akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 45

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.2k

ความคิดเห็น : 63

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2561 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 45
แบบอักษร

45

            “ตื่นเช้าเหมือนกันนะนาย”

                พยัคฆ์ที่กำลังดื่มกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในตอนเช้านั้นเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นพอลเดินมา

                “ครับ”

                พอลตอบรับเพียงสั้นๆ แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับพยัคฆ์  แม่บ้านเดินเข้ามาหา               “ขอกาแฟให้ฉันแก้วนึง”พอลบอกเรียบๆ

                ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน  พอลก็ยังเป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยแสดงสีหน้าสักเท่าไหร่นัก พยัคฆ์เองก็ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ว่าทำไมน้องชายคนกลางของเขาถึงไม่เลือกแต่งงานกับสาวสวยสักคน กลับไปเลือกเจ้าเสือโคร่งขาวนิสัยเย็นชาคนนี้  จนกระทั่งมีลูกตั้งสี่คน

                “ที่นี่ปกติดี  ไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ”

                แขกของบ้านเอ่ยถาม  พยัคฆ์ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ มองหน้าน้องเขยอย่างแปลกใจ

                “ทำไมอยู่ๆถึงถามแบบนั้น”

                “ไม่มีอะไรหรอก  ผมก็แค่พูดขึ้นมาเฉยๆ”

                แม้พอลจะบอกแบบนั้น แต่พยัคฆ์ไม่คิดจะให้ชายหนุ่มพูดทิ้งไว้ แล้วอยากจะหยุดพูด ก็หยุดไปเลยง่ายๆ

                “ฉันไม่เชื่อนายหรอก  ปกตินายไม่ใช่คนจะพูดจาไปเรื่อยเปื่อย”

                “งั้นขอเวลาผมอีกนิด  แล้วผมจะคุยเรื่องนี้กับคุณ”

                “หาว…ตื่นเช้ากันจัง  นายลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ปลุกฉันล่ะ”

                เสียงโวยวายของวิรุจน์ ทำให้บทสนทนาทุกอย่างเงียบลงทันที  วิรุจน์เดินเข้ามากอดคอของพอล แล้วกดหอมแก้มเจ้าตัวไปหนึ่งที

                “ไม่เกรงใจฉันบ้างหรือไง”

                พี่ชายคนโตพูดขึ้น เริ่มจะรู้สึกอิจฉาเจ้าพอลขึ้นมานิดๆ ที่มีเมียกล้าแสดงออกไม่อายอะไรแบบนี้  วิรุจน์หัวเราะร่วน

                “ก็เป็นพี่ใหญ่  ผมไม่เกรงใจหรอกครับ”

                ยิ่งฟังคำตอบจากน้องชาย  พยัคฆ์ก็ยิ่งหมั่นไส้ เขาหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่ม

                “แล้วนี่ไทกะกลับมาหรือยังครับ”

                วิรุจน์หย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆกับพอล  เขาถามพี่ชาย เพราะคิดถึงหลานชายอีกคนที่ยังไม่เจอหน้ากันเลย

                “เห็นบอกว่าจะไปเที่ยวอีกหลายวันกว่าจะกลับ”

                “ปกติ ไทกะชอบเที่ยวเหรอครับ”พอลถาม

                “ไม่นะ…แต่บางทีอาจจะเพราะปิดเทอมแล้ว  ไทกะก็เลยอาจจะอยากไปเที่ยวก็ได้”

                พอลพยักหน้าเข้าใจ เขาหันไปคุยกับภรรยาที่กำลังหยิบขนมปังเข้าปาก

                “แล้วลูกตื่นหรือยัง”

                “ยังเลย  ฉันหิวน่ะ เลยลงมาก่อน  ถ้านายดื่มกาแฟเสร็จแล้ว ก็ขึ้นไปดูลูกด้วยล่ะ”

                วิรุจน์บอกอย่างอารมณ์ดี เขาคิดถึงที่บ้านมากๆ พอต้องไปอยู่ไกลจากที่ที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจเมื่อได้กลับมา

                “งั้นผมขอตัวก่อนแล้วกัน”

                คนตัวสูงขยับตัวลุกขึ้น เดินออกไป เพื่อขึ้นไปดูลูกๆ  พยัคฆ์มองหน้าน้องชาย

                “แฟนนายเป็นอะไรหรือเปล่า  ฉันว่าเขามีท่าทางแปลกๆ”

                “เอ๊ะ  แปลกเหรอครับ”

                จะว่าไป วิรุจน์เองก็รับรู้ได้ว่าพอลเริ่มมีท่าทางแปลกๆมาสักระยะ เหมือนว่ากำลังกังวลเรื่องอะไรสักอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไป

                “ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าพอลเป็นห่วงผมกับลูกมากๆเลยครับ”

                ไม่ได้ต้องการจะอวด เพียงแต่เขารู้สึกว่าบอดีการ์ดที่ดูแลเขาและลูกเหมือนจะมีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว  แม้วิรุจน์จะอึดอัด แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธความหวังดีของสามีได้

                “มีอะไรงั้นเหรอ”

                “ผมเคยถามเขาแล้ว เขาก็บอกว่าไม่มีอะไรนะครับ”

                “หรือจะเป็นพวกศัตรูของครอบครัวหมอนั่น”

                “มันก็มีความเป็นไปได้อยู่นะครับ”

                วิรุจน์ลูบคางอย่างใช้ความคิด ก่อนจะพูดต่อ

                “จริงสิครับ  ผมเองก็กะว่ามาไทยทั้งทีจะพาเด็กๆไปเที่ยว  พี่ใหญ่จะไปด้วยกันไหมครับ”

                “ฉันเองก็ยุ่งๆ  แต่ถ้าเมียฉันอยากไป  ฉันก็จะไปด้วย”

                “อ้าว!  ทีน้องชวนไม่อยากจะไป  พอเมียไปด้วย จะไปซะงั้น”

                คนเป็นน้องแอบต่อว่าพี่ชาย แต่พยัคฆ์ไม่สนใจสักเท่าไหร่นัก เขากำลังคิดถึงเรื่องที่พอลพูดว่ามันหมายถึงเรื่องอะไรกันแน่

-------+++++-------

                ร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสค่อยๆฟื้นมีสติ  วายุลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เขารู้สึกปวดร้าวบริเวณช่วงท้อง

                “โอ้ย!”

                ชายหนุ่มร้องออกมาด้วยความเจ็บ เมื่อพยายามจะขยับตัว  สายตาปรับมองภาพรอบๆ  เขาพบว่าที่นี่ไม่คุ้นเคย

                สถานที่แบบนี้…หรือว่า…ที่นี่คือโรงพยาบาล

                “เป็นยังไงบ้าง”

                เสียงทุ้มดังขึ้น  วายุพยายามหันหน้าไปมองที่มองของเสียง  เขาพบคนตัวสูงโปร่ง ผมสีทอง  ใบหน้าออกไปทางต่างชาติ

                “เอ่อ…คุณ”           

                วายุรู้สึกคุ้นหน้ากับอีกฝ่าย แต่ถึงกระนั้นเขาก็นึกไม่ออกว่าเจอกันตอนไหนเสียด้วย

                                “ฉันชื่อคริส  นายจำฉันได้ไหม”

                “คริส”

                วายุพึมพำในลำคอ  เขานึกออกขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้ชายคนนี้คือเพื่อนของเชน ที่เจ้าตัวเคยแนะนำให้เขารู้จัก แต่เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก จึงไม่ได้คิดจะจดจำอีกฝ่ายเลยสักนิด

                “เอ่อ….ทำไม”

                “อยากดื่มน้ำไหม”

                คำถามนั้นสร้างความสนใจให้กับวายุ เขาพยักหน้า เพราะรู้สึกกระหายน้ำได้สักพักแล้วหลังจากตื่นนอน

                คริสเดินไปหยิบแก้วน้ำที่ใส่หลอดเอามาให้วายุ  ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณแล้วก้มหน้าดูดน้ำจากหลอด  พอรู้สึกดีขึ้นจึงส่งแก้วน้ำคืน

                “ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

                “ฉันเป็นคนพานายมาเอง”

                ชายหนุ่มตอบคำถามอย่างไม่อ้อมค้อม แต่นั่นไม่ได้ทำให้วายุหายสงสัยได้เลย เขาเบิกตากว้างเมื่อมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เจอใครบางคน

                “ไทกะ!”

                “หืม?”คริสแกล้งทำหน้าสงสัย

                “คุณเห็นเด็กผู้ชายตัวใหญ่ๆ เอ่อ  สูง หน้าตาหล่อๆน่ะครับ”

                “อ่า…ใช่”เขาพยักหน้าทำท่าเหมือนเข้าใจ

                “เขาอยู่ไหนครับ  คุณเห็นเขาไหม”

                วายุถามอย่างร้อนใจ และนั่นทำให้คริสรู้สึกสนุกขึ้นมากพอสมควรเลยทีเดียว  เขาหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ

                “ใจเย็นๆสิ”

                “งั้นคุณก็ตอบผมมาสิ”

                เพราะความใจร้อนทำให้ขยับตัวรวดเร็ว วายุจึงรู้สึกเจ็บที่บริเวณบาดแผลขึ้นมา  คริสเองก็เริ่มไม่สบายใจ

                “อย่าขยับตัวมากเกินไปสิ  เดี๋ยวแผลที่เย็บจะมีปัญหาเอาได้”

                ชายหนุ่มตัวสูงเข้ามาประคองวายุให้เอนกายนอนพักผ่อน แต่วายุยังไม่ได้รับคำตอบ เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจ  ยังไงก็ต้องถามคริสให้รู้เรื่องให้ได้

                “งั้นคุณก็ตอบผมมาสิ  ว่าคุณรู้ใช่ไหมว่าเขาอยู่ที่ไหน”

                “ใช่  ฉันรู้”คริสยิ้ม

                “งั้นคุณก็บอกผมมาสิ”

                “เขาอยู่ที่โรงพยาบาลนี้แหละ  แต่ว่าอยู่อีกห้องหนึ่ง”

                “ผมจะไปหาเขา”

                พอรู้ว่าไทกะอยู่ใกล้ตัว วายุก็ยันกายลุกขึ้นจะไปหาไทกะ  เขาเป็นห่วงไทกะมาก เขากลัวว่าไทกะจะเป็นอันตรายถึงชีวิต

                “ใจเย็นๆก่อนสิ”

                “คุณจะให้ผมใจเย็นเนี่ยนะ”

                วายุแทบจะตะโกนใส่หน้าคริส สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดตอนนี้คือไทกะ เขาอยากรู้ว่าไทกะเป็นอย่างไรบ้าง

                “หมอนั่นอาการสาหัส ผมต้องไปดูเขา”

                “เขาปลอดภัยแล้ว”

                คริสบอกเสียงเรียบ  วายุหันไปมองคริสทันที  ใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะ

ไทกะโดนยิงบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น  เขาเองก็หวั่นใจอยู่มากเหมือนกัน

                “คุณไม่ได้โกหกผมใช่ไหม”

                พยายามถามย้ำเพื่อความมั่นใจ เขาไม่อยากให้สิ่งที่ได้ยินจากคริสเป็นเพียงการโกหกเพื่อปลอบใจเขา  คริสระบายยิ้ม

                “เชื่อฉันเถอะ ฉันเป็นคนพาเขามารักษาที่นี่เอง ฉันจะโกหกนายทำไม”

                สิ่งที่คริสบอกไม่ใช่เรื่องโกหก ตอนนี้ไทกะปลอดภัยแล้วจริงๆ เพียงแต่ชายหนุ่มยังไม่ได้สติเท่านั้น

                “ผมอยากไปเจอเขาจริงๆนะครับ”

                วายุบอกความต้องการ แต่คริสมองสภาพวายุแล้ว เห็นทีเขาจะปล่อยให้วายุออกไปหาไทกะไม่ได้

                “ไม่ได้หรอก  นายต้องนอนพักก่อน”

                “แต่ว่า…”

                “ถึงนายไปหาเขา ก็ไม่ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี”

                ความจริงข้อนี้วายุรู้ดี เพราะเขาไม่ใช่หมอ ไม่ได้มีพลังวิเศษใดๆ มาช่วยให้

ไทกะรอดพ้นจากอันตรายได้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็อยากจะเจอไทกะ อยากจะบอกกับชายหนุ่มเหลือเกินว่า เขาขอโทษที่ทำให้เจ้าตัวต้องเจ็บหนักถึงเพียงนี้

                คริสพอจะมองความต้องการของวายุออก แต่เขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้วายุออกไปเสี่ยงอันตรายอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ร่างกายของวายุฟื้นตัวเหมือนมนุษย์ปกติ  ต่างกับไทกะที่ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วกว่าทั้งๆที่ไทกะได้รับบาดเจ็บมากกว่าวายุหลายเท่า

                “แล้วผมจะพบเขาได้เมื่อไหร่ ผมอยากไปเห็นกับตาว่าเขาปลอดภัยดี”

                “เอาไว้พรุ่งนี้  ฉันจะพานายไปแล้วกัน”

                “ครับ”

                แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ตอนนี้เขาก็รับรู้ได้ว่าร่างกายของตัวเองนั้นอ่อนแอมาก บาดแผลที่บริเวณท้องทำให้เขาเจ็บทุกครั้งที่ขยับตัว  ขนาดโดนแค่มีดยังเจ็บขนาดนี้ ถ้าเขาโดนยิงมันจะเป็นอย่างไร

                เขาจำได้ว่าไทกะโดนยิงเข้าที่บริเวณหัวใจ และนั่นทำให้เขาวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าไทกะอาจจะบาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่คำยืนยันจากปากคริสทำให้เขาพอที่จะเบาใจลงได้บ้าง ชายหนุ่มเองก็คิดว่าคริสอาจจะไม่ใช่คนน่าเชื่อถือมากมาย แต่ถ้าเป็นคนเลวจริงๆ อีกฝ่ายจะช่วยเขาไว้ทำไม

                “ทำไมคุณถึงช่วยผมไว้”

                “ก็…นายเป็นน้องชายเพื่อนฉันไงล่ะ”

                คำตอบของคริสดูน่าเชื่อ วายุเองก็เห็นด้วย  ถึงเขาจะจำคริสไม่ได้  แต่ถ้าเจอคนได้รับบาดเจ็บ เขาก็ต้องช่วยอยู่แล้ว

                “เอ่อ…แล้วคุณไปอยู่ที่โรงแรมนั้นเหรอครับ”

                “ใช่…คงเป็นความบังเอิญที่ฉันไปอยู่ที่นั่นล่ะนะ”

                ความบังเอิญ…หึ

                คริสกระตุกยิ้มเพียงนิด สำหรับเขามันไม่ใช่ความบังเอิญสักนิด มีเพียงแต่ความตั้งใจเท่านั้น  

                “แล้วคนร้ายพวกนั้น”

                “หืม…นายหมายถึงอะไรเหรอ”คริสทำหน้างง

                “ผมหมายถึงคนร้ายที่ทำร้ายผม  พวกมันได้รับบาดเจ็บสาหัส…มีคนตาย”

                “อ่า…มีคนตายงั้นเหรอ  น่ากลัวจัง”

                เขาแกล้งตกใจ  ก่อนจะเอ่ยบอกในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

                “แย่จังนะ  ตอนฉันไปเจอ ก็มีพวกนายแค่สองคนซะด้วยสิ ไม่เห็นมีใครตายเลย”

                “จะเป็นไปได้ยังไง!”

                วายุสวนกลับทันที  นี่ไม่ใช่ความฝัน เขาโดนตามฆ่า เขาบาดเจ็บสาหัส ไทกะกลายร่างเป็นเสือโคร่ง  ไทกะทำร้ายคนพวกนั้น  มีทั้งคนบาดเจ็บและคนที่ตายจนหัวหลุดออกจากตัว แล้วมันจะเป็นไปอย่างที่คริสบอกได้ยังไง

                “นายจะโวยวายใส่ฉันให้มันได้อะไรขึ้นมา  ฉันก็แค่บอกไปตามที่เห็นเท่านั้น”

                “ขอโทษครับ”

                เขารู้ตัวว่าตัวเองทำผิดที่ไร้มารยาทกับคนที่ช่วยเขาไว้ แต่วายุก็ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

                หรือว่า…จะมีคนมาจัดการกับศพพวกนั้น

                “นายควรจะพักได้แล้ว  เดี๋ยวก็เจ็บแผลหนักกว่าเดิมหรอก”

                ความเครียดมีผลต่อร่างกาย และคริสก็ไม่ต้องการให้วายุเครียดจนส่งกระทบให้ร่างกายอ่อนแอไปมากกว่านี้

                สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือให้วายุหายเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้            

                “ผม…ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยผมไว้”

                “ไม่เป็นไร”

                เพราะถึงยังไง…ฉันก็ช่วยนายหวังผลอยู่แล้ว

                รอยยิ้มนั้นอาบไปด้วยยาพิษ  แม้วายุจะไม่ได้รู้สึกไว้ใจคริสสักเท่าไหร่นัก แต่ในเวลานี้เขาไม่มีทางเลือก  อย่างน้อยเขาก็อยู่ในโรงพยาบาล

                “ผมขอถามคุณอีกได้ไหม”

                “เอาสิ”

                “คุณได้โทรบอกเรื่องนี้กับคนที่บ้านผมหรือยัง”

                “อ่า…ฉันมัวแต่ห่วงนาย  โทษทีนะ  ยังไม่ได้โทรบอกเลย”เขาแกล้งทำหน้าซึม

                “จริงเหรอครับ…ดีจัง”

                แปลกใจไม่น้อยเลยทีเดียวที่วายุตอบกลับแบบนั้น ตอนแรกคริสคิดว่าวายุจะรีบบอกให้เขารีบติดต่อทางบ้านเสียอีก

                “อย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะครับ”

                “ทำไมล่ะ”คริสถามด้วยความสงสัย

                “ผมไม่อยากให้คุณพ่อรู้…ถ้าท่านรู้  ท่านอาจจะเครียดแล้วไม่สบายขึ้นมาก็ได้”

                วายุไม่อยากเห็นบิดาต้องนอนป่วยในโรงพยาบาลอีกแล้ว  คุณพ่อของเขาอายุมากแล้ว ถ้าได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอาจจะส่งผลต่อร่างทำให้อาการที่เริ่มดีขึ้นนั้นต้องทรุดหนักลงไปอีกก็เป็นได้

                “แบบนั้นจะดีเหรอ”

                เขาพยายามพูดเหมือนว่ากำลังหวังดี แต่ว่าในใจกลับคิดแตกต่างออกไป วายุเองก็ได้แต่พรูลมหายใจอย่างแผ่วเบา

                “ดีแล้วล่ะครับ  ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วงผม”

                “เอาเถอะ  นายพักผ่อนเยอะๆแล้วกัน  ส่วนเรื่องนั้น ฉันจะช่วยปิดเป็นความลับให้”

                “ขอบคุณครับ”

                วายุค่อยๆหลับตาลง เพื่อต้องการพักผ่อน  ในขณะที่คริสเดินกลับไปนั่งบนโซฟา  ชายหนุ่มมองวายุที่เพลียจนหลับไป

                …หายเร็วๆล่ะ…ฉันรออยู่

-------+++++-------

                “อะไรนะครับ! ไปเที่ยวเหรอครับ”

                เสียงโวยวายของโทระทำให้ทุกคนต้องหันไปมอง  น้ำเองก็ตกใจที่รุ่นพี่ช่างโวยวายเก่งเหลือเกิน  ไม่รู้ไปติดใครมา

                “มีมารยาทหน่อยโทระ”พยัคฆ์ปรามขึ้นมา

                “ขอโทษครับ”

                เจ้าตัวขอโทษทุกคนในห้องนั่งเล่น เขาก็แค่ดีใจมากไปหน่อยที่จะได้ไปเที่ยวกับอารุจน์ที่เขารัก

                “แต่ต้องรอไทกะกลับมาก่อนนะ   ถึงจะไปได้”วิรุจน์บอก

                “อ้าว….แล้วเมื่อไหร่จะได้ไปล่ะครับ”

                โทระโอดครวญ  ใบหน้าเริ่มแสดงความไม่พอใจ เพราะเขารู้มาว่าไทกะไปต่างจังหวัดอีกหลายวันกว่าจะกลับ

                “นายก็โทรถามพี่ชายตัวเองสิ”

                พอลกล่าวเสียงเรียบ  โทระร้องเหอะในลำคอ เขาหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาพี่ชายแต่ก็ไม่มีคนรับ

                “ไม่มีคนรับครับ”

                เด็กหนุ่มบอกกับวิรุจน์  พอลจึงเอ่ยขึ้นมาลอยๆ

                “เขาไม่อยากรับสายนายงั้นสิ”

                “พูดให้มันดีๆนะ”

                “พอเลยๆ  อย่าทะเลาะกัน….”

                สุดท้ายคนคอยห้ามศึกก็เป็นวิรุจน์ เมื่อก่อนโทระยังตัวเล็ก เขาก็ยังพาอุ้มไปโน่นนี่เพื่อหนีพอลได้อยู่หรอก แต่ตอนนี้หลานตัวโตกว่าเขาไปแล้ว  วิรุจน์หันไปมองพอล

                “นายก็เหมือนกันพอล  แก่ขนาดนี้แล้วยังมาทะเลาะกับเด็กอีก ไม่รู้จักโต”

                “เหอะ”

                คนตัวสูงร้องเหอะในลำคอ เริ่มเคืองภรรยาตัวดีขึ้นมา ที่ไม่เข้าข้างเขา ไปเข้าข้างหลานเสียอย่างนั้น

                “รอพี่ไทกะกลับมาใช่ไหมค้าบมะมี๊”

                แม็กซ์เข้าไปกอดแขนมารดา  วิรุจน์พยักหน้าทันที  ลิซ่ากระโดดกอดคอคุณตาสุดที่รัก

                “คุณตาขา   คุณตาไปเที่ยวกับลิซ่าด้วยนะค๊า”

                “งั้นไปกันให้หมดทั้งบ้านเลยดีไหม”

                “ดีค่า”

                น้ำรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกิน เขาอยากจะกลับตั้งนานแล้ว เพียงแต่โทระไม่ยอมให้เขากลับเสียที เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไร

                “นายเองก็ไปด้วยนะ”

                จู่ๆโทระก็หันมาพูดกับเขา น้ำเบิกตากว้างชี้ตัวเองด้วยความงุนงง เพราะไม่คิดว่าโทระจะบอกให้เขาไปด้วย          

                “ก็นายนั่นแหละ  ฉันบอกให้ไปก็ไป”

                “แต่ผมไม่ใช่คนในครอบครัวของรุ่นพี่”

                “คิดอะไรอย่างนั้นล่ะ  ไปด้วยกันเยอะๆ สนุกจะตายนะ”

                วิรุจน์เอ่ยขึ้น  เพราะเขาเห็นท่าทางของน้ำดูอึดอัด เจ้าตัวยังเด็กคงยังวางตัวไม่ถูกแน่ๆ

                “ไปด้วยกันนะค๊าบ”

                เอเดนเดินเข้ามากอดแขนของน้ำ เด็กน้อยพยายามปีนขึ้นไปนั่งบนตักของพี่ชายตัวเล็ก  โทระจ้องตาเขม็ง  เอเดนชะงัก  ผวาวิ่งไปกอดแด๊ดดี๊

                “ฮือ…พี่โทระน่ากลัว”

                เด็กตัวเล็กเอ่ยฟ้องทันที  ทุกคนต่างมองโทระเป็นตาเดียว  เขาน่ากลัวตรงไหนกัน เขาก็แค่หงุดหงิดที่เจ้าเด็กคนนี้ประจบสอพลอเก่งจนน่าหมั่นไส้  แถมเขายังหงุดหงิดเจ้าเด็กน้ำด้วยที่ยิ้มระรื่นให้กับเด็กคนนี้

                “รุ่นพี่อย่าทำหน้าตาน่ากลัวสิครับ”

                “ฉันออกจะหล่อ ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน”

                ประโยคนั้นทำให้ทุกคนอึ้งไป บางคนก็แอบกลั้นยิ้ม  ในขณะที่พอลหันไปพูดกับวิรุจน์ด้วยน้ำเสียงเอือมๆ

                “นี่คงเป็นผลกระทบของเจ้าเด็กแฝดที่สนิทกับนายสินะ”

100%

เจอกันวันอาทิตย์หน้านะคะ ช่วงนี้ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ค่อยได้มาอัพ เพราะช่วงนี้อากิกำลังยุ่งๆ

ติดตามการอัพได้ที่เพจ Akikoneko17

หากต้องการซื้อเล่มนิยายสามีผมเป็นเสือ ภาค 1,2,3 หรือนิยายเรื่องอื่นๆของอากิ ติดต่อสอบถามได้ที่เพจเฟส Akikoneko17 ค่า

https://www.facebook.com/akikoneko17


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}