เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

​ตอนที่ 50 คราดารามองเห็นประกายความหวัง

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 50 คราดารามองเห็นประกายความหวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 109

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2561 20:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 50 คราดารามองเห็นประกายความหวัง
แบบอักษร

​ตอนที่ 50 คราดารามองเห็นประกายความหวัง   

เพราะคิดว่าภายภาคหน้ามีอุปสรรคเฝ้ารอ รอให้พวกเมรัยท้าทายและข้ามผ่านไปสู่ความหวังใหม่ประหนึ่งเดินข้ามสะพานที่หากก้าวพลาดก็มีสิทธิ์ตกลงบ่อจระเข้ โดนบรรดาสัตว์ร้ายแห่งบึงคลองเขมือบขย้ำแล้วก็กลายเป็นลูกจระเข้ ไม่ใช่สิ เมรัยรู้ว่าหากอยากเผชิญอดีต สิ่งที่นางสมควรทำคือเตรียมใจสู้กับมัน มันที่ว่ามิใช่ศัตรูภายนอก แต่หมายความถึงตัวนางต่างหาก ใช่แล้วล่ะ

          ยอมรับและเข้าใจ หลังจากนั้นก็ตะโกนสุดเสียงด้วยพลังใจที่มากมายประหนึ่งหยดน้ำนับล้านในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพรศาล สุรเสียงที่ดังประหนึ่งเสียงคำรามมังกรนั้นจักดังกึกก้องสั่นทุกหัวใจให้เต้นโครมครามอย่างแน่นอน

          “นี้ล่ะคืออาวุธของข้า!!!!!!!”

          หมอผีน้อยยืนตระหง่านใต้แสงตะวัน อุ้งมือชูไม้เท้าศักดิ์สิทธิที่มิอาจเสาะหาสิ่งใดเปรียบเปรย

          หากโลกยุคบรรพกาลมีความคิดและปัญญาคืออาวุธ สิ่งที่เรียกว่าอาวุธของโลกยุคปัจจุบันย่อมหนีมิพ้นพลังมาโฮและพลังวิเศษ ไม้เท้าของเมรัยคือหนึ่งในบรรดาอาวุธวิเศษที่ครองอำนาจลี้ลับและทรงอำนาจที่แม้นแต่ชาวปักษายังต้องยำเกรงและกลัวหัวหด ด้วยลักษณะเฉกเช่นไม้เท้าแม่มด ยาวและใหญ่ หลอมจากแร่หายากระดับตำนาน ธาตุที่มิสังกัดและจัดอยู่ในมวลหมู่ใด มันคือสิ่งที่ถือกำเนิดจากดวงวิญญาณของเผ่ามหาอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยปกครองพิภพ

          ดวงวิญญาณแห่งมังกรแปดหัวอย่างไรล่ะ

          ลำไม้มีผิวราบเรียบและส่วนโค้งดุจคลื่นน้ำทะเล ส่วนปลายยอดมีลูกแก้วสีแดงทับทิมประดับเป็นหัวใจหลัก และด้วยลวดลายปีกปักษาที่สลักทั่วไม้เท้าขับให้มันเปล่งประกายมนตร์ขลังสมชาติอาวุธในตำนานอย่างมิอาจปฏิเสธ ดูหมิ่น

          กระนั้นต่อให้มันมีชื่อเสียงและอันตรายเช่นไร เมื่อตกอยู่ในมือเมรัย ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์นี้ก็มิต่างจากของเล่นเด็กอนุบาล

          “หึหึๆเมื่อก่อนข้าใช้เขกหัวหมาบ่อยๆ”

          นารีกุมขมับปวดกระบาล เรไรยืนปากกระตุกสีหน้าดำราวก้นหม้อ ทั้งสองมองท่วงท่าพิศวงระคนพิลึกที่เมรัยกำลังแสดงอย่างภูมิใจ หมอผีน้อยสะบัดก้น มือเท้าเอว อีกมือชูไม้เท้าชี้ฟ้า องคาน่ารักอมยิ้มปานกิ้งก่าได้ทอง เรือนผมโยกส่ายทอแสงไสว มิรู้นางมีความสุขเมื่อได้จับอาวุธเก่า หรือเพราะได้โอ้อวดของวิเศษให้พวกสาวๆดูกันแน่

          “ขอแค่มีไม้เท้าจิ้งเหลนแปดหัว อุปสรรคเรื่องหมาไล่กัดก็จักไม่มีค่าอีกต่อไป”

          เมรัยหรี่ตา ดวงตาฉายความน่าเกรงขาม

          “ดีกว่าให้เจ้ากัดกับหมาล่ะนะ”

          นารีคิดในแง่บวก ดวงดาวน้อยบอกเช่นนั้น หมอผีน้อยพลอยดีใจยิ้มร่า ถัดจากนั้นเมรัยอธิบายเกี่ยวกับอาวุธชิ้นนี้ แรกเริ่มมันมีเรื่องราวยาวปานรถไฟ กระนั้นหมอผีน้อยกลัวดวงดาวน้อยกับปักษาน้อยง่วงนอน เมรัยจึงตัดฉากและกล่าวง่ายๆว่าไม้เท้าที่นางครอบครองสามารถช่วยให้เมรัยร่ายอาคม และประกอบพิธีได้ง่ายกว่าเดิม

          แท้จริงตัวไม้เท้ามีอำนาจพลังวิเศษของมันเช่นกัน ทว่าด้วยสภาพร่างกายเมรัยมิเหมาะจักใช้พลังมาโฮ ถ้านางฝืนใช้พลังวิเศษที่นางมิอาจแบกรับพลังได้อีก ร่างกายเมรัยจักยิ่งเสื่อมสลายอย่างช้าๆ แต่ด้วยอยากแสดงให้สองคนรักชื่นชมเป็นขวัญตา มันต้องมีสักโอกาสแน่ๆที่หมอผีน้อยจักแอบใช้นิดหน่อย

          “ห้ามเมรัยใช้พลังนะ”

          เรไรปิดตา ตวาดเสียงแฝงความโกรธมหาศาล เมรัยเลิกคิ้ว เสมองข้าง พลางบอกเสียงเบา

          “ไม่ต้องห่วง”

          เพราะรักจึงอยากปกป้อง เรไรอยากเป็นดาบและโล่ที่สามารถปกป้องสิ่งสำคัญของนาง ปักษาน้อยรู้ว่าตั้งแต่เมรัยรอดกลับมาจากเรื่องปักษานิลกาฬ สภาพเมรัยไม่เหมือนเดิม นางมิรู้ว่าส่วนใดที่แปลกไป ภายนอกมองมิเห็น กระนั้นเรไรรู้สึกว่ามันมีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น ความกังวลและหวาดกลัวมิเพียงมีเรไรรับรู้ นารีก็สัมผัสได้เช่นกัน

          แต่ว่าเมรัยยังยืนยันอย่างบริสุทธิ์ใจ หมอผีน้อยตบบ่าปักษาน้อย

          “ไม่เป็นไร

          เพราะรู้ขีดจำกัดของตนดี เมรัยจึงเสริมให้พวกเรไรรู้ แท้จริงพลังของหมอผีน้อยใช้ได้กับพวกภูตพราย วิญญาณเท่านั้น เหล่าสิ่งมีชีวิตที่มิรู้จักความตาย และล่องลอยบนโลกที่มิใช่ฝั่งนี้ หมอผีน้อยให้สัญญาว่าจักไม่ฝืน ถ้าเรไรอยากเป็นคนปกป้อง ก็ได้ตามที่ต้องการ “เมรัย..” เรไรไม่รู้เมรัยคิดอะไร กระนั้นหมอผีน้อยพูดคำไหนคำนั้น

          “แต่ถ้าหาก…”

          เมรัยหลุบตา กำหมัดด้วยความแน่วแน่ “ถ้ามันเลวร้ายจริงๆข้าจักสู้!!”

          ยามนี้นางมีเหตุผลที่จักมีชีวิต เมรัยไม่อยากหนีอีกแล้ว นางปรารถนาจักมีความสุข สุขกว่านี้ สุขยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจักทรมาน ไม่ว่าจักล้มลุกสักอีกครั้ง อยากชนะ ไม่อยากยอมแพ้ อยากก้าวไปข้างหน้าด้วยกันกับเรไรและนารี ในเมื่อทั้งสองอยากช่วยเมรัย ดังนั้นหมอผีน้อยจักลุกขึ้นอีกครั้งให้ได้ จักไม่ทำให้ใครผิดหวังอีกแล้ว

          เมรัยจักพยายาม

          เพื่อคนที่รักนาง และเพื่อวันพรุ่งนี้

          “ฮึๆ”นารียืนมองพลันแผ่วหัวเราะปานน้ำเสียงนางสนม ดวงดาวน้อยจับมือหมอผีน้อยและปักษาน้อย นารีรู้ดีว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้นางอยากมีชีวิต เพราะสองคนรักตรงนี้ เพราะมีพวกเมรัย นารีจึงสามารถละทิ้งความเบื่อหน่าย และมีแรงใจจักก่อกวนชาวบ้าน ดวงดาวน้อยอาจไม่สามารทำอันใดเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา กระนั้นนางจักขอทุ่มสุดตัวเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคและสิ่งกีดขวาง จักผลักดันเมรัยและจับมือเรไร อยู่กับครอบครัวและรอดไปด้วยกัน

          “เหมือนพวกเรากำลังจักรบเลยนะ”เมรัยคิ้วกระตุก

          “ไม่มีสงครามไหนที่ข้าเอาชนะมิได้”นารียกยิ้มโอหัง

          “อาเร๊ะ”เรไรงงสิรอไร

          ฮาๆ ท่ามกลางป่าปริศนามีเสียงหัวเราะเปล่งกังวานดุจเสียงหัวร่อเจ้าหญิงในงานเต้นรำ หนึ่งตำนานบรรพกาล หนึ่งตำนานดวงดารา หนึ่งตำนานปักษาผู้เดี่ยวดาย เมื่อวาสนาชักนำให้พวกนางมาพบกัน บัดนั้น เรื่องราวแห่งคำอธิษฐานจึงริเริ่มขีดเขียนร่ายเป็นบทประพันธุ์ที่จารึกตลอดกาล ด้วยความหวังที่จักส่องสว่างยิ่งแสงเทียนไข ด้วยความรักจักชโลมหัวใจอบอุ่น ด้วยพลังนี้พวกเมรัยจักก้าวไปสู่อีกขั้นแห่งบทประพันธุ์มุ่งสู่ปลายทางแห่งชะตากรรม ที่แน่นอนว่าพวกนางนี้แหละจักเป็นคนกำหนดมันเอง!!!!

--

รู้รึเปล่า ความหมายของดอกมะลิน่ะ?

          หนึ่งในหมู่ดอกไม้ที่สื่อความหมายสำคัญนับแต่โบราณกาล สมัยก่อนดอกไม้สีขาวนวล กลิ่นหอม และสามารผลิบานตลอดปีนั้นมีค่าความสำคัญอย่างมากมายมหาศาล ด้วยมันคือดอกไม้มงคลที่ควรคู่กับวันแม่ แสดงถึงความรักบริสุทธิ์และความกตัญญูรู้คุณ ความปรารถนาดีและความคิดถึงที่จักมิมีวันเลือนรางตราบลมหายใจสุดท้าย เมรัยมักเฝ้ามองและคะนึงหาความรักของนางระหว่างคุณแม่ที่ไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว ยามใดที่มีดอกไม้สีขาวโพลนแวบผ่านสายตามนตรา หมอผีน้อยชอบชะโงก ยืดคอหันมองมันด้วยความรู้สึกผิดเมื่อครั้งหนึ่งนางปฏิเสธและวิ่งหนีจากความรักนี้

          กระนั้นยามมิใช่

          “ไม่หลงเหลือสิ่งใด…นอกเหนือความทรงจำของข้า”

          มิใช่แค่โคลที่ฝากฝังความทรงจำไออุ่นไว้กับหมู่บุปผา เมรัยก็เช่นกัน หมอผีน้อยมิอาจเรียกร้องและทวงคืนสมบัติของนาง บ้านเงียบงันและอบอุ่นด้วยความอ้างว้างจางๆดุจสายหมอก เพื่อนพ้องที่หยอกล้อและไม่เคยชวนนางไปเที่ยว เมรัยจดจำเรื่องราวได้สลักหัวใจ นางขานว่า ความสามารถมันอยู่ในสายเลือด ความฝันอยู่ในจิตวิญญาณ และความรักของนางนั้นย่อมอยู่ในใจ ความสนุกสนาม เสียงหัวร่อกระซิก หยดน้ำตาสีใสพราว สักวันย่อมสลายหายไป แปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำที่สวยงามมิอาจเสาะหาสิ่งใดเปรย

          ราวบทเพลงที่ชวนให้หลับตาและนอนฝัน

          ประหนึ่งภาพวาดที่กักขังความมหัศจรรย์ไว้ภายในดินแดนแห่งสีสัน

          เรื่องราวของนางยังมิรู้จุดจบ กระนั้นเมรัยหวังระหว่างเส้นทางนี้จักเต็มไปด้วยมันบด เมียรัก และน้องสาว ความรักที่นางขว้างทิ้ง ความรักที่นางเก็บและอุ้มเอาไว้แนบอก ความเหน็บหนาวอันโดดเดี่ยวเดียวดายที่ครั้งหนึ่งเป็นเพื่อนรักของนาง ยามนี้มันกล่าวลานางและจากไปพร้อมการมาเยือนของสองสาวน้อยผู้น่ารักน่าเขมือบ และคราวชะตากรรมระหว่างโคลกับเมรัยเริ่มทักทอ หมอผีน้อยจักทวงคืนสิ่งนั้นได้หรือไม่

          ความรู้สึกโหยหายที่นางสลัดทิ้งอย่างขวาดกลัว ความกล้าของนาง

          “ทุกคนล้วนเคยกลัว เจ้ารู้หรือไม่ ยามข้ากลัวข้าทำอย่างไร”

          “กระโดดหลบหลังพุ่มไม้?”

          “ผิดจ้า ข้าหลบหลังก้อนหิน”

          “เจ้านี่ตลกจัง”

          “ฮาๆใครๆก็ชอบเรื่องตลกมิใช่รึ”

          เมรัยปากยื่น หลุบตาสีส้มประกาย จริงอย่างโคลบอก

          โคลอ้าปากหัวเราะก้อง

          “ข้ากลัว แต่ข้ารู้วิธีเอาชนะ ขอมีเหตุผลที่สามารถก้าวข้ามความกลัวก็พอ”

          เพราะอยากรัก.. ข้ามีเหตุผลที่จักไม่หนี เหตุผลง่ายๆที่ทำให้ข้าสู้อย่างมิย่อท้อ มันอาจฟังน้ำเน่าและเหมือนจักไม่น่าประทับใจ ทว่าเหตุผลก็คือเหตุผล และนั้นคือพลังที่มากกว่าความกลัว มิว่าความฝันแห่งผู้พิชิตเส้นขอบฟ้า ความกระหายอยากท่องดินแดนมายา ความรักสีชมพูที่จักยื่นมือให้ใครสักคน

          “อยากให้นางมีความสุข อยากให้ตนเองดูดีในสายตานาง ไม่อยากให้นางเป็นห่วง”

          วิญญาณสาวสะบัดกระโปรงพลิ้วลู่ลมเย็น ชายขอบพัดกระพือดุจแพรพรรณนางระบำ ใต้ฟ้าราตรีสีน้ำเงินดุจผืนทะเล ดวงดาวหลับใหล ปักษาหลับปุ๋ย หมอผีนอนมิหลับและเพราะมิอยากให้วิญญาณสาวเพ้อเจ้อเพียงลำพัก ดังนั้นเมรัยจึงดับกองเพลิง และเบิกตามองเหล่าดวงวิญญาณนับร้อยสาย ใต้เท้าคือเส้นชีพจรธรรมจักร เหนือฟ้าคือความว่างเปล่า และท่ามกลางเหล่าภูตผีเสื้อปีกสีเพลิงงดงาม  

          “ข้ารู้ เจ้ากลัวที่จักเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเจ้าให้ผู้อื่นฟัง”

          “…”

          เหมือนมีนักฆ่าหยิบมีดแทงศีรษะ เมรัยมิรู้จักเสาะหาข้ออ้างใดเพื่อกลบเกลื่อนความคิดโคล หมอผีน้อยถอนหายใจเฮือกด้วยความพ่ายแพ้ ท่าทีเหมือนลูกสาวที่พึ่งแอบมุดผ้าห่มคุณแม่ “ไม่กล้าสองส่วน แต่อีกแปดส่วน..”เมรัยหรี่ตาแลเห็นประกายหยดน้ำค้าง ริมฝีปากพึมพำ “เพราะไม่อยากส่งต่อความกลัวนี้ให้ใคร”

          เมรัยไม่อยากจดจำมัน.. ไม่อยากพวกนารีเศร้าใจกับเรื่องของตนเอง..

          “เจ้าคิดง่ายเกินไปแล้ว”

          หากวิญญาณสาวมีร่างกายเฉกเช่นยีราฟ นางคงสะบัดหัวตบเมรัยหัวทิ่ม เด็กอะไรทำไมคิดแง่ลบเช่นนี้ ไม่มีความคาดหวังหรือความเชื่อมั่นเสียเลย น่าโมโหนัก โคลอยากขึงตาใส่ กระนั้นนางมิมีตา วิญญาณสาวเท้าเอว เชิดแผ่นอกลานบิน ท่าทางประหนึ่งพี่ใหญ่ที่ต้องปลอบประโลมน้องๆและกู่ร้องปลุกใจให้ฮีกเหิมพร้อมไปต่อยกับโรงเรียนอื่น

          “ถ้าเจ้ายังปิดกั้น สักวันความสัมพันธ์ของพวกเจ้าอาจขาดสะบั้น”

          โคลโพล่งเสียงเข้มขรึม นางอาจยังมิมีประสบการณ์เรื่องรักลึกซึ้ง กระนั้นวิญญาณสาวบอกได้เลยว่า ถ้าพวกเมรัยยังไม่เปิดใจให้กัน มันจักเกิดช่องว่างเล็กๆที่ภายภาคหน้ามีโอกาสขยายใหญ่จนส่งผลกรระทบอย่างใหญ่หลวง มนุษย์ เอาจริงๆมันไม่เชื่อใจใครง่ายๆหรอก ทุกคนล้วนสวมหน้ากากเข้าหากัน พยายามสร้างพื้นที่ และเก็บซ่อนตัวตนแท้จริงไว้บางส่วน นั้นล่ะคือ ความลับ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดบาป ทว่ามันคือตัวปัญหาและสาเหตุหลักเลยของการทะเลาะ ผิดใจ คืบแคลงสงสัย

          “พูดเหมือนรู้ดีเลยนะ”

          เมรัยกอดคิ้วกระตุก โคลส่ายหน้า “ข้าชอบฟังเพื่อนที่ทำงาน ส่วนมากก็เรื่องผัวเมียตีกัน”

          “ถูกตามที่เจ้าว่า”

          หมอผีน้อยเคยคิดว่าคนบนโลกล้วนเป็นคนดี ไม่มีใครเลวร้าย นางมองโลกเช่นนั้น ตั้งแต่เมื่อก่อน กระทั่งคืนนี้

          “ข้าควรทำอย่างไรดีนะ”

          เมรัยเงยหน้าถามค้างคาว และส่วนลึกในใจของเมรัยก็ผุดคำตอบทันใด

          คำตอบที่นางเคยใช้มันเอาชนะทุกความรู้สึก

          ‘ข้าจักไม่วิ่งหนีอีกแล้ว

          “ทำให้เต็มที่ อย่าให้ตนเองรู้สึกเสียใจภายหลัง

          ท่ามกลางภูตพรายสีรุ้ง เสียงถ่านปริแตก ประกายสะเก็ดเพลิงลอยลิ่ว โคลเคยถูกความลังเลขโมยโอกาสครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นวิญญาณสาวจึงได้รับคำตอบนี้ นางเสียใจที่มิได้ทำเต็มที่ เสียใจยิ่งนัก ฉะนั้นโคลจึงให้สัญญากับตนเองจักทำทุกอย่างด้วยความสามารถทั้งหมด ทำกระทั่งโคลไม่นึกเสียใจ ไม่ว่าเรื่องการตัดสินเกี่ยวกับการค้า เรื่องทางบ้าน เรื่องคนรัก โคลจักยึดมั่นหลักการนี้

          นิสัยแห่งความกล้าสร้างให้โคลเป็นคนเด็ดขาด สู้ไม่ถอย ต่อให้เจออุปสรรคร้ายแรงเพียงใด ข้าก็จักทุ่มเทสู้สุดชีวิต

          ส่วนคำตอบของเมรัย หมอผีน้อยเคยทำพลาดเช่นกัน นางเสียใจเหลือแสนกับสิ่งที่ทำลงไป ดังนั้นเมรัยจึงเช็ดน้ำตา และก้าวไปข้างหน้าด้วยความสับสน ด้วยความไม่มั่นใจ กระนั้นต่อให้ไม่รู้ทางข้างหน้ามืดมิดเช่นไร เมรัยจักก้าวต่อไป นางไม่อยากหยุดอยู่กับความเจ็บปวดบ้าบอคอแตก ไม่อยากถอยหลังและวิ่งหนีโดยที่ใจยังอยากสู้

          เมรัยไม่รู้หรอกทำไมอยากสู้ กระนั้นตอนนี้นางรู้ว่าตนเองไม่อยากหนีอีกแล้ว

          “สักวันเจ้าจักกล้าสู้ เชื่อข้าสิ”

          เรื่องของพวกเมรัย โคลมิอาจยุ่งเกี่ยว กระนั้นวิญญาณสาวคงรู้สึกติดค้างเมรัย หากไม่แนะนำอะไรสักอย่างให้หมอผีน้อย เมรัยอุสาช่วยเหลือโคล วิญญาณสาวจึงอยากตอบแทนน้ำใจ โคลทำอะไรมิได้มาก กระนั้นนางขอเป็นแรงใจให้เมรัย เหมือนที่โคลคอยเป็นกำลังใจให้คนรอบข้าง ยามใดที่เพื่อนๆและครอบครัวอับจนหนทาง โคลจักลุกยืนและบอกว่า มันจักผ่านไป เรื่องดีๆจักตามทีหลัง ดังนั้นอย่าพึ่งยอมแพ้ ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องแย่ๆ โคลไม่เอาด้วยหรอก

          นางอยากสู้และท้าทายสิ่งใหม่ๆ นางอยากรัก และอยากทำให้คนรักมีความสุข

          “ความรู้สึกอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะสุดท้ายข้ากับนางก็ต้องนั่งคิดแก้ไขโดยใช้ปัญญา ฮาๆ”

          ความรัก พูดไปมันก็มีพลังอยู่หรอก แต่เอาเข้าจริงๆเวลามีปัญหาน่ะ สิ่งสำคัญคือสติและความรู้ต่างหาก ความรู้สึกช่วยเพิ่มพลังใจ ข้าวช่วยให้กายมีเรี่ยวแรงพร้อมเผชิญ และเมื่อมีสองอย่างนี้แล้ว ปัญญาจึงตามมาทีหลัง “ฉะนั้นเมรัย กินข้าวให้ท้องป่องและไปกอดพวกนารีซะ เดี๋ยวนี้เลย!!”

          “ไว้ทีหลัง…”เมรัยเท้าคาง สีหน้าจวนเจียนหลับ

          “ไปตอนนี้!!”

          อย่าบอกว่ารอก่อนสิ คนเช่นเจ้าน่ะ เรื่องที่คุยกันคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็ลืมแล้ว!!!

          “ขี้คร้านซะไม่มี”

          ท้ายสุดโคลปลงตก ขว้างคำชมให้เมรัย

          หมอผีน้อยอมยิ้มเริงร่าสาดน้ำดับถ่าน นางปัดๆฝุ่นและสะบัดหลังเดินกลับกระโจม ก่อนหมอผีน้อยจักเดินไปไกล นางพูดประโยคหนึ่ง “ทำไมเจ้าอยากกลับบ้านหรือ”

          คนที่เดินทางไปทำงานไกลบ้านเกิด มักมีความรู้สึกโหยหาบ้านเกิด และอยากกลับสักครั้ง โคลเองก็รู้สึกเช่นนั้นหรือเปล่า นางตายโดยที่ยังมิบอกลาใครด้วยสิ

          เรื่องนี้เกี่ยวกับความทรงจำวิญญาณสาว เมรัยอยากรู้ว่าโคลรู้คำตอบหรือยัง

          โคลมีเหตุผลดังเช่นเมรัยสันนิฐาน กระนั้นมีอีกอย่างหนึ่งที่โคลรู้ว่ามันสำคัญเหนือกว่าเหตุผลธรรมดา

          “ข้ามีบางอย่างอยากบอกนาง” นางที่ว่าคงเป็นคนรักโคล

          เมรัยหลุบตาต่ำ ปากยกสูงคล้ายยิ้มคล้ายมิใช่ นางพูดเสียงฟังชัด

          “พวกข้าจักช่วยเจ้าให้ได้”

          เมรัยสาวเท้าอย่างหนักแน่น หากสิ่งที่ข้าขาดไปคือความกล้า เช่นนั้นข้าจักหามันให้เจอ ความกล้าที่ครั้งหนึ่งข้าเคยมี ถ้าหากมันถูกทำลายและสลาย ข้าก็จักสร้างมันขึ้นใหม่!!! คอยดูให้ดีนะ วิธีสร้างความกล้าของเมรัย นางจักสร้างมันพร้อมช่วยโคลนี่ล่ะ

          “กอดๆ”

          “เมรัย…”

          มุดกระโจม มุดผ้าห่ม กอดแนบเนื้อและสูดดมให้ชื่นใจ เพียงมีเสียงครางครวญในกระโจม โคลก็พอใจแล้ว “ข้าจักช่วยเจ้าให้ได้เช่นกัน” วิญญาณสาวกางแขนเต้นระบำอย่างหรรษา ใต้ทางช้างเผือกสีแพรวพราว แว่วเสียงสกุณาไพเราะเสนาะ ไกลๆไปมีเสียงเรียกร้องของใครสักคน…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น