แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 414

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2561 17:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13
แบบอักษร

​หญิงสาวในชุดกี่เพ้าสีชมพูปักดิ้นลายหงส์เยื้องกรายผ่านประตูไม้บานคู่ไปในห้องรับแขกอันหรูหราใหญ่โต เสียงสรวลเสเฮฮาของชายหญิงนับสิบคนที่กำลังกินดื่มอย่างสนุกสนานพลันมลายเงียบลงดั่งปิดปุ่ม ขณะที่ผู้เป็นเจ้าภาพของงานลุกจากโต๊ะสี่เหลี่ยมจตุรัสมาต้อนรับหล่อนด้วยท่าทางระริกระรี้

“ยู้ฮู คุณนายหมั่นเจ้าขา” เอ่ยพลางบีบมือทักทาย “เป็นเกียรติเหลือเกินที่ได้ต้อนรับภริยาท่านสมาชิกสภาบริหารอีกครั้ง”

“ไม่เห็นต้องมากพิธี เราคนกันเองทั้งนั้น” แขกสาวติเตียนเบาๆ

“จะไม่ให้ต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษได้ยังไง สามีเธอยิ่งใหญ่กว่าคุณสามีผู้การทหารเรือของฉันเห็นๆ” เจ้าบ้านยิ้มแย้ม “สบายดีไหมจ๊ะ หยิงโถว เดินทางมาตั้งไกล ทานอะไรเย็นๆก่อนไหม” หล่อนเสนอพร้อมกับโปรยยิ้มไปรอบห้อง

“เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจดี...”

หยิงโถวหันไปยิ้มตอบทุกคนแทนคำปราศรัย มีแต่สาวใหญ่มาดผู้ดีสามคนที่ขะมักเขม้นกับการจั่วไพ่จนไม่มีเวลาประสานสายตาด้วย

“สิบวงกลม” หนึ่งในนั้นขานเต็มเสียง

“...แต่เอาไว้ทีหลังดีกว่า ดูท่าว่าวงไพ่จะเรียกหาฉันแล้ว”

สิ้นเสียงหยิงโถว คุณนายฉิว – ภริยาผู้บังคับการเรือก็นำหน้าผู้มาเยือนไปที่โต๊ะไพ่นกกระจอกตัวโปรดซึ่งพวกหล่อนใช้เป็นที่แข่งขันประลองฝีมือทุกบ่ายเป็นเวลานานนับปี ตั้งแต่ท่านผู้บังคับการเรือฉิวถูกย้ายไปประจำที่เกาะลัมมาเมื่อปีกลาย บ้านหลังนี้ก็ถูกครอบครองโดยเมียรักของเขาแต่เพียงผู้เดียว และโดยที่เขาไม่ได้รับรู้ใดๆทั้งสิ้น คุณนายฉิวก็จัดการเปิดบ้านซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากตระกูลสามีเป็นที่สังสรรค์และเล่นการพนันของกลุ่มมิตรสหายหล่อนทุกค่ำเช้าราวกับกาสิโนทีเดียว

“เสียใจด้วยนะจ๊ะคุณสแตนลีย์ ขาครบแล้วจ้ะ” คุณนายฉิวเย้าหนุ่มผมทองที่กำลังนั่งนับไพ่ในมืออย่างสนิทสนม

“จะครบจะขาดผมก็ไม่หวั่นหรอกครับ” สุภาพบุรุษในชุดเบลเซอร์สีกรมท่าติดกระดุมทองผู้นั้นตอบเป็นภาษาจีนชัดถ้อยชัดคำ เรียกความฉงนจากหยิงโถวได้อย่างเหลือประมาณ “เพราะยังไงตานี้ผมก็ต้องเป็นฝ่ายชนะ”

“น้อยหน่อยสิคะคุณสแตนลีย์ รายนี้ฝีมือไม่ใช่ดาดๆอย่างฉันนะ” คู่แข่งของเขาปรามาสทั้งในหน้าและน้ำเสียง ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความเสียดายเมื่อหนุ่มตาน้ำข้าวทิ้งไพ่ตายลงบนกระดานสีเขียว ส่งผลให้เขากำชัยในเกมนั้นทันที

“ฝีมือคุณสแตนลีย์ช่างเลิศล้ำ” คุณนายฉิวชมเชย “ฉันคิดว่าระดับคุณคงต้องสู้กับคุณนายหมั่นดูสักตั้ง ฝีมือเพื่อนรักฉันไม่เป็นสองรองใคร ในวงเราโดนเธอสยบมาทั่วหน้า ดีไม่ดีคุณอาจจะเป็นรายต่อไปก็ได้นะ”

“ผมเกรงว่าจะไม่เป็นตามที่คุณคาด”

รอยยิ้มกระหยิ่มของสแตนลีย์ขณะนับธนบัตรจากผู้แพ้หุบลงโดยพลัน เมื่อสองตาของเขาจ้องประจันกับดวงหน้าคร้ามคมของสาวชุดชมพูโดยบังเอิญ ทั้งคู่มองตากันและกันครู่ใหญ่ ก่อนที่หญิงสาวจะเป็นฝ่ายเชิญตัวเองนั่งลง

“สวัสดียามบ่ายค่ะ” หล่อนว่า “ดิฉัน หมั่น ซน หยิงโถว เป็นภรรยาของท่านสมาชิกสภาหมั่น ช่งจี ยินดีที่ได้รู้จักคุณ”

“ผม สแตนลีย์ครับ” เขาแนะนำตัว “สแตนลีย์ แอคตัน โจเซฟ ก๊อดเบอร์ แต่ผมว่ามันจะประดักประเดิดไปหน่อยหากจะเรียกผมด้วยชื่อเต็ม มันคงจะง่ายกับตัวคุณเองและเป็นเกียรติกับผมอย่างสูง หากสุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์อย่างคุณจะยอมให้เกียรติลดตัวลงมาเรียกผมว่า สแตนลีย์ เฉยๆน่ะครับ”

คุณนายฉิวก้มกระซิบที่ข้างหูเมื่อเห็นสหายรักทำหน้าไม่ถูก​ “คุณสแตนลีย์เขาเป็นเพื่อนผู้บังคับบัญชาฝรั่งของสามีฉันน่ะจ้ะ” 

“คุณเป็นคนมีอารมณ์ขันดีนะคะ” หล่อนอมยิ้ม

“เฉพาะกับผู้คนที่ผมให้เกียรติเท่านั้นแหละครับ” ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะร่าเริง “ว่าแต่เราจะเริ่มเกมกันเมื่อไหร่ดีครับ คุณนายหมั่น”

“เอ้อ ลืมเลย” คุณนายผู้เลอโฉมวางท่าไม่ถูก “เริ่มเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ค่ะ คุณสะดวกจะวางเดิมพันสักกี่ดอลลาร์ดีคะ”

เจ้าของตาสีฟ้าใสดุจไพลินเนื้องามโคลงศีรษะ

“ผมถือคติว่ามิตรภาพจะยืนยาวได้หากไร้เงินตรามาผูกมัด” เขาเกลี่ยไพ่ทั้งกระดานด้วยนิ้วมือทั้งห้า “รอบนี้เราเล่นกันสนุกๆก็พอครับ”

“คุณพูดเหมือนอยากเป็นมิตรกับดิฉันมาก” หล่อนหยั่งเสียง

“แน่นอนครับ” ชายชาวยุโรปชำเลืองมองแหวนเพชรแวววาวที่สวมนิ้วหล่อน จึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ไม่ทราบว่าคุณนายหมั่นจะรังเกียจไหมครับ หากผมใคร่ขอให้คุณนายคบค้าผมในฐานะ ‘เพื่อน’ คนหนึ่ง”                 

หญิงสาวรับคำด้วยความระมัดระวัง ดวงตาอันว้าวุ่นเบือนหนีอย่างจงใจจะหลบซ่อนมันจากชายหนุ่มเจ้าคารมที่กำลังล้างไพ่ด้วยยิ้มเสนอไมตรี พร้อมๆกับที่เจ้าบ้านรี่ไปหาแขกคนใหม่โดยไม่มีวี่แววว่าจะย้อนกลับมาในเร็วๆนี้


ถึงแม้อากาศยามบ่ายจะร้อนอบอ้าว ทว่าภายในห้องเรียนทุกห้องของโรงเรียนชายล้วนที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮ่องกงกลับเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่แกะกล่องของอาณานิคมโพ้นทะเลแห่งนี้...ไอเย็นชุ่มชื้นของพวกมันช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนให้ราบรื่นยิ่งขึ้น ทั้งที่เป็นชั่วโมงเรียนวิชาจริยศาสตร์อันเปรียบประดุจยาขมหม้อใหญ่ของนักเรียนทั้งมวล

หากจะว่าไปแล้ว วิชานี้มีความพิเศษเฉพาะตัวอยู่ประการหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเป็นวิชาพิเศษที่ถูกจัดใส่หลักสูตรเฉพาะในโรงเรียนลูกผู้ดีเท่านั้น แต่เป็นด้วยความน่าเบื่อของมันจนถึงขนาดที่ไม่มีนักเรียนคนไหนต้องการแม้แต่จะได้ยินชื่อวิชา ไม่ว่าเด็กหัวกะทิหน้าชั้นหรือเด็กหัวรั้นหลังห้อง ต่างก็เกลียดชังรูปแบบการเรียนการสอน วิธีการให้และหักคะแนน บทลงโทษอันเข้มงวดแก่ผู้กระทำความผิดเพียงเล็กน้อย รวมไปถึงคุณครูฝรั่งเคราแดงจอมดุโดยทั่วกัน

“คุณสมบัติผู้ดีประการที่ยี่สิบเอ็ดคืออะไร คุณแกรนแธม”

“ความสุภาพด้านกิริยาขณะอยู่ในที่ชุมนุมชนครับ คุณครู” เด็กชายตัวใหญ่เกินอายุยืดหน้าตอบราวจะอวดภูมิกับผู้สอน

“ถูกต้อง ยอดเยี่ยมมาก” ครูประชด “แต่มันคงจะสมบูรณ์แบบถ้าคุณรู้จักนำไปปฏิบัติด้วย แทนที่จะเอาแต่ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองโดยไม่สำเหนียกพฤติกรรมของตัวเองอย่างที่กำลังทำอยู่ขณะนี้”

ทั้งห้องอื้ออึงด้วยเสียงหัวเราะเมื่อตัวแสบประจำชั้นเรียนยอมหย่อนขาที่ยกขึ้นมาพาดเก้าอี้ของคนข้างหน้าลงตามคำตำหนิของคุณครูผู้คร่ำครึ

“หัวเราะอะไรวะ ไอ้หน้าจืด” ผู้มีศักดิ์เป็นหลานห่างๆของท่านข้าหลวงใหญ่หันไปพาลกับเพื่อนชาวจีนที่อยู่ถัดไปหลายแถว

“เล่นงานมันเลย จอห์น” คนนั่งข้างๆยุยง

“ต้องอุดปากมันด้วยไอ้นี่” เขาฮึดฮัดขณะที่มือทั้งสองฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากสมุด ขยำขยี้เป็นก้อนกลมๆแล้วปาออกไปเต็มแรง กระสุนที่เขาประดิษฐ์ขึ้นกับมือพุ่งวาบไปในอากาศ ก่อนที่มันจะพลาดเป้าไปอย่างฉิวเฉียด เมื่อศัตรูที่เขาเล็งไว้ก้มลงจดเนื้อหาบนกระดาน ส่งกระดาษก้อนนั้นลอยไปกระทบศีรษะเด็กอีกคนที่กำลังนั่งสะลึมสะลืออยู่ข้างหน้าต่างบานเกล็ดเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย” คนโดนลูกหลงส่งเสียง

“ตะกี้ใครเล่นอะไรกัน” ผู้สอนกราดสายตาหาคนผิด

เมื่อนั้น จอห์น แกรนแธม จึงถือโอกาสฟ้องกลบเกลื่อนความผิดที่ตนเองได้กระทำ “คุณครูครับ ไหว่เชิงหลับในห้องเรียน”

“คุณหมั่น ไหว่เชิง” ครูออกคำสั่ง “คุณไม่เคารพบทเรียนและผู้สอน ผมขอลงโทษคุณด้วยการสั่งคัดตำราคุณสมบัติผู้ดีทั้งเล่มจำนวนห้าจบ”

“อะไรกัน” ไหว่เชิงหายง่วงทันใด “คุณครูลงโทษผมเรื่องอะไร”

“คุณหลับระหว่างที่ผมกำลังสอน”

เด็กชายชูของกลางให้ดู “แล้วทีผมถูกปาไอ้นี่ใส่ล่ะ”

“พูดจาไม่สุภาพ คัดอีกสองจบ” ครูคาดโทษเพิ่มอีกข้อ

“ผมไม่ทำเด็ดขาด จนกว่าคุณครูจะลงโทษคนที่ทำร้ายผมก่อน ไม่อย่างนั้นผมจะถือว่าคุณครูไม่รักษาความยุติธรรมให้กับผม”

“มันชักจะมากไปแล้วนะ” คนเคราแดงหลุดปากด้วยน้ำเสียงขุ่นคลั่ก “ผมเอาเรื่องคุณแน่ จบคาบนี้ผมจะฟ้องครูใหญ่เรื่องความไม่มีสัมมาคารวะของคุณ ภายในสิบห้านาทีหลังระฆังเลิกเรียนดังขึ้น คุณต้องขึ้นไปรายงานตัวกับครูใหญ่บนห้องพักของท่านเพื่อรับทราบความผิด ถ้าคุณยังดื้อแพ่งไม่ทำตามมีโทษถึงแจ้งผู้ปกครอง”

“แต่ครู...”

“พลิกหนังสือไปที่บทสี่ การประพฤติตัวของสุภาพบุรุษต่อสุภาพสตรี สุภาพบุรุษที่ดีต้องให้เกียรติสตรีทุกคนทั้งต่อหน้าและลับหลัง การให้เกียรติในที่นี้แยกย่อยได้หลายอย่าง เช่น การให้ความช่วยเหลือ การสนทนาด้วยวาจาสุภาพ การไม่ฉกฉวยผลประโยชน์อันมิชอบจากสตรี ไม่ว่าสตรีนางนั้นจะมีสถานะใดๆก็ตาม”                 

บุตรชายผู้ทรงอิทธิพลแห่งเกาลูนกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดเต้นระรัวทั้งกาย สะบัดหน้ามองกลุ่มเด็กหลังห้องซึ่งยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยราวกับเยาะเย้ยในสิ่งที่เขาได้รับ ก่อนประกายตาจะลุกเป็นไฟเมื่อเห็นจอห์นซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางทำปากขมุบขมิบอย่างจะบอกใบ้ว่าตนนั่นเองที่เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด


สรรพสำเนียงอันอึงมี่ของบรรดากองเชียร์เงียบลงเป็นปลิดทิ้ง ในทันทีที่ร่างอวบอั๋นของไหว่เชิงเดินดุ่มเข้ามาตามทางเดินที่โรยด้วยกรวดล้าง สีหน้าบึ้งตึงที่มองมานั้นพลอยให้เหล่านักรักบี้ในสนามหญ้าซึ่งร่มรื่นด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่ปลูกล้อมทุกทิศทุกทางต้องหยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะเพื่อประเมินท่าทีของเด็กชายผู้ที่กี่ปีกี่ชาติก็ไม่เคยที่จะย่างกรายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเล่นกีฬาหรือพื้นที่แถบนี้เลย

“ไอ้หมูตอนมา” คนหนึ่งตะโกนบอก

“คุยกับครูใหญ่สนุกมั้ย ไอ้อ้วน”

“คนอย่างนายมีหน้าสะเออะมาที่นี่ด้วยเหรอ” หนึ่งในแก๊งเด็กหลังห้องเย้ยหยัน เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทุกคนในที่แห่งนั้น

ไหว่เชิงมิได้สะดุ้งสะเทือนกับคำหยามเกียรติเหล่านั้น ถลึงตามองฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเรื่อง พร้อมกับก้าวลงมาในสนาม

“เฮ้ย เกะกะเว้ย” เสียงไม่พอใจดังมาจากเด็กคนที่ถูกเขาขวางทาง

“มีอะไรก็คุยกันตรงๆดีกว่า” เด็กผิวขาวตัวโตถามจี้จุด “ฉันไม่ชอบวิธียืนเขม่นตาใส่กันเป็นสาวน้อยเจ้าแง่แสนงอนอย่างที่นายทำอยู่นี่”

“ฉันก็ไม่ชอบนิสัยป้ายความผิดให้คนอื่นเหมือนกัน”

จอห์นถาเข้ามาถึงตัวอีกฝ่าย

“เพราะแบบนี้ใช่มั้ย นายถึงได้แบกหน้าลงมาขัดขวางเวลาซ้อมของพวกฉัน ทั้งที่นายก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจดีว่าฉันไม่ชอบให้ใครมารบกวนเวลาเล่นรักบี้อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่โรงเรียนเรากำลังจะมีการแข่งครั้งสำคัญกับโรงเรียนประถมเซนต์ปอลซึ่งเป็นคู่ปรับด้านกีฬาของเรามายาวนาน”

“เรื่องรักบี้อะไรของนายฉันไม่สน ตอนนี้ฉันอยากคุยกับนายเรื่องกระดาษบ้านั่นมากกว่า” ไหว่เชิงเน้นเสียง “ฝีมือนายใช่มั้ย จอห์น”

“ถ้าบอกว่าใช่แล้วนายจะทำไมฉันวะไอ้ตี๋” เด็กฝรั่งอ้าแขนอย่างจะเรียกพรรคพวก “น้ำหน้าคนจีนตัวกระจ้อยอย่างนายจะทำอะไรพวกฉันได้”

ไวเกินจะรู้สึกตัว คนแซ่หมั่นก็กระทุ้งกำปั้นใส่ท้องน้อยของคู่กรณีเต็มกำลัง ญาติข้าหลวงใหญ่ทรุดลงด้วยความเจ็บปวด เขาสะอึกถี่ๆ ขณะที่เพื่อนพ้องผิวขาวซึ่งเล่นรักบี้ด้วยกันกรูเข้ามาเตะต่อยคนทำร้ายลูกพี่ของพวกตน

“เล่นงานมันเลยพวกเรา จัดไอ้ตี๋นี่ให้หมอบไปเลย” ขาดคำ เด็กทั้งหลายก็ตะลุมบอนกันอย่างชุลมุน ทั้งหมัดทั้งเท้าเกือบสิบคู่รัวใส่คุณชายน้อยแห่งบ้านตระกูลหมั่นอย่างไม่ปรานี เสียงทุบตีกังวานก้องลานกว้าง แซมแทรกด้วยเสียงฮือฮาด้วยอารมณ์ตื่นตระหนกกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเตลิดไปจากจุดเกิดเหตุของเด็กๆที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้เล่นทีมตรงข้ามและบรรดากองเชียร์ที่นั่งคับคั่งเต็มขอบสนาม

“ใครฟ้องครู ฉันจะทำแบบเดียวกับที่ทำกับไอ้ไหว่เชิงนี่” จอห์นแข็งใจตะโกนข่มขู่นักเรียนคนอื่นๆ

เด็กชายร่างอ้วนยืนปักหลักอยู่กับที่ ป้องปัดหมัดเท้าทั้งหมดตามแต่สัญชาตญาณจะดลไป มือที่ผนึกด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธตะบันต่อยใส่คู่ต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งก็ซัดใส่พวกมันจนหน้าหงายตัวงอ

ไหว่เชิงสู้ยิบตา แต่ความเสียเปรียบด้านรยางค์ซึ่งด้อยกว่าบรรดาเพื่อนนักกีฬาของจอห์นอย่างเห็นได้ชัด ก็เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้เขาไม่อาจต้านทานได้นาน กระทั่งพี่ใหญ่ของกลุ่มลุกขึ้นมาร่วมวงสู้ได้อีกแรง ไหว่เชิงก็เริ่มออกหมัดสะเปะสะปะ ก่อนที่สังเวียนเดือดกลางสนามรักบี้จะจบลงด้วยความปราชัยอย่างหมดรูปของเขา

“ไม่ยุติธรรม” ไหว่เชิงถ่มเลือด นอนทอดยาวท่ามกลางดงเท้าที่รุมยำเขาเมื่อสักครู่ “ไอ้พวกหมาหมู่ แน่จริงก็มาสู้กันตัวต่อตัวสิวะ”

“นายจะเรียกร้องหาความยุติธรรมจากไหนได้อีก ในเมื่อพวกเรายังไม่มีให้นายเลย” จอห์นย้อนกลั้วหัวเราะ กดเท้าที่เหยียบแผ่นหลังของไหว่เชิงลงไปอีก เด็กชายสะกดความเจ็บปวดทั้งมวลไว้ในอก พลางเงยหน้าขึ้นมองดูอริทั้งฝูงซึ่งมีทั้งบุตรอัยการ บุตรตำรวจระดับสูง ญาติข้าหลวงใหญ่ ตลอดจนหลานผู้พิพากษา ด้วยความเคียดแค้นอย่างยากจะพรรณนาออกมาเป็นถ้อยคำได้

“นี่เป็นการสั่งสอนที่นายชกฉัน” จอห์น แกรนแธม บี้ส้นเท้าแรงๆ “จำใส่กะโหลกนายไว้ว่าที่นี่ไม่ใช่จิมซาโจ๋ย หรือที่ไหนๆบนฝั่งเกาลูนที่นายจะสามารถเบ่งพลังอำนาจได้ตามใจชอบ นายไม่ใช่คุณชายไหว่เชิงหรืออะไรทั้งนั้น นายเป็นแค่ไอ้ตี๋คนหนึ่งที่ไม่ได้มีอิทธิพลเหนือกว่าเราชาวอังกฤษเลยแม้แต่ด้านเดียว”

เด็กชายเลือดตะวันตกหัวเราะอย่างถือไพ่เหนือกว่า “เล่นต่อไปก็ไม่สนุกแล้ว ไปกันเถอะพวกเรา วันนี้พอแค่นี้ก่อน ปล่อยไอ้อ้วนมันไว้นี่แหละ”                 

ไหว่เชิงหมอบนิ่งราวหุ่นไม้ไร้ชีพจร มีแต่ดวงหน้าที่ฉายแววขุ่นหมองระหว่างเพ่งมองหลานชายของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงเดินกุมหน้าท้องออกไปพักผ่อนที่ข้างสนามโดยมีพวกพ้องเดินห้อมล้อมประหนึ่งองครักษ์พิทักษ์สวัสดิภาพ…เด็กชายน้ำตานองเหมือนท้องร่องในฤดูน้ำหลาก เก็บกลั้นความร้าวอันเกิดจากบาดแผลทั่วเรือนกาย พลางพิจารณาความอ่อนแอของตัวเองอย่างท้อแท้



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น