋อจ้องหน้าเว็บไซต์อย่างเลื่อนลอยนี่เอง

แรกเริ่มฉันมองหางานในสายที่ฉันสนใจก่อนอย่างพวกหนังสือ งานเขียนและงานโปรดักชั่นต่างๆ มีภาษาดีเป็นออฟชั่นเสริม แต่งานเหล่านั้นก็ยังต้องการทั้งปริญญา ประสบการณ์ทำงานและ Portfolio ตัวอย่างผลงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคุณสมบัติของฉันมันก็ขาดๆ เกินๆ จนเลือก Job ที่สนใจไม่ได้สักอย่าง สุดท้ายเลยมานั่งแพ้อารมณ์ตัวเองอย่างที่เห็น

...แล้ว 2 เดือนที่ขอไว้เล่า!...

“ทำไมหางานเป็นชิ้นเป็นอันทำทั้งที มันยากเย็นอย่างงี้ว้า”

บ่นไปก็ทึ้งผมตัวเองไปอย่างสติหลุด เห็นทีคงต้องหาอะไรมาดับร้อนบ้าง ฉันจึงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและจ้ำพรวดๆ ไปยังห้องครัวหลังบ้าน ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นประตูปิดอยู่ พอเงี่ยหูฟังถึงได้ยินเสียงพี่แจ๋นกำลังร้องเพลงเสียงเจื้อยแจ้วดังลอดออกมาจากประตูครัว

...จะมาทำความสะอาดอะไรตอนนี้เนี่ย...

คิดด้วยอารมณ์พาลๆ แล้วก็คว้าลูกบิดหมับ เปิดประตูพรวดพราดเข้าไป

“วั้ยตั่ย! คุณน้องหมอก”

คนที่กำลังเพลิดเพลินกับการเช็ดเคาน์เตอร์ครัวถึงกับสะดุ้งตัวลอยหันมาจ้องฉันตาโต พอเห็นแล้วก็รู้สึกผิดหน่อยๆ จนต้องเอ่ยคำขอโทษ

“โทษทีค่ะพี่ พอดีหมอกหิวน้ำ”

“อู๊ยยย พี่แจ๋นหัวใจจะวายตาย มาค่ะ น้ำๆ”

แม่บ้านหัวใจนักร้องรีบวางผ้าในมือ กุลีกุจอหยิบน้ำให้ตู้เย็นมารินส่งให้ฉันทันที ฉันรับมาซดอึกๆ รวดเดียวหมดแก้ว พี่แจ๋นจึงทำตาโต

“โอ้โห คุณน้องคะ หิวอย่างแรง!”

ฉันใช้หลังมือปาดน้ำที่ไหลซึมออกจากริมฝีปาก พลางส่งแก้วเปล่าคืนให้พี่แจ๋นด้วยอารมณ์ที่เย็นขึ้นกว่าตอนเข้ามา

“ขอบคุณค่ะพี่แจ๋น”

“เอาอีกสักแก้วไหมจ๊ะ?”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

หน้าตาของพี่แจ๋นยังไม่คลายจากความตื่นตระหนก ฉันจึงปรับสีหน้าให้สดชื่นขึ้นผ่อนอารมณ์อันตึงเครียดลง ไม่อยากพาลใส่คนอื่นไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆ อย่างพี่แจ๋นผู้น่ารัก

และเมื่ออารมณ์เริ่มเย็นลงประสาทสัมผัสต่างๆ จึงกลับมาทำงานตามปกติ ฉันทำจมูกฟุดฟิดสูดกลิ่นหอมจางที่ลอยมาแตะจมูกอย่างนึกแปลกใจ*… กลิ่นคุ้นๆ แฮะ*

“มีอะไรหรอคะคุณน้องหมอก?”

“นี่มันกลิ่น…”

“อ๋อ สเปรย์ปรับอากาศค่ะ”

“แต่ปกติมันไม่ใช่กลิ่นนี้นี่คะ”

“เปลี่ยนแล้วจ้า เพิ่งซื้อมาเลยเมื่อเช้า พี่แจ๋นว่ามันห๊อมหอมสดชื่น!”

คนพูดหัวเราะคิกคักพลางยกกระป๋องสเปรย์ขึ้นมาฉีดในอากาศอีกฟืดนึง คราวนี้กลิ่นฟุ้งไปทั่วห้องชัดเจนจนทำให้ฉันมั่นใจว่าเป็นกลิ่นเดียวกับที่กำลังนึกถึง กลิ่นที่มักจะมาพร้อมกับหมอกหนาสีขาวยามหลับฝัน

“มันคือกลิ่นอะไรคะพี่แจ๋น”

“เห็นคนขายเขาบอกว่า ลา...เอ่อ ลา แล้วเด้อ อะไรนี่แหละจ้ะ”

“หา?”

พี่แจ๋นพลิกดูข้างขวด พยายามสะกดคำและอ่านออกเสียงให้ถูกอีกรอบ

“ลา-เวน-เดอ นี่ค่ะ” พูดแล้วก็ยื่นขวดให้ฉันดูบ้าง

“อ๋อ ลาเวนเดอร์”

ฉันคลายความสงสัยทันทีที่เห็นรูปดอกไม้สีม่วงเล็กๆ เป็นพวงข้างกระป๋อง...จะว่าไปที่บ้านนายภูผาก็มีเจ้าต้นนี้อยู่เหมือนกัน จำได้ว่าเป็นกระถางเล็กๆ ริมหน้าต่าง มันคือ ‘ลาเวนเดอร์’ นี่เอง มิน่าถึงได้กลิ่นคุ้นจมูกเหลือเกิน

“คุณน้องหมอกไม่ชอบหรอคะ?”

“ปะ...เปล่าค่ะ”

ฉันรีบตอบทันที ขณะเดียวกันสมองก็บังเกิดไอเดียบางอย่างขึ้นมาด้วย แถมอาจจะช่วยให้หายเซ็งได้ชะงัด จึงหันไปสบตาพี่แจ๋นด้วยนัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ

“เหลืองานอีกไม่เยอะแล้วใช่ไหมคะ พี่แจ๋น”

“จ้ะ เช็ดๆ ตรงเตาอีกหน่อยเดียวก็เสร็จแล้วจ้า”

“งั้นไปซื้อต้นไม้กันดีกว่า!”

“หืมมม”



พลั่ก!

“โอยย”

ฉันร้องโอดครวญเบาๆ พลางหันซ้ายมองขวาอย่างงุนงง หมอกสีขาวและกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ค่อยๆ จางลง แต่ทว่ารอบตัวของฉันยังมืดสนิท แถมรู้สึกอึดอัดเป็นบ้าเลยด้วย ไม่รู้ว่าโผล่มาที่ไหน ฉันจึงค่อยๆ คลำมือสะเปะสะปะไปในความมืดจนพบกับของบางอย่างคล้ายกับหนังสือ ไม่ใช่แค่เล่มเดียวซะด้วย*...เอ๋?*

กึกๆ

แอด...

เสียงไม้ลั่นเบาๆ พร้อมกับแสงสว่างจ้าที่สาดเข้ามาทำให้ฉันต้องหรี่ตาลงทันที

“เอ้า! ยัยสั้น”

ฉันพยายามลืมตามองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้า แม้จะยังมองไม่ชัดแต่จากสรรพนามเรียกขานฉันก็รู้ทันทีว่าใคร ‘นายภูผา’ คนปากเสีย เขาไม่รอช้ารัวคำพูดใส่ฉันราวกับสาดกระสุนทันที

“มานั่งทำอะไรในนี้วะ เธอเพี้ยนหรือโง่เนี่ย เดี๋ยวก็ขาดอากาศตายเป็นผีเฝ้าตู้หรอก!”

ว่าแล้วก็คว้าแขนฉันหมับ ออกแรงลากออกมาจากตู้โดยไม่ขอความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ตัวฉันจึงปลิวตามแรงเขาไปอย่างง่ายดาย ขณะที่ในหัวมึนเบลอเพราะสายตายังไม่ชินกับแสงสว่าง เลยถามออกไปแบบเบลอๆ

“นี่ฉันอยู่ไหนอ่ะ?”

“มึนอะไรของเธอฮะ แล้วแอบเข้าไปหลบในตู้หนังสือฉันทำไม?”

“เปล่าเลยนะ จู่ๆ ฉัน...”

“ก็โผล่มา!”

เสียงทุ้มต่อให้อย่างรู้ทัน เพราะมันคงกลายเป็นคำพูดติดปากของฉันเวลาเจอเขาทุกรอบ

“เธอนี่มันยังไง เดี๋ยวแว้บมาแว้บไป ตัวอะไรวะเนี่ย”

“ฉะ...ฉันก็คนธรรมดานั่นแหละ”

ฉันตอบพลางขยี้ตาเบาๆ และเหลียวมองดูรอบตัว เดาว่าที่นี่น่าจะเป็นห้องทำงานในบ้านเขา เพราะข้าวของเครื่องใช้แตกต่างจากห้องที่ฉันโผล่มาคราวก่อนมาก แม้การตกแต่งโดยรวมจะยังคุมโทนและมีสไตล์ไม่เปลี่ยน

“หลบไปดิ! เกะกะ”

เขาออกปากไล่ฉันให้พ้นจากบริเวณหน้าตู้ก่อนจะก้มตัวลงรื้อหาหนังสือ ฉันคลานหนีแล้วหันไปมองบ้างจึงทันเห็นภูผาหยิบพจนานุกรมและตำราบางอย่างอีกเล่ม เขาพลิกหลังปกดูด้วยสีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ เพียงครู่หนึ่งก็ยืดตัวเดินฉับๆ กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานโดยมีสายตาของฉันมองตามไปแบบเอ๋อๆ

แต่ตอนนี้...ฉันมีเรื่องบางอย่างต้องบอกเขา ในสิ่งที่เคยคุยกันค้างไว้และฉันต้องลบคำสบประมาทนั่น

“นี่นาย”

นัยน์ตาคมตวัดมองฉันเล็กน้อยเป็นเชิงถาม ฉันจึงเชิดหน้าขึ้นอีกนิด

“วันนี้ฉันปลูกคะน้า! แล้วก็ซื้อต้นไม้มาลงดินที่บ้านด้วย”

เขาเกาปลายจมูกเบาๆ เหมือนไม่ค่อยเข้าใจนักว่าฉันต้องการจะสื่ออะไร

“คือ...จะอวด?”

“จะบอก!”

ภูผาอ้าปากน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้าเนิบๆ คล้ายกับว่าไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับฉัน พลางก้มหน้าหนีกลับมาสนใจหนังสือต่อ มือก็จดอะไรขยุกขยิกไปด้วย ฉันจึงรีบบอกด้วยเสียงที่ดังขึ้นอีกหน่อย

“อย่าดูถูกกันให้มาก เพราะต่อไปนี้ฉันก็จะมีผักไว้กินเองและอร่อยกว่าของที่นายทำคราวก่อนด้วย!”

“อาฮะ งั้นฉันว่าเธอคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกินมันสดๆ”

“หมายความว่าไง”

ภูผาเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน

“จากสกิลการทำอาหารของเธอ...ถ้าไม่หั่นนิ้วตัวเองขาด ก็คงเผาครัวทิ้ง อย่างดีที่สุดคงทำได้แค่ ‘สารก่อมะเร็ง’ สักจาน”

“นี่!!”

ฉันร้องออกมาอย่างฉุนจัดและผุดลุกขึ้นยืนทีนที แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจใดๆ กลับก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองเหมือนเดิม ขณะที่ฉันได้แต่ยืนแผ่รังสีอำมหิตใส่เขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าตาฉันยิงแสงเลเซอร์ออกมาได้ บอกเลยว่าตานี่แหลกเป็นจุณแล้วแน่นอน!

...ไม่ร้อนบ้างก็ให้มันรู้ไป...

ร่างสูงถอนหายใจเบาๆ บอกโดยไม่ละสายตาจากหน้ากระดาษด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“ต่อให้เธอยืนจ้องจนตาเหล่ ฉันก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก”

“นายมันคนใจยักษ์!”

“อืม”

เขาส่งเสียงรับในลำคอ แต่ก็ไม่เงยหน้าขึ้นมาคุยกับฉันอยู่ดี ท่าทางเอาจริงเอาจังของภูผาทำให้ฉันเริ่มสงสัยขึ้นมาตงิดๆ จนลืมความหงุดหงิดไปชั่วขณะ

“ทำอะไรอ่ะ?”

“อ่านหนังสือ”

“รู้แล้ว แต่หนังสืออะไร?”

“ไม่มีอะไรทำรึไง ปลูกคะน้าไม่ใช่หรอ กลับบ้านไปรดน้ำไป”

เสียงทุ้มไล่อย่างไม่ไว้หน้า แต่ฉันหาได้แคร์ไม่ จึงเดินอ้อมไปด้านหลังของเขาและชะโงกหน้ามาดูด้วยตัวเอง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น

“ตรงนี้นายแปลผิด...มันควรจะเป็นอีกความหมาย”

“...”

“ดูบริบทประกอบสิ มันจะช่วยอธิบายความหมายของคำได้ดีขึ้นนะ”

ฉันถือวิสาสะแย่งดินสอจากมือคนที่กำลังมองอย่างงุนงง แล้วขีดเส้นใต้บางๆตรงประโยคสำคัญและส่วนที่ช่วยขยายความให้เขาดู

“แต่ดูจากภาษาอังกฤษที่ใช้ ไม่น่าจะใช่เจ้าของภาษาเขียนแฮะ เอามาจากไหนเนี่ย?”

“...”

คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นอีกนิด นัยน์ตาคมฉายแววประหลาดใจยิ่งกว่าตอนแรก

“ใช่ เอกสารนี่มาจากจีน”

“อ้อ งั้นนายจะทำอะไรล่ะ?”

ร่างสูงหลบตาฉันทันที เขาแย่งดินสอคืนจากมือฉันและพยายามตัดบท

“ไม่ต้องยุ่งน่า”

ฉันกอดอกมองท่าทางหลุกหลิกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนของภูผาด้วยสายตาครุ่นคิด

“ฉันเห็นนะว่าเป็นรายละเอียดการส่งผลงานประกวด”

“เสียมาร..”

“ให้ช่วยแปลไหม?” ฉันแทรกขึ้นมาทันทีโดยไม่รอให้สิ้นคำ ร่างสูงมีสีหน้าไม่เชื่อถือ

“ฮะๆ เธอเนี่ยนะ”

“ใช่สิ! ฉันนี่แหละ the best!”

พูดแล้วฉันก็ถือวิสาสะลากเก้าอี้กลมอีกตัวมานั่งข้างๆ เขา ก่อนจะเป็นฝ่ายรวบเอาเอกสารทุกอย่างมาดูเอง ภูผามีท่าทีลังเลนิดหน่อย แต่ก็ยอมปล่อยให้ฉันเข้ามาวุ่นวาย

“นายมีเอกสารฉบับภาษาจีนด้วยหรือเปล่า?”

เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบซองสีน้ำตาล ค้นอยู่ครู่หนึ่งก็ส่งต่อให้ฉัน

“เยี่ยมเลย!”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นน้อยๆ คล้ายจะถามว่า ‘เยี่ยมอะไร’ แต่วินาทีถัดมาก็เข้าใจทันที เมื่อฉันวางเอกสารและเริ่มต้นเขียนคำแปลใส่กระดาษเปล่าอีกแผ่นอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว ใบหน้าคมชะโงกเข้ามาดูบ้างถามด้วยสุ้มเสียงไม่ไว้ใจนัก

“นี่เธออ่านออกจริงๆ หรือแปลมั่ว?”

“นายรออ่านละกัน ขอ 30 นาที”

ฉันบอกขณะไล่สายตาไปตามอักษารแต่ละบรรทัดและเขียนออกมา โดยมีสายตาสงสัยใคร่รู้ของนายภูผาจับจ้องไม่วางตา แต่บอกเลยว่าในชีวิตฉันไม่เคยมั่นใจเรื่องไหนมากเท่านี้…งานแปลขอให้บอกค่ะ!

เมื่อครบครึ่งชั่วโมงตามที่บอกไว้ ฉันก็วางดินสอและส่งกระดาษที่แปลเรียบร้อยแล้วให้เขาอ่านด้วยรอยยิ้มแสนภูมิใจ ร่างสูงรับไปดูด้วยสีหน้าทึ่งจัด พลางมองหน้าฉันสลับกับหน้ากระดาษ

“เหลือเชื่อ! แปลไม่เลวนี่ยัยหอก”

“หมอกย่ะ!” ฉันกัดฟันบอก

“เธอรู้ภาษาจีนด้วย”

“Expert เลยแหละ ฮี่ๆ”

“ทำไมทำได้ดีล่ะ?”

ภูผาถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่มีแววตาล้อเล่นเหมือนเคย ฉันจึงหัวเราะค้างเกร็งตามไปด้วย

“อ่า ก็ชอบมั้ง…”

“...”

“แบบว่า ตอนแรกชอบอ่านการ์ตูน ดูหนังไรงี้ใช่ป่าว พอเริ่มดูของต่างชาติ ภาษาจีนบ้าง อังกฤษบ้าง แล้วเจอเรื่องราวดีๆ ก็อยากแปลแบ่งให้คนอื่นได้ดูด้วย มันก็เลย...เริ่มแปลมาตั้งแต่นั้นอ่ะ”

“แล้ว...เธอไม่คิดอยากแชร์เรื่องราวดีๆ ของตัวเองบ้างเหรอ?”

“...”

คำถามนั้นทำให้ฉันชะงักงันคล้ายกับถูกฟาดเข้ากลางหัวอย่างจัง เพราะมันก็เป็นสิ่งที่ฉันถามตัวเองลึกๆ ในใจมาเสมอ แต่ว่านายภูผารู้ได้ยังไง หรือเขาจะได้ยินเสียงในใจของฉัน

“ทำไมถามแบบนั้น”

“แสดงว่าคิด...แต่ไม่กล้า”

“นายอย่าทำเป็นรู้ดี”

“ลองดูสิ ฉันว่า...เธอทำได้ดีนะ”

ประโยคแสนเรียบง่ายของภูผาและแววตาที่ซื่อตรง แกว่งหัวใจของฉันให้สั่นวูบ เขาอาจนับได้ว่าเป็นคนแรกในชีวิตนอกจากพี่เมฆกับไอรินที่พูดอะไรแบบนี้กับฉัน...แม้ว่าเขาจะไม่มีตัวตนอยู่จริงและรู้จักกันในระยะเวลาแสนสั้น แต่ใจฉันเผลอคิดไปแล้วว่าเขา‘เชื่อ’ในตัวฉันจริงๆ

“เอาเลย ฉันเชียร์เต็มที่”

รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม...เรียกว่าดูดี หายาก แต่ทว่าก็น่าขนลุกแปลกๆ

...คิดอีกที นายนี่จะแกล้งอะไรฉันอีกรึเปล่าเนี่ย!...


= วิถี‘ว่าที่’นางฟ้าชุดขาว : ไอริน =

...เรียนผูก ก็ต้องเรียนแก้...

ถ้าเชือกที่ฉันผูกมันแน่นจัดและสร้างผลกระทบแย่ๆ ฉันก็ต้องแก้ไขให้มันคลายลง เรื่องของนาย ‘บดินทร์’ คนไข้ห้อง 807 ก็เป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญที่ฉันต้องเรียนรู้ รวมทั้งหาทางก้าวผ่านมันไปให้ได้

วันนี้ฉันจึงตัดสินใจมาที่นี่ ...ณ ห้องพักคนไข้อีกชั้นหนึ่ง… คนที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ‘ความหวังสุดท้าย’

“ขอป้ารออยู่ตรงนี้เถอะหนูริน”

ป้านกบอกฉันด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ฉันจึงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและพยุงให้ท่านนั่งลงที่เก้าอี้หน้าห้อง รู้ดีว่าตอนนี้อาจเร็วเกินไปสำหรับหญิงสูงวัยที่จะรับความจริงทั้งหมดได้ โดยเฉพาะเสียงร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจที่ดังลอดออกมาจากข้างในห้องของสตรีท่านหนึ่ง

“หนูเข้าไปเองค่ะ”

ฉันบอกก่อนจะรวบรวมความกล้าเตรียมเคาะลงบนประตู แต่ก็ถูก ‘พี่ตาล’ พยาบาลรุ่นพี่แตะแขนไว้ก่อนเป็นเชิงห้าม

“อย่าเพิ่งเลยริน ญาติคนไข้กำลังอ่อนไหวมาก”

“เราช่วยอะไรได้บ้างไหมคะ?”

พี่ตาลส่ายหน้าเบาๆ พลางเหลือบมองป้านกที่มองอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะพาฉันเดินห่างออกมาอีกหน่อย และกระซิบบอกเร็วๆ

“คนไข้หลับไม่ฟื้นมาเกิน 15 วันแล้ว มีสิทธิเป็นเจ้าชายนิทรา คุณหมอเพิ่งแจ้งกับญาติ”

“ตะ..แต่ก็ยังมีโอกาสฟื้นนี่คะ”

“มันก็ใช่ แต่ใครจะทำใจได้บ้างล่ะ ถ้ารู้ว่าคนที่เรารักอาจจะไม่ฟื้นกลับขึ้นมาอีก”

“...”

“คนไข้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ สมองได้รับการกระทบกระเทือนค่อนข้างหนัก ตอบยากว่าผลจะเป็นยังไงต่อ”

ฉันก้มหน้ายอมรับอย่างเข้าใจดี สำหรับญาติคนไข้ที่ไม่เข้มแข็งพอ คำวินิจฉัยจากหมอก็อาจหนักเกินกว่าจะแบกรับไหว พี่ตาลลูบแขนฉันเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

“ใครจะรู้ คนไข้ยังหนุ่มยังแน่น อาจกลับมาก็ได้”

...ฉันเองก็หวังอย่างนั้น...


ก๊อกๆ

ฉันเคาะประตูห้อง ก่อนจะเปิดเข้าไปด้านใน บรรยากาศภายในห้องพักยังคงอึมครึมไม่เปลี่ยน ร่างสูงนอนนิ่ง ดวงตาเหม่อลอยอยู่บนเตียงคล้ายกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดบางอย่าง ฉันจึงเดินไปเปิดม่านหน้าต่างให้แสงลอดเข้ามาเหมือนทุกครั้ง

“ออกไป”

เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ฉันก็ชินกับมันจนไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ แล้ว นับจากเมื่อวันก่อนที่ปะทะคารมกันชุดใหญ่ ชายหนุ่มก็ดูไม่อยากคุย ไม่อยากมองหน้าฉันอีก ดีขึ้นมาหน่อยตรงที่ไม่อาละวาดไปทั่วเหมือนแต่ก่อน แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการประท้วงเงียบแทน

จากจุดนี้ ฉันจึงรู้สึกว่าที่จริงเขาก็ไม่ใช่คนแย่อะไร แค่หัวใจอ่อนแอแพ้อารมณ์ตัวเองเท่านั้น และออกจะน่าสงสารมากด้วยซ้ำ

“ฉัน...ขอโทษ”

ฉันเอ่ยคำขอโทษออกไปตรงๆ อย่างไม่คิดวางฟอร์มและมองเขาเต็มตาไม่หลบไปไหน ขอแค่เขากล้าที่จะมองฉัน เขาจะรู้ได้ทันทีว่าฉันเอ่ยคำๆ นี้ออกมาจากใจ

“ออกไป”

ชายหนุ่มยังคงย้ำคำเดิมโดยไม่มองหน้าฉัน ฉันจึงเม้มริมฝีปากเบาๆ และตัดสินใจพูดบางอย่าง...สิ่งที่ครุ่นคิดมาตลอดทั้งวัน

“เพื่อนนาย...เขายังไม่ยอมแพ้นะ”

“...”

“ตอนนี้เขาอาจจะหลับเพราะเหนื่อยมาก แต่ในวันต่อไปๆ ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีโอกาสกลับมานะ”

“อย่าโกหกฉัน!”

นัยน์ตาคู่สวยตวัดมองฉันอย่างดุดันและสั่นน้อยๆ บอกให้รู้ว่าเขาสะเทือนใจกับเรื่องนี้มากแค่ไหน แต่ฉันก็ยังมุ่งมั่นที่จะไปต่อ เพราะหากจะดึงบดินทร์กลับมา...ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจให้เขาก่อน

“ฉันไม่ได้โกหก เมื่อวานฉันไปเยี่ยมเขามา”

“ไอ้คีเป็นไงบ้าง!?” เขาถามกลับแทบจะในทันที

“อยากรู้นายก็ไปดูเองสิ”

“อย่ามาเล่นลิ้น”

“ฉันพูดจริง ฉันว่า...นายควรจะไปให้กำลังใจเพื่อนนายสักหน่อยนะ”

ร่างสูงมีท่าทีฮึดฮัดขัดใจ พลางก้มมองขาตัวเองอย่างหงุดหงิดและสบถออกมาเบาๆ ฉันเห็นอย่างนั้นจึงเริ่มเติมเชื้อไฟลงไปทันที

“เอ๊ะ! ลืมไปว่าขาหักอยู่ จะหายทันก่อนสามเดือนไหมเนี่ย”

“หมายความว่าไง”

เขาถามด้วยน้ำเสียงห้วนจัด แต่ก็ปิดแววตาสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ ฉันแอบอมยิ้มเมื่อทุกอย่างดูจะไหลลื่นเป็นไปตามแผน อยู่ที่ว่านายบดินทร์จะบ้าจี้ตามฉันแค่ไหน

“ก็ถ้าเลยจากนั้น โอกาสที่เพื่อนนายจะฟื้นก็คงยากแล้วน่ะสิ”

“ปากเสีย!! ไอ้คีมันไม่ทางทิ้งฉันไปแน่!”

“อ้าว ก็นายไม่โผล่ไปเยี่ยม เขาก็อาจจะคิดว่านายตายไปแล้วก็ได้”

ฉันใส่ไฟเข้าไปอีก คราวนี้ฉันเห็นความลังเลในแววตาของคนตรงหน้าได้ชัดเจนเหมือนเขากำลังสับสน ฉันรู้ว่าคำพูดเหล่านี้อาจจุดความหวังในใจเขาซึ่งไม่รู้ว่าในอนาคตจะถูกดับหรือไม่ แต่ฉันแน่ใจ...เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะเข้มแข็งขึ้น ขอแค่ให้กลับมายืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง...ฉันเชื่อว่าในที่สุดเขาจะพร้อมเดินต่อ

“ว่าไงล่ะ สามเดือน ไปหาเพื่อนนายด้วยตัวเอง”

“สอง”

“...”

“ฉันขอแค่สองเดือน…”

แววตาที่เปลี่ยนไปของเขา ทำให้ฉันรีบซ่อนรอยยิ้มไว้ทันที นี่แหละ...อะไรที่ฉันอยากเห็น!

(ไอริน : END)

-----------------------------------------------

​มุม 'เงาลับ' :

ขอขอบคุณทุกๆ คอมเม้น ทุกๆ กำลังใจจากทุกคนที่ชื่นชอบ 'เลยฝัน' นะคะ ^^ เรารู้สึกขอบคุณมากๆ เลย หัวใจพองโตมาก 5555  สำหรับนักอ่านบางท่าน เราไม่แน่ใจว่าทราบหรือเปล่า ว่าเรื่องนี้ผ่านเข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้ายของโครงการประกวดเขียนนิยายโครงการ "ธัญล่าฝัน" ดังนั้น เราจึงสามารถอัพได้สัปดาห์ละ 1 ตอน (ซึ่งตอนที่ 8 นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการแข่งขันแล้วค่ะ สิ้นสุดหลัง 18 สิงหาคมนี้) หลังจากนั้นเราจึงจะอัพได้อิสระขึ้น ซึ่งเราต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าเหมือนเดิมว่าอาจจะมาช้าๆ หน่อย T__T (แต่มาชัวร์ค่ะ! ^^)

ตอนนี้หลายคนก็คงแอบเดาเรื่องราวต่างๆ ไว้ในใจบ้างแล้วไม่มากก็น้อย...ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างที่คิดกันหรือเปล่า ส่วนฉากหวานก็จะค่อยๆ ทยอยมาค่ะ ตามจังหวะเวลาและโอกาส แต่ครบรสแน่นอน ร่วมเดินทางไปกับเราและตัวละครทุกตัวนะคะ ขอให้มีความสุขในการอ่านค่ะ ^^  


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น