facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 41 : Flashback1 - หัวเข็มขัด

ชื่อตอน : ตอนที่ 41 : Flashback1 - หัวเข็มขัด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 70.9k

ความคิดเห็น : 63

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 11:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 800
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 41 : Flashback1 - หัวเข็มขัด
แบบอักษร

เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น ภาค 2

นักเขียน : นายพินต้า

facebook และ twitter : นายพินต้า ninepinta

Hashtag : #อิฐไป๋



ตอนที่ 41 : Flashback1 - หัวเข็มขัด


“ถอดหัวเข็มขัดส่งมาให้กูเดี๋ยวนี้ไอ้หน้าจืด ถ้ามึงไม่อยากโดนกระทืบ”

เสียงดังคุกคามดังขึ้นไม่ห่างออกจากตัวเขาไปไกลนัก วันนี้เขาอยากลองนั่งรถประจำทางกลับบ้านด้วยตัวเองดูจึงหนีคนขับรถออกจากโรงเรียนมาคนเดียว แต่ไม่คิดเลยว่าการตัดสินใจนอกลู่นอกทางเพียงครั้งเดียวจะนำมาซึ่งประสบการณ์ที่เขาจะจำไปจนวันตายแบบนี้

ไป๋ในวัยมัธยมเอื้อมมือลงไปแกะหัวเข็มขัดด้วยความสั่นเทา เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะต้องมาเจอกับพวกเด็กนักเลงหัวไม้ตามรถเมล์แบบนี้ เขาแกะหัวเข็มขัดออกมาสำเร็จในที่สุดก่อนจะหยิบส่งให้เด็กต่างโรงเรียนที่นั่งข่มขู่เขาอยู่ออกไปไม่ห่างนักอย่างไม่ขัดขืน รีบให้มันจะได้รีบไป


“ถอดเสื้อมึงมาด้วยซิ๊ กูอยากได้เสื้อโรงเรียนมึงเก็บไว้เป็นที่ระลึก”

ไป๋ก้มหน้านิ่งด้วยใจที่ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาจะไปกล้าถอดเสื้อให้มันได้ยังไง ถ้าเขายอมก็เหมือนโดนประจานกลางที่สาธารณะ ถึงแม้ว่านี่จะไม่ได้ไกลจากบ้านเขามาก แต่เขาก็ไม่กล้าพอที่จะเดินถอดเสื้อผ่านตลาดสดไปแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรแบบนี้

“อ๊าว ไอ้นี่ มึงขัดคำสั่งกูเหรอ กูบอกให้ถอดเสื้อ!”

เสียงนั้นตะโกนก้องมาอย่างคุกคาม เขาได้แต่ก้มหน้านิ่งอย่างอับจนหนทาง ไป๋รู้สึกถึงน้ำตาที่ซึมออกมาตรงหาด้วยทั้งความกลัวและเจ็บใจ อย่าว่าแต่ลุกขึ้นไปสู้กับไอ้นักเลงนี่เลย แค่เงยหน้าไปมองมันตรงๆ เขายังไม่มีแม้แต่ความกล้า

“กูจะพูดอีกแค่ครั้งเดียวนะ ถอดเสื้อมา ไม่งั้นมึงโดนส้นตีนกูแน่”

มันใช้น้ำเสียงกระโชกเขาอีกครั้ง พร้อมกับลุกขึ้นยืนค้ำหัวเขา ไป๋ในเวลานี้นั่งอยู่ในที่นั่งซ้ายหลังสุดของรถ ไอ้นักเลงนั่นปิดทางเขาออกเขาไว้หมด เขาทำได้แต่ก้มหน้านิ่งอย่างไม่มีทางสู้ ใจอยากจะหยิบโทรศัพท์โทรหาคนขับรถที่กำลังน่าจะตามเขามาอยู่แถวนี้ แต่ก็รู้ดีว่ายังไงก็ไม่ทัน แถมถ้าหยิบออกมาอาจจะโดนกรรโชกเอาไปจากตัวเขาอีกด้วย

ไป๋ได้แต่นั่งก้มหน้าอย่างไม่มีทางสู้และไม่คิดสู้

ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยมีเรื่องชกต่อยเลยสักครั้ง เขาเป็นเด็กเรียนดีเป็นคนโปรดของอาจารย์ เลิกเรียนก็มีคนขับรถมารอรับกลับบ้าน ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่เขาต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่และเสี่ยงต่อการเจ็บตัว แต่ใครจะเชื่อ ตอนนี้เขาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น โดยแทบจะหาทางหนีไม่ได้เลย


“พวกขี้เรื้อนนี่ปากดีกับคนไม่มีทางสู้จริงๆ”

เสียงหนึ่งลอยมาจากอีกด้านของรถประจำทางและเสียงนั้นก็มีอิทธิพลมากพอที่จะหยุดไอ้คนตรงหน้าเขาให้ละความสนใจจากเขาและหันไปมองคนพูดได้ ไป๋แอบชำเลืองมองขึ้นไปน้อยๆ ก็เห็นเลาๆ ว่าเป็นเด็กนักเรียนที่กางเกงสีน้ำเงินเหมือนเขา ไป๋แทบจะร้องไห้ออกมาอีกครั้งด้วยความดีใจ มีใครสักคนมาช่วยเขาออกไปจากสถานการณ์บ้าๆ นี้แล้ว


“มึงหมายความว่าไงวะ” ไอ้นักเลงตรงหน้าเขาหันไปขึ้นเสียงและเดินไปหาเจ้าของประโยคนั้นอย่างหาเรื่อง

“กูก็หมายความว่าไอ้พวกนักเลงอย่างมึงมันก็แค่ดีแต่ปากไง จ้องจะรังแกแต่คนที่อ่อนแอกว่า พอเจอคนที่เป็นของจริงก็หงอ แถวบ้านกูเรียกพวกนี้ว่าหมาขี้เรื้อนหวะ แม่งจะเห่าเก่ง แต่พอแม่งโดนน้ำนะ ร้องเอ๋งๆๆ เป็นลูกหมาโง่ๆ เลยหวะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

เสียงของคนที่มาใหม่นั่นจุดบันดาลโทสะของไอ้นักเลงนั่นไปเต็มเชื้อไฟอย่างไม่ต้องสงสัย มันหยิบมีดพกในมือพุ่งตรงเข้าไปหมายจะทำร้ายร่างกายคนที่มาช่วยเขานั่นอย่างอาฆาต เขาเงยหน้าขึ้นไปมองก็ถึงกับหน้าซีดเผือด เขาน่าจะยอมถอดเสื้อให้มันไปตั้งแต่ทีแรก คนอื่นจะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนเพราะเขาแบบนี้


เกร๊งงงงงงงงงงง

โอ๊ยยยยยยยยยยย

ไป๋เบิกตากว้างอย่างแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง คนที่มาช่วยเขาจัดการไอ้นักเลงนั่นอย่างง่ายดาย มือที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั่นเอื้อมไปจับข้อมือของนักเลงนั่นพร้อมบิดอย่างรวดเร็วทั้งที่มันกำลังพุ่งมีดเข้ามา ผลคือมีดตกลงอย่างข้อมืออย่างรวดเร็วและกระแทกกับเหล็กบริเวณคนขับจนเสียงดังลั่นไปหมด ไอ้นักเลงนั่นร้องเสียงดังสนั่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดเพราะแขนของตนกำลังบิดอย่างผิดรูป


อัศวินขี่ม้าขาวที่ม้าช่วยเขาหันมานิดหนึ่งเมื่อเห็นว่ารถเมล์จอดหยุดลงที่ป้ายพอดี พร้อมกับใช้นิ้วมือชี้มาที่ไป๋ ก่อนจะชี้ไปที่ประตู ไป๋ที่เอาแต่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าคนที่มาช่วยไว้ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจความหมายดี เขารีบกุลีกุจอลงจากรถอย่างรวดเร็วที่สุด ช่วงระหว่างจะหันไปขอบคุณคนตรงหน้า ชายคนนั้นก็หันไปจัดการกับนักเลงตรงหน้าที่ตอนนี้พยายามจะเอามืออีกข้างมาฟาดปากอย่างบันดาลโทสะ

ไป๋ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจดจำภาพนั้นไว้อย่างขึ้นใจ

คนตรงหน้าเขาใส่ชุดโรงเรียนเดียวกับเขา ตรงปกเสื้อปักดาวห้าแฉกอยู่สามดวงเป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่มัธยมศึกษาปีที่หกเหมือนกันกับเขา หน้าอกปักชื่อไว้ว่าอิทธิกร ไป๋เพิ่งย้ายมาอยู่โรงเรียนนี้เป็นปีแรก เพราะก่อนหน้านี้เขาเรียนอยู่ที่ต่างประเทศมาโดยตลอด เขาต้องรีบกลับมาสอบเทียบและเรียนมัธยมหกที่นี่ต่อให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้น เขาจะไม่สามารถสอบเข้าคณะแพทย์ด้วยการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบภาคปรกติได้


ไป๋ตั้งใจจำหน้าคนตรงหน้าเก็บไว้ด้วยความตั้งใจว่าเจอกันครั้งหน้าจะขอบคุณสำหรับทุกอย่าง

เขาคงตามหาตัวคนตรงหน้าได้ไม่ยาก คนที่มาช่วยเขาเป็นคนที่หน้าตาจัดว่าดีมากทีเดียว ผิวขาวคิ้วเข้ม แม้ว่าจะเกรียมแดดไปบ้างแต่ก็ยังถือว่าขาวกว่าคนทั่วไป รูปร่างสูงและเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างนักกีฬาจนเรียกได้ว่าหากไม่ใส่ชุดนักเรียน คนคงคิดว่าเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้วเพราะรูปร่างสูงใหญ่และดูดีมาก


ไป๋เดินลงจากรถประจำทางอย่างได้สบตาใครคนนั้นไม่ถึงเสี้ยววินาที

ภาพสุดท้ายที่เขาเดินลงมาคือใครคนนั้นยังคงง่วนกับการรับมือกับนักเลงที่เอาเข็มขัดของเขาไป ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นใดต้องมาช่วยเหลือเขา แต่เพื่อนร่วมโรงเรียนของเขาคนนั้นก็ทำ ไป๋เอื้อมมือมาแนบหน้าอกข้างซ้ายอย่างตกใจไม่หาย ก้อนเนื้อในอกของเขาเต้นแรงอย่างที่ยังควบคุมไม่ได้ เกือบไปแล้วแท้ๆ แค่ความบ้าอยากลองนั่งรถเมล์กลับบ้านในวันเปิดเทอมวันแรกก็แทบจะทำให้เขาได้รอยแผลกลับบ้าน

ถ้าไม่ได้อัศวินขี่ม้าขาวคนนั้นมาช่วยไว้...


“คุณหนู!”

ยังไม่ทันที่รถประจำทางเจ้ากรรมจะเคลื่อนที่ออกไปหลังจากที่เขาเดินลงมา เสียงคนขับรถของเขาก็ดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรนอย่างอยู่ออกไปไม่ห่างเท่าไหร่นัก ไป๋ได้แต่ถอนหายใจยาว ท่าทางกลับบ้านไปวันนี้จะโดนสวดยับ คนขับรถตามหาเขาเจอแบบนี้แปลว่าเรื่องต้องไปถึงหูพ่อแม่เขาและพ่อแม่ต้องใช้โปรแกรม find my phone ตามหาเขาเป็นแน่

นอกจากเกือบโดยกระทืบจนเสียโฉมแล้ว ท่าทางคงต้องกลับไปโดนบ่น แถมการนั่งรถประจำทางเล่นที่นี่ก็ไม่สนุกแม้แต่นิดเดียว

วันนี้มีแต่เรื่องเฮงซวยจริงๆ ยกเว้นก็แต่เรื่องเดียว ก็นะ...


ไป๋พยักหน้ารับแบบเซ็งๆ ก่อนจะเดินตามหลังคนขับรถที่เดินนำไปขึ้นรถตู้คันหรูที่เขาแสนจะคุ้นเคย ชายหนุ่มนั่งมองบรรยากาศเบื้องนอกหน้าต่างอย่างเงียบสงบ ไม่มีคำพูดใดหลุดไปจากปากของเขานอกจากความคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในวันนี้

ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่โคตรแย่ แต่ก็ถือได้ว่ามันมีความพิเศษและน่าจะจำแทรกไว้มากมายเลยทีเดียว


********************************


กริ๊งงงงงงงงงงง

เสียงร้องดังเตือนหมดเวลาดังขึ้น ไป๋เงยหน้าขึ้นมองกริ่งที่ติดอยู่ในห้องแบบเซ็งๆ ทำไมโรงเรียนถึงไม่มีวิธีการบอกเวลาที่นุ่มนวลและทำลายโสตประสาทน้อยกว่านี้ อาจารย์วิชาเลขเดินออกจากห้องไป พร้อมกับอาจารย์ชีววิทยาที่เดินเข้ามาแทนที่


“วันนี้ครูจะประกาศคะแนนทดสอบความรู้เก่า ม.4 - ม.5 ที่ครูได้ให้นักเรียนทำไปเมื่อวานนะคะ ใครที่ได้คะแนนไม่ถึงครึ่งต้องกลับไปทบทวนได้แล้วนะ ภายในปีนี้ก็จะมีการทยอยสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่เรื่อยๆ ครูมั่นใจว่าการปล่อยสภาพความรู้ทิ้งไว้แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดี” ครูประกาศที่หน้าห้อง พร้อมกับเริ่มต้นบอกเลขที่พร้อมคะแนนไปเรื่อยๆ


“เลขที่ 5 ได้ 22 คะแนน”

เพื่อนในห้องส่วนใหญ่ของเขาจะได้ประมาณนี้จากคะแนนเต็ม 30 ซึ่งถือได้ว่าน้อยไว้กว่าที่เขานึกไว้ตอนแรกพอสมควร ไป๋เอามือเท้าคางนั่งรอฟังอย่างเบื่อๆ เขาเป็นเด็กใหม่จึงได้เลขที่สุดท้ายของห้องคือเลขที่ 30 อีกนานกว่าจะถึงทีเดียว

“เลขที่ 18 ได้ 29 คะแนน”

เสียงพึมพำดังขึ้นระดับหนึ่งในห้องในเงียบกริบในตอนแรก หันมองตามสายตาส่วนใหญ่ก็รู้ว่าเจ้าของคะแนนคือใคร เด็กชายตัวขาวหน้าใสตรงฝั่งขวาของห้องกำลังเป็นที่จับจ้อง ท่าทางคนนี้จะเรียนเก่ง ถ้าจำไม่ผิดจะชื่อแว่น หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ

“เลขที่ 28 ได้ 18 คะแนน”

“เลขที่ 29 ได้ 24 คะแนน”

“และเลขที่ 30 ได้ 30 คะแนน”


เสียงครางฮือในขึ้นอีกรอบในห้อง แต่คราวนี้ดูจะดังขึ้นมาจากเดิมเล็กน้อยและหันมาจับจ้องที่เขาแทน ไป๋ได้แต่ยิ้มแหยๆ อย่างไม่รู้จะแสดงสีหน้าอย่างไรดี ข้อแรกคือเขาคิดว่าข้อสอบง่ายมาก ส่วนอีกข้อคือเขาไม่คิดว่าคนอื่นจะได้คะแนนน้อยจนเขาดูโดดเด่นขึ้นมาแบบนี้

หลังจากเข้าบทเรียนห้องก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง อาจารย์เริ่มต้นสอนเข้าเนื้อหาแรกของม.หกในวันที่สองปีการศึกษา ไป๋นั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องที่มีเขานั่งอยู่คนเดียวซึ่งเขาชอบมากเพราะสงบมากและไม่วุ่นวายกับใคร เขาเอามือเท้าคางนั่งฟังอาจารย์พูดเรื่อยๆ อย่างปล่อยให้เข้าหูซ้ายออกหูขวาไปอย่างนั้น เรื่องที่ฟังเขารู้มาหมดแล้ว และไม่รู้จะจดอะไรลงไปในสมุดเพราะมันก็ถูกบันทึกอยู่ในสมองเขาจนหมด

ความจริงเขาอยากจะฟุบตัวลงนอนกับโต๊ะ แต่ก็ไม่อยากทำตัวเด่นจนมากเกินไป เขาจึงได้นั่งมองกระดานแบบเงียบๆ พร้อมกับปล่อยใจลอยไปไกลแสนไกล

แต่น่าแปลกใจที่ใจเขากับลอยไปที่ที่เขาคิดว่ามันไม่น่าจะไปเลย




“สวัสดี”

เสียงเอ่ยดังขึ้นที่ตรงหน้าเขา เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับหาที่มีของเสียง ไอ้แว่นเจ้าของคะแนนเกือบเต็มคนนั้นนั่นเอง มันเดินมาทักเขาที่โต๊ะในขณะที่ตอนนี้คนอื่นกำลังทยอยเดินลงไปกินอาหารกลางวัน

“สวัสดี” ไป๋ตอบออกไปแบบง่ายๆ


“นายเก่งดีนี่ สอบได้คะแนนเต็ม” อีกฝ่ายพูดแบบชมๆ

“ไม่หรอก โชคดีมากกว่า” ไป๋ตอบไปทั้งที่ในใจคิดตรงกันข้ามกับที่พูด

“สนใจมาเข้าชมรมวิชาการของโรงเรียนนี้ไหม ชมรมวิชาการที่นี่เข้มข้นแล้วก็ออกไปแข่งล่ารางวัลให้โรงเรียนนี้ตลอด นายน่าจะเอาความสามารถมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

“เหรอ” ไป๋ตอบแบบเบื่อๆ ฟังดูก็น่าสนใจ แต่เขาค่อนข้างขี้เกียจทำกิจกรรม

“ยังไงวันนี้ก็ลองไปฟังรายละเอียดชมรมดูก่อนสิ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร”

“อืมมม ขอบคุณมาก ไว้เดี๋ยวไปนะ เย็นนี้ที่ห้องประชุมใช่ไหม”

ไป๋เอ่ยรับปาก ความจริงเขาก็ตั้งใจจะเข้างานนี้อยู่แล้ว ที่โรงเรียนของเขาให้นักเรียนเก็บชั่วโมงการทำกิจกรรมด้วย การไปเดินดูชมรมของโรงเรียนสะสมได้ตั้ง 2 ชั่วโมงทั้งที่แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย คุ้มจะตาย


“เจอกัน อ้อ เราชื่อว่านนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

อ๊าว ชื่อว่านเหรอเนี่ย จำว่าชื่อแว่นมาตั้งนาน ดีนะไม่เรียกไปให้ปล่อยไก่ ปัดโธ่เอ๊ย



นายพินต้า

แอบมาให้ก่อน 2 วัน เพราะทนคิดถึงคนอ่านและ #อิฐไป๋ ไม่ไหว หากรักลูกชายของผมอย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจให้ผมสร้างสรรค์เรื่องราวของพวกเขาต่อไปนะครับ เม้นเยอะๆ เลย เพราะมาต่อให้ก่อน อิอิ

ปล. ลงครั้งละ 1 ตอน วันเว้นวันนะครับ (หากไม่ติดขัดปัญหาอะไรพิเศษ) ^ ^

ความคิดเห็น