หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 45 ระลอกคลื่นที่ตามมา

ชื่อตอน : ตอนที่ 45 ระลอกคลื่นที่ตามมา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2561 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 45 ระลอกคลื่นที่ตามมา
แบบอักษร

ณ จวนเสนาบดีฝ่ายขวาถนนสื่อฝู เสิ่นเจ๋อจิ้งกำลังโค้งตัวลงทำความเคารพเยี่ยเจิ้งฉุน ปากพูดว่า “ศิษย์ขอคารวะอาจารย์” แล้วก็ไม่นั่งลง ยืนรอคำพูดเยี่ยเจิ้งฉุน

“รีบไปนั่งข้างๆเลย ยืนขวางหูขวางตา กลับมาเมืองหลวงหนึ่งปี หัดได้แค่ทำความเคารพจอมปลอมหรือไร” เยี่ยเจิ้งฉุนโบกมือไล่เสิ่นเจ๋อจิ้ง ทำคล้ายรังเกียจที่เรียบร้อยเกินเหตุ แต่น้ำเสียงกลับยินดียิ่ง

อีกแล้ว...คำอุทานประจำตัว...เสิ่นเจ๋อจิ้งนั่งลงข้างๆ คิดอย่างจนใจ แล้วจึงมองไปยังอาจารย์ผู้มีพระคุณท่านนี้ คำว่าตัวจริงเหมือนชื่อไม่เหมาะที่จะใช้กับเยี่ยเจิ้งฉุน ไม่ว่าใครที่เห็นเขาครั้งแรกจะต้องคิดว่าเขาเป็นพ่อค้าเจ้าเล่ห์! ใช่แล้ว ต่างกับความสุภาพเรียบร้อยน่าใกล้ชิดของเสิ่นหวาซั่น ต่างกับความคงแก่เรียนมีสัมมาคารวะของเสิ่นเจ๋อจิ้ง หน้าตาเยี่ยเจิ้งฉุนเป็นแบบพ่อค้าเจ้าเล่ห์เพทุบายตัวจริง ใบหน้าที่ยับย่นเวลานี้เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเช่นกัน สายตาวาววับอย่างมีเลศนัยกำลังจับจ้องเสิ่นเจ๋อจิ้ง

คนนอกรู้เพียงว่าเยี่ยเจิ้งฉุนเป็นอาจารย์ของเสิ่นเจ๋อจิ้ง แต่ไม่รู้ว่าเสิ่นเจ๋อจิ้งเป็นลูกศิษย์ที่เยี่ยเจิ้งฉุนภูมิใจมากที่สุด จะว่าไปก็แปลก ลูกศิษย์เยี่ยเจิ้งฉุนมีไม่น้อย แต่พอใจแค่เสิ่นเจ๋อจิ้งคนเดียว ทุ่มเทกายใจสอนทุกอย่างที่รู้ให้แก่เขา ทว่าลูกศิษย์คนนี้กลับไม่มีอะไรที่เหมือนเขาเลย ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเขาเลยสักนิด เยี่ยเจิ้งฉุนคิดอย่างอ่อนใจ

“เมืองหลวงมีอะไรผิดปกติอย่างนั้นหรือ” เยี่ยเจิ้งฉุนไม่คิดจะแหย่เสิ่นเจ๋อจิ้งเล่นแล้ว ถามอย่างเป็นงานเป็นการ ถึงแม้เวลาถามเรื่องจริงจังเขาก็ยังมีทีท่าเหมือนสุนัขจิ้งจอก แต่กับเรื่องแต่งตั้งตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายขวา เขาเองก็ไม่ได้คาดคิดเช่นกัน เขาอายุหกสิบแล้ว เดิมตั้งใจจะเกษียณที่เจียงหนาน ไม่นึกว่ายังจะได้ย้ายเข้าเมืองหลวง ทั้งประหลาดใจทั้งไม่เข้าใจ ฮ่องเต้มีหมายความว่าอย่างไร ว่าตามเหตุผลแล้ว ตำแหน่งนี้ถึงอย่างไรก็มาไม่ถึงเขา เพราะผู้ใกล้ชิดฮ่องเต้ที่เข้าแถวก่อนเขามีไม่น้อย

“ยังนับว่าสงบ ทุกคนกำลังรอดูอยู่” เสิ่นเจ๋อจิ้งรายงานคร่าวๆถึงพฤติกรรมพวกองค์ชายรองกับองค์ชายห้า    อีกทั้งเล่าเรื่ององค์ชายสามที่เมืองหน้าด่านอันเป่ยให้เขาฟัง องค์ชายสามคนนี้กำลังพยายามเสริมสร้างกำลังของตัวเอง ความจริงการแย่งชิงเป็นผู้สืบทอดอำนาจนั้นชัดเจนมากแล้วว่าเป็นเรื่องของสามคนนี้ ความจริงเขาก็คิดเช่นเดียวกับบิดา พอสิ้นรัชทายาท ภาพการช่วงชิงตำแหน่งของสามองค์ชายก็จะปรากฏออกมาทันที ความเปลี่ยนแปลงของขุนนางในเมืองหลวง เป็นเพียงคลื่นระลอกแรกเท่านั้น

 “อย่าเพิ่งเข้าพวก ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกๆ ตระกูลฝ่ายภรรยาเจ้าก็คิดเช่นเดียวกัน” เยี่ยเจิ้งฉุนขมวดคิ้ว  บอกความเห็นตัวเองออกมาก่อน ถือโอกาสบอกความเห็นตระกูลซีซันอวี๋ด้วย ก่อนที่เขาจะไปจากหางโจว ยังตั้งใจไปแวะเยี่ยมเยียน พร้อมกับนำบทสวดพระธรรมมาด้วย

ระยะนี้บ้านตระกูลเสิ่นว่างโล่งเงียบสงบยิ่ง พวกเสิ่นอวี๋หงไปหางโจว เสิ่นเจ๋อหย่วนไปเตียนกุ้ย เสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อจิ้งต่างยุ่งกับงานราชการของตัวเอง เวลาอยู่บ้านมีไม่มาก บางครั้งเสิ่นเจ๋อจิ้งก็จะส่งเด็กรับใช้มาบอกเสิ่นหนิงว่ามีเรื่องจำเป็น เสิ่นหนิงไม่ต้องไปห้องหนังสือ ดังเช่นคืนนี้ ก็ส่งชิวอู๋มาเรือนชิงจู๋บอกเสิ่นหนิง

“ในบ้านตอนนี้มีคนเฝ้าดูตลอด น่าจะเป็นคนของคุณชายรอง เป็นเช่นนี้ต่อไปต้องโดนจับได้ ควรจะให้เขารู้หรือไม่” ชิวอู๋รู้สึกตัวว่าเวลาเข้าออกประตูบ้านมักมีคนคอยมองดูเขาอยู่ หวนนึกถึงเรื่องผู้ว่าเมืองหลวง ใจคิดว่าก็เป็นคนบ้านเดียวกัน เรื่องมดงานสมควรให้พวกเสิ่นอวี๋หงรับรู้หรือไม่

ไม่คิดว่าเสิ่นหนิงจะสั่นศรีษะ บอกว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ความจริงนางยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับพวกเสิ่นอวี๋หง ดูเหมือนใช้เหตุผลอะไรก็ไม่น่าจะใช่ อีกทั้งเรื่องเยี่ยเจิ้งฉุนมาเมืองหลวง ทั้งเสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อจิ้งมีเรื่องต้องไตร่ตรองมากอยู่ นางไม่อยากเพิ่มเรื่องให้พวกเขาในเวลานี้

เยี่ยเจิ้งฉุนเข้าเมืองหลวงมีผลกระทบกับตระกูลเสิ่น เสิ่นหนิงรู้ตั้งแต่ตอนแต่งตั้งเสนาบดีฝ่ายขวา ปู่กับบิดาอาจจะยังนึกไม่ทัน ซั่งกวนฉางจื้อยิ่งต้องหาวิธีลากตระกูลเสิ่นเข้าไปเป็นพวกให้ได้ ปีที่แล้วเรื่องที่ค้างคาตอนงานเลี้ยงตระกูลเสิ่น คาดว่าจะต้องมาตามอีกแน่นอน พี่ชายรองไม่ได้อยู่เมืองหลวง คราวนี้เขาจะลงมือที่ตรงไหน เสิ่นหนิงพยายามทวนความจำถึงวิธีการที่ซั่งกวนฉางจื้อวางหมาก อีกทั้งคิดทบทวนอย่างละเอียดถึงวิธีการทำงานของหลี่เข่ออันกับสวี่ซันซือเสนาธิการข้างตัวเขา เพื่อคาดคะเนการดำเนินการขั้นตอนต่อไปของเขา

ยิ่งคิดก็ยิ่งคิดไม่ออก จนในใจชักรู้สึกร้อนรน

“ยังไม่มีวิธีส่งคนเข้าไปอีกหรือ” นางถามชิวอู๋อีกครั้ง เห็นเขาสั่นศีรษะก็รู้สึกผิดหวัง ส่งมดงานไปแฝงตัวในวังองค์ชายห้าเป็นเรื่องที่นางอยากทำมากที่สุด แต่การป้องกันคนภายนอกของวังองค์ชายห้าเคร่งครัดยิ่งกว่าวัง ตรวจสอบละเอียดกว่าเสียอีก อาศัยความสามารถของมดงานในตอนนี้ ยังไม่มีโอกาสสร้างเครือญาติถึงสามรุ่นหรือคนข้างบ้านรัศมีห้าสิบลี้ให้ช่วยเป็นนักสืบได้เลยสักคน เรื่องนี้จึงต้องพับไป

โจวเสียนเฟยออกมารับหลินซื่อ ฮูหยินของรองเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมโจวหยางซี พี่สะใภ้ตัวเองที่วังอี้คุน โจวเสียนเฟยกับหลินซื่อสองคนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จึงคุยเล่นกันสนุกสนานดี แต่พอเห็นท่าทางหลินซื่อคล้ายมีเรื่องอะไรจะบอก   โจวเสียนเฟยก็สั่งให้นางกำนัลและขันทีเฝ้าอยู่นอกประตูวังอี้คุน เหลือแค่นางกำนัลคู่ใจยกน้ำชาให้หลินซื่อ แล้วถามตามตรงว่า “พี่สะใภ้มีอะไรจะพูดหรือ” นางก็รู้ว่าหลินซื่อไม่ใช่ผู้ที่อยู่ดีๆ จะขอพบ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายขวามีผู้ถือครองแล้ว

หลินซื่อรีบบอกเจตนาที่มาหา ทั้งยังบอกว่ากำลังรอคำตอบจากนางอยู่ด้วย

“พี่ชายอยากให้ผิงเอ๋อร์แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่น เพราะอะไรหรือ สมรสกับทางบ้านเยี่ยเจิ้งฉุนโดยตรงไม่ดีกว่าหรือ ข้าจำได้ว่าบ้านเขาก็มีหลานสาวที่เหมาะสมอยู่เหมือนกัน” โจวเสียนเฟยยังไม่ใคร่จะเข้าใจนัก แม้อายุจะไม่น้อยแล้ว แต่น้ำเสียงค่อนข้างเถรตรงไร้เดียงสา ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสาเหตุที่นางได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน

ความจริงการที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยในวังหลวงได้ถึงเกือบยี่สิบปี ทั้งยังสามารถเลี้ยงลูกชายจนโตแยกวังออกไปได้ อีกทั้งได้รับความหลงใหลจากฮ่องเต้ โจวเสียนเฟยจะเป็นคนบริสุทธิ์ไร้เดียงสาได้อย่างไร หลินซื่อก็รู้อยู่ ไม่กล้าละเลยได้ ต่อหน้าน้องสามีที่ถามมาตรงๆ ก็ไม่กล้าประมาท บอกผ่านคำของโจวหยางซี “ความหมายของท่านพี่คือ เกรงว่าฮ่องเต้จะคิดว่าองค์ชายสามข้องเกี่ยวขุนนาง ถูกข้อหาสมคบคิด...”

ความจริงเรื่องที่โจวหยางซีเป็นห่วงไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เรื่องราวองค์ชายสามที่ชายแดนเหนือเขาพอรู้อยู่บ้าง    ดูแล้วการไปเมืองหน้าด่านอันเป่ยครั้งนี้คงไม่ได้รับผลดีอะไรแล้ว องค์ชายสามก็อายุไม่น้อยแล้ว จะต้องหาตระกูลภรรยาที่มีอิทธิพลจึงจะดี เขาคิดไปคิดมา รู้สึกว่าตระกูลเสิ่นมีแววรุ่งโรจน์ อีกทั้งดูเสิ่นอวี๋ซื่อ คิดว่าลูกสาวตระกูลเสิ่นก็น่าจะดี เบื้องหลังตระกูลเสิ่นยังมีตระกูลชีซันอวี๋กับเยี่ยเจิ้งฉุน การแต่งงานครั้งนี้คิดอย่างไรก็คุ้มค่า

“เป็นเช่นนี้เอง...” โจวเสียนเฟยนิ่งคิด นึกถึงลูกสาวคนเดียวของเสิ่นเจ๋อจิ้งยังไม่ถึงวัย จะเป็นการรีบร้อนเกินไปหรือไม่

“ท่านพี่ว่า ฝ่ายโน้นอาจจะคิดเหมือนกัน” หลินซื่อยื่นมือแบออก สื่อว่าเป็นองค์ชายห้า

“ข้ารู้แล้ว รบกวนพี่สะใภ้กลับไปบอกพี่ชาย เรื่องนี้ข้าจะคิดหาวิธีเอง” โจวเสียนเฟยตกลงใจอย่างเร็ว อายุน้อยหน่อยไม่มีปัญหา ให้มีอนุภรรยาก่อนก็ได้ เรื่องนี้ทำได้

โจวหยางซีคิดไม่มีผิด ซั่งกวนฉางจื้อองค์ชายห้าก็กำลังคิดเช่นเดียวกัน เวลานี้กำลังร่วมกับพวกหลี่เข่ออันปรึกษาเรื่องนี้ ประวัติส่วนตัวเยี่ยเจิ้งฉุนมีคนจัดการส่งขึ้นมารายงานแล้ว เรื่องราวหลังมาถึงเมืองหลวงก็มีรายงานมาบ้าง

“จะต้องหาวิธีสร้างสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นให้ได้...” สวี่ซันซือก็เห็นด้วย เวลานี้ข้างหลังตระกูลเสิ่นมีเสนาบดีฝ่ายขวาเยี่ยเจิ้งฉุน ยิ่งเทียบไม่ได้กับปีที่แล้วแล้วใหญ่ เขาก็เชื่อว่าเด็กสาวตระกูลเสิ่นเหมาะสมกับองค์ชายห้ามากกว่า

“เสิ่นอวี๋หงยังอยู่หางโจว ลูกหลานเสิ่นเจ๋อจิ้งคนอื่นก็ศึกษาที่สำนักศึกษาสูงสุดกับโรงเรียนขุนนาง จะหาโอกาสก็ไม่ง่าย” หลี่เข่ออันค่อนข้างกลุ้ม นึกไม่ออกว่าจะหาวิธีอะไรมาโยงใยตระกูลเสิ่น ที่ได้ผลสุดคือการแต่งงาน แต่องค์ชายแต่งงาน ผู้ชี้ขาดต้องเป็นฮ่องเต้ เรื่องนี้ต้องทำอย่างไรจึงจะผ่านฮ่องเต้ได้

“ส่งคนคอยสังเกตการเคลื่อนไหวครอบครัวตระกูลเสิ่น หากมีการออกนอกบ้านให้รีบมารายงาน โอกาสเกิดจากการสร้าง มัวแต่รอก็จะไม่ได้ มัวแต่คิดก็จะไม่ได้เหมือนกัน” ซั่งกวนฉางจื้อพูดอย่างมีนัยว่า เขามีวิธีที่ดีแล้ว เพียงแต่ต้องรอโอกาส เมื่อไม่สามารถติดต่อตระกูลเสิ่นผ่านเสิ่นอวี๋หง ก็ต้องลงมือกับลูกสาวภรรยาเอกเสิ่นเจ๋อจิ้งโดยตรง

“ถือโอกาสที่ฮูหยินเสิ่นเจ๋อจิ้งเพิ่งคลอดบุตรไม่นาน อาศัยเรื่องนี้ส่งของขวัญไปบ้านตระกูลเสิ่น” ซั่งกวนฉางจื้อสั่งอีก จะต้องปูพื้นสร้างรากฐานให้ดีเสียก่อน

ราวกับนัดกันไว้ก่อน ตระกูลเสิ่นได้รับของขวัญจากโจวเสียนเฟยกับหลี่กุ้ยผินก่อนหลังคลาดกันนิดเดียว โดยใช้ข้ออ้างเดียวกันว่า ลูกชายคนเล็กของเสิ่นอวี๋ซื่อกับเสิ่นเจ๋อจิ้งครบเดือน จึงส่งของขวัญเล็กน้อยจากวังอี้คุนกับวังชุนซีมาให้ด้วยใจ นางกำนัลที่นำของขวัญมายังถ่ายทอดคำพูดของเหนียงเหนียงทั้งสองว่า ขอให้เสิ่นอวี๋ซื่อรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีๆ เมื่อร่างกายกลับคืนสภาพแล้วเชิญเข้าวังมาสนทนาปราศัยกัน

เสิ่นอวี๋ซื่อค่อนข้างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนถึงมีความห่วงใยจากในวังส่งมา เหนียงเหนียงทั้งสองยังให้นางกำนัลคู่ใจมาส่งของขวัญให้ตระกูลเสิ่น น่าแปลกยิ่งนัก อีกทั้งเสิ่นอวี๋เฉิงครบเดือนก็ผ่านไปนานพอสมควรแล้ว จนนางเห็นรายการของขวัญที่อวี๋มามานำมาให้ นางจึงได้รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ของขวัญเหล่านั้น นอกจากของที่ผู้หญิงกับเด็กใช้ได้เพียงเล็กน้อย เช่นกุญแจทองอายุวัฒนะ นอกนั้นชัดเจนเลยว่าเป็นของใช้เด็กสาวประเภทเครื่องประดับกับเครื่องสำอาง แม้แต่ลูกบอลไหมทองที่เด็กสาวเมืองหลวงกำลังนิยมก็มีอยู่ด้วย

 “ดูท่าตระกูลเสิ่นจะกลายเป็นเนื้อชิ้นโตเสียแล้ว” เสิ่นเจ๋อจิ้งนำเรื่องนี้มาบอกเสิ่นหวาซั่น ตอนท้ายยังเสริมด้วยประโยคนี้ หลังจากอาจารย์ดำรงตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายขวา ตระกูลเสิ่นยิ่งเป็นเป้าสายตาของเหล่าขุนนาง ตอนนี้แม้แต่องค์ชายสามกับองค์ชายห้ายังส่งของขวัญมาให้ นี่ไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีเลย

เสิ่นหวาซั่นก็คิดเช่นนี้ เจ้าสองกับเจ้าสามหมดสิทธิ์อยู่แล้ว คนโตก็มีเสิ่นหนิงเป็นลูกสาวภรรยาเอกคนเดียว ดูแล้วทั้งองค์ชายสามกับองค์ชายห้าคงอยากได้เสิ่นหนิง แม้ว่าบ้านที่มีลูกสาวที่ตระกูลนับร้อยแย่งกันเป็นเรื่องน่าภูมิใจ แต่นี่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจขององค์ชาย อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่รัชทายาทร่างกายอ่อนแอซึ่งสุ่มเสี่ยงยิ่งนัก ไม่แน่ว่าตระกูลเสิ่นจะโดนลากเข้าไปพัวพันในสงครามแย่งชิงตำแหน่งด้วย  ตระกูลเสิ่นยามนี้อันตรายยิ่งนัก นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดีเลย

“สั่งการลงไปว่า ทุกคนในเรือนหลังช่วงนี้หากไม่มีธุระห้ามออกไป ให้อยู่แต่ในบ้าน” ทำเป็นว่าไม่รู้เรื่องอะไรดีแล้ว อีกทั้งเหนียงเหนียงทั้งสองก็ไม่ได้บอกอะไรตรงๆ ถือเสียว่าเป็นเพียงความห่วงใยต่อภริยาข้าราชบริพารก็แล้วกัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น