แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 310

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 20:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12
แบบอักษร

​กล่าวโดยความเป็นจริงแล้ว ห้องสันทนาการชั้นบนสุดคือสถานที่ที่เหล่ฟั้นชอบที่สุดในบ้านตระกูลหมั่น และสุขใจทุกทีที่ถูกใช้ให้ขึ้นมาที่นี่

ห้องแห่งนี้มีขนาดใหญ่ไล่ๆกับห้องรับแขกชั้นล่าง เครื่องเรือน เครื่องประดับ และเครื่องใช้ไม้สอยทุกชิ้นล้วนดูดีมีราคา ชนิดที่การันตีได้ว่าไม่มีชิ้นใดบกพร่องหรือเกินเลยจากนิยามความงามในอุดมคติ – ผนังห้องทุกตารางนิ้วทาสีขาวเนียนตา เปียโนหลังใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางพื้นห้องซึ่งปูด้วยพรมโอบูซงจากฝรั่งเศส เหนือขึ้นไปเป็นภาพวาดสีน้ำมันของสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งที่เธอไม่รู้ว่าเป็นใคร หากก็พออนุมานได้คร่าวๆว่าคงเป็นหนึ่งในวงศาคณาญาติของคุณท่านไม่ก็คุณนาย ข้างๆกันมีโต๊ะไม้ฝังมุกซึ่งนอกจากจะมีไว้ตั้งโชว์ของสะสมต่างๆ ยังเป็นที่ประจำสำหรับตั้งไวโอลิน ถัดจากนั้นมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณที่ปากแตรทำจากทองเหลืองตัวหนึ่งตั้งอยู่ ร่ำลือกันว่าแต่ก่อนคุณท่านรักมันมากจนถึงกับยอมเหนื่อยขัดถูมันด้วยมือตัวเอง เพราะไม่ต้องการให้คนใดคนอื่นแตะต้องของรักของหวงชิ้นนี้ จนเมื่อคุณนายซื้อเครื่องใหม่มาใช้ในห้องนอน ประกอบกับรสนิยมการฟังวิทยุซึ่งมีเพลงหลากหลายกว่า ความรักความหวงแหนที่คุณท่านมีต่อมันจึงทยอยเสื่อมถอยลงตามลำดับ ผลที่สุดแม้จะไม่ถึงกับลืมเลือน แต่ก็ใช้การมันน้อยจนยากจะจดจำว่าครั้งล่าสุดคือเมื่อไหร่                 

เมื่อมาที่ห้องนี้ แขกเหรื่อและผู้มาเยือนทั้งหลายมักจะตื่นตากับของประดับตกแต่งที่ช่วยพูนเพิ่มความโอ่อ่าของห้องอย่างแจกันดอกลิลลี่ จิตรกรรมผ้าไหมลายกระเรียน ตุ๊กตากระเบื้องรูปเด็กถือทองก้อน และแผ่นไม้แปดเหลี่ยมที่ปรุเป็นอักษรแซ่ ‘หมั่น’ จนสามารถเมียงมองได้ไม่รู้เบื่อ หากแต่ส่วนที่เธอหลงใหลตั้งแต่พริบตาแรกที่เห็นกลับเป็นริมหน้าต่างและประตูบานเฟี้ยมซึ่งทอดไปสู่มุขหน้าห้อง...ที่ตรงนั้นดูเหมือนไม่มีใครใช้ประโยชน์นานแล้ว ถูกปล่อยเป็นที่แขวนกรงนกกับปลูกต้นมะลิซ้อน ทำนองเดียวกับห้องอื่นๆซึ่งล้วนแต่มีพืชพรรณชนิดหนึ่งชนิดใดเพื่อแต่งแต้มสีสัน เพิ่มสุนทรียภาพให้แก่ตัวห้องนั้นๆ ดุจดังเอกลักษณ์ของบ้าน

ทุกเวลาที่นึกถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนี้ เธอคิดเสมอๆว่าหากนกหงส์หยกกับมะลิซ้อนรู้ความ พวกมันคงจะอิจฉาเจ้าปากแตรทองเหลืองตัวนี้เอาการ เหตุที่เจ้าของปฏิบัติต่อพวกมันด้วยความลำเอียงอย่างโจ่งแจ้ง

ถ้าหากการที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงถูกใช้งานน้อยครั้งถือเป็นความเศร้าของตัวมันเอง นกหงส์หยกกับมะลิซ้อนเหล่านี้ก็ควรจะรู้สึกมากกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า…แม้จะเคยมีคนบอกเล่าว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นที่โปรดปรานของคุณท่าน แต่ชั่วนาตาปีเหล่ฟั้นก็ไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านแสดงทีท่าทะยาทะแยแสต่อพวกมันสักหน คงปล่อยให้เป็นหน้าที่สาวใช้อย่างเธอในการให้อาหารนกและรดน้ำต้นไม้ จนเธอฉงนว่า ‘ชอบ’ ในนิยามของคุณท่านเป็นแบบไหน เหตุไรจึงไม่แลเหลียวบ้างเลย

ครั้นถามป้าเซา แกก็ตอบเลี่ยงๆว่าคุณท่านงานรัดตัวจนไม่มีเวลาดูดำดูดีสิ่งเหล่านี้ ทว่าสองพี่น้องจอมแก่แดดแก่ลมยืนกรานความคิดหนึ่งเดียวของตนว่า คุณท่านกรอมใจที่จะต้องเห็นพวกมันเนื่องด้วยความหลังที่ไม่น่าระลึกถึง

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม เหล่ฟั้นก็ไม่เก็บมาคิดให้รุงรังในหัว กลับกันเธอรู้สึกยินดีเป็นที่สุด เพราะมันช่วยให้เธอเข้านอกออกในห้องนี้ได้สะดวก ทั้งยังทำให้เธอได้ใกล้ชิดสองสิ่งที่ชอบและให้ความบันเทิงแก่เธอโดยไม่ต้องคอยกังวลหรือเฝ้าหลีกทางให้เจ้าของที่แท้จริงของพวกมันให้หน่วงใจ                 

สำหรับเธอ เพียงได้ดมกลิ่นหอมหวนของดอกไม้สีขาวนวลตา เงี่ยหูฟังนกร้องเสียงดังกังวาน เท่านี้ก็สามารถให้ความสุขอย่างเหลือคณนาแก่เด็กผู้หญิงที่ตกอยู่ในฐานะทาสรับใช้และไม่ได้พบพานความบันเทิงใดๆมาแรมปี

เวลาผ่านไป เหล่ฟั้นเพิ่งจะรู้ตัวว่าผ้าขี้ริ้วผืนที่ตนนำมาเช็ดหน้าต่างเมื่อช่วงสายร่วงลงไปโปะกิ่งก้านต้นมะลิต้นหนึ่ง

“อาฟั้น”

เสียงผู้หญิงตวาดขึ้นมาจากชั้นล่าง ติดต่อกับเสียงลงส้นปึงๆตามขั้นบันไดที่กระชั้นเข้ามาทุกที “แกอยู่ที่ไหน ทำไมฉันเรียกแล้วแกไม่ตอบ”

ขณะที่เธอมัวงกๆเงิ่นๆอยู่นั้น ร่างผอมโปร่งในชุดกี่เพ้าไหล่ล้ำก็ปรากฏตัวเต็มบานประตูซึ่งเปิดออกเมื่อไหร่เธอก็ไม่ทราบ

“ใครใช้ให้แกมานั่งอู้อยู่ตรงนี้ ฉันขานชื่อแกมาห้าหกครั้งแล้ว ไม่หือไม่อือสักคำนี่หมายความว่ายังไง” คุณนายต่อว่าด้วยน้ำเสียงโทนเดียวกับฟ้าผ่า

“ประตูปิดอยู่ หนูเลยไม่ได้ยินเจ้าค่ะคุณนาย” เธอแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

“นังเด็กขี้ฉ้อ หน้าด้านตลบตะแลงอย่างนี้คิดว่าฉันโง่นักเหรอ ฉันแผดเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านอย่างนี้ เป็นใครก็ต้องได้ยินทั้งนั้น ไอ้ประตูไก่กานี่ก็ไม่ได้เก็บเสียง แกอู้งานอยู่ก็บอกมา ดีไม่ดีแอบมาหลับในนี้ด้วยซิท่า”

“คุณนายมีธุระอะไรกับหนูหรือเจ้าคะ” เหล่ฟั้นข่มใจถาม

“อาหว่องอยู่ไหน”

“แกไปส่งคุณท่านที่ที่ทำงานเจ้าค่ะ”

“พับผ่าสิ มันไม่คิดบ้างเลยหรือว่าฉันก็มีเรื่องให้ออกไปข้างนอกเหมือนกัน” หญิงสาวเดินพล่านไปรอบห้องโดยมีสายตาคลางแคลงของเด็กน้อยมองตาม เหล่ฟั้นยืนตัวสั่น สมองเต็มไปด้วยความงุนงงว่าคุณนายแล่นมาหาตนเพื่อถามเรื่องแค่นี้จริงหรือ และทำไมหล่อนจึงได้คิดว่าการที่สารถีไม่อยู่เป็นเรื่องร้ายแรงจนออกอาการกระวนกระวาย ทั้งๆที่ทุกวันก็เป็นเช่นนี้เสมอไป

“แต่ลุงหว่องต้องคอยประจำการรอรับส่งคุณท่านนะเจ้าคะ”

“กลางวันแสกๆแบบนี้เขาไม่มีทางผละออกมาจากที่ประชุมสภาได้หรอก หรือถึงจะไปก็ต้องมีคนรถประจำตำแหน่งคอยรับส่ง อาหว่องรอไปก็ได้แต่นั่งสัปหงกเฝ้ารถ เกะกะลูกตาคนอื่นเขาก็เท่านั้น” หยิงโถวโวยวาย                 

สาวใช้วัยเยาว์หลบตาไปทางอื่นเมื่อรู้ว่าไม่มีทางที่เจ้าของบ้านหญิงจะยอมฟังเหตุผลของคนอื่นแน่ๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ใต้อำนาจหล่อน

“ถ้างั้นก็เป็นหน้าที่ของแก” หล่อนว่า “ออกไปเรียกแท็กซี่”

“เจ้าค่ะ” เหล่ฟั้นรับปาก หากยังไม่วายที่จะเสนอด้วยความหวังดี “ที่จริงเวลานี้พี่ยี่น่าจะสะสางงานครัวเสร็จแล้ว พี่ฉุนก็ขัดห้องน้ำอยู่ชั้นหนึ่ง หนูว่าคุณนายน่าจะเรียกใช้พวกเธอแทนนะเจ้าคะ ง่ายกว่าขึ้นมาเรียกหนูถึงนี่ตั้งเป็นกอง”

สีหน้าเรียบเฉยของหยิงโถวขณะสวมผ้าคลุมไหล่ขนนกกระจอกเทศแปรเปลี่ยนเป็นบูดเบี้ยวด้วยความขุ่นเคืองทันตา

“โอหัง” หล่อนเงื้อมือตบแผ่นหลังเด็กหญิงโดยแรง “ฉันจะสั่งหมุ่ยไจ๋คนไหนมันก็เป็นสิทธิ์ของฉัน ไม่ใช่หน้าที่ของแกที่จะมายอกย้อน”

“หนูแค่อยากแนะนำคุณนาย...”

“หยุดพล่ามแล้วก็ไสหัวออกไปเรียกแท็กซี่ให้ฉันเดี๋ยวนี้” หยิงโถวกางพัดด้ามจิ้วออกและโบกโบยไม่หยุดราวจะดับความรุ่มร้อนที่มากล้นในอก แม้เมื่อเหล่ฟั้นวิ่งลงจากบันไดไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่โรยรินแล้วก็ตาม                 

“อ้อ แล้วก็อีกเรื่องนึง” หล่อนส่งเสียงดังไล่หลัง “ไปซื้อปูที่ตลาดท่าเรือมาสักโล เงินก็เบิกจากหีบไปก่อน กลับมาเมื่อไหร่ก็บอกป้าเซาของแกซะด้วยล่ะว่าเย็นนี้ฉันอยากกินปูผัดเผ็ดกับเผือกทอดฝีมือมัน อย่าได้ลืมเชียวล่ะ”


รอจนรถแท็กซี่สีแดงใหม่เอี่ยมอ่องเคลื่อนตัวไปจากหน้าบ้าน เด็กหญิงจึงบ่ายหน้ากลับเข้าห้องกินข้าวพร้อมด้วยอาการแสบแปลบบนแผลใหม่ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือคุณนาย เธอล้วงมือลงไปในหีบซึ่งอัดแน่นด้วยธนบัตรหลากหลายมูลค่า ใช้เวลาคิดคำนวณครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบธนบัตรออกมาให้พอดีกับราคาสินค้าที่ต้องซื้อ

ระยะหลังนี้ เหล่ฟั้นกลายเป็นคนยืนพื้นจ่ายตลาด หน้าที่หลักของเธอคือตื่นแต่ไก่โห่ไปเลือกซื้อกับข้าวกับปลาตามละแวกตลาดทั้งหลายรอบรัศมีสองตารางกิโลเมตรของย่านจิมซาโจ๋ยซึ่งอุดมด้วยร้านค้านับหมื่นแห่ง ทุกๆวันเธอจะเบิกเงินจากหีบของคุณนายพร้อมกับสอบถามความต้องการของหล่อน หากหล่อนไม่ต้องการอะไรเป็นพิเศษ เหล่ฟั้นก็จะซื้อวัตถุดิบหลักๆที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ไข่ รวมทั้งส่วนผสมเครื่องปรุงทุกชนิดที่ขาดแคลนไปจากห้องครัวในเวลานั้น

แต่แน่นอนว่าวันส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอย่างว่า เนื่องด้วยวิสัยคนรวยที่พร้อมจ่ายไม่อั้นเพื่อแสวงหาความอิ่มหนำสำราญใส่ตัว หลายครั้งหลายคราที่ความประสงค์ของผู้เป็นนายสร้างความยุ่งยากแก่เธอ ซึ่งปัญหาที่เจอะเจอบ่อยสุดเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องสินค้าขาดตลาด หรือของที่ต้องการหาซื้อไม่ได้จากตลาดใกล้บ้าน

วันใดที่ต้องออกไปซื้อข้าวของไกลๆ เหล่ฟั้นจะเรียกร้องค่าจ่ายตลาดมากกว่าปกติเพื่อที่เธอจะได้กันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าเหมารถสองล้อลาก – รถลากเหล่านี้มีขนาดเล็กกะทัดรัด ผู้โดยสารนั่งได้คันละคน ทาสีแดงแจ๊ดคล้ายผลทับทิม บางคันมีหลังคาผ้าใบสีเขียวซึ่งสามารถชักขึ้นบังแดดได้ คนลากรถส่วนใหญ่ยึดอาชีพนี้ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ เหล่ฟั้นนั่งบ่อยจนมักคุ้นกับคนลากแทบทุกคน

แต่หากวันใดที่ผู้เป็นนายต้องการของกินที่พิสดารพันลึกไปกว่านั้น เป็นต้นว่าอาหารทะเลซึ่งเน้นย้ำว่าต้องเป็นของสดใหม่ ความโกลาหลจะบังเกิดทันใด เนื่องจากเธอต้องตื่นเช้ากว่าปกตินับชั่วโมง และต้องถ่อไปไกลถึงตลาดท่าเรือริมอ่าววิกตอเรียที่อยู่ห่างจากตัวบ้านไปเกือบสามกิโลเมตร

ที่นั่นเป็นตลาดกลางของอาหารทะเลทุกชนิด เรือสำเภาลำมโหฬารจอดรายเรียงติดต่อกันยาวนับลี้ เรือกระแชงและเรือเอี้ยมจุ๊นของชาวเรือขึ้นล่องนำสินค้ามาขายกันทั้งวันทั้งคืน แต่เป็นที่รู้กันเฉพาะกลุ่มพ่อค้าคนกลางและลูกค้ากระเป๋าหนักทั้งหลายว่า ถ้าอยากได้ของดีต้องรีบมาซื้อตั้งแต่ตะวันยังไม่สาง เพราะของแพงส่วนมาก อาทิ หมึกยักษ์ กุ้งก้ามกราม หอยเป๋าฮื้อ มักถูกชาวเรือตกได้ตอนกลางคืน กว่าจะลำเลียงมาส่งที่ตลาดก็ช่วงเช้ามืดประมาณตีสามถึงตีห้าทุกวัน ถึงตอนนั้น ร้านขายสินค้าเหล่านี้ก็จะคึกคักราวเทศกาลโคมไฟ ลูกค้าเพ่นพ่านใต้แสงไฟราวอันเจิดจ้า มือวุ่นอยู่กับสัตว์ทะเลที่แช่แข็งในกระบะซึ่งถมน้ำแข็งจนพูน แต่ครั้นดวงอาทิตย์โผล่พ้นผืนน้ำ บรรยากาศเหล่านี้ก็จะค่อยๆหดหายไปจนแทบจะกลายเป็นตลาดร้างในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

งานซื้อขายที่ตลาดทะเลเป็นงานหนักมาก และไม่ใช่แค่ลูกค้าเท่านั้นที่เหนื่อย บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและชาวเรือที่ผันตัวมาเป็นจับกังขนถ่ายสินค้าเฉพาะกาลก็อ่วมพอๆกัน เนื่องจากต้องรับมือกับคนมากมายปานมดแตกรัง 

นับเป็นโชคร้ายของเหล่ฟั้นที่คนตระกูลหมั่นชมชอบอาหารพวกนี้เป็นที่สุด แทบทุกมื้อของพวกเขาจะต้องมีอาหารที่ปรุงจากอาหารทะเลราคาแพงลิบลิ่วอย่างน้อยหนึ่งจานเสมอ และจะเพิ่มเป็นสองหรือสามทุกทีที่คุณชายน้อยอยู่บ้าน - ที่แย่ไปกว่านั้นคือนิสัยใจเร็วด่วนได้ของคุณนายหยิงโถว นึกจะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ในทันทีทันใด บ่อยไปที่สาวใช้แสนดีต้องปราดออกจากบ้านไปซื้อหาข้าวของตามคำสั่งของหล่อนดังเช่นตอนนี้ โดยแทนที่หล่อนจะให้ความเอ็นดูหรือบังเกิดความเกรงอกเกรงใจในคราวต่อๆไป ก็กลับกลายเป็นทะนงในอำนาจยิ่งขึ้นไปอีก รวมทั้งหาเหตุใช้สอยเด็กหญิงอย่างจะทดสอบความภักดีที่เธอมีต่อหล่อนและเพื่อเบ่งบารมีในที


เหล่ฟั้นนับเงินในไถ้ส่งให้เถ้าแก่ตัวอ้วนตุ๊ต๊ะซึ่งกำลังตรวจตราความเรียบร้อยของลังหอยแมลงภู่ที่เพิ่งส่งมาใหม่อย่างขมีขมัน

“ซื้อไปให้คุณนายอีกแล้วเหรอ” เถ้าแก่ถามเสียงดังแจ่มใส

“ค่ะ เถ้าแก่” เธอตอบพลันชำเลืองดูลูกจ้างวัยรุ่นสองคนช่วยกันขอดเกล็ดปลาอย่างขะมักเขม้นทั้งที่ตลาดวายมาครึ่งวันได้แล้ว - ที่ตลาดท่าเรือแห่งนี้มีบางร้านที่เปิดและปิดแผงช้าผิดกับร้านทั่วไป ร้านพวกนี้จะตั้งราคาสูงกว่าชาวบ้านเพื่อกันของขายไว้ให้ลูกค้าฐานะดีเท่านั้น เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องโร่มาแต่เช้าเหมือนอย่างคนธรรมดา เหล่ฟั้นมาซื้อแต่ช่วงเที่ยงไปจนถึงบ่ายแก่ๆทุกครั้งที่ครอบครัวเจ้านายคนใดคนหนึ่งบ่นอยากรับประทานกุ้งหอยปูปลาขึ้นมาระหว่างวัน

“คราวก่อนซื้อกุ้งฉันไปทำให้คุณชายน้อยทานใช่ไหม เป็นยังไงบ้าง เขาได้พูดให้เธอฟังบ้างรึเปล่า” เจ้าของร้านเจ้าประจำซักไซ้อย่างเพิ่งนึกได้

“ใช่แล้วค่ะเถ้าแก่ เย็นนั้นป้าเซาทำกุ้งตุ๋นให้คุณชายน้อยทาน คุณชายน้อยชมว่ากุ้งของร้านเถ้าแก่ยังอร่อยเหมือนเคย”

“ฉันเดาว่าที่จริงเขาคงชมฝีมือป้าเธอมากกว่ากระมัง”

“ก็ถ้าไม่ใช่เพราะกุ้งของเถ้าแก่ ป้าเซาจะทำอร่อยได้ไงล่ะคะ”

“แจกลูกยออย่างนี้หวังผลอะไรจากฉันรึเปล่า” เขาหัวเราะให้กับความช่างจำนรรจาของเธอ “ไม่เสียกำลังใจที่ฉันอุตส่าห์คัดกุ้งตัวที่ดีที่สุดให้ ไหนจะโกงตาชั่งเข้าข้างเธออีก ขาดทุนแต่คุ้มค่าซะไม่มี”

“เพราะหนูเยินยอเถ้าแก่น่ะหรอคะ” เธอสงสัย

“เปล่าหรอก” คนร่างใหญ่ยังไม่หยุดหัวเราะ “เป็นเพราะเธออัธยาศัยดีต่างหากล่ะแม่หนู อีกอย่างเราก็ขาย-ซื้อกันมาแรมปีแล้ว พ่อค้าอย่างฉันต้องรู้จักวิธีซื้อใจขาประจำเพื่อที่จะได้ผูกมัดเขาให้อุดหนุนเราไปนานๆ”

หมุ่ยไจ๋แห่งบ้านตระกูลหมั่นนิ่งไป

“ถ้าเจ้านายของหนูรู้จักวิธีซื้อใจแบบเถ้าแก่บ้างก็คงดี”                 

เหล่ฟั้นรำพึง ก่อนจะรับปูทะเลสองตัวที่รัดเชือกกล้วยจากมือเถ้าแก่ เก็บเงินทอนใส่ไถ้ขณะก้าวไปจากร้าน ปล่อยให้คู่สนทนากะพริบตาปริบๆ




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น