มีฝนบางเวลา
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณที่แวะมาอ่าน เนื่องจากเรื่องนี้ต้องกดเหรียญ แนะนำให้กดอีบุ๊คดีกว่าเพื่อความคุ้มค่าค่ะ เพราะในอีบุ๊คเพิ่มตอนเพิ่มจากใน เว็บไปอีก 30+ ตอน

ตอนที่ 1 คนไม่ดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 คนไม่ดี

คำค้น : ฟุ้ง,สิงห์,ชวิญ,NC18+,18+,Love Scene,Contract of Love,สืบคดี,คดีฆาตกรรม

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2561 13:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 คนไม่ดี
แบบอักษร


**(คำเตือน นิยายเรื่องนี้ เลิฟซีนโหดจริงจัง ใครไม่ชอบฉากแบบนี้ ไม่ต้องกดอ่านนะคะ ปิดทั้งเรื่องไปเลยเน่อเพราะมัน เยอะจริงๆ เราบอกแล้วนะ หรือใครจะอ่าน ตอนไหนเขียนว่า NC ก็ไม่ต้องกดอ่านค่ะ อ่านเฉพาะตอนที่ไม่เขียนก็ได้ แต่จะไม่รู้เรื่องเท่านั้นเอง 55555555555555)​ **

แนะนำก่อนอ่านเพราะเรื่องนี้ต้องกดเหรียญนะคะ ถ้าจะกดเหรียญทั้งเรื่องไปกดอีบุ๊คดีกว่าค่ะ

เพราะเนื้อเรื่องในอีบุ๊คมีมากกว่าในเว็บ มากกว่า 30+ ตอนค่ะ

********************************************************************************************

เสียงฟ้าร้องและสายฝนที่โหมกระหน่ำในช่วงเย็นทำให้คนที่อยู่ภายในอาคารต่างหวั่นวิตกว่า จะเดินทางกลับบ้านกันยังไง รวมทั้ง ฟุ้ง ก็เช่นกัน เธอมองสายฝนที่ตกอยู่ด้านนอกริมหน้าต่างของออฟฟิศที่เธอเพิ่งย้ายมาทำงานได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น เดิมที่เดียวฟุ้งทำงานอยู่ต่างจังหวัด เพราะช่วงเรียนจบใหม่ๆ งานอะไรที่เธอพอจะทำได้เธอก็ต้องทำไปก่อน เธอเองเลือกงานไม่ได้นัก เพราะทางบ้านของเธอค่อนข้างลำบากเลย


“รถเมล์วันนี้คนต้องเยอะแน่ๆเลย” ฟุ้งถอนหายใจยาวเธอรวบผมยาวเหยียดของเธอเอาไว้ด้านหลังแล้วใช้กิ๊บติดผมอันใหญ่ติดเอาไว้อย่างง่ายๆ แล้วเริ่มเก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับที่พักของเธอ ขณะที่เธอเดินออกจากสำนักงานและกำลังเดินจากภายในอาคารไปที่ป้ายรถเมล์ โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่น ฟุ้งเห็นแบบนั้นจึงกดดูเพราะน่าจะมีข้อความเข้ามา


“ข้าวส่งอะไรมานะ” เธอบ่นพึมพำขณะเปิดอ่านข้อความจากเพื่อนสนิทของเธอ


“ฟุ้ง เราจะจัดงานแต่งงานนะฟุ้ง เราอยากให้ฟุ้งไปด้วย แต่งานจะจัดที่บนเกาะน่ะ คือวินเค้าจะปิดเกาะอยู่กันหลังเสร็จงานจากคดี ทางพี่ๆเค้าถามว่าอยากชวนใครไปมั้ย เราเลยอยากชวนฟุ้งไป ฟุ้งพอจะลางานได้มั้ยซักห้าวัน สุดสัปดาห์นี้ เดี๋ยวเราให้เพื่อนของวินไปรับเอง”


เธออ่านข้อความของรวงข้าวแล้วยิ้มออกมา ลางานน่าจะทำได้อยู่ ถ้าบอกเหตุผลที่รับได้ แต่เธอเพิ่งย้ายมาทำงานแบบนี้ถ้าไปจะดีเหรอ แต่ว่า งานแต่งของรวงข้าวทั้งที แถมรวงข้าวก็อุตส่าห์ชวนขนาดนี้ เธอเห็นรวงข้าวเหมือนน้องสาวของเธอ เธอก็น่าที่จะไป ฟุ้งกดตอบรับข้อความของรวงข้าวไป


“ฟุ้งไปแน่นอน โทรมานัดได้เลยนะว่าจะไปวันไหน ให้ไปยังไง”


เธอส่งข้อความไปแบบนั้น ก่อนจะเห็นว่ารถเมล์มาถึงแล้ว ฟุ้งรีบก้าวขึ้นรถเมล์ แล้วต้องแอบถอนหายใจเลย เป็นอย่างที่คาดเอาไว้จริงๆ บนรถเมล์คนเบียดเสียดยัดเยียดกันเหมือนปลากระป๋อง แต่เธอก็จำใจต้องเดินเข้าไป เพราะถ้าไม่ขึ้นรถเมล์คันนี้ เธอคงจะถึงห้องพักของเธอดึกแน่ๆ


กว่าฟุ้งจะฝ่ารถติดกลับมาถึงห้องพักได้ก็ดึกพอสมควรเลย เธอเดินขึ้นไปชั้นสามของตึกเพราะอพาร์ตเมนท์นี้ไม่มีลิฟต์ ที่เธอเลือกอยู่ที่นี่เพราะใกล้ที่ทำงานที่สุดแล้วและราคาไม่แพง ซึ่งเธอพอมีเงินจ่ายไหว เมื่อกลับมาถึงห้องเธอก็เปิดไฟแล้วมองของในห้องที่หลายๆชิ้นยังคงอยู่ในกล่องเพราะเพิ่งส่งมาถึง เป็นของจากห้องเดิมที่เธอเคยอยู่ที่ต่างจังหวัดนั่นแหละ


“เก็บของดีกว่า” ฟุ้งพูดกับตัวเองเสียงเบาแล้วเอาของออกจากกล่องจัดเข้าชั้นที่เป็นชั้นพลาสติกมีลิ้นชักธรรมดา เธอกดเปิดพัดลมด้วยเพราะรู้สึกร้อน พอเธอมองไปที่พัดลมเธอก็นึกถึงคนที่บ้านของเธอ ฟุ้งเองไม่คิดเลยว่าเธอจะต้องมีชีวิตแบบนี้ สมัยเด็กพ่อแม่ของเธอมีเงินทองมากมายสามารถส่งเธอไปเรียนที่ต่างประเทศจนตอนที่เธออยู่ไฮสคูลปีสาม เธอก็ถูกเรียกตัวกลับมาที่บ้านเพราะว่าบ้านของเธอโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการยักยอกทรัพย์


หลังจากนั้นบ้านของเธอก็อยู่กันอย่างลำบากพอสมควรเลย พ่อของเธอเริ่มกู้หนี้ยืมสินจากคนนั้นคนนี้มากมาย จนไปจบที่เงินกู้นอกระบบ หลังจากนั้นก็ใช้หนี้ไม่ไหว เลยต้องนำบ้านที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายไปเข้าธนาคารเอาไว้เพื่อเอาเงินมาจ่ายหนี้ พ่อเองก็ติดการพนันส่วนแม่ของเธอก็ขอหย่าแล้วไปมีสามีใหม่ เธอเองก็ต้องออกมาอยู่คนเดียว และเริ่มทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อส่งตัวเองเรียนให้จบและให้มีชีวิตรอดเพราะเธอหวังพึ่งอะไรกับทางบ้านไม่ได้แล้ว


เธอคิดว่าความผิดทั้งหมดส่วนหนึ่งคือพ่อของเธอที่ยักยอกทรัพย์ แต่เธอว่าความผิดอีกส่วนหนึ่งคือ บ้านหลังนั้นครอบครัวนั้นที่ฟ้องร้องบ้านของเธอจนต้องเป็นแบบนี้ เธอเคยเจอลูกชายบ้านนั้นหลายครั้ง และเธอเองก็ไม่รู้สึกอยากจะเห็นหน้าหรือเสวนาด้วยอีกแล้ว ฟุ้งถอนหายใจยาวเลย สิ่งที่เธออยากได้คืนที่สุดเลยนั่นคือบ้านที่เธอเคยอยู่ซึ่งตอนนี้ติดอยู่กับธนาคาร เธอหวังว่ามันคงไม่ถูกขายทอดตลาดในเร็ววันนี้


“ถ้าโดนขายไป คงซื้อคืนไม่ได้แน่เลย.......แต่ทำยังไงล่ะ จะหาเงินไปเอาออกจากธนาคารได้จากที่ไหน” ฟุ้งถอนหายใจยาวเลย ตอนที่เธอกำลังจัดหนังสือเข้าชั้นเธอก็ได้ยินเสียงข้อความจากโทรศัพท์ของเธออีก ฟุ้งกดดูเป็นข้อความจากรวงข้าว


“เดี๋ยวพี่สิงห์จะไปรับฟุ้งนะ คนนี้เป็นเพื่อนสนิทของวินเค้า เราส่งรูปกับเบอร์โทรให้แล้วนะ”


ฟุ้งอ่านข้อความแล้วกดดูรูปที่รวงข้าวส่งมาให้ แล้วเธอก็มองรูปนั้นที่อยู่ในจอแล้วกะพริบตาหลายครั้ง นี่มันลูกชายบ้านนั้น สิงห์ เธอไม่เคยเอะใจมาก่อนเลยว่า สิงห์จะเป็นเพื่อนกับทนายชวิญ ตอนนี้เธอเริ่มชั่งใจแล้วว่าควรไปดีมั้ย แต่เธอบอกรวงข้าวไปแล้วว่าเธอจะไป แล้วเพื่อนแต่งงานทั้งที เธอไม่ควรจะเอาเรื่องส่วนตัวแบบนี้มาอ้างว่าจะไม่ไป


อีกอย่าง ฟุ้งก็เห็นรวงข้าวเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง รวงข้าวเป็นคนน่ารักและเป็นเด็กดี ตอนที่พ่อกับแม่ของรวงข้าวเสีย เธอก็ยังกังวลใจว่าจะอยู่ยังไง ดีว่าได้ทนายชวิญดูแล เพราะเธอเองทำงานอยู่ไกลไม่สามารถเข้ามาดูแลรวงข้าวได้เต็มที่ นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกผิดพอสมควรแล้ว


“ยังไงก็ต้องไป.....เรื่องสิงห์ช่างมัน แค่ไม่ต้องเสวนากับหมอนั่นก็น่าจะพอแล้ว” ฟุ้งพูดเสียงเบาเพื่อบอกกับตัวเองแล้วเก็บของต่อให้เรียบร้อย เธอมองนาฬิกาที่โทรศัพท์ของเธอซึ่งบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เธอควรที่จะนอนได้แล้วตอนนี้


ฟุ้งคลานไปนอนบนที่นอนที่ปูเอาไว้กับพื้นเพราะเธอไม่ชอบเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ของเตียงเหล็กเท่าไหร่มันทำให้เธอนอนไม่หลับ พอหัวถึงหมอนเธอก็หลับสนิทเพราะทำงานล้ามาทั้งวัน


หลังจากนั้นเธอก็ไปทำงานตามปกตินี่แหละ จนถึงวันศุกร์ตอนเย็นเธอก็เก็บกระเป๋า ขณะที่เธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เธอเห็นเบอร์ที่โชว์เป็นเบอร์ของรวงข้าวเธอเลยกดรับ


“ว่ายังไง ข้าว” เธอได้ยินเสียงทนายชวิญแว่วๆในสายด้วยสงสัยจะกำลังคุยอะไรกันอยู่ด้วย


“ฟุ้ง เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่สิงห์บอกว่าจะไปรับฟุ้งที่อพาร์ตเมนท์นะ เราให้ที่อยู่ไปแล้ว เดี๋ยวพอพี่สิงห์ไปถึง พี่สิงห์จะโทรบอกฟุ้งเอง แล้วเจอกันบนเกาะนะเพราะข้าวต้องไปลอยอังคารของพ่อกับแม่กับวินเค้าก่อน ฟุ้งคงไม่ว่าอะไรนะ”


“ไม่เป็นไรหรอกข้าว แล้วเจอกันนะ” เธอได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของรวงข้าวที่กำลังมีความสุข นั่นก็ทำให้เธอมีความสุขไปด้วย ฟุ้งกดวางโทรศัพท์ของเธอแล้วถอนหายใจยาวเลย เธอจะทำยังไงดี คือสมมุติถ้าเธอรู้ว่าสิงห์มารับ นั่นก็หมายความว่าสิงห์เองก็ต้องรู้สิว่ามารับเธอ แล้วทำไมหมอนี่ถึงตัดสินใจมา รายนั้นอาจจะไม่คิดอะไรก็ได้ เพราะตอนนั้นคงจะไม่พอใจที่บ้านของเธอ มากพอดูเลยที่พ่อของเธอยักยอกทรัพย์ของธุรกิจนั่นจนทางนั้นก็เกือบแย่ไปเลย


“หรือว่าทนายที่ฟ้องให้คือทนายชวิญ” ฟุ้งถอนหายใจยาวเลย ทนายชวิญเองก็คงอยากช่วยเพื่อนแหละมั้ง ถ้าเป็นเธอ เธอก็คงทำเหมือนกัน มาใช้เหตุผลคิดดูแล้วที่บ้านเธอเป็นแบบนี้เพราะความโลภของพ่ออย่างเดียวเลย ถ้าทำธุรกิจด้วยกันแบบสุจริตใจ แม่ พ่อและเธอ ก็คงไม่ลำบากขนาดนี้ ตอนนี้พ่อของเธอก็ไม่น่าจะอยู่ในเมืองไทยแล้วด้วย ที่เธอคาดเอาไว้คงข้ามฝั่งไปเล่นการพนันที่เขมรแน่ๆ


“ฟุ้งเอ๊ย ความหวังที่จะได้บ้านคืนคงไม่มีแล้วล่ะ” เธอพูดกับตัวเองเสียงเบาขณะเอาของอีกหลายอย่างใส่กระเป๋า รวงข้าวบอกเธอห้าวันคือให้ลางานห้าวัน แบบนี้สงสัยว่าเธอต้องไปอยู่บนเกาะโน้นทั้งอาทิตย์เลย ถือว่าไปพักผ่อนก็แล้วกันเพราะเธอเองตั้งแต่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยจนถึงตอนนี้ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนเลย มัวแต่ทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงตัวเองและส่งไปให้พ่อของเธอได้ใช้จ่ายด้วย


ความจริงแล้วบ้านหลังนั้น ถ้าไม่ได้มีความทรงจำกับคุณปู่คุณย่า เธอคงไม่อยากได้คืนหรอก เธอรักปู่กับย่าของเธอมากแต่ท่านก็ด่วนจากโลกนี้ไป ส่วนแม่ของเธอหลังจากหย่ากับพ่อก็ไปแต่งงานใหม่แล้วย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย เธอได้ข่าวแว่วๆว่าท่านมีลูกกับทางพ่อใหม่ไปแล้วและไม่อยากให้ทางนั้นรู้ว่าเคยมีลูกอยู่ที่เมืองไทย ซึ่งเธอก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เพราะถ้าท่านมีความสุขก็ดีแล้วล่ะดีกว่าต้องมาลำบาก เธอขอลำบากคนเดียวยังจะดีกว่า ฟุ้งถอนหายใจยาวเลยก่อนจะรูดซิบปิดกระเป๋าเดินทางแล้วอาบน้ำก่อนจะนอนหลับไป


รุ่งเช้าเธอตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่ออาบน้ำเตรียมตัว สักเจ็ดโมงสี่สิบห้านาทีเธอก็เห็นเบอร์โทรศัพท์ที่เธอบันทึกเอาไว้ว่า คนไม่ดี โทรเข้ามา ฟุ้งมองจออยู่พักหนึ่งแล้วตัดสินใจกดรับ


“ผมรออยู่หน้าอพาร์ตเมนท์” สิงห์พูดกับเธอแค่นี้แล้วก็วางไปเลย เธอได้แต่ถอนหายใจแล้วลากกระเป๋าลงมาจากห้องที่ชั้นสามของเธอ พอออกมาเธอก็เห็นคนตัวสูงปรี๊ดที่ยืนพิงรถของเขาอยู่ พอสิงห์เห็นกระเป๋าของเธอก็เดินมาแล้วเอาใส่หลังรถ แล้วก็มองหน้าเธอแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนะ จากนั้นก็ไปเปิดประตูรถให้ เธอเลยเดินไปนั่งแล้วดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดเอาไว้


“ไกลหน่อยนะ เดี๋ยวผมพาแวะซื้ออะไรรองท้อง” สิงห์บอกกับเธอแล้วก็สตาร์ทรถแล้วขับออกมาจากตรงนั้น เธอเหลือบมองสิงห์ที่ขับรถแบบไม่พูดอะไรเลย เธอเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน เลยได้แต่เหลือบมองหน้าของสิงห์ คงเพราะบรรยากาศภายในรถอึดอัดมากนี่แหละ สิงห์เลยเริ่มพูดออกมาก่อน


“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณเป็นเพื่อนกับน้องข้าว” เธอเหลือบมองไปทางสิงห์ที่บอกกับเธอแบบนั้น เธอก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะพูด


“ฟุ้งเองก็เพิ่งรู้ว่า สิงห์เป็นเพื่อนกับทนายชวิญ” เธอเห็นสิงห์ยิ้มออกมาก่อนจะบอกกับเธอ


“แล้วที่บ้านเป็นยังไงบ้างล่ะ” นั่นเป็นคำถามที่เธอไม่อยากตอบ เธอเลยเงียบไป เธอเห็นสิงห์เหลือบตามมามองทางเธอแวบหนึ่งก่อนจะพูดออกมาเอง


“ได้ข่าวว่าบ้านโดนยึดนี่ แล้วพ่อคุณล่ะไปไหนซะแล้ว อ๋อ ผมรู้ ข้ามฝั่งไปอยู่ที่บ่อนแถวๆเกาะกง” เธอมองสิงห์ที่ดูเหมือนจะรู้ความเป็นไปของที่บ้านเธอ เธอเลยไม่ได้พูดอะไรออกมา


“คุณอยากได้บ้านคืนเหรอ ได้ข่าวมา” เธอมองหน้าสิงห์อีกรอบแล้วตอบไปเสียงเรียบๆ


-- โปรดติดตามตอนต่อไป --

ความคิดเห็น