Ranmaru *

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โทรครั้งที่ 18 :: แมวเหมียวยั่วสวาท [ครบ - 100% -]

ชื่อตอน : โทรครั้งที่ 18 :: แมวเหมียวยั่วสวาท [ครบ - 100% -]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.3k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2561 14:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โทรครั้งที่ 18 :: แมวเหมียวยั่วสวาท [ครบ - 100% -]
แบบอักษร

โทรครั้งที่ 18 แมวเหมียวยั่วสวาท

          “อื้มมม…” ผมร้องครางประท้วงในลำคอแผ่วๆ เมื่อการนอนหลับอันสงบสุขโดนปลุกโดยแสงแดดยามเช้าจากทางระเบียงห้อง ผ้าม่านสีทึบถูกใครบางคนเลื่อนออก ผมจำใจลืมตาขึ้น ยังงัวเงียเมาขี้ตาอยู่เลย

            “พี่แจน ตื่นได้แล้วครับ” เสียงทุ้มของคนที่เปิดม่านปลุกผมเอ่ยบอกพลางเดินมานั่งลงข้างๆ ผมหลับตาลงอีกครั้ง ดึงหมอนใบใหญ่นุ่มนิ่มมากอดไว้

            “ง่วง~”

            “ผมบอกให้นอนเร็วๆ พี่ก็ไม่เชื่อผมเอง”

            เมื่อคืนจำได้ว่ากว่าจะนอนก็เกือบๆ ตีสี่ แถมปวดหลังมากอีกด้วยเพราะนั่งทำงานนานเกินไป ส่วนกำลังใจที่ดีนั้นก็อยู่เป็นเพื่อนจนผมปิดคอมนั่นแหละ แถมเจ้าตัวยังเนียน อ้างว่าขี้เกียจเดินกลับบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านมึงก็อยู่ข้างๆ แค่นี้เอง พออ้างมาแบบนี้ผมจึงสละเตียงอีกฝั่งให้นอน

            ถ้ารู้ว่าให้นอนแล้วต้องโดนมึงปลุกตอนเช้าแบบนี้ สาบานเลยว่าจะถีบกลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืน

            “ผมไปตลาดซื้อของสดมา พี่อยากกินอะไรครับ”

            “อยากนอน”

            “ถ้าอย่างนั้นพี่นอนไปก่อน เดี๋ยวผมมาปลุกอีกทีตอนทำกับข้าวเสร็จแล้ว”

            ผมพยักหน้าหงึกหงักรับคำ กำลังจะกลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง ทว่าบางอย่างที่สะกิดใจก็ทำให้ผมลืมตาผงกหัวขึ้นมองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างกาย

            “นายทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ”

            “พอได้บ้างครับ”

            งั้นเหรอ ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย ผมพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ พอลลูบแก้มผมเบาๆ ด้วยสัมผัสที่อ่อนโยนก่อนลุกขึ้นยืน ผมหลับตาลงอีกครั้ง หูได้ยินเสียงเปิดประตูแล้วปิดลงเบาๆ

            พอลปล่อยให้ผมนอนแล้วขึ้นมาปลุกอีกทีตอนสิบโมงเช้า คราวนี้ต้องตื่นเพราะท้องมันร้องประท้วงแล้วครับ ผมลุกไปอาบน้ำ เดินลงมาข้างล่าง คุณชนกันต์ก็ตั้งโต๊ะรออยู่ก่อนแล้ว

            “ทำไรกิน” ผมถามพลางเดินไปที่โต๊ะกินข้าว

            “กับข้าวครับ”

            ผมหน้าเอือม สาบานสิว่ามึงไม่ได้กวนส้นตีน

            พอลหัวเราะ ดันผมให้นั่งลงแล้วตักข้าวให้ แหม บริการดีเชียวนะ อยากจะจ้างให้มาบริการแบบนี้ทุกวัน นั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็ต้องหันมองหาเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่เสียงนี้มันไม่ใช่ของผมนี่หว่า แถมผมไม่ได้หยิบโทรศัพท์ลงมาด้วย พอลยิ้มนิดหน่อยคล้ายจะบอกว่าของผมเองครับ ร่างสูงเดินไปหยิบมารับสาย

            “ว่าไงมึง”

            “...”

            “บอกแล้วไงว่าวันนี้ไม่ว่าง กูอยู่กับแฟน”

            ผมก้มหน้าแอบยิ้ม แฟนอะมึงงงง ได้ยินแล้วก็จั๊กจี้หัวใจดี

            “ทำไมมึงดื้อวะห้ะ ไม่ต้องมางอแงใส่กูเลย” ผมแอบเหล่ตามอง นั่นคุยกับใครวะ มึงด่าเขาแต่ทำไมคำพูดแลดูเอ็นดูจัง เหมือนผมจะจ้องโจ่งแจ้งเกินไปหน่อยมั้งพอลจึงรู้สึกตัว

            “กูกำลังจะกินข้าวไว้ค่อยคุยกับนะ”

            “...”

            “มึงพูดไม่รู้เรื่องเหรอ” พอลเงียบฟังทางนั้นก่อนถอนหายใจ ดวงตาคมเลื่อนมาสบกับผม

            “พี่ครับ เพื่อนผมมันจะเข้ามา” คำพูดแบบนี้คือกำลังขออนุญาตใช่ไหม

            ผมยักไหล่ “ก็ให้เขาเข้ามาสิ”

            พอลเลิกคิ้วสูง สีหน้าเหมือนไม่เชื่อว่าผมจะยอมง่ายอย่างนี้ งงอะไร แล้วทำไมกูต้องไม่ยอมล่ะ เวลาอยู่ด้วยกันมีน้อยอันนี้ก็รู้อยู่ แต่ใช่ว่ากูจะกักตัวมึงไว้คนเดียวสักหน่อย

            “งั้นมึงเข้ามา” ร่างสูงกลับไปพูดกับคนในสาย บอกที่อยู่เสร็จสรรพ เดินกลับมาหาผมหลังวางสายเรียบร้อย

            “เดี๋ยวมันเข้ามาครับ”

            “ถ้างั้นก็รอเพื่อนนายก่อน จะได้กินข้าวด้วยกัน โอเคไหม หรือนายหิวแล้ว”

            “รอได้ครับ” แววตาเอ็นดูทอดมองมา “ลดลงบ้างนะครับพี่แจนความน่ารักน่ะ”

            อย่ามาชมต่อหน้า! กูเขิน!

            นั่งรอประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้กว่าเพื่อนของพอลจะมาถึง ร่างสูงเดินออกไปรับที่หน้าบ้าน พอเพื่อนที่ว่าก้าวเข้ามาก็หอบเอาความแปลกใจมาฝากผมด้วยเมื่ออีกฝ่ายนั้นคือคนที่ผมรู้จัก

            “พี่แจน?” เขาหน้าเหลอหลาเมื่อเจอผม

            “นาย…” ผมทำหน้านึก “ชื่ออะไรนะ”

            ร่างสูงหน้างองอแงทันทีเมื่อผมจำชื่อเขาไม่ได้ “เพทายไงพี่แจน ทำไมพี่ลืมผมล่ะ เราเจอกันหลายครั้งแล้วนะครับ”

            หลายครั้งอะไร ถ้าหลายครั้งจริงกูต้องจำมึงได้สิ

            “รู้จักกันด้วยเหรอครับ” ไอ้นี่อีกคนที่งง พอลมองผมสลับกับเพื่อนตัวเอง ผมโคลงศีรษะเบาๆ ถ้าโลกมันจะกลมขนาดนี้นะ ไอ้ตัวเพื่อนก็หันซ้ายหันขวาแล้วฉีกยิ้ม ทำไมมึงดูยุกยิกกว่าครั้งแรกที่เจอวะ หรือเป็นเพราะโดนพี่ณะด่าจนเป็นบ้า

            “รู้จักดิ พี่แจนเขารับงานจากบริษัทที่กูทำงานอยู่เลยได้เจอกันบ่อยๆ” เพทายอธิบาย แต่เดี๋ยวก่อนหนุ่มน้อย กูเจอมึงไม่กี่ครั้ง มึงพูดใหม่

            “งั้นเหรอ” พอลครางรับ จู่ๆ ก็ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคราวที่เจอเพทายครั้งก่อน อีกฝ่ายบ่นว่าเพื่อนไม่มีเวลาให้ ต้องเอาเวลาไปง้อแฟน ซึ่งนั่นก็ตรงกับช่วงที่ผมมีปัญหากับพอลพอดี เออนะ กล๊มกลมโลกเรา

            “ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่แจนรู้จักกับไอ้พอลเพื่อนผม”

            “ก็...บ้านอยู่ข้างกัน” ผมเกาแก้ม เรื่องพบรักกลางสายคอลเซ็นเตอร์อันนี้รู้กันสองสามคนก็พอ

            เพทายมองสำรวจบ้านผมด้วยแววตาสนอกสนใจ หรือเรียกง่ายๆ ว่ามันกำลังเสือก หรือไม่ก็คงคิดว่านี่เป็นบ้านของพอล จริงๆ คือบ้านกูจ้า ร่างสูงเลื่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่รูปขนาดใหญ่ของพี่ณะ ซึ่งขณะนี้ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว

            “นี่ใช่รูปที่หัวหน้าจ้างพี่วาดปะ เห็นพี่หญิงเขาพูดอยู่ว่าหัวหน้าจ้างวาด” เพทายชี้รูป

            “ใช่ ถามทำไม” พี่หญิงรู้ได้ยังไงวะ แล้วจะเอาไปพูดต่อทำไม!

            “หัวหน้าคือใคร” ทว่าคนที่ตอบกลับไม่ใช่เพทาย พอลย่นคิ้วเอ่ยถามขึ้น มองผมสลับกับเพื่อนตัวเองเหมือนบอกว่าใครจะตอบก็ได้

            “อ๋อ หัวหน้าที่ทำงานกูน่ะ ที่กูเคยบ่นให้มึงฟังว่าโคตรดุไง” ไอ้นี่ก็ปากสว่าง มึงจะบอกทุกอย่างที่คนถามเลยใช่ไหมห้ะ

            พอลเบนสายตาไปมองรูปภาพนั่นอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ ไอ้ท่าทีหรี่ตาลงนั่นคืออะไร ผมกะพริบตาปริบๆ เมื่อเป้าสายตาของพอลกลายมาเป็นผมแทน

            “เหมือนผมจะรู้แล้วล่ะ ว่าคนหัวหน้าที่ว่าคือใคร”

            ผมเอียงคอไม่เข้าใจครู่หนึ่งก่อนเบิกตากว้าง ฉิบหาย ลืมไปเลยว่าพอลเคยเจอพี่ณะตั้งหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมันก็จบลงด้วยการที่ร่างสูงถามผมว่า...นั่นแฟนเหรอ แถมยังเคยเจอพี่ณะเปลือยท่อนบนในบ้านผมอีก

            “ไม่ว่านายกำลังคิดอะไรอยู่ พี่ขอสั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้เลย ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไป กินข้าวได้แล้ว ตักข้าวให้เพื่อนนายด้วย” ผมรีบตัดบท เดี๋ยวงานมันจะวนมาเข้าตัวผมซะก่อน พอลทิ้งสายตาคาดโทษไว้ให้ แล้วเดินไปตักข้าวให้เพทาย

            ไอ้นี่อีกคน เหมือนอดยากอะ มึงหิวมาจากไหนครับ พอได้นั่งปุ๊บก็กินใหญ่เลย ตักนั่นตักนี่เข้าปากไม่หยุด อมยิ้มแก้มตุ่ยดูแฮปปี้กับรสชาติอาหาร

            “มึงทำอร่อยเหมือนเดิม”

            “พักหลังๆ กูไม่ค่อยได้ทำแล้ว”

            “ทำไมล่ะ ทำดิ เสาร์อาทิตย์กูจะมาฝากท้องไว้กับมึง” ผมแอบเหล่คนพูดทันที หาข้าวกินเองไม่เป็นหรือไง มึงไม่ต้องเสนอหน้ามาขัดจังหวะกูเพทาย เสาร์อาทิตย์คือวันของกูเหอะ

            “แล้วนี่มึงกับพี่แจน…” เพทายกลืนข้าวลงท้องก่อนพูด ชี้ผมสลับกับเพื่อนตัวแล้วเอานิ้วจิ้มๆ กัน

            อะไรของมึงงงง!

            “เห็นบอกว่าอยู่กับแฟน มึงกับพี่แจนเป็นแฟนกันเหรอ”

            “ใช่” ผมไม่ต้องทำอะไรเลยครับ ชนกันต์ตอบให้เสร็จสรรพชัดเจนดีมาก ทำดี~ เอาไปสิบคะแนนนะที่รัก

            “อ้าว” เพทายเหลอหลา ชี้หน้าพอล “นี่มึงเทสาวห้องตรงข้ามแล้วเหรอวะ”

            หืม? สาวห้องตรงข้ามงั้นเหรอ ใคร?

            พอลสาดตาดุๆ ใส่เพื่อนทันควัน ก่อนหันมาส่ายหน้าให้ผม “ไม่มีอะไร อย่าสนใจที่มันพูดเลยครับพี่แจน”

            “พี่แจน! ผมไม่ได้โกหกนะ มัน…”

            พรึ่บ

            “อย่าไปฟังมันลูก” พอลเลื่อนเก้าอี้มาข้างๆ เอามือปิดหูผมไม่ให้ฟังที่เพทายพูด ท่าทางมึงมีพิรุธนะคุณชนกันต์ ผมเหล่มองร่างสูงข้างกาย เอามือยันอกมันให้เขยิบออก

            “ไม่มีก็ไม่มี แต่ถ้ามีคุณคงรู้ใช่ไหมคุณชนกันต์ว่าจะเป็นยังไง” ผมถามเสียงเรียบ พ่อคอลเซ็นเตอร์เสียงหล่อของผมหน้าหงอยลงทันที

            “ทราบครับคุณแจน”

            “คุยอะไรกัน แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ได้โกหกนะ ไม่ได้เลี้ยงแกะ!” ห่านี่ก็งอแงไม่เลิก เดี๋ยวดีดออกจากบ้านซะเลยหนิ

            กินข้าวกันเสร็จผมก็เก็บจานล้าง ชนกันต์มันเป็นคนทำกับข้าวแล้วให้ล้างด้วยก็ดูจะเอาเปรียบไปหน่อย ให้มันนั่งคุยกับเพื่อนไปนั่นแหละ

            ระหว่างที่กำลังล้างจานอยู่พอลก็เดินเข้ามา ผมเอี้ยวตัวกลับไป

            “ว่าไง”

            “ทายมันจะให้ผมออกไปดูห้องเช่าเป็นเพื่อน พี่จะว่าอะไรไหมครับ” แหม ขออนุญาตเหมือนผมเป็นผู้ปกครองเลย แต่ผมรู้สึกดีนะ เหมือนกับว่าพอลให้ความสำคัญ จะไปไหนก็มาบอก

            “ก็ไปสิ ที่ตลาดก็ได้นะ แต่มันไกลที่ทำงานไปหน่อยแฮะ”

            “พี่ให้ไปง่ายจัง ไม่อยากอยู่กับผมเหรอ”

            “ทำไมงอแงล่ะคุณชนกันต์” ผมล้างมือแล้วหันกลับไป พอลถอนหายใจ เดินเข้ามาคว้าเอวผมดึงเข้าไปกอด

            “ไอ้ทายมันขโมยเวลาของเรา”

            “เอาน่า เหลือพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน”

            “ครึ่งวันต่างหากครับ” อลาสกันตัวโตของผมงอแงใหญ่เลย โดนอ้อนอีกนิดผมจะออกไปไล่เพทายกลับบ้านแล้วนะ ถ้าแฟนผมจะน่ารักขนาดนี้

            “ไอ้ห่าพอล!! ไปได้ยัง!”

            ร่างสูงถอนหายใจเมื่อเพื่อนโผล่หน้าเข้ามาตะโกนเรียก ดวงตาคมกริบตวัดมอง

            “มึงออกไปรอหน้าบ้าน”

            “อาาา โอเค” แล้วเพทายก็ผลุบหายไป พออยู่กันสองคนท่อนแขนแกร่งก็กอดรัดตัวผมแน่นขึ้น ใบหน้าใสกิ๊กโน้มลงมาแนบริมฝีปาก มอบจูบแสนละมุนให้ใจผมหวิวเล่น มือประคองแก้มผมพร้อมเกลี่ยด้วยสัมผัสแผ่วเบา พอลหยอกล้องับกลีบปากผม ทุกสัมผัสมันนุ่มนวลเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไม่แปลกเลยที่ใจผมจะเต้นแรงขนาดนี้

            ร้อนแรงก็ชอบ แบบนี้ก็ดี หลงทุกทางสิน่า

            กึก

            พอลดันตัวผมให้ถอยไปชนกับตู้เย็น กายสูงทาบทับ ไออุ่นของอีกฝ่ายทำให้ร่างกายผมร้อนวูบวาบ มือใหญ่ที่วางอยู่ตรงเอวขยับลูบเบาๆ ลากลงไปยังบั้นท้ายแล้วบีบขย้ำ

            “อื้อ…” ผมร้องคราง ริมฝีปากยังคงได้รับการเอาใจใส่ไม่ลดละ พอลแทะเล็มปากผมเหมือนกำลังกินขนมแสนอร่อย ไม่รีบร้อนแต่ไม่เว้นว่างสักวินาที

            ฝ่ามือใหญ่ลากมือขึ้นมา ผลุบหายเข้าไปในเสื้อผม สัมผัสกับหน้าท้องแบนราบใช้นิ้วเกลี่ยวน มันจั๊กจี้จนผมแขม่วท้องหนี นั่นสร้างเสียงหัวเราะเอื้อเอ็นดูจากอีกฝ่าย

            “พอล!! เสร็จยัง!!”

            แต่แล้วเสียงตะโกนเรียกของเพทายก็ทำให้อารมณ์วาบหวิว เกือบจะ 18+ หยุดลง พอลผละริมฝีปากออกพลางถอนหายใจ ถอนไปกี่ครั้งแล้วห้ะ สีหน้าดูหงุดหงิดเล็กๆ เหมือนอยากเดินออกไปถีบเพื่อนที่ตะโกนขัดจังหวะ

            ผมยิ้มขำ ตบแก้มเนียนใสไร้สิวนั่นเบาๆ “เสียดายจัง แล้วก็…เสียใจด้วยนะครับ”

            “ยั่วมากๆ ระวังนะครับคุณแจน”

            แหม กลัวจังเลยคุณชนกันต์


- 50% -

            คนที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมดวงนี่มันทำอะไรก็ซวยไปหมดทุกอย่างเลยเนอะ ยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ เช่นผม ซวยได้ตลอด เสมือนว่าตอนเกิดขนความซวยของโคตรเหง้ามาด้วย ซวยกะปริบกะปรอยอันนั้นทีอันนี้ที ผมว่าเรื่องที่โชคดีสุดในชีวิตคือได้ชนกันต์เป็นแฟน เหมือนเอาแต้มบุญมาใช้ตรงนี้หมดแล้ว

            ที่ว่ามาทั้งหมดทั้งมวนนั้นผมจะบอกว่า...ไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ผมเสียจ้า

            ต้องเสียเงินอีกแล้วอีเหี้ย! หาเงินมาได้ไม่เปย์ร้านหมูกระทะก็ต้องเอาให้หมอ ที่เหลือก็จมอยู่กับพวกนี้ เสียได้เสียดี เสียแม่งทุกอย่างไอ้ฉิบหาย!

            ถึงจะหงุดหงิดแต่ยังไงก็ต้องเอาไปซ่อมครับ เกิดวันไหนนึกคึกอยากออกไปหาอะไรกินตอนตีสองงี้ มืดๆ ไม่มีไฟหน้าเดี๋ยวได้ขับไปชนหมา

            ไม่ได้ห่วงหมาหรอก แต่ห่วงตัวเอง กลัวจะหักหลบไปทักทายเสาไฟฟ้าต่างหาก

            ผมรอให้ถึงช่วงเย็นของวันจึงค่อยขับรถออกมาที่ตลาด มีอู่ซ่อมอยู่ครับ ใหญ่ซะด้วย (ตลาดนี้มีทุกอย่างจริงๆ) ซึ่งผมก็รู้จักกับลูกชายเจ้าของอู่ด้วย เอารถมาทำนั่นทำนี่บ่อยๆ อีกทีจะถอยคันใหม่ละนะ มีปัญหาบ่อยจริง

            ผมเลี้ยวรถเข้ามาในอู่ พวกลูกน้องลูกมือช่างเดินกันให้ควั่ก ผมจอดรถแล้วเดินไปหาคนที่ผมรู้จัก เขาคนนั้นกำลังนั่งอล่างฉ่างมองลูกน้องทำงาน อล่างฉ่างจริงๆ ครับ แหกแข้งแหกขาอ้าอะไรขนาดนั้น บนตัวเป็นชุดหมีช่างที่ไม่ยอมรูดซิป โชว์กล้ามเนื้อสวยๆ สีน้ำผึ้ง

            “น้องซิน”

          ใบหน้าติดสวยเบนมองผม ไม่ว่าเมื่อไหร่หรือครั้งไหน คนๆ นี้ก็ยังเป็นตัวของตัวเองตลอด ดวงตาเรียวนั่นถมอายแชโดว์ซะดำปึด ไม่พอยังกรีดอายไลน์เนอร์ด้วยจ้า น้องจ๋า อีกนิดจะเรียกว่าแพนด้าแล้วนะ เส้นผมสีดำยาวปะบ่าถูกมัดขึ้นลวกๆ ปอยผมตกระใบหน้ายิ่งทำให้ดูน่ามอง ในมือน้องคีบบุหรี่ค้างอยู่

            “พี่แจน ว่าไง รถมีปัญหาเหรอ”

            “เปลี่ยนไฟหน้าให้หน่อย มันไม่ติด”

            “โอเค” ซินรับคำแล้วอัดบุหรี่เข้าปอด “จอดทิ้งไว้เลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมทำให้”

            เจ้าตัวยืนขึ้น ไหล่เสื้อมันตกไปนิดหน่อยยิ่งทำให้เปิดโชว์เนื้อหนังขึ้นไปอีก ผมแอบเห็นนะว่าเด็กในอู่มองกันตาลุกวาว ภาพเซ็กซี่ๆ ใครก็อยากมอง แต่แน่นอน...ทุกคนรักชีวิต ไม่มีใครกล้าโลมเลียคนๆ นี้ ไม่ว่าทางสายตาหรือคำพูด เพราะยังไม่อยากโดนประแจฟาดหัว

            “พรุ่งนี้เหรอ ทำไม วันนี้จะไปไหน” เห็นนั่งหายใจทิ้งไอ้เราก็นึกว่าว่าง

            ซินอัดบุหรี่เข้าปอดอีกครั้งก่อนทิ้งก้นลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ ขยิบตาโปรยเสน่ห์ให้ผม

            “ไปผ่อนคลาย” นิ้วเรียวคีบของบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วยกขึ้นแตะริมฝีปาก มันคือไพ่เอซโพดำกับแปดโพดำ

            นี่พกไว้เป็นเครื่องรางเลยเรอะ!

            ผมโคลงศีรษะ “โอเค เสร็จแล้วโทรบอกพี่นะ”

            “ได้” น้องซินตอบรับพร้อมกับบิดขี้เกียจ ยิ่งทำให้ชุดมันเปิดโชว์เนื้อหนังขึ้นไปอีก

            น้องซิน ก็รู้นะว่าเรามันเป็นผู้ชาย แต่น้องจะโชว์หัวนมพร่ำเพรื่อแบบนี้ไม่ได้

            จัดการเรื่องรถเรียบร้อยผมก็เดินย้อนกลับมาที่ร้านอิหมวย กะว่ากินข้าวเสร็จจะเนียนให้มันไปส่งที่บ้าน ทว่าพอผมก้าวเท้าเข้ามาในร้านก็บังเอิญเจอไอ้น้องเซบนั่งอยู่ เจ้าตัวหันมาเห็นผมก็โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง

            “พี่แจน หวัดดีครับ”

            “เออดี หมวยเล็ก ข้าวผัดกุ้งนะ” สั่งเสร็จก็จำใจเดินไปนั่งโต๊ะเดียวกับร่างสูง เพราะมันกวักมือเรียกเป็นแมวกวักเลย

            “พี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าบังเอิญเจอเซบบ่อยขนาดนี้มันคือพรหมลิขิต” เซบเท้าคางยิ้มมุมปากโชว์เขี้ยวสวยๆ ของตน ผมนี่เบ้ปากเลยครับ

            “ดวงซวยมากกว่า”

            “เก่งจังนะเรื่องทำร้ายจิตใจเนี่ย” มึงไม่ต้องมาทำเป็นตัดพ้อ กูรู้มึงไม่ได้เศร้าจริง

            “อะ ได้แล้ว”

            หมวยเล็กโผล่มาพร้อมกับวางข้าวผัดกุ้งที่สั่งไปลงบนโต๊ะ ผมเงยหน้ามองอิหมวยเล็กด้วยความแปลกใจ ทำไมวันนี้ได้เร็วจังวะ ปกติปล่อยให้กูรอเป็นชาติ เรียกได้ว่ามาก่อนแต่ได้หลังสุด

            “ทำไมเร็ว”

            “ก็น้องคนนี้สั่งข้าวผัดกุ้งเหมือนกัน หมวยเลยทำทีเดียว”

            เหมือนผมเป็นตัวแถมยังไงก็ไม่รู้เนอะ

            เซบยิ้มกริ่ม “ใจตรงกัน”

            หุบปาก!

            “เออหมวย เดี๋ยวไปส่งกูที่บ้านหน่อย”

            “ทำไมหมวยต้องทำล่ะ ถึงจะสวยแต่หมวยไร้น้ำใจนะ แล้วรถพี่แจนไปไหน” ร่างบางเชิดหน้าแสดงท่าทางหยิ่งๆ เดี๋ยวปั๊ดตบคอหักอิหมวย

            “ซ่อม”

            “ให้เซบไปส่งไหม” เซบรีบเสนอตัว ทว่าผมส่ายหน้าให้คนพูดทันทีอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด

            “กินข้าวไปเงียบๆ เถอะเซบ”

            “โถ่~ ให้เซบไปส่งก็ได้พี่แจน ระหว่างทางเซบไม่พาพี่ไปทำอะไรหรอกน่า เชื่อใจเซบสิ” ร่างสูงถอนหายใจ ดวงตาคมมีแววตัดพ้อเล็กๆ เหมือนกำลังต่อว่าว่าผมทำไมถึงได้มองตัวมันในแง่ร้ายแบบนั้น

            ต้องรู้สึกผิดไหมวะ

            ผมโคลงศีรษะ เออเอาวะ “เอางั้นก็ได้…”

            “เพราะเซบรอให้ถึงที่ก่อนค่อยทำ สะดวกกว่าเยอะ” สีหน้าตัดพ้อเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ในพริบตา ริมฝีปากยกยิ้มเลว ท่าทางเหมือนหมาป่าตัวร้ายที่เล็งเหยื่อเอาไว้แล้ว

            ไอ้น้องเซบกูขอกลับคำ มึงไม่ต้องไปส่งกูแล้ว กูกลัว!

            “หมวยเล็ก…” ผมหันไปหาไอ้หมวยอีกครั้ง

            “ฮ่าๆ เซบล้อเล่นน่าพี่แจน เซบไปส่งเอง ไม่ทำอะไรจริงๆ ครับ เซบบริสุทธิ์ใจนะ” แต่หน้าตามึงไม่บ่งบอกว่าบริสุทธิ์เลยนะ

            แต่ถึงอย่างนั้นคนที่มาส่งผมที่บ้านก็เป็นไอ้น้องเซบอยู่ดี เพราะหมวยเล็กมันงอแงไม่ยอม หึ! มึงจำไว้เลยนะหมวย วันหลังมีขนมกูจะไม่เอาไปฝากมึงแล้ว

            ผมบอกทางไปบ้านให้คนขับ ไม่นานก็มาถึง ผมตวัดขาลงจากรถ ครั้งแรกที่ผมเห็นรถของเซบคำว่าเด็กแว้นก็ผุดขึ้นมาในหัวแทบจะทันที มึงแต่งรถซะกูไม่กล้านั่งแน่ะ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสก๊อยนุ่งสั้น

            “ขอบใจ” เชิญมึงกลับไปได้แล้วจ้า

            “พี่แจน เซบปวดฉี่”

            “กลับไปฉี่ที่บ้านแกสิ”

            “เซบหิวน้ำด้วย”

            “จะกินทำไม ปวดฉี่อยู่ไม่ใช่เหรอ”

            “แดดร้อนอะ ขับรถกลับผิวไหม้พอดี”

            “จะหกโมงเย็นแล้วเผื่อมึงลืม”

            เราทั้งคู่จ้องตากัน และร่างสูงก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน เซบยิ้มเผล่ ไอ้เด็กนี่มันน่าตีจริงๆ

            “งั้นตรงๆ เลยนะ ขอเข้าบ้านหน่อยครับ ยังไม่อยากลับเลยอ่า~” บ้านผมมันมีอะไรวะทำไมทุกคนดูอยากเข้ากันจังเลย คราวพี่ณะก็ทีหนึ่งแล้ว ผมถอนหายใจ เออ อยากเข้าก็เข้ามา จะได้คุยกับมันตรงๆ เลย

            “มาดิ” ผมพยักหน้าเรียกให้เดินตาม เข้ามาในบ้านก็ต้อนรับแขกอย่างดี น้ำแดงอีกแล้วจ้า แจนจะทำให้ทุกคนที่มาเยือนกลายเป็นกุมารทอง จงเสพน้ำแดงเข้าไปซะ

            ผมส่งแก้วน้ำแดงให้เซบแล้วนั่งลง เซบหันมองรอบตัวสำรวจบ้าน

            “เซบ”

            “ครับ?”

            “พี่มีแฟนแล้ว” จู่ๆ ก็เอ่ยเข้าประเด็นตรงๆ แบบตีแสกหน้า ทว่าร่างสูงกลับไม่มีท่าทีตกใจสักนิด มันกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าแบ๊ว ขอฟาดทีได้ไหมง่ะ

            “แล้วยังไงครับ”

            “ก็คือมีแฟนไงเซบ ที่บอกเพราะนายจะได้ตัดใจ เลิกยุ่งกับพี่สักที มันเสียเวลาเปล่าน่า”

            “เซบรู้แล้วน่าว่าพี่แจนมีแฟนแล้ว เล่นง้อกันกลางตลาดแบบนั้น”

            เหตุการณ์โลกจำมันกลับมาหลอกหลอนผมอีกแล้ว “นายอยู่ด้วยเหรอวันนั้นน่ะ”

            เซบยักไหล่ “เปล่าครับ แต่พี่หมวยเล็กเล่าให้ฟัง”

            อิหมวยยยยยย มึงมันปากสว่าง!!

            “พี่มีแฟนแล้วไม่เห็นเป็นไรเลย เพราะยังไงเซบก็ชอบพี่อยู่ดี”

            ผมล่ะอ่อนใจ จะพูดยังไงให้เซบมันเข้าใจวะเนี่ย

            “เซบ คือพี่ไม่อยากให้นายมาเสียเวลากับพี่ เพราะไม่ว่ายังไงพี่ก็ไม่มองนายมากไปกว่าน้องชายคนหนึ่งหรอก” พอผมบอกออกไปอย่างนั้นร่างสูงก็ทำสีหน้าปลาบปลื้มทันที เดี๋ยวเซบเดี๋ยว

            “ใจเต้นตึกตักเลยอะ เลื่อนสถานะแล้วว่ะจากคนรู้จักเป็นน้องชาย”

            “เซบ” ผมกดเสียงเข้ม กูกำลังจริงจังมึงก็ทำเป็นเล่นไอ้ห่าเอ้ย! เซบยิ้มละมุน ก่อนปรับตัวเองเข้าสู่โหมดจริงจังบ้าง

            “เซบบอกพี่แจนไปแล้วไงว่าไม่เห็นเป็นอะไรเลย เซบชอบพี่ ชอบก็คือชอบ คงคล้ายๆ กับเวลาชอบไอดอลสักคนมั้ง ถ้าได้เป็นเมียก็เอา แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไร ไม่ได้เสียใจ”

            ผมกำลังพยายามใช้สมองคิดตามที่อีกฝ่ายพูดอยู่ เหมือนจะเข้าใจง่ายนะ แต่ทำไมผมไม่เข้าใจวะ

            “เซบแอบปลื้มพี่มานานแล้วนะ”

            “หืม ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ แล้วมาปลื้มพี่ทำไม”

            “พี่แจนน่ารักไง”

            “อันนี้รู้ตัว” ยืดเลยครับ

            “เกลียดว่ะ” เซบบึ้งปาก “เซบเจอพี่แจนนานแล้ว หลายเดือนแล้วล่ะ เซบปลื้มตั้งแต่พี่ทะเลาะกับหมาหน้าเซเว่นอะ น่ารักดี”

            คนบ้าอะไรทะเลาะกับหมา

            แล้วทะเลาะกับหมาหน้าเซเว่นมันน่าปลื้มตรงไหนวะ! ผมพยายามคิดย้อนกลับไป ว่าตัวเองไปทำอะไรน่าอายแบบนั้นเอาไว้ตอนไหน และภาพของสุนัขตัวเล็กนิดเดียวสีน้ำตาลอ่อนมันก็ค่อยๆ ชัดขึ้นในหัว

‘ไอ้หมาเวร มองหน้ากูทำไม เดี๋ยวปั๊ดเตะกลิ้ง’

‘แน่ะ ว่าแล้วเอาใหญ่ ไม่ต้องมางับรองเท้ากู รังเกียจไอ้ห่า หมาบ้าปะมึงเนี่ย’

‘ทำหน้าทำตาน่าสงสารหาพ่อมึงเหรอหมา มึงหลงมาจากไหนเนี่ย’

‘ตัวเล็กนิดเดียวเอง มึงไม่ได้แดกข้าวสินะ ไหน อยากกินอะไรว่ามา กูเป็นคนใจดีนะบอกเลย’

‘หมูปิ้งไหม ไอ้ห่าร้านนั้นขายแพงซะด้วย สำนึกบุญคุณกูด้วยล่ะไอ้หมา’

            เออนะ ผมทะเลาะกับหมาจริงด้วยว่ะ มันเป็นลูกหมาตัวน้อย ไม่รู้หลงมาจากไหนหรือใครเอามาปล่อยไว้ เดินเตาะแตะอยู่หน้าเซเว่นจนผมไปเจอนั่นแหละ ทำหน้าทำตาน่าสงสารขอความเห็นใจ จบท้ายด้วยการที่ผมเปย์หมูปิ้งให้มันกิน

            หลังจากนั้นก็วนไปให้ข้าวมันกินอีกสามสี่วันได้มั้ง และหลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย

            “เซบชอบนะ ถึงจะด่ามันแต่พี่ก็ซื้อของให้กิน จริงๆ พี่เป็นคนจิตใจดีนะ” เซบยิ้มละมุน มึงอย่าชมบ่อยเซบเดี๋ยวกูเขิน

            “แต่หลังจากนั้นพี่ก็ไม่เจอมันอีกเลย ไม่รู้โดนรถชนตายห่าไปแล้วหรือเปล่า”

            “ถ้าไม่ติดว่าพี่มีแฟนแล้วเซบจะจับมาจูบข้อหาปากเสีย ไม่ตายนะ เซบเอาไปเลี้ยงเอง มีรูปด้วยดูไหม” ร่างสูงหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง ผมขยับไปนั่งข้างๆ เพื่อดูรูปไอ้หมา

            อื้อหือมันโตขึ้นเยอะเลย หมาไทยนี่โตเร็วเนอะ ไม่มอมแมมเหมือนแต่ก่อนแล้วด้วย สีหน้าไม่หงอยเป็นหมาโง่อย่างเช่นตอนแรกที่ผมเจอ ท่าทางจะได้รับการดูแลอย่างดี เห็นแบบนี้ผมก็สบายใจ

            “นายก็คนดีเหมือนกันนะเนี่ย”

            “อยากได้แฟนเป็นคนดีไหมล่ะฮะ”

            “โทษที พอดีพี่ชอบคนหล่อ”

            “แล้วเซบไม่หล่อตรงไหน”

            “ตรงที่ไม่ถูกใจพี่ไง”

            “รู้สึกแพ้อะ ไหนเอารูปแฟนพี่มาดูดิ มันสู้เซบได้ไหม” ร่างสูงงอแง ขอบอกนะเซบว่าเขาหล่อกว่ามึงเยอะ

            Rrrrrr

            บทสนทนาหยุดลงเมื่อโทรศัพท์ผมดัง นี่ไง พูดถึงปุ๊บก็โทรมาเลยอย่างกับรู้ใจ

            “ฮัลโหล ว่าไงคุณชนกันต์” ผมเขยิบออกห่างเซบแล้วรับสาย ริมฝีปากมันยิ้มกว้างไปเองอัตโนมัติ

            [คุณแจน ผมพักอยู่อีกเดี๋ยวจะกลับไปทำงาน ขอกำลังใจหน่อยสิครับ]

            “รักนะ”

            [โหให้ตาย ผมอยากกลับบ้านไปหาพี่] ผมหัวเราะเบาๆ เมื่อจู่ๆ ชนกันต์ก็งอแง ไหนว่าขอกำลังใจไง ให้แล้วก็ตั้งใจทำงานสิ งอแงทำไม

            “พี่แจนครับ เรายังคุยเรื่องลูกของเราไม่จบเลยนะ”

            !!!

            ไอ้ฉิบหาย! ผมสะดุ้ง ไอ้เซบมันยื่นหน้ายื่นตาเข้ามาเมื่อไหรไม่รู้ แต่นั่นไม่เลวร้ายเท่ากับการที่มันจงใจพูดใกล้โทรศัพท์ ใกล้ขนาดนี้คุณชนกันต์ได้ยินแน่นอน ไอ้คนทำยิ้มระรื่น สีหน้าแบบนั้นมึงแกล้งกูสินะ

            [ใคร] ทางนี้ก็กดเสียงเข้มใส่ผมกลับมาทันที ใจเย็นก่อนนนน

            “น้องน่ะ มันแกล้งเล่น”

            “แกล้งอะไร นี่ลูกเราจริงๆ นะ” เซบมันย้ำ เอานิ้วจิ้มๆ ไปที่หน้าจอมือถือ ซึ่งขณะนี้กำลังโชว์ภาพไอ้หมานั่นอยู่

            “หุบปากเลยเซบก่อนที่พี่จะถีบแกออกจากบ้าน อย่าแกล้งได้ไหมวะ” อย่ามาทำให้ครอบครัวกูร้าวฉาน ชนกันต์ยิ่งขี้หึงอยู่ด้วย ถ้าเจ้าตัวอยู่ตรงนี้ได้มีเจ็บทั้งผมและไอ้น้องเซบแน่นอน ร่างสูงหัวเราะคิกคักอารมณ์ดี เห็นแล้วอยากฟาดหน้ามัน

            “โอเคๆ ขอโทษครับไม่แกล้งแล้ว ผมกลับก่อนดีกว่า อยากรู้เรื่องหมูปิ้งก็ทักเซบมานะ” เซบยกมือยอมแพ้ก่อนยืนขึ้น หมูปิ้ง? ชื่อไอ้หมาตัวนั้นน่ะเหรอ ชื่อไม่อินเตอร์เลยว่ะ เชย!

            “เออ กลับไปเลย” ผมสะบัดมือไล่ตามหลัง “พอล ได้ยินแล้วใช่ไหม รู้สินะว่ามันแกล้งพูดน่ะ”

            [ได้ยินครับ แต่ก็หงุดหงิดอยู่ดี พี่ให้คนเข้าบ้านง่ายจังเลยนะ] น้ำเสียงเต็มไปด้วยแววตำหนิอย่างชัดเจน ผมหน้าหงอย

            แง่มมม โดนดุง่ะ

            “ขอโทษครับ” เสียงอ่อยสำนึกผิด

            [แค่ขอโทษมันไม่หายหรอกนะ] เอ๊ะทำไมเล่นตัวล่ะ

            “แล้วให้พี่ทำยังไง”

            [คิดเองสิครับ แค่นี้ก่อนนะผมต้องกลับไปทำงานแล้ว] และชนกันต์ก็วางสายไป ทิ้งให้ผมปวดหัวเพียงลำพัง

            มึงจะให้กูทำยังไง ไอ้เซบมันแกล้งก็รู้ๆ กันอยู่ ไอ้บ้านี่เอะอะหาเรื่องงอนกูตลอด

            คิดจนหัวแทบแตกว่าจะง้อชนกันต์ยังไงดี ลากยาวถึงตีสอง (อันที่จริงคือนั่งทำงานเพลิน) ผมอาบน้ำเพิ่งเสร็จเดินกลับเข้ามาในห้อง ดวงตาเลื่อนมองผ้าปูที่นอนที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่สดๆ ร้อนๆ วันนี้

            แล้วความคิดสุดแสนบรรเจิดและเจ้าเล่ห์ก็แวบเข้ามาในหัว

            ฟุบ!!

            ผมกระโดดขึ้นเตียงทั้งที่ยังไม่ใส่เสื้อผ้า เปิดกล้องถ่ายรูปตัวเองไปหนึ่งช็อต ปรือตากัดริมฝีปากนิดๆ ถ่ายเห็นผิวกายให้รู้ว่าผมไม่ได้ใส่เสื้อผ้านะ เราเปลือยยยย~ เมื่อได้รูปที่ต้องการแล้วก็จัดการส่งให้คนขี้งอนทันที

            Je T’aime Janz : *แนบรูป*

            Je T’aime Janz : ง้อนะ ผ้าปูที่นอนผืนใหม่สีสวยด้วยชอบไหม ถ้าชอบไว้กลับมานอนด้วยกันนะ

            เมื่อข้อความขึ้นว่าอ่านแล้วผมก็กระตุกยิ้ม เข้ากล้องลั่นชัตเตอร์อีกรูป ถ่ายไปที่ด้านล่างให้เห็นพื้นที่เตียงโล่งๆ กับท่อนขาขาวๆ ที่ไม่มีอะไรปกปิด

            Je T’aime Janz : *แนบรูป*

            Je T’aime Janz : เนี่ย เตียงกว้างเกินไปอะคุณชนกันต์

            Rrrrr

            ผมหัวเราะลั่นทันที ทนไม่ไหวถึงกับต้องโทรมาเลยเหรอ

            “ฮัลโหล”

            [จะฆ่ากันหรือไงแจน] น้ำเสียงดุดันเร้าใจยิ่งนัก คล้ายกับว่ากำลังสะกดกลั้นอารมณ์ที่ประทุขึ้น

            “ฆ่าอะไร นี่พี่ง้อนะ” ผมแสร้งทำเสียงน้อยใจ แต่ริมฝีปากนั้นยิ้มกว้าง

            [ร้ายนักนะ] ปลายสายกัดฟันพูด

            “ชอบผ้าปูที่นอนไหมพอล *‘อยาก’* นอนหรือเปล่าหืม” ผมแกล้งกระเซ้าถาม

            [แม่งเอ้ย! ฆ่าผมเลยเถอะแจน]

            ชนกันต์ของผมคลั่งไปแล้ว หึๆ


- 100% -


○○○○○○○○○○○○○


ตอนหน้า!!!...ตอนหน้า...คือตอนที่ 19 555555 #โดนถีบ

เรื่องของพี่ณะรันยังไม่ทันได้โปรยได้เกริ่นอะไรเลยนะ ทำไมรู้กันแล้วล่ะ แย้บๆ ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ถถถ จิตสัมผัสของสาววายช่างน่ากลัวยิ่งนัก 55

มีคนกลัวว่าจะต้องกินมาม่า กลัวแจนจะร้องไห้ อืมมมม...ต้องกินไหมอันนี้ไม่รู้ แต่รันคิสว่ามันเบามาก ถถถ ส่วนเรื่องแจนจะร้องไห้ไหมนั้น...ของบอกว่านางจะเสียน้ำตาแค่บนเตียงเท่านั้นเจ้าค่ะ นอกนั้นเกรี้ยวกราดเป็นผีบ้า 55555

คนอ่านเรื่องนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ กราบขอบพระคุณมากค่ะ ปริ่มมาก อยู่ด้วยกันไปจนจบเรื่องเลยนะคะ อย่าหายนะนะ 555 อย่าลืมเรียกเพื่อนมาซึมซับด้วยนะ ><

เจอกันตอนหน้าค่ะ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ และกำลังใจด้วยยยยยย รักนะแกร ♥


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น