หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 51 วางแผนการเพื่ออะไร

ชื่อตอน : ตอนที่ 51 วางแผนการเพื่ออะไร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2561 15:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 51 วางแผนการเพื่ออะไร
แบบอักษร

การที่ซั่งกวนเฉิงโย่วกับซั่งกวนฉางจื้อมาตำหนักจื่อเฉิงด้วยกันได้ จะว่าไปก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวลือในเมืองหลวง   

ตอนข่าวลือเข้าหูฉางไท่ฮ่องเต้ ถึงแม้ภายนอกเขาไม่ได้พูดอะไร แต่หลายวันที่ผ่านมาเขามีการให้รางวัลแก่ลูกๆ ที่อายุน้อยมากมาย เช่นซั่งกวนฉีเต๋อองค์ชายสิบ ซั่งกวนจิ่งอันองค์ชายสิบสองต่างได้รับรางวัลจากฉางไท่ฮ่องเต้  องค์ชายสิบนั้นสาเหตุเพราะมู่เฟยจึงทำให้ฮ่องเต้เอ็นดูเป็นพิเศษ นับเป็นเรื่องธรรมดา แต่องค์ชายสิบสองก็ยังได้รับคำชื่นชมจากฮ่องเต้มากมาย ส่วนพวกซั่งกวนเฉิงโย่วพระโอรสที่โตแล้วอะไรก็ไม่มี  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจ เห็นชัดว่าเหมือนเป็นเค้าลาง เค้าลางที่แสดงว่าฮ่องเต้เริ่มไม่วางใจพระโอรสที่โตแล้ว เห็นได้ว่าข่าวลือมีผลมาถึงฮ่องเต้! ในใจของโอรสเหล่านี้รู้สึกทั้งเหมือนถูกปรักปรำทั้งหวั่นเกรง อยากเอาคนปล่อยข่าวออกมาเชือดฟันสักร้อยแผลพันแผล จึงจะสาสม

 หากฮ่องเต้ไม่วางใจ หมายความว่าอย่างไร กลุ่มองค์ชายกับคนข้างหลังย่อมรู้อยู่แก่ใจ องค์ชายสามอยู่ไกลถึงเมืองหน้าด่านอันเป่ย ยังถูกลากเข้าไปในเรื่องมือสังหาร โจวเสียนเฟยก็เดือดเนื้อร้อนใจ เสียดายที่ฮ่องเต้ค้างติดต่อกันในวังเฉาตุน ไม่ได้เลือกป้ายนางเลย คำพูดที่จะกล่าวแก้ตัวยังไม่มีโอกาสเอ่ยปาก

“ถวายบังคมเสด็จพ่อ...” ทั้งคู่ทำความเคารพฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง  ความหวั่นเกรงว่าฮ่องเต้ตั้งข้อสงสัย ทำให้นอกจากทำอะไรระมัดระวังแล้วจิตใจยังไหวหวั่นอีก ฉางไท่ฮ่องเต้มองดูพระโอรสทั้งสองก็ถอนใจ พวกเขามาทำไม เขาก็รู้อยู่  การกระทำของเขาพักนี้คงทำให้พวกเขาไม่เป็นสุข มองดูใบหน้าหวั่นเกรงของพระโอรสทั้งสอง เขานึกถึงขณะที่ตัวเองยังเป็นองค์ชายที่ไร้พลังหนุน ก็มีสีหน้าหวาดหวั่นเช่นนี้ พระราชบิดา พวกเขาถือว่าเขาเป็นฮ่องเต้ก่อนแล้วจึงถือว่าเป็นบิดา    ถึงได้มีอาการหวั่นเกรงเช่นนี้

พอคิดเช่นนี้ ใจเขาใจเรา ใจก็อ่อนลง มีความเห็นใจ  น้ำเสียงก็อ่อนโยนลง ทันใดก็ยิ้มปลอบพวกเขาทั้งคู่ “ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า ข่าวลือหยุดที่ผู้มีปัญญา ข้าย่อมมีวิธีจัดการ พวกเจ้าก็ไม่ต้องคิดมาก”

ได้ยินฮ่องเต้ตรัสเช่นนี้ ซั่งกวนเฉิงโย่วกับซั่งกวนฉางจื้อทั้งคู่ต่างถอนใจโล่งอก การแสดงความอ่อนแอเป็นการกระทำที่ถูกต้องจริงๆ ซั่งกวนฉางจื้อครวญในใจ ความจริงเขาไม่ได้กลัวมากเหมือนที่ฮ่องเต้คิด เพียงแต่เหตุการณ์คับขัน   หากไม่คิดหาวิธีขจัดความระแวงของฮ่องเต้ ชีวิตต่อไปคงลำบาก โชคดีที่เขาเองก็พอเดาใจฮ่องเต้ได้บ้าง เรื่องข่าวลือจึงเป็นอันผ่านไปเช่นนี้

 คุกของต้าหลี่ซื่อตั้งอยู่นอกเมืองหลวง ติดกับกำแพงเมือง ที่ความลึกห้าเมตรขุดดินใต้พื้นรัศมียี่สิบลี้จนหมด ใช้ลูกกรงเหล็กกั้นพื้นที่ขุดดินออกนี้เป็นห้องขังแยกเป็นห้องๆ เหลือเพียงทางเดินแคบๆให้ขึ้นข้างบนได้ ในคุกต้าหลี่ซื่อมืดชื้นทั้งปีไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ถึงแม้มีผู้คุมคอยปัดกวาด แต่กลิ่นคาวเลือด อุจจาระและปัสสาวะนั้นคละคลุ้งไม่จางหาย อีกทั้งมีคนตายเป็นประจำ กลิ่นศพเน่าเหม็นก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่คุกต้าหลี่ซื่อ ชาวเมืองหลวงพอเอ่ยถึงคุกต้าหลี่ซื่อเป็นต้องหน้าถอดสี

ต้าหลี่ซื่อมีสมญาว่าคุกฟ้า ไม่ต้องกล่าวว่ามีแค่ทางเดียวที่ไปสู่พื้นบน ลำพังแค่โซ่เหล็กบนตัวบวกทั้งกุญแจเหล็กหนักสิบหกชั่ง หากไม่มีใครไขให้ ก็เดินออกจากที่นี่ไม่ไหวแล้ว ผู้คุมเฝ้าได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครมาช่วยให้แหกคุกไปได้ นอกจากคนผู้นั้นไม่มีลูกตา

สวีซ่ายังยิ้มออกในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ไม่มีอาการหวาดกลัวเช่นผู้ที่ใกล้ตาย ไม่นึกว่าภายในคุกก็มีคนขององค์ชายห้า  เขารู้แล้วว่าอีกสองวัน เขาจะถูกตัดศีรษะประหาร เมื่อกี้นี้ผู้คุมเพิ่งแอบบอกเขาว่าไม่ต้องกลัว จะมีคนมาติดต่อ นำเขาออกไป! เขาเชื่อถือซั่งกวนฉางจื้อมาตลอด เชื่อว่าเขาหูตาครอบจักรวาล จะต้องช่วยเขาออกจากคุกต้าหลี่ซื่อได้ ฉะนั้นเขาจึงคอยอยู่เงียบๆเช่นนี้

เป็นดังนั้น เมื่อเขาเห็นแสงตะวันนอกคุกฟ้า  รู้สึกโชคดีที่เข้าพวกซั่งกวนฉางจื้อแต่แรก องค์ชายห้ามีลู่ทางจริงๆ การลงทัณฑ์ของขุนนางต้าหลี่ซื่อทำให้เขามีแผลน้อยใหญ่ทั้งตัว เขาขึ้นม้าอย่างไม่สะดวกนัก ทนความเจ็บปวดทั่วสรรพางค์กาย ควบม้าออกประตูเมืองหลวง ระหว่างนั้นได้หันหลังกลับไปมอง ใบหน้าประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์  เมืองหลวง  ข้าจะต้องกลับมาอีก

ผ่านไปสองวัน สวีซ่า หลานจงเจี้ยงแห่งจินอู๋เว่ยถูกตัดศีรษะประหารด้วยคดีลอบสังหารวังฉือหนิง   การตายของเขาทำให้ข่าวลือค่อยๆเงียบหายไปด้วย คดีลอบสังหารผ่านไปเกือบเดือนแล้ว ในหนึ่งเดือนนี้ เซิ่งอ๋องล่มสลาย   ข่าวลือแพร่สะพัด สวีซ่าถูกประหาร เกิดเรื่องติดๆกันมากมาย แม้แต่งานเทศกาลบุปผาราชสำนักเดือนห้าก็ไม่มีใครจัด ราชวงศ์ไม่มีใครจำเรื่องนี้ได้ ตั้งแต่คดีมือสังหารวังฉือหนิง  พวกเขาล้วนกำลังคิดหาวิถีทางตัวเอง  ไม่มีใครสนใจเรื่องเล็กๆนั้น

ได้ยินข่าวสวีซ่าถูกประหาร เสิ่นหนิงยิ้มอย่างพอใจ ดีใจอย่างยิ่ง ต่อคนที่ล้างตระกูลนางเมื่อชาติที่แล้ว  นางไม่มีความอาลัยแม้แต่นิด สวีซ่า  จงหลางเจี้ยงแห่งจินอู๋เว่ยคนปัจจุบัน ชาติที่แล้วตอนหลังขึ้นเป็นถึงนายพลจินอู๋เว่ย เป็นแขนขาคนสนิทของซั่งกวนฉางจื้อ สร้างผลงานช่วยให้ซั่งกวนฉางจื้อขึ้นครองราชย์ไม่น้อย  ชาติที่แล้ว เขาได้รับคำสั่งจากซั่งกวนฉางจื้อ สังหารผู้ชายตระกูลเสิ่นร้อยกว่าชีวิต  คนพรรค์นี้  เสิ่นหนิงจะปล่อยไว้ได้อย่างไร? จัดการซั่งกวนฉางจื้ออาจยากเย็น แต่จงหลางเจี้ยงขุนนางระดับสี่นางไม่หวั่นหรอก!  ตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนเรื่องนี้   นางก็ตัดสินใจแล้ว  จะต้องเอาชีวิตสวีซ่า  เพื่อแก้แค้นแทนผู้ล่วงลับตระกูลเสิ่นเมื่อชาติที่แล้ว   และเพื่อลิดรอนอิทธิพลของซั่งกวนฉางจื้อ  เพียงแต่ การเอาชีวิตสวีซ่าเป็นแค่ผลพลอยได้  การที่นางปล่อยข่าวลือเหล่านี้ ที่สำคัญสุดคือ เพื่อประหยัดเวลาในการทำตามแผนขั้นต่อไป

รัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบหกเดือนเจ็ด  ฮ่องเต้ส่งคณะทูตไปซีเอี้ยน เรื่องนี้ ฮ่องเต้เพียงแค่ตรึกตรองในใจ ยังไม่ได้บอกใครคนไหน ไม่ได้ออกราชโองการ  ไม่มีขุนนางคนไหนล่วงรู้ เสิ่นหนิงเคยผ่านชาติที่แล้ว ย่อมรู้ความคิดของเขา    ไม่เพียงเท่านั้น เสิ่นหนิงยังรู้ว่า ฮ่องเต้จะให้ซั่งกวนฉางจื้อเป็นทูตเอกนำคณะไปซีเอี้ยน นางคิดจะใช้คดีลอบสังหารให้ไปถึงเป้าหมายสุดท้าย จะต้องรีบสกัดไม่ให้ซั่งกวนฉางจื้อไปซีเอี้ยนก่อนที่จะมีการประกาศข่าวนี้

ขณะนั้นซีเอี้ยนกับต้าหย่งกำลังมีความสัมพันธ์ที่ดี ปีที่แล้วซีเอี้ยนส่งคณะทูตมาต้าหย่งแล้ว ตกลงเรื่องตลาดร่วม  ครั้งนี้ต้าหย่งส่งคณะทูตไปเยือน ก็เพื่อสร้างความสนิทสนม พูดได้ว่า ต้าหย่งกับซีเอี้ยนกำลังอยู่ในช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์  การเป็นทูตครั้งนี้ เหมือนเป็นการเดินทางเพื่อชุบทอง ไม่มีอันตรายแม้แต่น้อย ซั่งกวนฉางจื้อชาติที่แล้วก็อาศัยการเป็นทูตครั้งนี้ ชนะได้ทีหลัง เขาได้ใจขุนนางเมืองหลวงและได้รับยกย่องว่ามีความพากเพียรที่ไม่ยอมพ่ายแพ้อุปสรรค มีความรักความเมตตาจิตใจดีงาม ดังนั้น จึงได้ถูกขุนนางเมืองหลวงนับรวมเป็นผู้มีสิทธิ์ในการขึ้นครองราชย์ด้วยอย่างเป็นทางการ ชนะการลงทุนทางการเมืองของขุนนางเมืองหลวงไม่น้อย เจ้าสำนักต้าหลี่ซื่อเฉียนถงซื่อก็หันเข้าหาซ่างกวนฉางจื้อหลังจากการเป็นทูตครั้งนี้ โอกาสที่จะได้อิทธิพลทางการเมืองครั้งนี้ มีหรือที่เสิ่นหนิงจะปล่อยให้เขาได้ไปเปล่าๆ?

ภายในตำหนักจื่อเฉิง ฮ่องเต้กำลังคิดไตร่ตรอง เรื่องส่งทูตไปซีเอี้ยนนั้นเขามีแผนการอยู่แล้ว คิดไว้แล้วว่าจะให้ซั่งกวนฉางจื้อองค์ชายห้านำคณะไปซีเอี้ยน เพื่อเพิ่มประสบการณ์และสร้างชื่อเสียง แต่ไม่ได้นึกว่าจะเกิดคดีลอบสังหารวังฉือหนิง  นึกถึงข่าวลือที่แพร่สะพัด ถึงแม้เขาจะไม่ได้สงสัยบุตรชายตัวเองอีก  แต่ในขณะที่เหตุการณ์กำลังอ่อนไหว ฮ่องเต้ก็เปลี่ยนความคิดอีก คิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะให้เหล่าองค์ชายได้ใจประชาชน ครั้งนี้ จะไม่ส่งองค์ชายเป็นทูต กรมพิธีการทูตยังมีขุนนางที่มีความสามารถอีกไม่น้อยที่จะเป็นทูตเอกครั้งนี้

ซั่งกวนฉางจื้อไม่รู้เรื่องที่ฮ่องเต้กำลังไตร่ตรอง จึงไม่รู้ว่าเขาได้เสียโอกาสไปอย่างไร เขาเพิ่งลอบดีใจ ในที่สุดก็ช่วยสวีซ่าออกมาได้แล้ว สวีซ่าคนนี้ วิทยายุทธเยี่ยมยอด วางแผนเหนือมนุษย์ เดิมไม่ค่อยหนักแน่น แต่ผ่านเรื่องคุกต้าหลี่ซื่อแล้ว จิตใจย่อมแข็งแกร่งดั่งหินผา คนเช่นนี้ เขาจะไม่ยอมปล่อยทิ้ง เก็บไว้ได้ใช้ประโยชน์มากแน่ จึงคิดหาสารพัดวิธี ใช้สายลับในต้าหลี่ซื่อ นำศพทหารเปลี่ยนสวีซ่าออกมา ความจริง สวีซ่าได้เปลี่ยนชื่อเป็นอีกคนหนึ่งแล้ว อยู่ในกองทหารเมืองหน้าด่านอันซีที่มีห้าหมื่นคน กองทหารเป็นแหล่งหลบซ่อนดีที่สุด เวลานี้ สวีซ่ากำลังอยู่ในระหว่างทางไปเมืองหน้าด่านอันซีแล้ว  ซั่งกวนฉางจื้อผ่อนลมหายใจ เขาได้เศษเนื้อคืนมาจากคดีลอบสังหารบ้างแล้ว ต้องรอการตอบแทนจากสวีซ่าทีหลัง

เรื่องนี้ทำอย่างลับมาก ไม่มีใครรู้ รวมทั้งเสิ่นหนิง นางเข้าใจว่าสวีซ่าถูกประหารไปแล้ว ยังแอบโล่งอก เห็นได้ว่าหลายเรื่องคนทำหรือจะสู้ฟ้าลิขิต แม้จะวางแผนแล้ว แต่มักมีเรื่องสองเรื่องเหนือความควบคุม  คำว่าแผนไม่เคยวางผิด คำนี้ยังต้องมีประสบการณ์และแก้ไขต่อเนื่อง

ฝีมือขั้นสุดยอดนั้น ย่อมต้องใช้เวลาฝึกฝน...

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม วันเวลายังคงผ่านต่อเนื่อง เงามืดของคดีลอบสังหารวังฉือหนิงค่อยๆลบเลือนจากใจคนเมืองหลวง จนถึงเดือนหก คนเมืองหลวงก็เริ่มวุ่นวายกับการตระเตรียมออกไปพักร้อนประจำปีกัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น