วไลกร/ชาล็อต
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับดาว+กุญแจ+เหรียญ ที่สนับสนุนวไลกรนะคะ : )

ชีวิตอับจนหนทาง-1

ชื่อตอน : ชีวิตอับจนหนทาง-1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 755

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2561 20:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชีวิตอับจนหนทาง-1
แบบอักษร


เปลือกตาที่หลับสนิท เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก มันรู้สึกหนักอึ้ง ในที่สุดเธอก็ฝืนสังขาร เปิดเปลือกตาขึ้นจนได้ ความหม่นหมองจากแววตาสีเทาเข้ม กลอกไปมามองรอบกาย เธออยู่ในห้องนอนของบิดามารดา และหลับอยู่ข้างตู้เอกสาร ร่างเพรียวลุกขึ้นช้าๆ ด้วยความเมื่อยขบ

“ฉันหลับไปจนเช้าเลยหรือนี่” อณิษฐามองท้องฟ้าพลางบ่นกับตัวเอง นาฬิกาที่ผนังห้องนอนบอกเวลาเก้าโมง

“คุณหนู คุณหนูคะ” เสียงนวลปรางค์ดังอยู่หน้าประตูพร้อมเคาะเบาๆ

“เดี๋ยวนิดตามออกไปค่ะ” เธอตะโกนตอบเสียงแหบ

เธอรีบจับเอกสารทุกอย่างใส่กระเป๋า แล้วสะพายบนไหล่ มือข้างหนึ่งลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่กลับห้องนอนตนเอง หญิงสาวทิ้งทุกอย่างลงบนพื้นห้อง มือเรียวเลือกหยิบสูติบัตรของตัวเองพับเก็บใส่กระเป๋าสะพายที่มักจะนำติดตัวเสมอ ดวงตาเรียวมองใบหน้าในกระจก แล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำ

ผ่านไปเกือบชั่วโมง อณิษฐาสะพายกระเป๋าเอกสารพร้อมกับกระเป๋าใบเล็ก มือหนึ่งลากกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ ลงมาชั้นล่างแล้ววางกระเป๋าสองใบไว้หน้าประตู ส่วนใบเล็กสะพายติดตัวไว้ เธอมองข้าวของเครื่องตกแต่งอย่างอาลัยอาวรณ์ แต่เงินที่เหลือติดบัญชีเพียงสองหมื่น คงไม่พอจะจ้างรถมาขนย้าย และไม่รู้จะย้ายไปเก็บไว้ที่ไหนด้วย เปลือกตาปิดลงอย่างตัดใจ เสียงแม่นมทำให้เธอลืมตามอง

“คุณหนูเก็บเสื้อผ้าหมดแล้วหรือคะ!” นวลปรางค์อุทานถามอย่างตระหนก ไม่คิดว่าครอบครัวของเทวาพงศ์จะมีวันนี้

“ป้านวลมาทำงานที่นี่ก่อนนิดเกิดรึเปล่าคะ” คุณหนูของบ้านโพล่งถามขึ้นระหว่างเดินตามหญิงร่างท้วมวัย 55 ปีไปที่ห้องอาหาร

“เอ่อ มันก็ไม่เชิงหรอกค่ะ” หญิงสูงวัยอึกอัก ไม่รู้จะบอกเจ้านายสาวอย่างไร เธอเสไปตักข้าวต้มใส่ชามให้คุณหนู

“ป้าเล่าให้ฟังหน่อยสิคะ จากกันวันนี้ไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่” อณิษฐารู้นิสัยของคนที่เคยเลี้ยงดูตนเองดี คำพูดที่บ่งบอกว่าต้องจากกันทำให้แม่นมนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“ป้าไม่รู้จริงๆ นะคะคุณหนู รู้แต่ว่าคุณหนูไปเกิดที่พัทยา คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายประกาศรับสมัครแม่นม ระบุว่าสามารถให้นมเด็กได้จริงๆ ตอนนั้น...” แววตาของนวลปรางค์เศร้าลง

“เกิดอะไรขึ้นคะ” หญิงสาวเร่งให้ผู้หญิงที่ให้นมเธอรีบๆ เล่า

“ลูกชายของป้าคลอดออกมาได้สามวัน ก็เสียชีวิต เด็กลิ้นหัวใจรั่วร่างกายอ่อนแอ หมอช่วยเต็มที่แล้ว พ่อของไอ้หนูมันเสียอกเสียใจออกทะเลไปไม่กลับมาอีก ป้าเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนมาบอกว่าให้ใช้น้ำนมทำบุญช่วยเด็กอีกคน” มืออวบอูมของแม่นมจับมือเรียวเล็กของคุณหนู มองด้วยความรักหยาดน้ำกบเต็มดวงตาที่เริ่มหย่อนคล้อย

“แล้วทำไมแม่ถึงไม่มีน้ำนมล่ะคะ” ดวงตาเรียวมองด้วยความรู้สึกรักไม่ต่างกัน เธอบีบมือผู้สูงวัยพลางถามกลับ

“ผู้หญิงเราไม่แน่ไม่นอนหรอก บางคนก็มีน้ำนมล้นเหลือ บางคนบำรุงเท่าไหร่น้ำนมก็ไม่มี รีบทานเถอะค่ะ ตกลงให้ป้าไปวันนี้เลยหรือคะ” นวลปรางค์จบเรื่องราวพร้อมกับยิ้มอ่อนโยน สุดท้ายเธอก็ถามย้ำอีกครั้ง

“ค่ะ นิดก็จะไปวันนี้เหมือนกัน” ริมฝีปากรูปกระจับตอบพร้อมกับฝืนยิ้มให้

ระหว่างนั้นลุงจอมก็เดินเข้ามาล่ำลาเจ้านายสาวซึ่งเหลืออยู่เพียงคนเดียว อณิษฐาจึงชวนคนสวนวัยกลางคนรับประทานข้าวต้มด้วยกัน หลังจากนวลปรางค์เก็บล้างเรียบร้อย จึงกล่าวลาคุณหนูที่เธอรัก

“คุณหนูอย่าลืมไปเยี่ยมป้าที่ชลบุรีบ้างนะคะ นี่ค่ะที่อยู่ของป้า” หญิงสูงวัยยัดกระดาษใส่มือเรียวเล็ก

“ได้ค่ะ นิดจะต้องไปอาศัยป้าอยู่แน่ๆ” ใบหน้าสวยบอกทีเล่นทีจริง

“ป้ารักคุณหนูนะคะ” นวลปรางค์คว้าร่างเพรียวเข้ามากอดร้องไห้สะอึกสะอื้น

“นิดก็รักป้านะคะ ไว้เจอกันค่ะ” เธอกะพริบตาถี่ๆ ยิ้มให้อย่างตัดใจ ร่างท้วมของแม่นมเดินออกไปจากบ้านแล้ว อณิษฐาเดินไปยืนหน้าประตู ดูแม่นมเดินตามคนสวนไปห่างๆ จนทั้งสองเปิดประตูรั้วลับหายไป

อดีตเจ้าของบ้านหลังใหญ่ตระกูลเทวาพงศ์ ปิดบ้านล็อกอย่างดี เธอโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ติดต่อรับกุญแจบ้านได้ทุกเวลา ปลายสายนัดให้หญิงสาวไปฝากกุญแจไว้ที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของสำนักงานใหญ่

ดวงตาเรียวมองบ้านหลังใหญ่ซึ่งเคยอบอวลไปด้วยความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก และคนงานอีกหลายคน รวมทั้งแม่นมที่เธอรักพอๆ กับสุกาญดา เจ้าของร่างสวยถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง แล้วหันหลังให้บ้านที่อยู่มาตั้งแต่เกิด เดินลากกระเป๋ายกขึ้นเก็บที่กระโปรงท้ายรถยนต์

อดีตเซเลปชื่อดังขับรถไปจอดหน้าประตูรั้ว ลงจากรถเปิดประตูออกกว้าง และขึ้นรถเคลื่อนออกไปด้านนอก ก่อนจะย้อนกลับมาปิดล็อกประตูรั้ว ขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถของตัวเอง รถยนต์คุ้นเคยก็ขับมาจอดหน้าบ้าน คนขับเปิดประตูวิ่งมาเกาะหน้าต่างฝั่งคนขับ อณิษฐาจึงกดปุ่มลดกระจกลง

“จะไปไหนน่ะนิด หน้าตาเธอดูไม่ดีเลยนะ” ณัฐนรีถามพลางกวาดสายตามองทั่วใบหน้ารูปไข่

“ย้ายออก” คนที่นั่งอยู่ในรถตอบสั้นๆ

“ย้ายออก!” สาวร่างเล็กอุทานเสียงดัง

“จะตะโกนทำไม เมื่อวานเขาแจ้งมาว่ามีคนมาประมูลบ้านไปแล้ว ไม่ต้องถามว่าใคร เพราะฉันไม่อยากรู้” คำพูดที่ฟังดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ณัฐนรีรู้ดีว่าเพื่อนกำลังซ่อนความเจ็บปวด

“ฉันเสียใจด้วย นิดไปอยู่คอนโดกับฉันนะ” คนเป็นเพื่อนเอ่ยชวนอย่างไม่ลังเล

“ขอบใจมากเอิร์ธ ถ้าฉันไม่มีที่ไป จะโทรหานะ” อณิษฐาไม่กล้ารบกวนเพื่อน เพราะรู้ดีว่าวรางค์ไม่ค่อยชอบเธอสักเท่าไหร่

“นิดไม่ไปทำงานกับแม่ฉันจริงๆ เหรอ” ใบหน้ารูปหัวใจโน้มลงอ้อนวอนเพื่อน

“ขอบใจในความหวังดีของเพื่อน แต่อย่าทำให้ฉันรู้สึกแย่ไปกว่านี้เลย” คนพูดฉีกยิ้มแสดงความเข้มแข็ง

“ตามใจ อย่าลืมแล้วกันว่านิดยังมีฉันอยู่อีกคน เฮ้อ นี่ฉันแอบมานะเนี่ย แม่บอกให้เข้าร้าน ออกจากร้านฉันก็ต้องรีบไปธุระซะด้วย อีกเรื่อง...วันนั้นถ้าแม่ไม่บังคับ ฉันไม่มีวันไปเหยียบเพนต์เฮาส์ของนีโอขี้เก็กหรอก” ถ้อยคำของสาวร่างเล็กเรียกรอยยิ้มให้คนฟัง แต่ประโยคท้าย ทำให้ใบหน้าสวยหมองลงทันที

“ฉันได้ข่าวมาว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพลในโรม” ริมฝีปากรูปกระจับของคนที่นั่งอยู่ในรถเอ่ยแผ่วเบา

“ผู้มีอิทธิพลก็มาเฟียนั่นแหละ” พูดออกไปแล้วก็ต้องรีบมองหน้าเพื่อน กลัวว่าเพื่อนจะสะเทือนใจ “ไว้เจอกันนะ เอิร์ธรีบไปทำธุระเถอะ” คนที่เพิ่งหมดตัวบอกปัดและรีบกล่าวลา 


ความคิดเห็น