facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 48 : Flashback8 – รถประจำทาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 48 : Flashback8 – รถประจำทาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 37.5k

ความคิดเห็น : 61

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2561 16:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 48 : Flashback8 – รถประจำทาง
แบบอักษร

ตอนที่ 48 : Flashback8 – รถประจำทาง


“พี่อิฐช้าไป 57 นาที 32 วินาที” นี่คือเสียงทักทายแรกเมื่อเขาได้ยินเมื่อหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ร้านไอติมร้านโปรดของพวกเขาสองคน


“แป้ง พี่ขอโทษ”


เขาพูดอย่างรู้สึกผิด วันนี้เขาเผลอติวหนังสือนานไปหน่อย หน้าจืดนั่นอธิบายเนื้อหาหลายวิชาให้ละเอียดมาก พอเขาทำโจทย์ได้แบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อนเขาก็สนุกจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีก็เลยนัดเสียแล้ว

“ขอโทษแล้วมันหายไหมคะ” อีกฝ่ายตอบมาอย่างหัวเสีย

“พี่ขอโทษจริงๆ แป้ง พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่ติวหนังสือกับเพื่อนอยู่ ใกล้สอบแล้วพี่ต้องเร่งอ่านหนังสือหน่อย” เขาพยายามอธิบาย

“แปลว่านัดของเรามันไม่สำคัญเลยใช่ไหมคะ พี่อิฐถึงลืมง่ายๆ แบบนี้”

“โถ่ ใจเย็นสิครับแป้ง ยังไงสำหรับพี่ แป้งก็สำคัญที่สุดอยู่แล้ว” เขาพยายามเอาใจ

“ถ้าสำคัญที่สุดแล้วพี่ลืมนัดแป้งได้ยังไง” อีกฝ่ายตอบมาด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะอารมณ์เย็นขึ้นเลย

“แป้ง พี่แค่อ่านหนังสือจริงๆ นี่ก็ใกล้สอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พี่ไม่ได้เถลไถลที่ไหนเลย ออกจากโรงเรียนเสร็จก็ตรงมาที่นี่เลย”

“พี่อิฐอย่ามาอ้าง ความจริงพี่ก็แค่ลืมนัดแป้ง อย่าเอาเรื่องอ่านหนังสืออะไรนี่มาอ้างเลย”

“พี่อ่านหนังสือจริงๆ แป้ง เอาหนังสือที่พี่ทำโจทย์ไว้ไปดูยังได้เลย” เขาพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ

“แปลว่าพี่อิฐเห็นการติวหนังสือสำคัญกว่าแป้งเหรอคะ” อีกฝ่ายพูดอย่างหาเรื่อง

“แป้ง นี่คืออนาคตทั้งชีวิตของพี่นะ”

เขาบ่นออกมาอย่างไม่เข้าใจ เขามาช้าจริง เขาผิดจริงเขายอมรับ แต่เธอก็ไม่ควรมองว่าความทุ่มเทของเขาไม่มีความสำคัญถึงขนาดนี้


“พี่อิฐพูดแบบนี้หมายถึงจะว่าแป้งว่าแป้งเป็นตัวถ่วงอนาคตพี่ใช่ไหม” แฟนสาวของเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ร้อนขึ้น

“พี่ไม่ได้พูดแบบนั้น พี่แค่บอกว่าอนาคตพี่ก็สำคัญเหมือนกัน”

เขาอธิบาย แต่ก็ด้วยความพยายามที่น้อยลง ดูเหมือนยิ่งพูด ความน่ารักความน่าทะนุถนอมของคนตรงหน้าเขายิ่งลดลงๆ

“พี่พูด” เธอว่า

“พี่ไม่ได้พูด” เขาเถียง

“ดีค่ะ ถ้าพี่อิฐพูดมาถึงขนาดนี้แป้งก็คงไม่หน้าด้านหน้าทนอยู่เป็นตัวถ่วงชีวิตพี่อีกต่อไปหรอกค่ะ” แฟนสาวของเขาพูดด้วยเสียงกระชากรุนแรงพร้อมลุกขึ้นจากโต๊ะ

“แป้ง!” เขาพูดอย่างตกใจ เขาไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายถึงขนาดนี้


“เราเลิกกันเถอะค่ะ แป้งไม่อยากเป็นตัวถ่วงชีวิตใคร” อีกฝ่ายพูดพร้อมทำท่าจะเดินออกไปจากร้าน

“แป้ง เดี๋ยวก่อน พี่ผิดเอง พี่ขอโทษ”

เขาเอื้อมมือไปคว้าแขนคนตรงหน้าก่อนที่เธอจะเดินจากไป ไม่ว่ายังไง จุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งในวันนี้ก็มาจากเขา เขาผิดเองที่มาช้า และเขาไม่อยากให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้

“ปล่อยแป้งค่ะ แป้งเบื่อจะนั่งรถเมล์กับพี่อิฐเต็มทนแล้ว”

อดีตแฟนหมาดๆ ของเขาพูดพร้อมสะบัดแขนและเดินออกไปจากร้านอย่างไม่ใยดี เขาเองได้แต่ปล่อยเธอไป และทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างยอมแพ้


ถ้าเธอไป เพราะเหตุผลที่เขาผิด เขาจะรั้งไว้

แต่ถ้าเธอไป เพราะเหตุผลที่รังเกียจความเป็นเขา เขาคงได้แค่ปล่อยเธอไป

เขาคงเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ พอๆ กับที่เขาเองก็คงไม่สามารถจะเปลี่ยนใจเธอได้เช่นกัน




เขาพาตัวเองไปนั่งรอรถเมล์อย่างหมดแรง

ความจริงเขารู้สึกว่าเขากำลังเข้าใกล้ความฝันที่จะได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยแบบคนอื่นแล้ว หลังจากที่พับเก็บใส่กล่องไปนานด้วยคำว่าเป็นไปไม่ได้ วันหนึ่งเมื่อมันมีโอกาสอีกครั้ง เขาก็อยากที่จะมีคนที่เข้าใจ ยืนเคียงข้าง และแบ่งปันความฝัน

ชีวิตเขาเองก็ไม่มีใคร

แม่ที่เขารักที่สุดก็ด่วนจากเขาไปเกือบสองปีแล้ว พ่อก็แต่งงานใหม่อย่างที่เขาไม่เห็นด้วย อยู่บ้านเดียวกัน แต่ก็เหมือนต่างฝ่ายต่างไม่มีตัวตน คนที่ดูจะเข้าใกล้เขามากที่สุดและดูน่าจะเข้าใจเขามากที่สุดก็ได้เลือกจะเดินจากเขาไปแล้ว ตลกดีที่วันนี้ชีวิตเขาเหมือนจะมีความหวังชิ้นใหม่เข้ามา แต่ผ่านไปไม่นาน ความหวังชิ้นเก่าของเขาก็วูบดับหายไป

เขาเดินขึ้นรถประจำทางไปในเวลาเกือบสามทุ่ม

แต่วันนี้เขาไม่ได้ขึ้นรถเมล์สายเดิม แต่เขาเลือกจะขึ้นรถเมล์สายใหม่ รถเคลื่อนออกไปยังที่ที่ไกลออกไปจากบ้านเขาเรื่อยๆ เขานั่งมองดูภาพทิวทัศน์ด้านนอกรถผ่านสายตาที่เงียบสงบ อิฐปล่อยให้เวลาผ่านอย่างเงียบเหงาในคืนที่เขาไม่เหลือใคร สำหรับเขา คำว่าไม่เหลือใคร มันหมายถึงไม่เหลือใครจริงๆ


********************************


“ไหวเปล่า”

สิ่งของคนตรงหน้าถามขึ้นระหว่างการติวหนังสือครั้งที่ 5 ความจริงเรียกว่าครั้งที่ 2 จะดีกว่า เพราะเขาเพิ่งเริ่มให้คนข้างหน้าสอนหนังสือจริงจังก็แค่อาทิตย์ที่แล้วเอง นี่ก็เหลืออีก 2 อาทิตย์จะสอบแล้ว เขายังตัดเรื่องแป้งที่วนเวียนอยู่ในหัวไม่ออกสักที

“ไหวๆ ต่อเลยๆ” เขาพยายามกลับมาสนใจที่เนื้อหาตรงหน้าอีกครั้ง วันนี้เป็นเรื่องตรีโกณมิติ ยาขมของเลยก็ว่าได้

“ชีวิตมึงโอเคใช่ไหม ทำไมวันนี้มึงดูเหม่อๆ เครียดกับเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า” อีกฝ่ายเอ่ยถาม

“ไม่นี่ ก็ปรกติดี” เขาไม่อยากเล่าอะไรมากให้ไป๋ฟัง


“ถ้าเครียดเรื่องสอบก็ไม่ต้องเครียดนะ กูว่ามึงทำได้หวะ”

เขาหันไปก็เจอกับสายตาที่เรียกได้ว่าเป็นกำลังใจก็ว่าได้ ตลกดีที่เขามัวแต่ไปรอคอยความหวังความเข้าใจจากคนที่ไม่ได้ร่วมผ่านช่วงเวลาอะไรกับเขาไปสักนิด แต่กับคนตรงหน้าที่แทบจะเรียกได้ว่าดึงเข้าขึ้นมาจากความสิ้นหวัง เขาแทบไม่เคยเอ่ยขอบคุณสักครั้ง

“ขอบคุณมึงมากนะ ถ้าไม่มีมึง กูคงไม่สามารถมาได้ไกลขนาดนี้”

เขาพูดอย่างขอบคุณจากใจจริง จากคนไม่ชอบหน้ากัน จนมาถึงวันนี้จะพูดว่าเป็นเพื่อนกันอย่างเต็มปากเต็มคำก็คงยาก เพราะออกจากห้องอ่านหนังสือในห้องสมุดนี้ไปแล้ว เขาทั้งคู่ก็ต่างฝ่ายต่างจะเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน เขาไม่เคยเอ่ยทักทายไป๋เลยสักครั้ง นอกเหนือไปจากตอนอยู่ในห้องนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็แปลกดี จากคนที่เขาไม่ชอบหน้า วันนี้มันกลับช่วยเหลือเขาไว้มากมาย

“ไม่หรอก มึงเป็นคนหัวไวอยู่แล้ว กูก็แค่แนะๆ ทวนๆ สอบของตัวเองด้วย” มันตอบแบบไม่เอาความดีความชอบใดๆ

“อืม ถ้าไม่มีมึงกูอาจจะไม่ไปสอบด้วยซ้ำ” เขาพูดความจริง ตอนแรกเขาถอดใจจะไม่ไปสอบแล้ว

“เอาหน่อยดิวะ กูว่ามึงมีรัศมีได้ใส่เสื้อช็อปแน่ ถูกแค่ 4 ใน 10 ข้อเอง มึงลองทำแบบฝึกหัดเก่าๆ ดู มึงได้เกินไปตั้งเยอะ” ไป๋หรืออีกนัยหนึ่งติวเตอร์ของเขาพูดเป็นกำลังใจ

“เออๆ ลองดูสักตั้ง” เขาพูดอย่างหมายมั่นปั้นมือ

“เออ มันต้องอย่างนี้สิวะ”


“อาทิตย์หน้ามึงว่างหรือเปล่า” เขาเกริ่นถาม

“ก็ว่างนะ ไม่ได้ทำอะไร” อีกฝ่ายตอบ

“มันยังมีเสาร์ว่างอีกเสาร์หนึ่งก่อนสอบ ถ้ามึงไม่ติดอะไร กูก็อยากให้มึงมาช่วยสอนกูหน่อย เพิ่มเวลาให้กูอีกอาทิตย์หนึ่ง เผื่อกูจะทำอะไรได้มากขึ้น”

อิฐพูดแบบไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่นัก หากพูดกันตามเนื้อผ้า นี่มันก็คือเขาขอให้คนตรงหน้าช่วยเขาแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะเคยหมั่นไส้คนตรงหน้า แต่ก็ต้องยอมรับว่าตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ไป๋ช่วยให้เขาเรียนรู้เรื่องขึ้นมาก ทั้งในห้องเรียน ทั้งตอนเขากลับไปทำโจทย์ที่บ้าน โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขาไม่แกล้งอะไรมันรุนแรงกว่านี้ ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่กล้าเอ่ยขอให้ช่วยแบบนี้

“ได้สิ”

อีกฝ่ายตอบอย่างไม่คิดมากติดจะมีท่าทียินดีด้วยซ้ำ สถานะตอนนี้เขาก็เหมือนลูกศิษย์ของไอ้หน้าจืดนี่ไปแล้ว การที่เขาพยายามจะขอเวลาเรียนมากขึ้น มันก็อาจจะดีใจที่เขามีความกระตือรือร้นมากขึ้น เอาจริงๆ เขายังไม่รู้เลยว่าหลังจากติวหนังสือกันเสร็จอาทิตย์หน้าแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ถ้าให้เดา ก็คงจะได้กลับไปเป็นคนไม่รู้จักกันเหมือนเดิม


อิฐใช้เวลาโค้งสุดท้ายก่อนสอบรับตรงอย่างเต็มที่

เขาพยายามจะทุ่มเทเวลาและความสามารถทั้งหมดเท่าที่คนหัวอย่างเขาจะเอื้ออำนวยได้ อย่างน้อยก็เพื่อโค้ชที่คอยเคี่ยวเข็ญเขามาตลอดจนเขาได้เป็นตัวแทนทีมชาติและสามารถสอบในโควต้านักกีฬาได้ และก็เพื่อไอ้ไป๋ที่มันก็เสียเวลามากมายมาเพื่อติวหนังสือให้เขา ทั้งที่ความจริงแล้ว มันไม่จำเป็นต้องมาทำดีกับคนที่เคยพูดจาไม่ดีกับมันแบบนี้เลยแม้แต่นิดเดียวก็ได้ เขาอยากจะขอโทษมันที่เคยพูดจาหาเรื่องมันมาตลอด แต่ก็ปากหนัก พูดออกไปไม่ออกสักที


ตอนนี้ ไป๋กลายเป็นคนเดียวที่เขาสามารถพูดเรื่องแผนการสอบมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

อาจจะพูดได้ว่ามันเป็นคนเดียวก็ว่าได้ที่รู้ว่าเขาทุ่มเทและจริงจังกับการสอบครั้งนี้ระดับไหน เพื่อนคนอื่นหรือแม้กระทั่งเพื่อนสนิทของเขาอย่างเพียวก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาอ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังมากขึ้นจากแต่ก่อนเยอะ ไอ้เพียวก็ไปสอบรอบเดียวกับเขาแต่เป็นรับตรงปรกติ ซึ่งเขาก็ไม่ห่วงไอ้เพียวเลย มันเรียนเก่งกว่าเขาเยอะ เกรดมันก็สามกว่ามาโดยตลอด


ความสัมพันธ์ของเขากับไป๋เป็นเหมือนความลับ

ต่อหน้าทุกคน ชมรมกีฬาและชมรมวิชาการดูเหมือนจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด อยู่ต่อหน้าคนอื่น ต่างฝ่ายต่างก็ไม่เคยเอ่ยทักซึ่งกันและกัน แถมบางครั้งยังติดจะแข่งขันกันเรื่องความโดดเด่นของชมรมกันด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเขาก็รู้ว่าความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไม่มีอะไร และไอ้ไป๋ก็ดีเกินกว่าที่เขาจะมาสนใจเรื่องแค่นี้


ถ้าเอาตามกำหนดเวลาจริง การแข่งขันชิงห้อง 950 จบลงหลายวันแล้ว

ผลคือชมรมวิชาการเป็นฝ่ายแพ้ เพราะทั้งเขาและมันต่างก็ได้ขึ้นป้ายหน้าโรงเรียนทั้งคู่ตั้งแต่มีผลงานจนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่เขากลับมาจากแข่งก่อน ทำให้ถ้าคิดเวลารวมแล้ว เขาก็ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา การสลับห้องกันใช้ระหว่างชมรมก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นทางออกที่ทำได้

พวกเขาแบ่งห้องกันใช้ในวันคี่และวันคู่ กิจการหลักของชมรมวิชาการก็คือการประชุมเตรียมงานต่างๆ ที่ก็ไม่ได้ถี่จนถึงขั้นต้องใช้ห้องทุกวัน ส่วนชมรมกีฬาเองก็ทำกิจกรรมหลักอยู่ที่สนามกีฬาอยู่แล้ว จะมีประชุมบ้างก็เลือกนัดวันหลบตารางเอา


ความจริงเรื่องการแข่งขันของพวกเขาสองคนไม่มีใครในชมรมรู้เลย

พวกเขาต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้บอกใครในชมรมทั้งคู่ จนทั้งสองชมรมก็คิดว่าจะแบ่งใช้ห้องกันไปตามระบบนี้ไปแล้ว ไม่รู้ว่าผลที่ออกมาเป็นแบบนี้แล้วจะดีหรือไม่ดีที่ความขัดแย้งของพวกเขาทั้งคู่เป็นสิ่งที่มีแต่พวกเขาที่จะรู้กันแค่สองคน




นายพินต้า

ฝากเฟส ทวิต นายพินต้า (ninepinta) ด้วยน้า หวีดกันที่ #อิฐไป๋ เด้อ

นับถอยหลัง 3 ตอนสุดท้ายของ flashback นะ เรื่องจะกลับไปสู่ปัจจุบันในตอนที่ 51 นั่นเอง คาดว่าจะได้ลงอีกทีคือวันอาทิตย์เลยนะครับ เพราะสุดสัปดาห์ติดธุระอีกแล้ว

อย่าลืมเมนต์ให้ผมนะครับ นักเขียนกำลังอ้อนอยู่ นักอ่านรู้ตัวใช่ไหมครับ >///<

ความคิดเห็น