เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

49.2 ราตรีแห่งความยินดี

ชื่อตอน : 49.2 ราตรีแห่งความยินดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 99

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2561 19:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
49.2 ราตรีแห่งความยินดี
แบบอักษร

          มหาสมุทรกว้างใหญ่ไพรศาลปานประหนึ่งนภาสีฟ้าครามที่โอบอุ้มโลกทั้งใบ

          เหนืออ้อมกอดแห่งหมู่เมฆปุกปุยและหยาดฝนหม่นหมองคือห้วงจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด

          ณ สถานที่ที่มิใครคิดว่ามีจริง คือที่อยู่ของปักษาสุญตา…

          เวลาปัจจุบัน เมืองซินบา ตกเย็นมีเหล่าอมนุษย์เดินเพ่นพ่าน มิใช่ในตรอกซอยแห่งเงามืด แต่พวกเขาเดินเล่นเต้นกระโดด กลิ้งบนท้องถนนหลวงซึ่งมิต้องหวาดระแวงว่าจักมีมนุษย์คนใดหมายมั่นทำร้ายพวกเขาดั่งเช่นเมืองธรรมดาในโลกแห่งความเป็นจริง ที่นี้คือนครปีศาจและสัตว์ประหลาด ดินแดนอันผาสุกไร้การข่มเหงและหมิ่นประมาท อมนุษย์ หมา แมว ไก่ แมงมุมลายตัวนั่น สามารถมีชีวิตได้อย่างอิสรเสรี

          กระนั้นเห็บและยุงก็ถือเป็นภัยร้ายที่เหล่าอมนุษย์พลั่งตบตายเช่นกัน

          บนหลังคากระเบื้องมีนักฆ่ากระโดดโหนไต่เชือกอย่างว่องไว ใต้สะพานมีมนุษย์น้ำแข็งนั่งจุดกองเพลิงและเตรียมน้ำร้อนต้มบะหมี่ถ้วย ฝั่งตะวันออกเมืองคือย่านรื่นเริง ฝั่งตะวันตกเมืองคือชุมชนแออัดและบ้านพักแรงงาน คนก่อสร้าง และเด็กส่งหนังสือพิมพ์ ใจกลางเมืองคือแหล่งรวมสินค้านานาชนิดๆมีร้านค้าทาสมนุษย์ และร้านรับเลี้ยงสัตว์วิเศษ ฝั่งเหนือเมืองคือถิ่นอาศัยของชนเผ่าชั้นสูง ผีดูดเลือด ยักษ์ แม่มด และอสูรกายทรงปัญญา ฝั่งใต้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่พื้นที่ธรรมดา มีสวน ลำธาร สนามเด็กเล่น และร้านขายกระดุม

          พวกเมรัยไม่มีสิทธิ์พิเศษ พวกนางมิใช่คณะจอมมาร และไม่ใช่ขุนนางที่ขยันทำงานเพื่อประชาชน เมรัย นารี และเรไรพักที่โรงแรมเก่าแก่สภาพภายนอกเก่าคร่ำครึคล้ายโรงเรียนร้างที่เมื่อปีก่อนโดนน้ำท่วมหนัก ภัยน้ำนั่นพัดและสร้างความเสียหายจนสภาพโรงแรมเละเทะ แต่ละจุด อาทิ ผนัง เพดาน มีร่องรอยความทรุดโทรมแฝงจิตสังหารที่ขับให้แลสยองขนหัวลุก กระนั้นเจ้าของที่พัก นางบริการดีเยี่ยม ที่นี้สะอาดสะอ้าน ไม่มีแมลงดูดเลือด

          ยามกลางคืนอันแสนเงียบสงัด สามสาวน้อยนอนเบียดกันบนเตียงนุ่ม เมรัยนอนตรง สองแขนกอดรัดสองสาวชิดทรวงอกอวบ เป็นอีกคืนที่หมอผีน้อยนอนหลับสนิทมิฝันร้าย ตลอดเวลาที่นางมีใครสักคนนอนเคียงข้าง ตลอดเวลานั่นคุณฝันร้ายมักเลือนหาย เมรัยอาจไม่ฝันดี กระนั้นตอนตื่นนางก็ได้สัมผัสเนื้อนุ่มนิ่มและพบว่าข้างกายมีคนอยู่ข้างๆ

          “…”

          แสงดาวสาดส่องผ่านกระจกแก้ว แม้คืนนี้ต่างคนต่างหลับนิทรา ทว่าโคลยังมิหลับ วิญญาณสาวผู้เกือบถูกลืม นางถอดจิตออกจากบ้านพักช่วงครู่ ช่อดอกมะลิสีขาวนวล โคลสามารถแยกร่างออกจากของที่นางสิง เพราะนางใช้เวลาส่วนมากในหนึ่งวัน นั่งเบื่อ นอนเบื่อ ไม่มีอะไรทำ ไม่คนให้คุยด้วย พวกนารีก็ไม่มีสัมผัสพิเศษ วิญญาณสาวคอตกและใช้เวลาส่วนมากไปกับการทำสมาธิ ฝึกฝนให้นางมีพลังวิญญาณสูง

          เมรัยเคยบอกว่าหากโคลผสมผสานรวมหลอมวิญญาณเข้ากับสิ่งของ โคลจักสามารควบคุมสิ่งของนั้นได้ดั่งใจนึก ซึ่งนางทำได้หรือเปล่า

          ฝึกห้าวันก็ไม่ยักจะได้นะ

          แต่!! โคลค้นพบว่านางสามารถถอดจิตจากช่อดอกมะลิ ทำให้นางคืนร่างเป็นดวงวิญญาณเฉกเช่นเดียวกับสภาพก่อนที่นางสิงช่อดอกมะลิ วิญญาณสาวกลายร่างเป็นวิญญาณ และล่องลอยได้อย่างอิสระ ไม่มีใครควบคุม กระนั้นนางมิอาจห่างจากช่อดอกมะลิไกลนัก เมรัยเตือนหากไปไกลๆจะทำให้สายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อระหว่างโคลและช่อดอกไม้มะลิขาดสะนั้น ขาดแล้วขาดเลย โคลพอไม่มีของให้สิง นางก็จักบินๆหลุดไปนอกโลก

          เมรัยไม่รับประกันชีวิตด้วย หมอผีน้อยขี้คร้านต่อสาย

          “แบร่”

           มันมีสายใยบางๆเชื่อมระหว่างโคลและช่อดอกมะลิซึ่งนั้นคือสายสัมพันธ์ โคลคว้ามันและปล่อย คราวสายใยสีขาวค่อยๆสลายจนมองมิเห็น วิญญาณตื่นตอนกลางคืน หลับตอนกลางวัน ระบบทำงานและระเบียบชีวิตของวิญญาณช่างน่าแปลกประหลาด เพราะมันมิเหมือนกับระบบการทำงานของชีวิตคนเป็น วิญญาณมีข้อผูกมัดมากมาย โดนแสงจักอ่อนแอ โดนลมก็อาจปลิว โดนน้ำมนตร์สาดใส่ก็ดิ้นแน่นอน อ่อนแอจนน่าสงสาร กระนั้นมันก็มีข้อดีมากมาย อาทิ สามารถบินทะลุกำแพง แอบฟังคนซุบซิบ แอบหลอกให้คนตกใจ และที่ดีคือ มันไม่หิว

          วิญญาณธรรมดาไม่หิว แต่จักหากินก็ได้ ซึ่งกินจนท้องระเบิดก็มิเพิ่มสารอาหารให้ร่างกาย เพราะอย่างไรพวกเขาคือคนตาย

          โคลคือคนตายซึ่งนางมิกระหายอยากกินสิ่งใด นางไม่อยากทำอันใดเลย นอกจากทำความปรารถนาสุดท้ายให้สำเร็จ

          ลมหนาวพัดพาความเหงาสะกิดไหล่ วิญญาณสาวร่างโปร่งแสง แลเห็นเป็นแสงสีส้มเพลิงอ่อนละมุน กระโปรงยาวกระพือพลิ้ว เรือนเกศาสาดสยาย โคลลอยทะลุผนังห้องโรงแรง ออกมาโบยบินในห้วงอากาศ ใต้แสงเดือนและเสียงโอดครวญ วิญญาณสาวกางแขนราวจักกล่าวยินดีต้อนรับ นางหมุนเอวและบิดเท้าราวเต้นระบำ ท่วงทำนองอันไร้สรรพเสียง และความยุ่งเหยิงที่แลสวยงามจับตา

          โคลคิดว่านางจักมิมีหวังกลับบ้านแล้ว…เพราะระหว่างทางนั้นมีเหตุการณ์ที่มิคาดฝัน

          “ดีใจที่เจ้ารอด”

          สัมผัสแห่งความตายที่ปลุกความสิ้นหวังให้ลืมตาตื่น โคลจดจำความรู้สึกหวาดกลัวในยามนั้นมิมีวันลืม เป็นกลายเป็นฝันร้ายและความสิ้นหวังที่ยากกลบฝัง ยามนั้นที่นางยังสิงช่อดอกมะลิและนอนหลับใหลในกระเป๋าเรไร แม้นโคลไม่มีส่วนร่วม กระนั้นนางก็อยู่ที่นั้น

          อยู่ใกล้ๆกับ…สัตว์ประหลาดแห่งประวัติศาสตร์ทมิฬ

          วิญญาณสาวเหยียบเท้าลงแตะพื้นหินและเอนกายนั่งพิงม้านั่งในแปรงผักสวนหลังโรงแรม นางแหงหน้าที่ไร้อวัยวะ มองท้องฟ้าและถอดถอนใจอย่างโล่งอกเป็นครั้งที่เท่าไหร่มิรู้

          โคลเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่เฝ้ารอการกลับมาของเมรัย

          แม้นโอกาสที่เมรัยจักกลับดูริบหรี่เยี่ยงแสงหิ้งห้อย โคลก็อยากเชื่อ

          ซึ่งเมรัยไม่ทำให้ใครผิดหวัง ดั่งที่หมอผีน้อยให้สัญญา

          หากโคลยังมีร่างกาย นางคงกระโดดกอดเมรัยเช่นกัน นางดีใจจริงๆนะ

          ‘ยามเผชิญหน้าความตาย ไม่มีมนุษย์คนใดคิดหรอกว่าจักรอดชีวิต…’

          ผู้คนในยุคปัจจุบันแตกต่างจากยุคเก่า เพราะโลกมีสัตว์ประหลาด และพลังมาโฮทรงอำนาจ การเข่นฆ่ามีให้เห็นประปราย โจรที่ดักรอปล้นสินค้า กองทหารที่คอยปกป้องประเทศ สงครามที่คล้ายสงบแต่ก็เหมือนจักแตกหักตลอดเวลา ภายใต้ความสงบสุขไม่กี่สิบปี มนุษย์จักเป็นผู้เปิดฉากสงครามอีกครั้งเพื่อช่วงชิงสิ่งที่ไม่ใช่ของพวกเขา

          สงครามสร้างวีรบุรุษ และตำนานที่จักก่อให้เกิดมาโฮใหม่ๆ

          โคลมิเคยคิดเรื่องสงคราม เพราะมันแลไกลตัวนาง ยิ่งตอนนี้ไกลจนมิอาจเอื้อมด้วยซ้ำ วิญญาณสาวเบ้ปากเท้ามือประกบพวงแก้ม นางอยากพูดคุยกับใครสักคน ตั้งแต่นางสิ้นชีพ นางก็อาศัยและติดในสวนดอกไม้ อาณาเขตมายา โคลแถบมิเจอใครเลย เฮ้อ อยากบ่นแต่มิรู้เช่นกันว่าจักบ่นเรื่องใด

          “พอไม่เรื่องงานให้คิด แล้วยิ่งอยากรีบกลับบ้านจังน้า”

          โคลแกว่งขาอย่างเบื่อหน่าย ตอนยังมีชีวิตนางมีเรื่องให้ครุ่นคิด ระดมสมอง ท้าทายขีดความสามารถ เรื่องบ้าๆให้ทำมากมาย แต่ตอนตายนี้ว่างจัด ว่างจนนางจักนับจำนวนมดที่ขนน้ำตาลได้ล่ะ

          นางเอนกายนอนตายแปะม้านั่ง ตาปรายมองดอกไลแลคสีม่วงแพรวพราวที่เบ่งบานส่องสว่างยามวิกาล  ดอกไลแลคที่นางเห็นคือดอกไม้ในโลกแห่งวิญญาณที่คนธรรมดามิอาจมองเห็นและเด็ดดม ดอกไม้ในโลกแห่งวิญญาณจักเติบโตควบคู่ดอกไม้จริงๆ แตกต่างตรงที่บางชนิดผลิบานตอนกลางคืน บางชนิดเบ่งบานตลอดกลางวันและกลาคืน

          ไม่มีวันร่วงโรย และเหี่ยวเฉา…

          ‘เจ้าเป็นดอกสีขาว ส่วนข้าจักเป็นสีม่วง

          “แต่ข้าชอบสีม่วงมากกว่า…ชอบ”

          ท่ามกลางโลกสีขาวที่มิรู้ว่าคือที่ไหน โคลพึมพำและหลับตาปล่อยให้ความทรงจำที่มิแน่ชัดนี้เกาะกุมหัวใจและกระซิบบอกบางสิ่งกับนาง บางอย่างที่สำคัญและย้ำเตือนให้โคลรู้ว่าตนเองรักคนคนนั้นมากเพียงใด วิญญาณสาวลุกนั่งและเริ่มฮั่มจังหวะเพลงแผ่วเบาดุจเสียงผีเสื้อสะบัดปีก ด้วยความหวังที่อีกไม่นานจักกลายเป็นความจริง นางมองดอกไม้ และโคลรู้นั่น

          คือสิ่งที่คนรักชอบมอง…พอๆกับที่นางมองโคล

          “พรุ่งนี้เมรัยบอกจักไปเอาอาวุธ นางจักไปอย่างไร”

          โคลสงสัย กระนั้นคล้ายนารีและเมรัยมีแผน…

          --

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น