หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

พลังวิญญาณทั้งเจ็ดก่อเกิดผู้แข็งแกร่ง และมีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะปกป้องคนสำคัญไว้ได้!

บทที่ 27 ลู่ผิงผู้มีเหตุผล

ชื่อตอน : บทที่ 27 ลู่ผิงผู้มีเหตุผล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 262

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 27 ลู่ผิงผู้มีเหตุผล
แบบอักษร

ภาพตรงหน้านี้ทำให้ซีฝานและม่อหลินรู้สึกสนุกขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นคำเชื้อเชิญ การเรียกพบหรือจะเป็นอะไรก็ตามโดยท่านเจ้าเมือง ขอเพียงอยู่ภายในเขตเสียเฟิง เกรงว่าไม่มีใครกล้าพอที่จะปฏิเสธตรงๆ เช่นนี้ เพราะต่อให้เป็นกัวโหย่วเต้าหรือปาลี่เหยียนก็ตาม เมื่อได้รับคำเชื้อเชิญเช่นนี้อย่างมากก็ปฏิเสธออกมาอย่างนุ่มนวล แต่หากพบเจอกับสถานการณ์เช่นในวันนี้ที่ดูไม่เหมือนเป็นการเชื้อเชิญอย่างมีมารยาทสักเท่าไรนัก น่ากลัวว่าสองท่านนั้นก็คงจะพักเรื่องของตัวเองไว้ก่อนแล้วรีบไปพบกับท่านเจ้าเมืองโดยเร็วที่สุด

แต่ลู่ผิงกลับพูดออกไปว่า ‘ไม่ไป’ ไม่ถามสักนิดว่ามีเรื่องอะไร

เด็กหนุ่มคนนี้บ้าไปแล้ว!

คนขับรถที่อยู่ด้านข้างเบิกตากว้าง ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกลำบากใจอีกแล้ว แต่เขากลับอดไม่ได้ที่จะห่วงกังวลในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้แทน ท่านเจ้าเมืองต้องการพบหน้าเขา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เด็กหนุ่มผู้นี้ทำไมถึงได้กล้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาดขนาดนี้กันหนอ

ซีฝานและม่อหลินกลับไม่คิดเช่นนี้ หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือ ก่อนที่จะเดินบนถนนสายนี้ด้วยกัน พวกเขาเคยมีความคิดเช่นนี้ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีแล้ว

เพราะมีความเป็นไปได้ที่ลู่ผิงจะเป็น ‘ผู้ตื่นแห่งสวรรค์’ อีกทั้งอาจจะเป็นถึง ‘ผู้ตื่นแห่งสวรรค์’ ที่สามารถเชื่อมต่อพลังวิญญาณทั้งหกอีกด้วย

เขาคือใคร เขาคือผู้แข็งแกร่งระดับชั้นแนวหน้าที่จะเป็นผู้สร้างยุคขึ้นมาใหม่ สำหรับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ กับแค่เจ้าเมืองเล็กๆ ไม่นับเป็นอย่างไรได้หรอก

ในฐานะที่เป็นถึงผู้แข็งแกร่งชั้นแนวหน้าเช่นนี้ ท่าทางของลู่ผิงถือว่าอ่อนโยนและรักสันติเป็นอย่างมากแล้ว เพราะเขายังยอมทนที่จะเดินกลับไปเอง เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการจะมีปัญหา เพียงแต่ก็ไม่ต้องการให้คนอื่นมายุ่งวุ่นวายกับตัวเขาเช่นกัน

หากเปลี่ยนเป็นเหลิ่งชิวถานหนึ่งในหกผู้แข็งแกร่งซึ่งครอบครองพลังวิญญาณระดับผู้เชื่อมต่อถึงห้าชนิดที่อารมณ์ร้อนที่สุดในบรรดาคนทั้งหก ลับหลังถูกผู้คนตั้งฉายา ‘หมาบ้า’ ไม่แน่ว่าพริบตาที่รถม้าถูกขวางทางเอาไว้ ศีรษะของทหารกลุ่มองครักษ์กลุ่มนี้ก็คงจะกระเด็นออกไปแล้ว แม้แต่ตัวม้าและคนขับรถม้าก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกลูกหลงจากการระบายอารมณ์ของเหลิ่งซิวถานตามไปด้วย

ทว่าหันกลับมามองลู่ผิง ว่านอนสอนง่ายจะตายไป!

รถถูกขวางไม่ให้ไปก็เดินลงมาเงียบๆ เตรียมตัวจะเดินแบกซูถังจากไป

ฝ่ายที่โอหังคือพวกเจ้าต่างหาก...

ภายในใจซีฝานและม่อหลินต่างก็คิดเช่นเดียวกัน ทว่าม่อหลินเพียงคิดแต่จะชมความสนุกไม่กลัวเกิดเรื่องใหญ่ แต่ซีฝานกลับต้องคิดอย่างรอบคอบมากกว่านี้

“หยุดเดี๋ยวนี้!” หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ตวาด ทหารองครักษ์ที่เหลือเมื่อได้รับสัญญาณก็เตรียมตัวจะเข้าไปขวางลู่ผิงเอาไว้ และในระหว่างนั้นซีฝานก็หมุนล้อรถเข็นเพื่อเข็นตัวเองไปที่ข้างกายของหัวหน้ากลุ่ม

“พี่ชายท่านนี้ ท่านเจ้าเมืองต้องการพบลู่ผิงด้วยเรื่องอันใดหรือ”

คำถามที่ลู่ผิงไม่ใส่ใจจะถามกลับถูกซีฝานถามออกมาให้แทน

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ท่านเจ้าเมืองเพียงบอกว่าต้องการพบมันเท่านั้น ให้พวกเราพามันไปที่จวนเจ้าเมืองภายในระยะเวลาที่กำหนด” หัวหน้ากลุ่มย่อยตอบอย่างหัวเสีย ถึงแม้เขาไม่ต้องการมีปัญหากับนักเรียนสำนักจายเฟิงก็จริง แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพินอบพิเทาเสียหน่อย ยิ่งอย่าว่าแต่ยังมีคำสั่งของท่านเจ้าเมืองอยู่ หากจำเป็นต้องมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จล่ะก็ เขาก็จะปฏิบัติตามนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ซีฝานซึ่งมีความสามารถในการตัดสินสภาพจิตใจของคนโดยสังเกตจากอารมณ์บนใบหน้าและการเคลื่อนไหวนั้น รู้สึกได้ถึงการตัดสินใจเช่นนี้ของฝ่ายตรงข้ามแล้ว

“แต่ตอนนี้พวกเราก็มีเรื่องเร่งด่วนเช่นกัน ขอไปสายสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ” ซีฝานพยายามจะหาทางแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่นนี้ก็จะเป็นการดีต่อทั้งตัวลู่ผิงและสำนัก ในสายตาของเขาการมีปัญหาอย่างรุนแรงไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าลู่ผิงนั้นแข็งแกร่งเสียจนไม่สนใจเรื่องพวกนี้ และเขาก็ไม่เหมือนกับม่อหลินที่อยากชมดูความสนุกโดยไม่กลัวเกิดเรื่องใหญ่

“ภายในครึ่งชั่วโมง ท่านเจ้าเมืองต้องการพบตัวมัน ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกสิบเจ็ดนาที” หัวหน้ากลุ่มย่อยกล่าว เขาโบกมือซ้าย ไม่ต้องการจะเสียเวลาอีกต่อไป เวลาสิบเจ็ดนาทีนี้จำเป็นต้องรีบไปให้ถึงจวนเจ้าเมืองแล้ว เรื่องที่ท่านเจ้าเมืองให้ความสำคัญกับเวลานั้นพวกเขารู้ดีเป็นที่สุด

“หยุดมันไว้” หัวหน้ากลุ่มย่อยส่งสัญญาณให้เริ่มลงมือได้ พร้อมกันนั้นก็จับตาดูซีฝานและม่อหลินด้วยท่าทีระแวดระวัง หากนักเรียนเหล่านี้ที่เขาดูไม่ออกถึงระดับพลังวิญญาณคิดจะหาเรื่องเขาล่ะก็ เกรงว่ากลุ่มเล็กๆ ของเขาแค่นี้คงจะต้านเอาไว้ไม่อยู่

ควรเรียกกำลังเสริมมาดีหรือไม่*?*

หัวหน้ากลุ่มองครักษ์กำลังคิดเช่นนี้อยู่ ทันใดนั้นเบื้องหน้ามีเงาคนไหววูบ จากนั้นทหารสองนายก็ตัวกระเด็นมาทางเขา...

“อ๊าก!...”

พริบตาเดียวน้ำเสียงตกใจก็ดังขึ้นข้างหู หัวหน้ากลุ่มย่อยรีบยกมือขึ้นคิดจะรับคนทั้งสองเอาไว้ ไหนเลยจะคิดว่าพอมือแนบกับแผ่นหลังสองคนนั้นถึงค่อยรู้ว่าเขาไม่สามารถต่อกรกับพละกำลังที่แฝงมาด้วยได้เลย ถึงขนาดที่ว่าเขายังไม่ทันได้รู้สึกตกใจก็ตัวกระเด็นออกไปพร้อมๆ กับสองคนนั้น

“เฮ้อ...” ซีฝานถอนหายใจออกมา เงาร่างสองสายพาเอาหัวหน้ากลุ่มผู้ซึ่งเมื่อสักครู่ยังยืนคุยอยู่ข้างกายเขาไปด้วย แทบจะเป็นการแหกปากร้องข้ามศีรษะเขาไป เขาไม่ได้รู้สึกวุ่นวายใจอะไร เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่เรื่องราวดำเนินไปอย่างรวดเร็วถึงขนาดนี้

เขาเฝ้าสังเกตลู่ผิงมาสามปี ดังนั้นแน่นอนว่าเข้าใจถึงวิธีการจัดการปัญหาของลู่ผิงเป็นอย่างดี สิ่งที่ลู่ผิงไม่คิดจะทำก็ไม่มีใครสามารถบังคับเขาได้ ลู่ผิงอาจจะทำตามกฎและคำขอร้องบ้าง แต่เงื่อนไขก็คือเขายินดีที่จะทำมัน

ขณะนี้ซีฝานรู้สึกว่าตนเองโชคดีมากที่เป็นคนมีเหตุผล สามปีมานี้เขาล้วนกล่าวหาอย่างมีหลักฐานและใช้เหตุผล อีกทั้งไม่เคยคิดจะใช้กำลังกดดันลู่ผิง ตอนนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจว่าความจริงลู่ผิงไม่เคยคิดจะปกปิดพลังความสามารถที่แท้จริงของตัวเองมาก่อน การที่สามปีมานี้สำนักจายเฟิงสุขสงบมาตลอดนั้นเพียงเพราะว่าไม่มีใครยุ่งเกี่ยวและคุกคามเขาจริงๆ ส่วนคำพูดประชดประชันว่าร้ายทางอ้อมเหล่านั้นเขาไม่เคยใส่ใจ หรือพูดให้ถูกก็คือ ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจ

เพราะเขาแข็งแกร่ง

แข็งแกร่งอย่างมีเหตุผล แข็งแกร่งอย่างมั่นใจในตัวเอง เขาไม่จำเป็นต้องลงโทษทำร้ายคนเหล่านั้นที่พูดจาว่าร้ายเขาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะมีเพียงคนที่มีปมด้อยเท่านั้นถึงจะร้อนรุ่มใจจนกระโดดโลดเต้นขึ้นมาเมื่อถูกสงสัย

นอกจากนี้ซีฝานยังรู้สึกอีกว่าลู่ผิงอาจจะมองว่าการที่คนเหล่านั้นเหน็บแนมดูถูกเขาล้วนมีเหตุผล เพราะท่าทีที่เขาแสดงออกมาในสำนักจายเฟิงไม่เหมือนกับผู้แข็งแกร่ง แต่เหมือนกับคนไร้ยางอายที่ไม่ตั้งใจเรียนแล้วยังเกาะแข้งเกาะขาซูถังอีกด้วยมากกว่า

การที่คนเช่นนี้ถูกคนดูถูกให้อับอายขายขี้หน้านั้นผิดด้วยหรือ

เพราะฉะนั้นหากมองจากจุดนี้ ซีฝานรู้สึกว่าลู่ผิงก็เป็นคนที่มีเหตุผลมากๆ ผู้หนึ่ง

อย่างแรกเขาไม่เคยอธิบายอะไรต่อใครมาก่อน ดังนั้นสำหรับความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นเขาก็ยอมรับอย่างเงียบๆ แต่โดยดีโดยไม่คิดอะไร ทว่าเมื่อจำเป็นต้องแสดงพลังออกมาเขาก็ไม่เคยลังเลท้อถอยมาก่อนเช่นกัน

เวลาสามปีนี้พอมาลองคิดดู หากเขาตั้งใจวิเคราะห์ให้ดีๆ ก็น่าจะสามารถพบว่าลู่ผิงได้แสดงความสามารถต่างๆ ออกมาตั้งหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนที่เว่ยเป่าให้คำให้การเท็จโดยชี้ตัวว่าลู่ผิงเคยไปที่สวนหมายเลขสิบแปด ลู่ผิงจึงพูดถึงเหตุการณ์ที่ว่าระยะห่างระหว่างริมฝีปากและใบหน้านั้นห่างกันเพียงหนึ่งจุดเจ็ดเซนติเมตร นี่เกรงว่าจะไม่ใช่แค่การล้อเลียนอย่างสนุกปากไปเฉยๆ พลังวิญญาณแห่งรูปของเขาแทบจะอยู่ในระดับเดียวกับความสามารถ ‘วัดระยะ’ ของระดับผู้เชื่อมต่อขั้นที่หนึ่งแล้ว

ทว่าซีฝานกลับมองข้ามสิ่งเหล่านี้มาตลอด

ส่วนทหารองครักษ์ที่น่าสงสารเหล่านี้ไม่ได้มองข้ามไปหรอก แต่ไม่รู้เรื่องโดยสิ้นเชิงเสียมากกว่า หัวหน้ากลุ่มของพวกเขาเดิมทียังมัวแต่เกรงว่าซีฝานหรือม่อหลินจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว ใครจะไปคิดว่าลู่ผิงที่พวกเขาต้องการตัวนั้นจะเป็นคนที่ร้ายกาจที่สุด

เขาซึ่งคลานขึ้นมาจากพื้นมองไปที่ลู่ผิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ เด็กหนุ่มที่ไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อยคนนี้กลับสามารถโยนทหารองครักษ์สองนายที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดออกไปอย่างง่ายดาย และพละกำลังนั้นมากเสียจนตัวเขาก็ยังรับไว้ไม่ไหวอย่างนั้นหรือ

พลังวิญญาณของเขาฝึกถึงขั้นที่สี่เชียวนะ! เมื่อสักครู่สรุปเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ไม่มีทางอื่นแล้ว ได้แต่เรียกกำลังเสริมมาเสียแล้ว

ลูกธนูแจ้งเหตุพุ่งขึ้นฟ้า ส่วนทหารองครักษ์กลับไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า พวกเขาเพียงยืนล้อมกรอบและขยับไปข้างหน้าตามการก้าวเดินของลู่ผิงเท่านั้น

เมื่อทหารองครักษ์หลายสิบกลุ่มเห็นสัญญาณที่ส่งออกมาโดยลูกธนูแจ้งเหตุก็รีบมาทางด้านนี้โดยเร็ว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ทั้งหมดก็มีคนนำข่าวสารไปแจ้งที่จวนเจ้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเว่ยจ้งซึ่งเป็นเจ้าเมืองของเมืองเสียเฟิงชอบให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม เขาไม่เพียงสนใจว่าครึ่งชั่วโมงให้หลังจะเจอลู่ผิงหรือไม่ แม้แต่เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในครึ่งชั่วโมงนี้เขาก็สนใจเช่นกัน

ทว่าข่าวที่ทัพหน้าส่งให้แก่เขานั้นกลับไม่สามารถทำให้เขาพอใจได้

“ปฏิเสธรึ เหตุผล!” เว่ยจ้งกล่าว

“ไม่มีเหตุผลขอรับ มันพูดแต่ว่าไม่ไป” เนื่องจากรู้นิสัยของท่านเจ้าเมืองดี ดังนั้นข่าวที่ส่งกลับมาจึงมีรายละเอียดครบถ้วน ผู้รายงานได้เตรียมตัวมาอย่างดีในการถูกท่านเจ้าเมืองซักถามข้อมูล

“น่าสนใจดีนี่” ท่านเจ้าเมืองเว่ยจ้งกลับยิ้มออกมา “ถ้าเช่นนั้น ส่งคนไปอีก เชิญให้เขามา บอกว่าข้าต้องการพบเขา”

เว่ยจ้งออกคำสั่งใหม่ ครั้งนี้ไม่ใช่พาลู่ผิงกลับมา แต่เป็นการเชิญมาแทน

แม้ยังไม่รู้ถึงตื้นลึกหนาบางของเด็กหนุ่มคนนี้ แต่ก่อนหน้านี้ภายในไม่กี่นาที เขาได้ยินถึงอาการบาดเจ็บของหยวนอี๋และปี้เก๋อซึ่งเป็นถึงผู้เชื่อมต่อของสำนักเสียเฟิง การที่สามารถทำร้ายสองคนจนบาดเจ็บได้ถึงขั้นนี้ เพียงความสามารถที่แสดงออกมาตอนนี้ก็สมควรได้รับคำว่า ‘เชิญ’ แล้ว

“รับทราบขอรับ”

คำสั่งใหม่ถูกถ่ายทอดลงไปอย่างรวดเร็ว ทว่าบนถนนของเมืองเสียเฟิงลู่ผิงและซูถังกลับถูกล้อมอย่างหนาแน่น แต่ท่ามกลางการปิดล้อมโดยกลุ่มองครักษ์ทั้งหมดสี่กลุ่ม ลู่ผิงยังคงมีสีหน้าเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ยังต้องการจะเดินหน้าต่อไป

หัวหน้ากลุ่มสี่คนกำลังจะให้สัญญาณลงมือ แต่แล้วพวกเขาก็ทยอยได้รับคำสั่งใหม่กัน ส่วนผู้ที่มาถ่ายทอดคำสั่งก็ได้เปิดวงล้อมของพวกเขาจนแยกออกเป็นสายหนึ่ง

ผู้มานั้นสวมชุดผู้คุ้มกันประจำจวนเจ้าเมือง เพียงแต่อายุของเขาไม่มากนัก ดูเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ดปีที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนน่าเข้าหาคนหนึ่งเท่านั้น ขณะนี้ก็เดินมาจนถึงเบื้องหน้าลู่ผิงแล้ว

“ท่านเจ้าเมืองขอเชิญเจ้าไปนั่งพูดคุยที่จวนเจ้าเมืองเสียหน่อย” เขาพูดเน้นคำว่า ‘เชิญ’ ประเด็นในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทั้งสองครั้งอยู่ที่คำนี้

ลู่ผิงยังคงเดินหน้าต่อไป เส้นทางที่ถูกปิดล้อมกลับเปิดออกกว้างขึ้นกว่าเดิม เมื่อได้ยินเด็กหนุ่มคนนี้เปลี่ยนมาพูดคำว่า ‘เชิญ’ เป็นพิเศษ ลู่ผิงก็ถอนหายใจโดยไม่พูดอะไรออกมา  เพียงเดินต่อไป

เด็กหนุ่มคนนั้นเดินตามหลังลู่ผิง มองไปยังทิศทางที่ลู่ผิงเดินตรงไป ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็เจิดจรัสขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรเสียก็ยังเป็นคนที่รู้สถานการณ์ เขาคิดในใจ แต่การที่กล้าเล่นตัวกับท่านเจ้าเมืองก็ถือว่าเจ้านี่หาญกล้าชาญชัยมากแล้ว

“เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายไปกันได้แล้ว เหนื่อยหน่อยนะ” เด็กหนุ่มคนนั้นพลันร้องบอกทหารองครักษ์ทั้งสี่กลุ่ม

ไม่ว่าจะมองเช่นไรก็ดูเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีนิสัยสดใสร่าเริงราวกับพระอาทิตย์คนหนึ่งเท่านั้น แต่ขณะที่ทหารองครักษ์มองเขาอยู่นั้นสีหน้าของพวกเขาล้วนแข็งทื่อ เมื่อได้ยินเขาพูดว่าแยกย้ายไปได้ก็รีบจากไปในทันที ต่างก็รู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอกอย่างไรอย่างนั้น

เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจพวกเขาอีก แต่เดินไปข้างหน้าซีฝานและม่อหลินด้วยฝีก้าวที่มั่นคง

“พวกเจ้าสองคนเป็นเพื่อนนักเรียนของลู่ผิงหรือ” เขาถาม

“ใช่แล้ว” ม่อหลินยิ้ม สำหรับเด็กหนุ่มคนนี้เขามีความรู้สึกที่ดีด้วย

“พวกเราน่าจะอายุพอๆ กันกระมัง” เขากล่าว

“ข้าอายุสิบเจ็ด แล้วเจ้าเล่า” ม่อหลินถาม

“แต่น่าเสียดายที่ท่านเจ้าเมืองไม่ได้อยากพบพวกเจ้า เพราะฉะนั้นเอาไว้วันหลังข้าจะไปหาพวกเจ้าเองแล้วกัน!” ราวกับเด็กหนุ่มไม่ได้ฟังว่าม่อหลินพูดอะไรไปสักนิดเดียว เพียงแต่พูดเองอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น

“ท่านเจ้าเมืองก็ไม่ได้บอกว่าต้องการพบซูถัง” ม่อหลินชี้ไปทางด้านนั้น

“ข้าจะทำให้เขาวางนางลงเอง” เด็กหนุ่มยิ้มแล้วหมุนตัวจากไป จากนั้นเดินไปหาลู่ผิงอย่างไม่รีบร้อน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น