เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

49.3 ย้อนกลับสู่จุดเริ่ม

ชื่อตอน : 49.3 ย้อนกลับสู่จุดเริ่ม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 136

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2562 11:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
49.3 ย้อนกลับสู่จุดเริ่ม
แบบอักษร

อดีตมิอาจเปลี่ยนแปลง แม้นจักเต็มไปด้วยหยดน้ำตา กระนั้นมันคือความสุขที่แอบหลังความทรงจำวันวานมิใช่หรือ… 

เมรัยพานารี และเรไร ออกจากเมืองซินบา พวกนางมุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เดินทางด้วยพาหนะวิเศษอย่างรถงูมาโฮ สามสาวน้อยน่ารักน่าจิ้มนั่งบนหลังเจ้างูดำตัวยาวเหยียดเท่าเสาไฟและใหญ่ยักษ์เท่าพ่อวัว ลำตัวหุ้มเกล็ดผิวสีดำเงาทะมึนเงางาม ดวงตาสีม่วงแพรวพราวบ่งบอกว่ามันคือสัตว์วิเศษที่เกิดจากพลังมาโฮ ไม่ใช่พลังมาโฮนารีหรือเรไร พวกนางซื้อเจ้ารถงูมาโฮที่ร้านขายพาหนะวิเศษ ซึ่งราคาของมันแพงชนิดที่สามารถนำเงินจำนวนนี้ซื้อมันบดทานได้มากกว่าสิบมื้อ 

อุปกรณ์วิเศษที่ใช้ครั้งเดียวหมด เมรัย นารี และไรตัดสินใจซื้อเพราะเมรัยบอกว่าคุ้ม 

เจ้างูที่พวกเมรัยขี่จักสลายร่างเมื่อมันนำพวกเมรัยไปสุดระยะทางที่มันสามารถไป รถงูมาโฮมีประโยชน์มากในด้านขนส่งผู้โดยสาร กระนั้นไม่เหมาะใช้ขนส่งสินค้าหรือวัตถุหนัก มันมีความเร็วเทียบเท่าสัตว์วิเศษระดับต่ำ เร็วกว่าม้า วัว  และญาติของวัวที่ชอบกินหญ้าเหมือนกัน 

ลัดเลาะป่าไม้เขียวขจี ผืนดินมีหญ้าประปราย และทะเลสาบกว้างสีเงิน เมรัยเหลียวมองด้านข้าง สบวิวสวยงามที่มีซากปราสาทสูงตระหง่านประดับประดา ณ เชิงเขาลับแลมีนักล่าพักอาศัย นารียกยิ้มตื่นเต้นเนื้อตัวสั่นสะท้าน เรไรก้มหัวแนบแผ่นหลังเมรัย หลับตาสนิทมิกล้ามองอันใด “ใกล้แล้ว” เมรัยบังคับงูให้หันหัวเลี้ยวลงสะพานชื่อสะพานสิบสองนาฬิกา ระยะทางที่เจ้างูสามารถพาไปมีมากพอนำพวกเมรัยไปยังจุดหมายคราวนี้ หมอผีน้อยคลี่ยิ้มสนุก สีหน้าเบิกบานแจ่มใส นางชอบนัก สัมผัสแห่งสายลมที่พัดกระทบผิวแก้มนิ่ม หากยิ่งมีสายฝนจักยิ่งคึกใหญ่ปานหมาน้อยอยากเล่นน้ำ เล่นจนขนเปียกปอนและโดนเจ้านายดุ 

ละอองแดดสาดส่อง เงากิ่งก้านไม้มะม่วงสั่นหวั่นไหว ดอกแดนดิไลออนเบ่งบานเต็มทั่วทุ้งกว้างใหญ่ 

กลิ่นดอกกุหลาบพัดโชยให้รู้สึกสงบ กระตุ้นหัวใจให้มีรัก ข้ามผ่านทุ้งดอกทานตะวันสีแดงทอง และกระโจนขึ้นสะพานอิฐสูงชันดุจนักรบควบอาชาคู่ใจ ก้อนอิฐเทาเรียงราย มีรอยร้าว เศษซากบานทวารที่พังล้มปิดกั้นขวางผู้สัญจร เมรัยยิ่งใกล้จุดหมาย นางยิ่งมั่นใจว่าตนมาถูกทาง หลักฐานแห่งความทรงจำแรกเริ่มและจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ป้ายไม้ชี้ทางที่มีบอกว่าข้างหน้าคือเมืองไนท์ไทม์[เวลาวิกาล] และต้นสนที่เริ่มสูงเหนือบ้านเรือน ทิวเขาเรียงยาวสลับเป็นฟันปลาฉลาม และหมู่กลีบเมฆที่ลอยช้าๆเหมือนกำลังนั่งเล่นหมากรุก 

ท่วงทำนองเสียงเพรียงแห่งสกุณาขับร้องเจื้อยแจ้ว สิงสาราสัตว์ ไก่ป่ารุมตีสิงโต เมรัยขี่เจ้างูกระทั่งเยือนบริเวณกำแพงเมืองโบราณ เจ้างูส่งสัญญาณเตือนว่าใกล้หมดพลังงาน เมรัยเบ้ปากสั่งให้มันหยุดเลื้อย “ขอบใจมากจ๊ะ”หมอผีน้อยกระโดดลงจากหลัง กล่าวขอบคุณหลังใช้มือลูบศีรษะสัตว์วิเศษ คราวดวงดาวน้อยและปักษาน้อยกระโดดลง เจ้างูหยีตายิ้มน่ารัก พลันสลายทันทีทันใด 

เมื่อไม่มีเครื่องมือให้นั่ง พวกเมรัยมิรีช้า สะบัดขาก้าวเดินไปอย่างนักเดินทางที่ใช้เดินเท้าจริงๆ เมรัยพานารีและเรไรเที่ยวชมเมืองโบราณอายุหลายร้อยปี เมืองที่ครั้งหนึ่งรุ่งเรืองและดับสูญ บ้านเรือนพังย่อยยับด้วยพลังมาโฮทำลายล้าง ป้อมปืน ร้านค้าที่มิทราบว่าขายผักหรือผลไม้ ลานกว้างใจกลางนครา และสะพานข้ามลำธารสายเล็ก วิหารปักษา และสนามเด็กเล่น สวนดอกไม้ที่มีหญ้าสูงละลาน รังนกกางเขนบ้าน และเงานากที่หลบๆซ่อนๆหลังกำแพงหิน สถานที่ที่มิอาจพักอาศัย ด้วยโรคภัยร้ายคุกขาม เมืองที่ถูกทิ้งร้างให้เงียบงัน และไร้ชีวิตชีวาดั่งศพชายชราที่มิมีใครรู้จัก 

มันสวยงามอย่างลึกล้ำด้วยความเงียบดุจห้วงแห่งความว่างเปล่า กระนั้นก็แลเงียบเหงาหงอยจนผู้มองพลอยเหงาไปด้วย 

ณ เนินผาสูงเหนือนคร เรไรป้องตามองเมืองไนท์ไทม์จากมุมสูง บริเวณนี้สามารถมองเห็นทั่วเมืองใหญ่ สบแลความขลังที่ยากลบเลือนด้วยคำโกหก และความเย็นของกระแสลมจากทิศตะวันออก ปักษาน้อยมิค่อยเห็นเมืองร้างเท่าไหร่นัก ยามได้เห็นเมืองที่ไร้ผู้อาศัย นางจึงรู้สึกเศร้านิดๆ สงสัยจังว่าเหตุใดมันจึงรกร้าง 

“ครั้งหนึ่งมันเคยมีแสงเทียนส่องสว่าง…” 

เมรัยเดินมายืนข้างไหล่เรไร แววตาอ่อนละมุนทอดมองเมืองเบื้องล่าง ภาพที่เมรัยเห็นนั้นแตกต่างจากภาพที่เรไรเห็นอย่างสิ้นเชิง เพราะสำหรับคนที่ยึดติดกับอดีต สิ่งที่พวกเขาเห็นและอยากมองก็คืออดีตที่สวยงาม…ไม่ใช่ปัจจุบันที่พังทลายมิเหลือชิ้นดี 

“สักวันแสงนั้นย่อมหายไป เหลือไว้เพียงความทรงจำที่หวนคิดทุกครั้งเมื่อกลับมาเยือน” 

ไม่รู้เมรัยกำลังบอกเรไร หรือบอกตัวนางเอง หมอผีน้อยหลับตาราวจักทำใจยอมรับความจริง ปักษาน้อยเหลียวมองพลางกุมมือหมอผีน้อย “อย่างน้อยภาพแสงไฟนั้นก็ยังอยู่ในความทรงจำมิใช่หรือ”เรไรมิรู้หรอกว่าอดีตเป็นเช่นไร ปักษาน้อยไม่สนใจอดีตเหมือนเมรัย เรไรเพียงอยากฝากหวังไว้กับอนาคต อนาคตที่น้องสาวนางสามารถมีชีวิตเฉกเช่นเด็กธรรมดา อนาคตที่เมรัย นารี และนางมีความสุขร่วมกัน เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว 

เรไรอยากทำมันให้เป็นจริง แม้นนางมิรู้เลยว่าความปรารถนาแสนไร้เดียงสาและใสซื่อนี้จักเป็นคำขอที่ยากกว่าการตามหาขนกิเลนเสียอีก 

ยามเที่ยงวัน พวกเมรัยนั่งพักทานข้าวกลางวัน หลังจากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติการปีนเขา เรไรสงสัยนักว่าเมรัยจักนำพวกนางไปไหน ตอนที่นารีถามว่าเมรัยมีแผนอะไร หมอผีน้อยทำท่าทางลี้ลับปานแม่มดใคร่อยากหลอกเด็กไปกินตับ บอกตามมาเดี๋ยวก็รู้ 

และแล้วหมอผีน้อยตัวแสบนำสองสาวน้อยมาเยือนสถานที่ที่ราวจักเป็นจุดเริ่มต้นทุกสิ่ง กระท่อม 

ณ คลองน้ำลึกผิวสีน้ำดำมีประกายแสงสะท้อนระยิบระยับ ริมฝั่งมีพงหญ้าและเสาหิน เมรัยเท้าเอว กระชับอก หมอผีน้อยหยุดก้าวพลางยืนยิ่งอย่างต้องมนตร์สะกด นางเบิกตาโพลงมองกระท่อมมุงกระเบื้องและหลุบตาด้วยความรู้สึกนับร้อยพัน “เดินระวังๆนะ”เมรัยกล่าวเตือนสองสาว นางเดินนำกลุ่มข้ามโขดหินที่ผุดเป็นจุดๆใช้ต่างสะพานข้ามจากริมฝั่งไปยังบนฝั่งกระท่อมที่ตั้งบนเกาะใจกลางคลองน้ำลึก 

เมรัยกระโดดๆเรไรและนารีพยายามเดินอย่างระมัดระวัง กลัวลื่นล้มตกน้ำ โดนปลารุมแทะ 

เมรัยมายังเกาะก่อนใคร หมอผีน้อยแหงนหน้ามองกระท่อม ยกยิ้มและเดินสำรวจโดยรอบ เมรัยรู้ว่ามีประตูหน้ากระท่อม หมอผีน้อยขมวดคิ้วเมื่อพบว่าประตูไม้มิอาจเปิดได้ดั่งเช่นยามปกติ มันมีอะไรติดขัดมิให้เปิด คงเป็นพงหญ้าหรือก้อนหิน รากไม้ที่ข้นเสียบกระมัง “พวกเจ้ารอข้างนอก” เมรัยโบกมือ พลันหมอผีน้อยกระชับผ้าคาดเอว ตาเรืองประกายแสงสี นางใช้ศอกกระแทงบานประตู ท่อนแขนอวบเคลื่อนไหวรุนแรง พลันกระแทงทุบประตูไม้พังเป็นช่อง ผัวะ “…ช ช่างเป็นประตูที่กระจอกเสียจริง” 

เมรัยหน้าแดงเถือกมินึกฝันว่านางจักพลั่งพังประตูกระท่อม ต้องโทษดินฟ้าอากาศที่ทำให้กระท่อมนี้ทรุดโทรมมิแข็งแรงเมื่อยามสร้างเสร็จใหม่ๆ 

และไม่นานหลังเมรัยเปิดเส้นทางเรียบร้อย พวกนารีและเรไรให้เดินเข้ามาชมภายในกระท่อมด้วยเช่นกัน 

“บอกให้รอด้านนอกมิใช่หรือ” 

เมรัยตกใจ สีหน้าแตกตื่นเหมือนางกลัวสองสาวเห็นหนังสือโป๊ที่ตนซ่อนไว้ 

“อุสามาแล้ว ให้พวกเราสำรวจที่นี้เถอะ”นารีชูกำปั้น ยิ้มแก้มบาน ดวงตาสีเขียวมรกตลุกเป็นไฟ เรไรมีใจอยากขุดหาสมบัติเช่นกัน 

เจ้าของกระท่อมยิ้มเหยเกย บอกว่าทำตามที่อยากทำเถิด 

กระท่อมมิใหญ่มาก มีห้องสี่ห้องและขนาดแต่ละห้องมิกว้างขวาง ห้องนอน ห้องทำงาน ห้องรับแขก และห้องเก็บฟืน ผนังอิฐสีเหลืองอ่อนนวล เพดานไม้เก่ามีรูรั่วให้น้ำฝนเทราดหัว บริเวณพื้นมีรากไม้และต้นหญ้าผุดแทรกแซมประปราย กระนั้นแลมิเห็นฝูงมด แมลงสักตัว เมรัยเกาแก้มด้วยรู้สึกเหมือนกลัวเจ้าตัวยุ่งทั้งสองไปขุดของในกระท่อมจนเละเทะ กระนั้นปล่อยไปเถอะ 

เมรัย นารี เรไร แยกย้ายกันไปห้องต่างๆ 

นารีอาสาสำรวจห้องนอน เมรัยและเรไรมุดห้องทำงาน หมอผีน้อยบอกมีของที่ต้องการจึงเสนอให้สละเวลาสักสองสามวันมาที่กระท่อม เมรัยไม่รู้หรอกว่ากระท่อมตั้งที่นี้ กระทั่งนางได้ดูแผนที่เมืองแห่งบาปของโซฟี ตอนนั้นที่เมรัยไล่สำรวจหาชื่อเมือง และสะกิดใจกับชื่อเมืองไนท์ไทม์ หมอผีน้อยรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อเมืองนี้ และหลังจากนั้นนางก็นึกเรื่องสำคัญได้ว่าเมืองไนท์ไทม์มีความเกี่ยวข้องกับนางอย่างไร 

อดีตที่อยากหนีหรือ… เมรัยส่ายหน้าจนปัญญา เพราะต่อให้อยากปรารถนากลบฝังเช่นไรก็ยากหนีจริงๆ… 

“มีวันนี้จนได้สิ…” เมรัยอมยิ้ม เมื่อใดก็ตามที่อยากลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ย่อมต้องหวนกลับสู้จุดเริ่มต้น…สินะ 

ห้องทำงานคือห้องที่เมรัยใช้เขียนหนังสือและบันทึกเรื่องราว ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับโลกยุคใหม่ ในห้องจักเห็นมีโต๊ะเตี้ย และชั้นหนังสือ และม้วนกระดาษวางเรียงรายซ้อนทับและวางอย่างไม่มีระเบียบเหมือนกวีที่มิชอบทำความสะอาดห้อง เมรัยมุดใต้โต๊ะ เปิดลิ้นชัก นางมุ่งค้นหากล่องสมบัติ ฝั่งเรไรมิรอช้า คันไม่คันมือ นางมิรู้เมรัยมองหาอะไร กระนั้นหมอผีน้อยอนุญาตให้นางขุดเต็มที่ ฉะนั้นเรไรจึงกำปั้น เริ่มขุดหาปานนักสำรวจกระหายอยากรู้ความลับพระเจ้า 

นางไล่มองบนชั้นหนังสือ เห็นสมุด ตำรา และบันทึกมากมาย ปักษาน้อยลอบมองหมอผีน้อยที่กำลังยุ่งกับลิ้นชัก เรไรหลุบตาท่าทางเหมือนลูกสาวกำลังจักแอบขโมยกินขนมยามดึก นางหยิบตำราและสมุดบันทึก เปิดอ่าน อยากรู้ว่ายในเขียนอะไร “นี่มัน…” 

ลายมือ…สัตว์ปีกมาก เรไรราวโดนธนูพุ่งปักหลัง นางหลั่งน้ำตาในใจพลางเปิดสมุดเล่มอื่นๆซึ่งผลคือพวกมันเขียนด้วยลายมือที่คนธรรมดายากอ่าน เหมือนลายแทงสมบัติของแท้ ขนาดเมรัยยังยอมรับว่าเจ้าตัวอ่านลายมือตนเองมิออก 

มีสักเล่มที่ข้าอ่านได้รึไม่… เรไรมิลดละความพยายาม นางหยิบ เปิด และวางไว้บนโต๊ะ เล่มไหนอ่านมิไหวก็ปล่อยผ่าน เล่มหนึ่งมีรูปภาพวงแหวน เล่มสองมีรูปสัตว์วิเศษ เล่มสามนี้มันหนังสือโป๊นินา เรไรแอบอ่านเล็กน้อย พลันติดใจและอ่านหมดเล่ม 

เล่มนี้น่าจะเขียนเกี่ยวกับวิญญาณ เล่มนี้น่าจะเป็นบันทึกวันเวลา 

เรไรไม่รู้ว่าจริงๆเนื้อแท้มันเขียนเกี่ยวกับอะไร กระนั้นนางเดาเก่ง 

“หนังสือ” 

ท่ามกลางบันทึกสิบเล่มมีหนังสือเล่มหนึ่งที่แตกต่างจากพวก มันเป็นหนังสือปกหนาและใหญ่กว่าหนังสือปกติ รูปร่างคล้ายพระคัมภีร์ เรไรนึกอยากลองจึงเปิดอ่านเนื้อหา ซึ่งมิผิดจากที่นางคิด ตัวหนังสือในเล่มเป็นภาษาโบราณยุคสมัยไหนก็มิรู้ “เมรัย หนังสือนี้คืออะไรหรือ”ปักษาน้อยสัมผัสกลิ่นไอพิเศษจากหนังสือเล่มนี้ ปักษาน้อยอยากรู้หรือเกินมันเขียนเกี่ยวกับอะไร ใช่ศาสตร์มืดที่เมรัยใช้หรือไม่ 

“คัมภีร์ของโลกยุคสมัยบรรพกาลน่ะ” 

“เช่นนั้นหรือ” 

เรไรนิ่งอึ้งพลางก้มมองกระดาษสีเหลืองอ่อนและกรอบ นางไม่รู้เรื่องไสยศาสตร์ ดังนั้นจึงละความสนใจจากมัน นำวางไว้ที่เดิม “บรรพกาล..” ปักษาน้อยหรี่ตาทวนคำพูดซ้ำ บรรพกาล.. คัมภีร์… หมอผี… 

จอมอาคม… 

“คัมภีร์โลกบรรพกาล” 

กล่าวขานว่าจอมอาคมผู้ยิ่งใหญ่คือศึกษาไสยศาสตร์ขั้นสูงสุดและคัมภีร์โลกบรรพกาล ทั้งศาสตร์และตัวคัมภีร์ต่างหายสาบสูญไปนานแล้ว “เมรัยอ่าน…หนังสือเล่มนี้หรือ” 

ถ้าอย่างนั้น…หรือว่าเมรัย 

“อ่านอะไร ข้าเป็นคนเขียนมันเอง” 

“หา!!!!!” 

“เจ้าตกใจทำไม!!” 

เห็นปักษาน้อยตกกะใจ หมอผีน้อยพลอยสะดุ้งเฮือก กรีดร้องเสียงหลง “เจ้าเขียนมันหรือ” 

“เจ้ามิเชื่อล่ะสิ ว่าลายมือข้าสวยเช่นนั้น ฮาๆ” 

“สวยอะไรเล่า”เรไรค้อนให้ ต่อให้ลายมือที่ใช้เขียนหนังสือเล่มนี้สวยกว่าลายมือที่ใช้เขียนบันทึกก็เถอะ กระนั้นมันอ่านยากพอกันแหละน่า ปักษาน้อยเม้นปาก กระดิกจมูก เหตุผลที่เรไรยอมออกจากบ้านเกิดเกาะลอยฟ้าเพื่อลงมายังโลกเบื้องล่างก็เพื่อตามหาจอมอาคม จอมอาคมผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอาคมสูงสุดสามารถรักษาอาการน้องสาวนาง ตอนนี้เรไรไม่มีเบาะแสจอมอาคมสักชิ้น กระนั้นเพราะเมรัยสัญญาจักช่วยรักษา เรไรจึงเลิกสนใจการเสาะหาจอมอาคม นางหวังพึ่งเมรัย ปักษาน้อยมิรู้ว่าหมอผีน้อยจักสามารถช่วยได้หรือไม่ กระนั้นเรไรเชื่อว่าเมรัยทำได้ 

“…” 

ต่อให้เมรัยคือจอมอาคมหรือไม่ใช่ เรไรเชื่อใจเมรัย… ปักษาน้อยอมยิ้มคราวรู้สึกตัวว่าหัวใจนางต้องการสิ่งใดอย่างแท้จริง 

ขุดๆๆแม้นจักเจอความลับหนึ่ง แต่เรไรยังมิเลิกขุดหาสมบัติลับ ปักษาน้อยอยากรู้จังว่าพวกประกอบอาชีพหมอผีเขามีชีวิต และใช้เครื่องมืออย่างไร เรไรมือปาดเหงื่อเย็นยะเยือก แววตาฉายแสงสลัว นางเก็บหนังสือ และยืนยกมือควานบนชั้นวางที่สูงเหนือศีรษะ อุ้งมือน้อยกวาดไล่ชนสิ่งของด้านบน เรไรแก้มป่อง เขย่งเท้า มือตบๆหวังเจอจาน หรือหนังสือลับ กระนั้นนางดันใช้มือโบกปัดกระถางดินเผาตกพื้นแตก เพล้ง 

“เรไร” 

เมรัยกดเสียงเข้ม ข้าอนุญาตให้เจ้าหาของ แต่ไม่ได้ให้เจ้าทุบของข้านะ 

“ขอโทษ..”ปักษาร้อยหดคอ ตัวลีบ แผ่วร้องอย่างหวานซึ้ง นางก้มเก็บเศษกระถางดินเผา เนื่องด้วยมันไม่ส่วนแหลมเหมือนแก้ว เรไรจึงหยิบๆจับๆก่อรวมกัน นางเหลียวมองหาที่ทิ้ง หรือไม้กวาด กระนั้นสายตางามพลั่งสบเห็นบางสิ่ง ใกล้ๆเศษกระถางดินเผามีของหลายอย่างตกเกลื่อนกลาด เปลือกหอยลายคราม ก้อนหินอัคคี อัญมณีเรืองประกาย อำพัน และ 

แหวน 

“เมรัยนี้แหวนอะไรหรือ” 

เรไรหยิบแหวนสีเงิน บริเวณขอบสลักเป็นลวดลายนกตัวน้อยๆ มีส่วนหนึ่งปั้นเป็นรูปนก คราวใดแหวนต้องแสง คราวนั้นมันเรืองประกายระยับงามดุจมณีรัตติกาล ส่องสว่างดุจแสงสุริยะ และเรืองรองดั่งดวงดาว เรไรมิเคยเห็นแหวนวงใดให้ความรู้สึกเรียบง่ายราวจักถือกำเนิดจากธรรมชาติ มิใช่ด้วยฝีมือช่างหลอมโลหะ ปักษาน้อยไม่รับรู้กลิ่นพลังมาโฮหรือความพิเศษใดๆ เหมือนว่ามันคือแหวนธรรมดาที่เมื่ออยู่กับเมรัยแล้ว มันกลับไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น 

ชูแหวนให้เมรัยระลึก หมอผีน้อยพินิจด้วยความอาลัย แววตาหลุบต่ำซ่อนความเศร้าบางๆ 

มิอาจทำใจเอ่ย กระนั้นหัวใจเมรัย… 

“แหวนนั่น…” 

. 

. 

“ของสำคัญน่ะ..มันมีค่ากับข้ามาก” 

. 

. 

ยามหิมะโปรยปรายท่วมมหาสมุทร ยามสายฝนพร่ำตกปรอยชะล้างเปลวเพลิง ยามแสงตะวันเฉิดฉายท่ามกลางนภาสีน้ำเงิน ยามความมืดร่วงโรยขับไล่แสงสว่าง ยามเมื่อดวงดาวพุ่งทะยานสู่ห้วงจักรวาล ยามใดที่นางไม่เหลือใคร เมรัยใคร่นึกย้อนคิดถึงเรื่องราวนั้นมิรู้ลืม เพียงเห็นแหวนวงนี้ เพียงได้กุมไว้ในมือ นางก็มิอาจหักห้ามน้ำตาให้รินไหล หมอผีน้อยทอดทิ้งทุกสิ่ง บอกลาผู้ที่รักนาง ละซึ่งอดีตกาล วิ่งหนีจากความฝันและความหวัง กระนั้นแหวนวงนี้คือความทรงจำเดียวที่นางมิวันลืมเลือน 

รัก… รัก… รัก… ความรัก ความหวัง ความกล้า ความรู้สึกที่อยากเอื้อมมือเพื่อคว้าสุดแรง… 

มันคือตัวแทนแห่งความรักของหมอผีน้อย… แสงสว่างที่มืดมิดยิ่งกว่าความฝัน…และจักไม่มีวันกลายเป็นจริงตลอดกาล 

เมรัยรับแหวนจากเรไร หมอผีน้อยผละมือจากกล่องและนั่งลงอย่างสงบเงียบ นางหลุบตาพินิจแหวนด้วยความรู้สึกนับล้านที่มิเคยเจือจางลง และจักจารึกในใจเมรัยตลอดไปมิสิ้นสุด แม้นฟ้าดินจักดับสลาย แม้นนางจักนอนหลับหรือตื่น หมอผีน้อยอมยิ้มเหงาๆราวเด็กน้อยที่นั่งรอพ่อแม่กลับจากที่ทำงาน เมรัยลูบไล้และส่งแหวนให้เรไร “ให้” 

“เอ๊ะ” 

เรไรอึ้ง นางมิคิดเมรัยจักมอบของสำคัญส่วนตนให้ง่ายๆ หมอผีน้อยวางแหวนบนอุ้งมือปักษาน้อยและกุมมือนั้นเบาๆด้วยความหวังอุ่นผ่าวดุจน้ำนม เมรัยและเรไรเคยคุยกันเรื่องแบ่งของในครอบครัว เมรัยบอกว่าของใช้ ดอกไม้ รองเท้า เสื้อผ้า กระทั่งอาหารให้นารีเป็นคนเก็บและจัดการ ส่วนของสำคัญมอบให้เรไรเก็บรักษา ปักษาน้อยแม้นจักหน้าตาเหมือนคนขี้ลืม กระนั้นนางมีความรับผิดชอบและระเบียบวินัย หากมีของสำคัญก็ฝากที่เรไรนี่ล่ะ ส่วนเมรัยขอไม่เก็บสักอย่าง หมอผีน้อยมีแบกแค่น้ำหนักตัวก็มากพอแล้ว 

“ให้ข้าจักดีหรือ” 

แหวนนี้เหมือนสำคัญกับเมรัยมาก ให้เมรัยเก็บไว้ข้างกายมิดีกว่าหรือ 

“เจ้าก็อยู่ข้างข้ามิใช่รึ” 

มันมีค่าเท่ากันแหละ เมรัยแบมือ ท่วงท่าละม้ายไม่ขอรับผิดชอบสิ่งใด เมื่อปักษาน้อยหมดความสงสัย หมอผีน้อยก็หันหลังก้มขุดหากล่องสมบัติ เรไรสีหน้าราบเรียบพลันถอนหายใจอย่างปลงตก นางไม่รู้ว่าแหวนนี้มีความหมายเช่นไร กระนั้นในเมื่อเมรัยไว้ใจให้นางดูแล นางจักดูแล เก็บรักษามันให้ดีที่สุดละกัน 

ตัดไปอีกด้านฝั่งนักสำรวจผู้บุกเบิกห้องนอนหมอผีน้อย นารีเดินผ่านห้องรับแขกและมุ่งตรงสู่ห้องนอนฝั่งตรงข้ามห้องทำงาน อุ้งเท้าจิ๋วเหยียบบนพื้นหินแข็งกระด้าง เรือนเกศายาว งดงามดุจแพรพรรณปลิดปลิวว่อนคราวสายลมจากหน้าต่างโบกพัด ดวงดาวน้อยกะพริบตาปริบๆมือจรด ณ ขอบบานช่องประตูที่มิมีประตูปิดกั้น นางย่องเท้าเบาดุจอุ้งเท้าแมว มิพยายามทำลายข้าวของเหมือนเรไร 

นารีปฏิบัติการเงียบประหนึ่งโจรขโมยข้าวโพด 

ห้องนอนไม่มีอันใดมากดั่งเช่นห้องทำงาน เพราะนี้คือห้องที่มีไว้พักผ่อนยามวิกาลและยามบ่าย เมรัยคงไม่เก็บของสำคัญหรือบันทึกใดๆไว้ในห้องนอนเป็นอย่างที่นารีคิดตั้งแต่แรก ห้องนอนมีแค่เตียง เก้าอี้ ลิ้นชัก บนลิ้นชักมีที่วางของ และบนนั้นมีตะเกียงไฟที่มอดดับสนิท ข้างห้องมีช่องหน้าต่างและบานไม้ปิดบัง 

ส่วนขอบบริเวณช่องหน้ามีเถาวัลย์เลื่อยเป็นลายพราง นารีเอียงคอนิ้วแตะแก้ม เดินไปเปิดหน้าต่าง และหันหลังมองในห้อง เหมือนว่าห้องนอนจักมิมีสิ่งใดให้สืบ กระนั้นสัญชาตญาณนักสืบของดวงดาวน้อยบอกว่าในห้องแสนธรรมดา จืดชืดนี้มีความลับที่โลกต้องตกตะลึงซุกซ่อนแน่แท้ “บางทีเมรัยอาจซ่อนหนังสือโป๊ใต้เตียง!!” 

ฟุบ 

ดวงดาวน้อยกระโดดพลิกตัว หน้าแนบพื้นดวงตากลมใสเขม่นมองใต้เตียงอย่างแรงกล้า ปรากฏว่าไม่มีสิ่งใดให้ดู เพราะเตียงนี้มันไม่มีช่องด้านใต้เหมือนเตียงปกติ เตียงของชาวบ้านที่สร้างติดไว้กับพื้น “อือ” นารีขมวดคิ้วนุ่มปานมีงานบ้านเมืองเต็มโต๊ะ ดวงดาวน้อยนั่งแปะพื้นด้วยความเบื่อหน่าย นางเหลียวมองรอบห้องหวังเจอบางสิ่ง กระนั้นมิเห็นร่องรอยใดชวนให้คิดลึก 

มิมีคราบเลือด 

มิพบรอยเท้าปริศนา 

ที่แน่ๆนางไม่พบของเล่นผู้ใหญ่สักชิ้น น่าเสียดาย 

“ในลิ้นชักอาจมีกุญแจลับ” 

นารีกระดิกเสาอากาศบนหัวดิกๆ ดวงตาปลาตายไล่สืบเสาะเบาะแสตามมุมต่างๆ ดวงดาวน้อยเป็นคนเอาจริงเอาจังมากเวลาตั้งใจทำภารกิจ กระนั้นมันไม่เคยสำเร็จหรือสมหวังอย่างที่นางตั้งใจ ความสำเร็จจักมาหานารีต่อเมื่อนางทำมันอย่างเล่นๆและไม่ตั้งใจซึ่งน่าแปลกพิลึก เวลานางตั้งใจมองกลับไม่เห็น แต่เวลาไม่ตั้งใจมอง กลับเห็นสิ่งๆต่างชัดเจน 

“ขอให้ข้าเจอของดี โอมเพี๊ยง” 

เมื่อใช้เหตุผลมิไม่ประสบผล ก็ต้องใช้พลังสาวน้อยเวทมนต์เข้าช่วยเสียแล้ว นารีสะบัดกายโบกมือพลิ้วไหว นางหลับตาอธิษฐานกับดวงดาว พลันเบิกตาและเริ่มไล่เปิดลิ้นชัก สำรวจหาของลับที่แอบซ่อนในกระท่อม สถานที่ที่เมรัยบอกว่ามันคือจุดเริ่มของนาง นารีต้องค้นหาให้ได้ว่าสิ่งใดกันแน่ที่ทำให้เมรัยยอมแพ้ อะไรคือสาเหตุ และทำไมนางล้มเลิกการไล่ตามความฝัน 

นารีขอให้นางรู้เรื่องเมรัยมากกว่านี้ ในเมื่อเมรัยกลัวเกินจักพูดเปิดใจ เช่นนั้นนางขอเสียมารยาทขุดเอง!!! 

“จักช่วยเจ้าให้ได้…” 

นารีเม้นปากมือขยับดุจนักเล่นเปียโน ดวงดาวน้อยแอบมองหลังเป็นระยะ ป้องกันมิให้เมรัยเห็นตอนนางสวมรอยนักสืบชอบเผือกเรื่องชาวบ้าน นารีจับจ้อง ดวงตาแน่วแน่ นางเปิดลิ้นชักทั้งหมด กระนั้นมิเจอของสักชิ้นในลิ้นชัก “เป็นไปได้ด้วยหรือ…” อย่างน้อยต้องมีของสักชิ้นสิ นารีเริ่มคืบแคลง ความผิดปกติที่เหมือนจักดึงดูดให้นารีครุ่นคิดอย่างละเอียด 

น่าแปลก ลิ้นชักมีไว้ใส่ เก็บของเครื่องใช้ ดังนั้นเป็นไม่ไปได้ที่มันจักว่างเปล่า อย่างน้อยต้องมีของใส่ไว้สักช่อง แต่นี้ไม่มีเลย ทำไมกัน ผีขโมย? ลิ้นชักใหม่? เมรัยกินไปแล้ว? 

“ไม่ธรรมดาเสียแล้ว” 

เมื่อไม่ธรรมดาแปลว่ามันเป็นลิ้นชักพิเศษ นารีตาลุกวาวส่องประกาย ดวงดาวน้อยตรวจสอบค้นหาพลังมาโฮ กระนั้นมิพบร่องรอยพลังงานวิเศษ นางขมวดคิ้วสีหน้าโกรธกรุ่น ลองหากลไกกลลับก็มิเจอ ลองถูๆขอบลิ้นชักก็ไม่มีเลขด้วย 

“…” 

จ๋อย นารีล้มหย่อนก้นกระแทงเตียงแข็ง ตาจดจ่อลิ้นชักด้วยความคิดว่ามันเป็นลิ้นชักธรรมดาจริงๆ ดวงดาวน้อยแหงนหน้ามองเพดาน เสมองข้าง และกลับมองลิ้นชัก “ห้องนอนเมรัย..” 

เตียงขนาดผู้ใหญ่นอนได้สองคน หมอนสองใบ ผ้าห่มผืนใหญ่ในตู้เก็บของ ตะเกียงไฟ และถ้วยชาม 

“เก็บของเรียบร้อย” 

นารีมองเห็นความเอาใจใส่ในการจัดวางเครื่องใช้ ดวงดาวน้อยลุกและก้าวไปที่ช่องหน้าต่าง นางทอดสายตามองผืนน้ำดำและผืนเงาพงไพร รอบด้านกระท่อมมีธรรมชาติที่เมรัยหลงรัก ยามกลางที่นี้คงมีแสงหิ้งห้อย เสียงสัตว์ป่า และแสงเดือนส่องนำทาง 

“ทำไมข้าว่ารู้สึก…” 

ยังมีคนอื่นอยู่ที่นี้ นอกจากเมรัย… 

นารีหลุบตาสะบัดหลัง คราสายลมพัดกลีบดอกบ๊วยสีชมพู่ผ่องลอยผ่านหน้าดวงดาวน้อยราวจักสกัดขวางมิให้เดิน นารียกยิ้มอ่อนไหว นางปรายตามองกลีบดอกบ๊วยปลิวและร่วงหล่นเข้าไปในช่องว่างระหว่างลิ้นชักและผนัง นารีเลิกคิ้วฉงน นางลองใช้นิ้วมือสอดใส่ช่องว่างพลันพบว่ามันมีความกว้างพอสงควร ก้มมองด้านใต้ลิ้นชักพบว่าส่วนล่างนั้นมีกรอบขยายเล็กน้อย ส่วนดังกล่าวทำให้ตัวลิ้นชักมิอาจแนบชิดผนังสมบูรณ์ 

หวังว่าไม่… นารีกลืนน้ำลาย ขออย่าให้สิ่งที่คิดเป็นจริง 

ดวงดาวน้อยเหลียวมองด้านหน้าห้อง พบว่าไม่มีใคร นารีหรี่ตาใช้แรงผลักดันลิ้นชักให้แยกจากผนัง เปิดช่องกว้างกว่าเดิม นี่นางหวังเจออะไร ดวงดาวน้อยที่เริ่มหมดหวังกลับตื่นเต้น นางรู้ว่ามันมีบ้างสิ่ง บางอย่างที่จักทำให้นางรู้จักเมรัย 

“สมุด…” 

ด้านในช่องว่างมีสมุดเล่มบางตกหล่น นารีคว้าสมุดดังกล่าวและพลิกคลี่หน้ากระดาษ เสียงกระดาษพลิกดังน่าฟัง นารีย่นคิ้ว หรี่ตาต่ำ นางไล่ดูสมุดเล่มบางทีละหน้า และแล้วก็เจอข้อความปริศนา ข้อความสั้นๆที่เขียนไว้ในหน้าแรกของสมุด 

‘ใครที่เจอสมุดเล่มนี้จักโดนคำสาปผีอำสามเดือน’ 

$^#%^$%^$% นารีอยากแหกปากร้องตะโกนด่าเจ้าคนเขียน เมรัยทำต๊องอะไรเนี่ย คิดจักวางกับดักรึ นางช่าง…. ดวงดาวน้อยคิ้วกระตุกอย่างเดือดดาล นี้ถ้าเมรัยอยู่ข้างๆ นางมิลังเลจักปาเจ้าสมุดบันทึกคำสาปนี้ใส่หัวแน่ 

“หน๊อยแน่ะ” 

ดวงดาวน้อยผ่อนลมปราณ นางมิรู้ทำไมเมรัยเขียนบันทึกเล่มนี้ กระนั้นมันคือเบาะแสที่มิแน่จักช่วยให้นารีเข้าใจตัวเมรัยมากกว่าเดิม ดวงดาวน้อยอาจต้องไล่ถามจากปากหมอผีน้อย ดีกว่าไล่สืบตามสิ่งของที่เมรัยใช้ แต่นารีมิอาจทำอันใด เพราะรู้กันว่าเมรัยกำลังสับสน และกลัวเกินกว่าจักพูดถึงอดีตนั้น 

ย่อมต้องรออีกสักนิด รอให้นารีและเรไรเยียวยาหัวใจเจ็บช้ำจนหายดี 

 

ข้าจักพยายาม ใช่ ข้าจักพยายาม ข้าไม่ยอมฝังใจกับอดีตอีกแล้ว 

 

“…” 

เปิดเจอข้อความนี้ในหน้าหลังๆ นารีไร้วาจาใดจักเอ่ย กระนั้นนางอดยิ้มมิได้ ดวงดาวน้อยหลับตาและเลื่อนสายตาลงเบื้องล่างพลันเจออีกหนึ่งคำถาม 

 

ข้าควรทำอย่างไรกับอดีตดีนะ เจ้าช่วยตอบข้าหน่อยสิ ข้าพยายามวิ่งหนี กระนั้นเหมือนจักหนีมิรอด… 

 

ความเศร้ายามเขียนฉายชัดด้วยมีหยดน้ำตาพรมกระดาษ นารีอยากตอบว่าให้เมรัยยอมรับมัน แม้นการกระทำนั้นจักยากเย็นและทรมานเหลือแสน กระนั้นหากหมอผีน้อยอยากสู้อีกครั้ง นางสมควรลุกและก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ ดวงดาวน้อยและปักษาน้อยจักช่วยอีกแรงนะ 

นารีปิดตา หากนี้คือสิ่งที่เมรัยต้องการ นางพร้อมจักช่วยเหลือเพื่อเติมเต็มความหวังอีกครั้ง 

อุ้งมือน้อยพลิกหน้ากระดาษ คิดว่าคำถามของเมรัยคือข้อความสุดท้าย แต่ไม่ใช่ เพราะมันมีคนเขียนตอบ.. 

. 

. 

. 

‘อดีตเลวร้ายนักหรือ…ทำไมไม่ทำลายมันทิ้งซะล่ะ’ 

!!!! ดวงดาวน้อยตกใจผวาพลันขว้างสมุดทิ้ง สมุดลอยกระแทงลิ้นชักและร่วงแปะแนบพื้น แผ่นกระดาษคลี่เปิดไล่ทีละหน้าอย่างรวดเร็วกระทั่งพลิกถึงหน้าสุดท้าย นารีหัวใจเย็นยะเยือกโดยพลันปานมีวิญญาณควักหัวใจ ความกลัว ความน่าสะพรึง เพียงเห็นลายมือขีดกระชากดุจรอยกรีดกรงเล็บที่หมายจักสลักตัวอักษรดุจรอยแผลด้วยความแค้น ความตาย ความสิ้นหวัง ความมืดมิดที่ปานจักบ่อนทำลายล้างสรรพสิ่งให้แหลกละเอียด 

แคกๆ 

ใครเขียนคำตอบเช่นนี้.. คำตอบราวจักเป็นคำชี้นำจาก 

ปีศาจ 

นารียกชายเสื้อไอสำลัก พริบตาที่นางเห็นตัวอักษรก็ให้หวาดกลัวจับขั้วหัวใจ จิตอาฆาตรุนแรงเปรียบดั่งความเรียบง่ายราวคำตอบนี้เป็นสิ่งที่เขากระทำและทำอย่างคุ้นชิน เหมือนการทำลายล้างชีวิตหนึ่งก็มิต่างจากกิจทานข้าวเช้า มันเป็นเช่นนั้น คำตอบที่ทรงอำนาจและกล้าที่จักประกาศให้โลกรู้ หากเมรัยคือผู้ถามและต้องการคำชี้แนะ เช่นนั้นคนผู้นั้นใจบุญพอแนะนำให้ ใช่ ทำลายมันสิ ทั้งอดีต ความฝัน ความรัก ทุกๆสิ่งให้มันย่อยยับ ให้พวกมันตายไปให้หมด!!! 

ดวงดาวน้อยแว่วยินเสียงหัวเราะ สุรเสียงที่ราวจักสั่นคลอนพิภพและจิตใจ เขย่ากระทั่งแหลกเหลว 

ทำไมกัน… นารีมือกุมแขน สีหน้าย่ำแย่ปานพึ่งสัมผัสอำนาจที่ทรงพลังและเหนือกว่าใครที่นางรู้จัก แม้นวิญญาณองคาพญานาคยังสั่นกลัว จ้าวแห่งจักรวาลยังถอยร่น เพียงแค่ข้อความคำตอบสั้นๆที่ยังไม่เห็นหน้าเจ้าคนเขียนด้วยซ้ำ นารีปรับจังหวะ ประคองใจเย็นลง นางกระดืบไปใกล้สมุดและคว้าขึ้นมาอ่านอีกครั้ง อยากยืนยันว่ามีข้อความแห่งความตายจริงใช่หรือไม่ ทว่า 

“ไม่มี” 

บริเวณที่นารีมั่นใจว่ามีข้อความเขียนไว้ ยามนี้พอดูอีกครั้งกลับไม่ปรากฏสิ่งใด ราวว่ามันไม่มีจริงตั้งแต่แรก 

ทว่าความรู้สึกกลัวในใจนารีมิใช่เรื่องโกหก ดวงดาวน้อยหลับตามือกำสมุดแน่น 

นานหลายนาที กระทั่งนางกลับคืนสู่ความสงบ 

ครั้นดวงตานารีเปิดม่าน ทอประกายวูบวาบน้ำสีน้ำเงินดุจห้วงมหาสมุทรดาราจักร 

“ไม่ว่ามันเป็นใคร…” 

เปลวเพลิงทมิฬลุกโชนแผดเผาสมุดเป็นเถ้าถ่าน ในอุ้งมือของจ้าวผู้ปกครองจ้าวจักรวาล เถ้าธุลีปลิวปลิดดุจเศษซากความหวังที่มอดไหม้เป็นจุณ 

ข้าจักไม่ให้มันแตะต้องเจ้าเด็ดขาด 

อนาคตมิเคยอ่อนโยนกับผู้ท้าทาย…มันจักเลวร้ายกว่าเดิม…มันจักพังทลายและแหลกเป็นชิ้นๆ…ยิ่งหากฝืนต่อไป…สิ่งที่รออยู่นั้น… 

อาจเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวกว่าฝันร้ายเก่าก็ได้ 

 

ตัดสินใจเผาสมุดปกป้องกันมิให้เมรัยค้นพบหลักฐาน ปล่อยให้คำถาม คำตอบ คำหวังของหมอผีน้อยสูญสลาย นารีจักไม่ยอมให้ความมืดหรือปีศาจหน้าไหนเข้าใกล้เมรัยอีกแล้ว หากมีใครหมายมั่นจักดึงเมรัยและทำให้เมรัยตกสู่ความสิ้นหวัง พยายามทำร้ายครอบครัว เรไรละก็ 

ข้าจักฆ่ามันเอง 

ไม่ว่าใครก็ตามที่บังอาจยุ่งกับเมรัยและเรไร 

แสงแดดทักทอเรืองรอง นารีนั่งแปะยกมือนวดขมับผ่อนความน่าเกรงขาม หากเมรัยและเรไรเห็นนางในสภาพด้านมืดเช่นนี้อาจหัวใจวายตายได้ ดวงดาวน้อยจักทำให้พวกหมอผีน้อยกังวลมิได้ ต้องร่าเริงและยิ้มแย้มสิ รอยยิ้มนี้แหละจักช่วยให้เมรัยและเรไรมีความสุข 

“ฟู”นารีปรับสีหน้าเรียบร้อย ครั้นนางเหลียวเห็นเศษกระดาษขาดแผ่นหนึ่งซ่อนในสุดช่องว่างเมื่อครู่ นารีกะพริบตาปริบๆ ยืดแขนเข้าสุดขอบ นิ้วคีบกระดาษออกมาดูชัดๆภาวนาให้มันมิใช่เค้าโครงภัยร้าย กระดาษสีขาวอมน้ำตาล ไม่มีรอยเปื้อนน้ำฝนหรือร่องรอยเปียกน้ำใดๆ นารีนั่งและเบิกตามองพินิจรูปวาดด้วยดินสอสีชมพู่ดอกซากุระ สีเหลืองทอง สีส้มดวงอาทิตย์ รูปที่วาดด้วยฝีมือเด็กอนุบาล มีดอกมะลิ ก้อนเมฆ ดวงตะวัน ภูเขาสองลูก สัตว์ป่า หมา แมว กระรอก และสิ่งที่น่าพิศวงคือสาวน้อยหัวชมพู่ และสาวน้อยหัวส้มที่ยืนอมยิ้มท่ามกลางเหล่าภูตพราย 

สัมผัสความรักใสสะอาด และความสุขที่มิอาจมีสิ่งใดลบล้าง นารีนั่งมือลูบไล้รูปสาวน้อยที่ใช้ดินสอสีชมพู่ขีดเขียน นางพลิกหน้ากระดาษ พลันเห็นข้อความที่เขียนกำกับไว้ด้านหลังกระดาษบริเวณมุมท้าย ชื่อผู้วาดกระมัง แต่ทำไมเหมือนมีสองชื่อ 

ชื่อแรกนารีอ่านมิออกเพราะเขียนด้วยภาษาโบราณ แต่ชื่อที่สองนั่น นางพออ่านไว้ 

“ส..” 

“นารี” 

“ว้ายยยย!!!” 

“ตกใจอะไรเจ้าเนี่ย”เมรัยคิ้วกระตุกดุกดิก นางโผล่กายหน้าห้องพลางร้องเรียกให้นารีออกไปข้างนอก หมดเวลาขุดสมบัติแล้ว 

แม่ใหญ่หมอผีน้อยเม้นปากพลันสะบัดสะโพกเดินจากลา ดวงดาวน้อยซุกกระดาษไว้ข้างหลังทันท่วงที แอบเมรัยสำเร็จ นารีมิรู้ทำไมต้องแอบเก็บไว้เหมือนกัน กระนั้นดวงดาวน้อยมิอยากใช้สิ่งของที่นางเจอ สมุด กระดาษรูปภาพสะกิดอดีตเมรัย เพราะนั้นอาจเป็นการเปิดและแหวกบาดแผลในใจเมรัยอีกครั้ง “เกือบไป ฟู่”นารีปาดเหงื่อ ครั้นระบายลมหายใจอย่างโล่งอก 

“เกือบอะไรรึ” 

“กรี๊ด!!” 

เมรัยโผล่หน้าครึ่งซีกหลังผนังปานฆาตกรโรคจิต นางหรี่ตามองนารีด้วยความสงสัยหนัก แววตาที่ราวจักเจาะทะลุอาภรณ์ ให้เห็นเรือนร่างเย้ายวน หื่นกระหายและอยากเขมือบ นารีหน้าแดงระเรื่อ กระแอม แสร้งทำเป็นไม่มีอะไร “ทำข้าตกใจหมด ทีหลังเคาะประตูก่อนสิ” “มันไม่มีประตู” “..” นารีสูดหายใจ อกพองขยาย นางพับกระดาษแล้วยัดไว้ในส่วนลับท้ายก้น 

“จักกลับแล้วรึ” 

“อืม” 

เมรัยยังจับจ้องมิละสายตา นารีมิกล้าสบตาจงเบือนหน้าหนี “จ้องพอรึยัง” 

“คืนนี้เจ้าไม่รอดแน่!!” 

“ตามบัญชาเถอะเจ้าค่ะ” 

เมรัยยกนิ้วสั่งประหารพลางมุดหัวหนีไป ครั้นนารีโผล่หัวจากช่องประตูเหลียวซ้ายมองขวา เห็นเมรัยไปแล้วจึงโล่งใจในที่สุด 

ไหนเรื่องคำตอบที่มุ่งทำลายล้าง ไหนรูปสาวน้อยปริศนา ฝั่งเรไรคงเจอเรื่องชวนหัวใจวายเช่นกัน นารีควรทำอย่างไรดี แน่นอนว่าจ้าวแห่งจักรวาลมีคำตอบอยู่แล้ว กระนั้นนี้มิใช่เรื่องของหมอผีน้อยเพียงลำพัก ตอนนี้เมรัยมีนารีและเรไรเคียงข้างดังนั้นเรื่องทั้งหมดต้องคุยกัน พูดจาหารือและลงมติกำหนดหนทางที่จักจับมือและก้าวไปด้วยกัน นี้แหละคือครอบครัว เมรัย นารี เรไร ไม่ว่าปัญหาของใคร พวกเราจักไม่ปล่อยให้คนคนนั้นต้องเผชิญหน้าคนเดียวเด็ดขาด 

ต้องเปิดประชุม!!! ในเมื่อร่วมชะตานอนเคียงหมอนกันแล้ว เรื่องต่างๆคงต้องปรึกษาและหาเรื่อบนเตียง… 

“หวังว่าจักพูดกันรู้เรื่องนะ..” 

อย่างน้อยต้องก่อนปล้ำ…ไม่เช่นนั้นหากคุยกันหลังเสร็จกิจมีหวังไม่มีแรงเหลือให้เปิดปากแน่… 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น