facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 47 : Flashback7 - ครูวิไลวรรณ

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 : Flashback7 - ครูวิไลวรรณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.4k

ความคิดเห็น : 82

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 16:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 : Flashback7 - ครูวิไลวรรณ
แบบอักษร

ตอนที่ 47 : Flashback7 - ครูวิไลวรรณ


สิ่งที่เขาทำคือเก็บภาพจำของอิฐในวันนั้นใส่ลิ้นชัก

และถือว่าไอ้อิฐที่อยู่ตรงหน้านี่คืออีกคน

ตั้งแต่ที่เขาร้องไห้จนเป็นบ้าเป็นหลังในวันนั้น เขาก็ปาดน้ำตาตัวเองและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เรื่องนี้ไม่มีคนผิดสักคน เขาก็แค่ชอบมัน ส่วนมันก็แค่ชอบเขาไม่ได้ เขาเลือกที่จะยอมรับความจริงและก้าวผ่านไป อย่างน้อยวันหนึ่งเขาก็อยากจะพูดคุยกับไอ้อิฐได้อย่างปรกติแบบที่เพื่อนคนหนึ่งพึงจะทำได้ ส่วนอิฐคนที่เป็นเจ้าของกาวน์สีฝุ่นสุดรักของเขานั้น เขาจะขอเก็บมันไว้แค่ในความทรงจำแค่คนเดียว


ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับไอ้อิฐคนใหม่ดีขึ้นตามลำดับ

วันก่อนมันไปอารมณ์ดีจากไหนมาไม่รู้เลยเอ่ยทักครั้งเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่อ่านหนังสือด้วยกันมา กว่าที่พวกเขาจะคุยกันก็ปาไปอาทิตย์ที่สาม อาทิตย์แรกมันพาแฟนมาด้วย ส่วนอาทิตย์ที่สองมันก็ไปซ้อมกีฬามาตอนเช้า พอตกบ่ายก็เอาแต่นอน จนมาถึงอาทิตย์ที่สามนี่แหละที่มันเอ่ยทักเขา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมดที่ทำให้พวกเขาได้คุยกัน

เขารู้มาว่าเกรดเฉลี่ยและคะแนนของอิฐไม่ค่อยดีนัก

ครูวิไลวรรณคนที่ส่งเขาไปแข่งโอลิมปิกวิชาการเป็นคนบอกเขาด้วยตนเอง เกรดเฉลี่ยไอ้อิฐอยู่สองต้นๆ เท่านั้น อาการทางการเรียนของมันหนักใช้ได้ ถ้ามันยังอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยอยู่ มันต้องรีบพัฒนาความรู้โดยด่วนเพื่อที่จะไปสอบแข่งโดยใช้โควต้านักกีฬาได้ แถมเกรดปีนี้ก็ไม่ควรจะต่ำกว่า 2 อีกด้วย เพราะถ้าเกรดเฉลี่ยรวมของมันต่ำกว่า 2 มันจะสมัครโควต้านักกีฬาไม่ได้เลย ซึ่งจากสถานการณ์แล้ว ถ้ามันไม่มีฐานะของโควต้านักกีฬาช่วยในการสอบเข้า โอกาสการเรียนต่อของมันก็คงจะริบหรี่มากทีเดียว


‘ฝากอิฐด้วยนะ’

เขายังจำเสียงครูวิไลวรรณที่เอ่ยฝากฝังประธานชมรมกีฬาไว้กับเขาได้เลย ไอ้อิฐ ไอ้คิงคองที่บ้าแต่พละกำลังจนแทบไม่สนใจเรื่องการเรียนต่อของตนเอง

‘หมายความว่าไงครับครู’

เขาถามอย่างไม่เข้าใจ วันนั้นเขาถูกเรียกไปบอกเรื่องการต้องมาติวหนังสือชดเชย แต่กลับกลายเป็นว่าประเด็นหลักกลายเป็นการฝากฝังให้เขาช่วยอิฐที่ตอนนี้ดูเหมือนจะตกอยู่ในฐานะร่อแร่ด้านการศึกษาเต็มที

‘อิฐเป็นเด็กดี แต่ไม่เชื่อเรื่องความสามารถด้านการศึกษาของตนเอง ครูฝ่ายแนะแนวมาเล่าให้ครูฟังว่าอิฐไปปรึกษาว่าจะไม่เรียนต่อแล้วไปเป็นนักกีฬาอาชีพเลย ความจริงครูไม่มีปัญหาเลยถ้าอิฐไม่ได้อยากเรียนต่ออยู่ก่อนแล้ว ความจริงคืออิฐอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยและก็มาถามเรื่องโควต้านักกีฬาที่ห้องแนะแนวอยู่หลายที’

‘ครับ’

‘อิฐต้องมีเกรดเกิน 2.00 ถึงจะใช้โควต้านักกีฬาได้ เกรดเฉลี่ยรวมอิฐตอนนี้อยู่ที่ 2.02 แปลว่าปีนี้ห้ามได้เกรดต่ำกว่า 2.00 เลย อิฐขาดไปเล่นกีฬาเยาวชนมาเป็นเดือน ครูพยายามโน้มน้าวให้ครูคนอื่นให้อิฐมาเรียนชดเชย จะได้ให้คะแนนเด็กได้ง่าย แต่ครูคนอื่นไม่เห็นด้วยและมอบหมายเป็นการทำงานส่งแทน ถ้างานที่ส่งมาไม่ดี ครูกลัวว่าอิฐจะไม่ได้ใช้สิทธิ์โควต้านักกีฬา คราวนี้โอกาสจะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ก็แทบไม่มีเลย’

‘นี่ครูหมายถึงจะให้ผมช่วยอิฐทำการบ้านเหรอครับ แต่แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากลอกการบ้านเพื่อนสิครับ’ เขาเถียงอย่างไม่เข้าใจ

‘อย่าให้เขาเขียนตามคำบอก แต่สอนให้เขาเข้าใจ อิฐเป็นเด็กที่ปฏิเสธความรู้จากครูในโรงเรียนไปหมดแล้ว ตอนนี้ครูก็ได้แต่หวังว่าถ้าเปลี่ยนคนให้เป็นเพื่อน เด็กคนนั้นอาจจะยอมรับฟังบ้าง’

‘นี่ครูหมายถึงจะให้ผมติวหนังสือให้อิฐไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอครับ’

‘ไป๋ เธอต้องช่วยสอนการบ้านเขา ให้เขาทำคะแนนในปีนี้ออกมาได้ดี และช่วยติวพื้นฐานให้เขาในระดับที่พอจะไปสอบโควต้ามหาวิทยาลัยได้ ครูไปดูมาแล้ว อิฐเขาอยากเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ หลายที่มีเปิดโควต้านักศึกษาที่มีผลงานกีฬาระดับประเทศ จำนวนคนสอบกับจำนวนคนรับแทบไม่ต้องแข่งขันเลย เกณฑ์ที่ตัดก็ไม่สูง แค่ 40% เท่านั้น ครูเตรียมข้อสอบเก่าไว้ให้หมดแล้ว’

‘ครูทำแบบนี้ทำไม’

เขาถามออกไปด้วยความสงสัย ความจริงเขาเองไม่ได้รู้สึกว่าการจะไปช่วยติวหนังสือให้อีกฝ่ายเป็นเรื่องที่ย่ำแย่อะไร เพราะความจริง เขาก็ต้องเสียเวลาทุกบ่ายวันเสาร์ไปอยู่แล้ว จะทำหรือไม่ทำอะไรก็คงไม่ใช่ประเด็นนัก แต่สิ่งที่เขาสงสัยคือทำไมครูวิไลวรรณถึงใส่ใจไอ้อิฐเป็นพิเศษ

‘ถ้าวันหนึ่งเธอมาเป็นครูเธอจะเข้าใจ เด็กเก่งเด็กมีความสามารถแบบเธอไม่น่าห่วงหรอก ยังไงเธอก็จะมีอนาคตด้านการศึกษาที่ดี แต่เด็กที่หัวเลี้ยวหัวต่ออย่างอิฐต่างหากที่ครูต้องใส่ใจเป็นพิเศษ การได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยของเขาอาจจะหมายถึงชีวิตที่เหลือของเด็กที่เปลี่ยนไปทั้งหมดก็ได้ ครูต้องพยายามช่วยเขา นี่คือหน้าที่ของคนเป็นครู’


*******************************


“นี่”

เสียงของไป๋ดังขึ้นในระหว่างการติวหนังสือในสัปดาห์ที่สี่ เขาเอ่ยพูดทำลายความเงียบขึ้นเมื่อเห็นคนตรงหน้าเอาหนังสือเคมีเรื่องปริมาณสารสัมพันธ์มาอ่านแล้วก็เปิดหน้าสลับกันไปมาระหว่างโจทย์กับสูตร

ยอมรับอย่างสัตย์จริงคือเขาก็ยังเหลือความเป็นห่วงคนตรงหน้าอยู่มาก

ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าความรักของตัวเองเป็นไปไม่ได้ และเขาก็เลือกที่จะยอมแพ้แล้ว แต่อย่างน้อย เขาก็อยากให้คนตรงหน้านี่ประสบความสำเร็จในชีวิต เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นความห่วงใยในฐานะไหน แต่เขาก็แค่รู้สึกว่าอยากให้คนตรงหน้ามีชีวิตที่ดี

“ว่า” มันเงยหน้าจากการเปิดหนังสือไปมาแล้วมองเขา

“ขอ เอ่อ แนะนำอะไรหน่อยได้ไหม” รู้ว่ามันไม่ชอบน่าเขาเท่าไหร่เลยถามมันทุกครั้งก่อนจะบอกอะไรมัน

“ได้ดิ”

อีกฝ่ายตอบกลับมาแบบสบายๆ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ตั้งแง่อะไรกับเขามากมายเหมือนเก่า การนั่งแก้การบ้านให้มันมากมายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงพอจะเห็นผลอยู่บ้าง

“คืออย่าเพิ่งไปโฟกัสที่สูตร แต่คือต้องเข้าใจก่อนว่าการคำนวณความเข้มข้นมันมาจากไหน”

“เรียกกูว่ามึงก็ได้” มันเอ่ยเมื่อเห็นเขาอึกอักตอนเลือกใช้สรรพนาม

“นั่นแหละ คือ เอ่อ คือ มึงอย่าเพิ่งไปเน้นว่าจะใช้สูตรไหน แต่ เอ่อ คือ มึงต้องเข้าใจก่อนว่าการคำนวณมันมีที่มายังไง ถ้าคือ เอ่อ คือ มึงยังไม่เข้าใจอะไรเลยควรแยกหน่วยเนื้อกับน้ำออกจากกันก่อนแล้วเทียบบรรยัติไตรยางค์เอา” เขาอธิบายอย่างตะกุกตะกักเพราะไม่เคยชินกับการใช้คำว่ากูและมึงเท่าไหร่นัก

“คือยังไงวะ”

และหลังจากคำถามนั้น การติวหนังสือระหว่างเขาและคนที่เขาเคยชอบก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เขาสูดลมหายใจลึกเป็นกำลังใจให้ตัวเองหนึ่งครั้ง ก่อนจะเริ่มต้นอธิบาย ไป๋จงใจเลือกหัวข้อในแต่ละวิชาที่ออกเยอะในข้อสอบเก่ารับตรงโควต้านักกีฬาที่เขาได้รับมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะครูวิไลวรรณขอ แต่อีกส่วนหนึ่งก็มาจากความปรารถนาในใจเขาเอง


“มึงอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนวะ”

เขาเกริ่นชวนอีกฝ่ายคุย ถึงแม้ว่าจะตะกุกตะกักกับการใช้กูมึงกับคนตรงหน้าเล็กน้อย แต่เขาก็พยายามใช้เพื่อทำภารกิจที่ได้จากครูวิไลวรรณให้สำเร็จ

“อยากเรียนวิศวะหวะ แต่มหาวิทยาลัยไหนไม่ค่อยซีเรียสนะ แต่ถ้าได้นววิวัฒน์ก็ดี”

มันตอบออกมาขณะที่ยังไม่เงยหน้าจากโจทย์ฟิสิกส์เรื่องการเคลื่อนที่ที่เขาเพิ่งสอน พอมันเริ่มแทนสูตรเป็นมันก็เอาแต่ทำโจทย์ไม่หยุด เหมือนกับตายอดตายอยากมาจากไหนอย่างใดอย่างนั้น

“มีโควต้านักกีฬานี่” เขาเปรย

“อืม แต่กูคงสอบไม่ติดหรอก เชี่ย กูทำถูกเกือบทุกข้อเลยหวะ ทำไมครูฟิสิกส์ไม่สอนกูแบบที่มึงสอนวะ ปล่อยให้กูงงมาได้ตั้งนาน” มันหันมาบอกเขาอยากตื่นเต้น เมื่อมันเปิดเฉลยที่ทำแล้วพบว่าทำผิดไปแค่ข้อเดียว


“ลองหน่อยไหมหละ อีกแค่สามอาทิตย์ก็สอบรับตรงแล้ว”

“ยังไงวะ” มันหันมาถามเขาแบบไม่เข้าใจ

“กูมีข้อสอบเก่ารับตรง มึงก็สอบชุดเดียวกับกูนี่แหละ แต่มึงเป็นนักกีฬาเยาวชนมีโควต้าพิเศษ เดาจากจำนวนสมัครปีก่อนๆ แล้ว แค่มึงผ่าน 40% ก็ติดละ ข้อสอบก็ไม่ยากอะไร เน้นออกแค่ม.สี่กับม.ห้าด้วย”

“อ่า”

“ยังไงกูก็ต้องมาอ่านหนังสือกับมึงอยู่แล้ว กูช่วยพูดๆ เนื้อหาทวนตรงที่ออกสอบเยอะๆ ให้ไหมหละ กูก็ได้ทวน มึงก็ได้ทวนด้วย ยังไงก็สอบข้อสอบชุดเดียวกัน”

“จะไหวเหรอวะ กูไม่เก่ง” มันพูดแบบไม่มั่นใจ

“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายนี่ มึงก็ลองฮึดดูสักที ไม่ได้ก็ไม่ได้คอขาดบาดตายอะไร เหลือรับตรงอีกตั้งหลายมหาวิทยาลัย โควต้านักกีฬาไม่ยากหรอก”

“ขอบใจนะ”


*******************************


“แป๊บนะ”

เสียงของอิฐดังขึ้นเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแทรกระหว่างการติวหนังสือของพวกเขา ท้องฟ้ามืดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พวกเขาติวหนังสือกันอย่างติดพัน จนเมื่อเขาก้มดูนาฬิกาตอนนี้ก็ปาไปเกือบจะสองทุ่มแล้ว เดินลุกขึ้นไปเปิดม่านอีกฝั่งดูก็เจอรถตู้ที่บ้านมารอรับเขาอยู่แล้ว เขารูดม่านปิดกลับมานั่งที่ ในขณะที่ไอ้อิฐหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับ

“แป้ง พี่ขอโทษ”

มันพูดเสียงหวานเจี๊ยบทันทีที่รับโทรศัพท์ เสียงนั้นสะท้อนไปมาในหัวเขาหลายต่อหลายครั้ง ถึงแม้ว่าความเจ็บปวดจะทุเลาลงไปจากครั้งแรกบ้าง แต่จะให้พูดว่าไม่เจ็บเลยก็คงจะไม่ใช่เรื่องจริงเท่าไหร่นัก

ไป๋จับความจากบทสนทนาที่ได้ฟังจากฝ่ายชายฝ่ายเดียวก็พอจะจินตนาการว่าทั้งคู่คงนัดกันออกไปกินข้าวมื้อเย็นและไอ้อิฐคงจะติวจนเกินเวลาจะไปสาย เขาเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะโทรมาตามเมื่อเห็นไอ้อิฐช้าไปกว่าสิบห้านาที แต่จากสภาพแล้ว กว่ามันจะโหนรถเมล์ไปถึงที่นัดก็อาจกินเวลาอีกหลายสิบนาที สิริรวมเวลาแล้วก็อาจจะมากพอที่ให้อีกฝ่ายโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้

“ขอโทษหวะมึง กูคงต้องไปแล้ว นัดแฟนไว้ เลทมาครึ่งชั่วโมงแล้ว” มันหันมาพูดกับเขาหลังจากวางสาย

“นัดที่ไหนวะ” เขาถาม

“หน้าคอนแวนด์ใกล้ๆ นี่แหละ หน้าโรงเรียนแฟนกูอะ กูต้องรีบไปแล้ว กว่ากูจะไปถึงอีก” มันเก็บกระเป๋าอยากรีบร้อน พร้อมกับทำท่าจะก้าวออกไป


“ขึ้นรถกูไปดิ เดี๋ยวให้คนขับรถกูไปส่ง ยังไงก็ต้องผ่านทางนั้นก่อนกลับบ้านกูอยู่แล้ว”




นายพินต้า

ฝากเฟสและทวิต นายพินต้า (ninepinta) ด้วย #อิฐไป๋ ด้วย ถามอะไรถามในโน้นเน้อ ถามในนี้ตอบยากอ่า

อย่าลืมเม้นให้ผมนะครับ รออ่านคอมเมนต์ทุกวันเลย คอมเมนต์เยอะผมก็เลยแอบมาลงแถมให้หนึ่งตอนวันนี้ ความจริงต้องวันเว้นวันน้า ดังนั้น ถ้าอยากให้มาบ่อยๆ อย่าลืมเมนต์ให้ผมน้า น้าน้าน้า น้าเป็นน้องแม่ แฮ่ ตลกหละสิ 555555

ความคิดเห็น