แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 268

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11
แบบอักษร

​“ผักกาดจ้า ผักกาด”

เสียงเชิญชวนดังมาจากแม่ค้าหาบเร่สาวซึ่งนั่งยองๆอยู่กับพื้นถนนหน้าตึกหน่วยงานราชการทรงฝรั่ง พร้อมๆกับที่ร่างป้อมเตี้ยของเจิง เซาย่างสามขุมเข้าไปหาชายสูงอายุร่างผ่ายผอม สวมกางเกงตัวเดียว ที่กำลังหลับสนิทบนรถสองล้อลาก

“อาตั๊ง” แกเรียกเสียงขุ่น แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

หญิงรับใช้อาวุโสแห่งบ้านตระกูลหมั่นพินิจดูสามีตนด้วยสายตาเหยียดหยามระคนเวทนา พร้อมทั้งนึกประณามเขาอยู่ในใจ – รูปร่างผอมโซประสาคนไม่ค่อยจะมีกินดูอุจาดตาเป็นอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้สวมเสื้อ ผิวเหี่ยวย่นจนไม่เหลือส่วนเรียบบ่งบอกความชราภาพ เวลาสูดหายใจแต่ละที ซี่โครงอันปูดโปนจะสั่นไหวไปมาราวกับระแนงไม้ผุๆซึ่งเผยอยามต้องลมแรง ลมหายใจที่เหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นสุรายาเมารุนแรงไปรอบกายจนผู้เป็นเมียต้องอุดจมูก ทว่าคงไม่มีสิ่งใดจะเลวร้ายได้เท่าน้ำลายที่ไหลเยิ้มซึมมุมปาก จะหยดมิหยดแหล่ทุกคราวที่แกกรนเสียงดัง

ดูท่าจะไม่มีคนลากรถสองล้อคนใดน่าเกลียดน่าชังได้มากเท่าผัวแกอีกแล้ว อย่างน้อยก็ทั่วรัศมีสี่สิบกว่าตารางเมตรของเขตเกาลูนแห่งนี้...ป้าเซาโยกตะกร้าจ่ายตลาดไปไว้อีกมือหนึ่ง ก่อนส่งเสียงเรียกให้ดังกว่าเดิม

“ตาแก่เอ๊ย ตื่นซะที”

“หือ” คนถูกเรียกสะลึมสะลือขาน

“ฉันเอง ยายแก่ของแก” ป้าเซาหัวเราะหึ “มัวมานอนกินบ้านกินเมืองไม่รู้จักเวล่ำเวลาแบบนี้เมื่อไหร่จะได้นอนบนตั่งอยู่บ้านสบายๆอย่างที่แกวาดฝันไว้ซะทีล่ะ แล้วดูสภาพแกซิ เหอะ! เกิดหาเงินไม่ได้ทั้งวันฉันไม่แปลกใจเลย ลูกค้งลูกค้าที่ไหนเขาจะอยากนั่งรถสองล้อที่คนลากเป็นตาแป๊ะแก่สภาพดูไม่ได้อย่างแก”

“แม่คุณคนดีเลิศประเสริฐศรี เพิ่งมาถึงก็บ่นเสียยังกับไปกินรังแตนที่ไหนมา” คนลากรถสองล้อลูบหน้าลูบตาอย่างจะผ่อนคลายความง่วงงุน

“ไปถนนจอร์แดน” ฝ่ายหญิงออกคำสั่ง

“เออๆ ขอเวลาฉันตั้งเนื้อตั้งตัวเดี๋ยว”

“ไปที่ร้านตาอ้วนนะ ฉันจะไปซื้อของที่นั่นหน่อย”

“ซื้ออะไร” ถามพร้อมกลัดกระดุมเสื้อกุยเฮงลวกๆ “แล้วที่แกจะไปนี่คือไปจ่ายตลาดให้คุณท่านของแกหรือ”

ป้าเซาพยักหน้าขณะปีนขึ้นไปนั่งบนรถ

"วันนี้ฝนคงตกเป็นทองพันชั่งอย่างที่โบราณท่านว่าแน่ๆ”

“แกหมายความว่ายังไงวะ อาตั๊ง”

“ก็อะไรที่ไม่ได้เกิดนานๆ ดันเกิดขึ้นมาไงเล่า” น้ำเสียงของลุงตั๊งติดจะรำคาญต่อความไม่รู้เรื่องรู้ราวของเมียแก “ฉันหมายถึงการที่แกหวนกลับมาจ่ายตลาดอีก หลังจากที่วางมือไปแล้วตั้งแต่...เมื่อไหร่แล้วนะ”

"สี่เดือนที่แล้ว” หญิงสูงวัยตอบเสียงใส

“เออนั่นแหละ” ผู้เป็นสามีกระแอม สองเท้าครึ่งวิ่งครึ่งเดินไปพร้อมกับมือที่เกาะขาลากรถไว้โดยเร็ว “ความจำข้าไม่สู้จะดีเท่าไหร่ นึกออกแต่ว่าแกเพลางานลงไล่เลี่ยกับที่ข้าเห็นหมุ่ยไจ๋คนใหม่ของบ้านแกเป็นตัวเป็นตน”

“อาฟั้นเคยนั่งรถแกบ้างรึเปล่า”

“หลายครั้งอยู่” ลุงตั๊งคำนวณ “ฉันว่าคงไม่น้อยกว่าห้าครั้งเห็นจะได้ ถ้าไม่มานั่งรถฉันก็ไปนั่งรถคันอื่น ซึ่งก็เป็นเกลอเก่าแก่ฉันทั้งนั้น” แกพูดพลางบ้วนเสลดลงท่อระบายน้ำ “แล้วอาฟั้นผิดสำแดงอะไร อีท่าไหนแกถึงกลับมาจ่ายตลาดเอง”

ป้าเซาไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบเบาๆ

“ฉันอยากให้มันพักผ่อนบ้าง ทำหน้าที่แทนฉันมาหลายเดือนจนคนในตลาดเขาลืมหน้าฉันไปหมดแล้วกระมัง”

“ฉันก็เกือบจะลืมแกแล้วเหมือนกัน เป็นคู่ผัวตัวเมียกันประสาบ้าอะไรไม่รู้ เจอกันเดือนละวันสองวัน รู้ยังงี้น่าหาเมียใหม่สักคน” ผัวพูดยิ้มๆ

“ที่ออกมานี่ฉันตั้งใจจะมาซื้อยาจุดกันยุงให้อาฟั้น” แกไม่สนใจที่อีกฝ่ายแซว “ตั้งแต่น้ำท่วมเมื่อตอนไต้ฝุ่นลูกที่แล้วพัดมา ฉันสังเกตว่ายุงมันชุกชุมยังไงไม่รู้ กลางคืนจะกัดใครก็ไม่กัด เล่นมากัดเด็กตาดำๆอย่างอาฟั้นที่นอนห้องชั้นล่าง คงจะจริงที่เขาว่าเลือดเด็กอร่อยกว่าเลือดผู้ใหญ่ เมื่อคืนทั้งคืนอาฟั้นแทบไม่ได้นอนเลย ต่อให้พยายามหลับให้ตายยังไงก็ไม่สบายอยู่ดี เพราะยุงบินว่อนทั้งคืน”

“แกก็บอกมันซิว่าอดทนนอนทรมานในห้องคนใช้อีกไม่ถึงสิบปี เดี๋ยวก็ได้เลื่อนขั้นไปนอนสบายๆบนเตียงเจ้านายแล้ว หน้าตามีแววสวยแบบนี้น่ะ”

“ทุเรศ” ฝ่ายหญิงด่าลั่น “แก่จนโลงจำปาอ้าฝารอขนาดนี้แล้ว ยังไม่เลิกพูดจาสัปดนวนเวียนอยู่แต่เรื่องใต้สะดืออีก แกนี่นะ”  

“ฉันพูดผิดตรงไหน นี่มันเรื่องปกติของหมุ่ยไจ๋นี่”

“ปกติของบ้านไหนฉันไม่รู้ แต่ไม่ใช่กับบ้านฉันแน่” ป้าเซารำพึงเมื่อใจประหวัดแล่นไปถึงวีรกรรมบันลือลั่นของคุณนายเมื่อหลายปีที่แล้ว

“ก็จริงของแก” ลุงตั๊งเห็นพ้องต้องตาม “คุณนายหยิงโถวดุเป็นนางพยัคฆ์ยังงั้น สามีอย่างคุณท่านคงไม่ริอ่านซุกเด็กสาวเพื่อความสำราญแบบอาเสี่ยทั่วๆไปหรอก อันที่จริงคุณนายท่านก็สวยไม่น้อยหน้าพวกดาราโทรทัศน์เลยนะ เสียอยู่อย่าง ดุเป็นบ้า แววตาที่แม่กราดมองคนนู้นคนนี้นี่นะ ถ้าดวงตาหล่อนเป็นมีดคู่ ป่านนี้มีหวังบาดคอคนตายไปไม่รู้กี่ศพต่อกี่ศพแล้ว...สวยแล้วเป็นแบบนี้ก็ไม่ไหว”                 

“ท่านจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของท่านเถอะน่า” ป้าซัดบทด้วยความรู้สึกที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเข้าข้างนายกับขี้เกียจฟังผัวพล่าม “อย่าบังอาจพูดถึงอาฟั้นอย่างนั้นอีกก็พอ ไม่ว่าจะพูดต่อหน้าฉันหรือพูดกับใคร”


กวาน เหล่ฟั้น เหม่อมองผ่านม่านหมอกไปยังแปลงดอกไม้ที่มะลิสีขาวสะอ้านชูช่อไสวราวประกวดประขันความงดงามกันเอง เด็กหญิงปรายยิ้มทักทายพันธุ์ไม้ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเธอ พร้อมกับสดับเสียงพูดของนักบวชสาวด้วยจิตใจที่ผ่องแผ้ว

“มะลิมีสีขาว เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ความดีงาม”

เหล่ฟั้นก้มลงมองก้านมะลิในมือ

“โตขึ้นเยอะเลยนะ” เจ้าของแซ่กวานตัวจริงกล่าวกับเด็กหญิง “ซิสเตอร์ดีใจที่ได้เจอหนูอีก แต่ที่ทำให้ซิสเตอร์ดีใจยิ่งกว่าคือความประพฤติของตัวหนู”

เธอเอาแต่ยิ้ม ไม่เชิงตอบรับหรือปฏิเสธ

“เหล่ฟั้นไม่เคยทำให้ซิสเตอร์ต้องผิดหวังเลย...”

“หลังจากนี้หนูจะได้เจอซิสเตอร์อีกเมื่อไหร่คะ” เด็กหญิงตัดเข้าประเด็น “ตอนนี้หนูคิดถึงซิสเตอร์กวานที่สุด คิดถึงคอนแวนต์ของเรา คิดถึงซิสเตอร์คนอื่นๆ คิดถึงเพื่อนๆทุกคน มีโอกาสที่หนูจะได้กลับมาที่แห่งนี้อีกหรือเปล่า”

“ไม่จ้ะ” คำตอบที่ได้รับเย็นชาผิดกับน้ำเสียง

“ทำไมล่ะคะ หนูไม่ดียังไง”

“เพราะหนูเป็นเด็กดีกว่าที่จะมาติดค้างอยู่ในโรงเลี้ยงเด็กต่างหาก” ซิสเตอร์กวานแตะไหล่เธอแผ่วเบา “และตอนนี้หนูก็มีครอบครัวที่รับอุปการะแล้ว”

“แต่หนูเป็นแค่ทาสรับใช้ของพวกเขานะคะ”

“แล้วหนูคิดว่าที่คอนแวนต์ตอนนี้มีอะไรดีกว่าหรือจ๊ะ” สุ้มเสียงของสาวกพระผู้เป็นเจ้ากลั่นออกมาจากความขมขื่นที่แผ่คลุมทุกห้องหัวใจ

“ถึงก่อนหน้านี้หนูจะเคยไม่ชอบบรรยากาศที่นั่น เกลียดชังกฎระเบียบ หรือน้อยใจที่ตัวเองเกิดมาไม่มีพ่อมีแม่เหมือนเด็กคนอื่น ต่อเมื่อโตขึ้นมาจึงได้รู้ว่าบ้านไม่ใช่สถานที่ที่ให้ความสุขเสมอไป ตรงกันข้าม พอนึกย้อนกลับไป หนูรู้สึกว่าสถานที่ที่หนูเคยนึกอยากถีบตัวเองออกมากลับกลายเป็นบ้านที่ดีที่สุดของตัวเอง บ้านที่หนูไม่มีความผิดแผกจากคนอื่น บ้านที่ได้รับความรักใคร่จากซิสเตอร์ ถึงไม่มีพี่น้อง ไม่มีพ่อแม่ก็เหมือนมีทุกอย่างครบครัน” เหล่ฟั้นตะโกนบอก

“โอ เหล่ฟั้นจ๋า” ซิสเตอร์กวานฝืนยิ้ม “ทุกอย่างมันจบสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคอนแวนต์ ตัวซิสเตอร์เอง หรือช่วงเวลาดีๆที่เราได้อยู่ด้วยกัน ป่วยการที่หนูจะโหยหาวันคืนเรืองรองในอดีตเหล่านั้น ทั้งที่มีอนาคตอันรุ่งโรจน์รอหนูอยู่”

เด็กหญิงปรือตาเมื่อรู้สึกว่าหมอกที่อวลรอบตัวเริ่มหนาขึ้นอีกครั้ง

“ชีวิตของมนุษย์ทุกคนก็เหมือนกับการเดินทางที่พอก้าวผ่านไปแล้วก็ไม่มีทางวนกลับมาที่จุดเดิมได้...หนูก็ลองคิดเอาเองว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว อะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากันระหว่างฟูมฟายกับอดีตที่กลับไปแก้ไขไม่ได้ กับมองไปข้างหน้าโดยเก็บอดีตเหล่านั้นไว้เป็นความทรงจำดีๆในใจ”

น้ำตาของเหล่ฟั้นรื่อรื้น

“ยังไงหนูก็ยังคิดถึงซิสเตอร์” เธอถลาไปหาด้วยอารมณ์อาวรณ์ ทันทีที่นึกได้ว่าจะเป็นอีกครั้งที่ต้องพลัดพรากจากกัน                 

“เดี๋ยวเราก็ได้พบกันใหม่” ซิสเตอร์กวานให้คำมั่นขณะที่ร่างบางค่อยๆอันตรธานไปกับสายหมอก “ซิสเตอร์ไม่ทอดทิ้งหนูแน่นอน”


“อาฟั้นเป็นเด็กดี มีมานะ เลยเป็นงานเร็ว”

“แกคงจะรักนังหนูคนนี้มากเลยสิท่า” ฝ่ายชายแสดงความคิดเห็นเมื่อรถลากแล่นมาถึงถนนใหญ่ที่คับคั่งด้วยยวดยานนานาประเภท “พูดก็พูดเถอะนะ ตั้งแต่แต่งงานกันมาจะสี่สิบปี ฉันไม่เห็นแกชื่นชมเด็กคนไหนอย่างนี้มาก่อน”

“เป็นเพราะฉันสงสารมันมากกว่า” เสียงของป้าเซาอ่อนลง “เด็กมันอาภัพ พ่อแม่เป็นใครไม่รู้จัก โตมาในโบสถ์คริสตังบนแผ่นดินใหญ่ ที่มาเป็นหมุ่ยไจ๋อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมันถูกจับมาขายหลังจากที่ฝั่งกระโน้นเขามีปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจอย่างคนอื่นๆ พอเห็นมันว่านอนสอนง่าย กตัญญูรู้คุณคน เอาการเอางาน ฉันก็เลยหลงใหลได้ปลื้มกับตัวมันเป็นธรรมดา”

“พวกแม่ชีเขาคงสอนมาดี” ลุงตั๊งย่ำเท้าแรงทันทีที่เห็นจุดหมายของเมียอยู่ลิบๆ “แกก็พลอยได้ลาภลอยไป เหมือนมีลูกนอกท้องเพิ่มมาอีกคน”

ชายสูงวัยไม่คาดคิดว่าคำหยอกเล่นไร้แก่นสารของแกจะเป็นตัวการให้อารมณ์ของผู้เป็นภรรยาพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยพลัน

“นึกไปแล้วก็น่าเศร้าใจที่เราไม่มีลูกกันเลย” ป้าเซาเอนหลังพิงพนักนิ่งด้วยสีหน้าแสดงความผิดหวังในวาสนาของตัวเองที่ไร้ลูกไร้หลาน

“โอย เรื่องเก่าเหลาเหย่ บ่นมาตั้งแต่ปีมะโว้ยังไม่เลิกบ่นอีก”

คนลากรถมือฉมังโคลงศีรษะล้านเลี่ยนด้วยความรำคาญ   

“ก็ฉันกลัวตายไปเป็นผีตายโหง ไม่มีคนเซ่นป้ายวิญญาณให้”

“เรื่องนั้นฉันทำใจได้นานแล้ว คิดเสียว่าเป็นเวรเป็นกรรมของคู่เราเองก็แล้วกัน” แกบอกอย่างเห็นอกเห็นใจคู่ชีวิต

“จะบอกอะไรให้แกอย่างหนึ่ง ถึงจะยากดีมีจนอย่างไร ฉันก็ไม่เป็นทุกข์เท่ากับการที่ขาดลูกหลานไว้สืบสกุลหรอก แกอาจไม่เข้าใจว่าในเมื่อเด็กที่เกิดมามันเป็นทายาทวงศ์ตระกูลพ่อ แล้วเรื่องอะไรฉันถึงต้องเสียดมเสียดายด้วย...แกก็ลองคิดในมุมฉันซิ อาตั๊ง ผู้หญิงที่ถูกขายมาเป็นหมุ่ยไจ๋ตั้งแต่เล็ก ขาดการติดต่อกับญาติพี่น้องมาร่วมห้าสิบปี จะสรรหากันยังไงให้พบ หรือถึงพบกันมันก็ไม่มีความผูกพันใดๆอยู่แล้ว จะหวังให้เขาทำบุญไปให้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อฉันหมดลมก็คงไปลงเอยที่ป่าช้าคนอนาถา เป็นศพไร้ญาติศพหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าฉันมีลูก ถึงจะใช้คนละแซ่กัน ยังไงก็ขึ้นชื่อว่าแม่ ชั่วดียังไงอย่างน้อยคนเป็นลูกก็ต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองมาให้ใช้บ้าง ฉันเชื่อว่าลูกของเราคงไม่เนรคุณถึงขั้นที่ปล่อยให้เราตายเปล่าหรอก”

คนลากรถพยักหน้าอย่างรับฟัง

“แกบอกว่าอาฟั้นเป็นเด็กกตัญญูใช่ไหม”

“ใช่ ทำไม” สาวใช้อาวุโสถามอย่างงงๆ

“เปล่า ฉันแค่คิดว่าตัวแกมีชะตาที่สมพงศ์กับนังหนูนี่”

ลุงตั๊งพูดอย่างมั่นใจพลางเปิดทางให้ป้าเซาก้าวลงจากรถ

“ถึงฉันจะไม่รู้วิชาหมอดู แต่ขอบอกแกไว้ตรงนี้เลยนะว่าถ้าหากแกเลี้ยงดูอาฟั้นฉันลูก ในกาลหน้าเมื่อมันได้ดีแล้ว มันย่อมตอบแทนแกฉันแม่แน่นอน” นัยน์ตาที่ฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์เหล้าที่ตกค้างมาจากเมื่อคืนเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว ทว่าป้าเซากลับเมินเฉยและขยุ้มเหรียญค่าโดยสารใส่มือผัวแกอย่างไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง


เหล่ฟั้นลืมตาขึ้นอย่างผิดหวังเมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาครบถ้วน และตะลึงอยู่ครู่ใหญ่เมื่อพบว่า ที่แท้แล้วของที่เธอถืออยู่ในมือหาใช่ดอกมะลิที่ซิสเตอร์กวานตัดให้ หากเป็นสร้อยคอร้อยไม้กางเขนซึ่งได้รับมาจากคนคนเดียวกัน

“ซิสเตอร์” เด็กหญิงร่ำเรียกผู้มีพระคุณคนแรกในชีวิต พลางพินิจพิเคราะห์ภาพซิสเตอร์กวานที่ปรากฏในห้วงฝัน

มันเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ ที่ซิสเตอร์กวานมาเข้าฝันเธอเพื่อพูดคุยสารทุกข์สุกดิบ ปลอบโยน หรือให้กำลังใจในคราวเคราะห์

หรือหากครั้งใดที่ท่านไม่ได้พูดจากับเธอเป็นเรื่องเป็นราว ท่านก็จะส่งยิ้มแพรวพราวให้ และฮัมเพลงที่ใช้ขับกล่อมเธอมาทุกค่ำคืนที่ท่านต้องเข้าเวรดูแลเรือนนอนอย่างเพลงพื้นบ้านที่ชื่อ ‘เจ้าดอกมะลิ’ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานจับจิตจนเธอและเพื่อนร่วมห้องเคลิ้มหลับไปตามๆกัน

และทุกคราวที่ต้องจากลา ซิสเตอร์จะกำชับกำชาให้เธอมุ่งทำแต่ความดี ดูแลตัวเอง ตลอดจนยึดมั่นในคำสอนของพระเยซูเจ้า

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นตอนจบของความฝันที่ซ้ำซากราวกับภาพยนตร์ซึ่งวนฉายครั้งแล้วครั้งเล่าจนคนดูสามารถจดจำทุกกิริยาอาการของตัวละคร ตัวหนังสือบนจอภาพ หรือกระทั่งตำแหน่งสีเข้มจางของฟิล์มได้ถนัดถนี่ แต่เหล่ฟั้นก็พึงพอใจที่จะให้มันจบลงเช่นนั้น เพราะเธอรู้ว่านั่นเป็นหนทางเดียวที่จะได้พบท่านอีก

"ตายจริง” หมุ่ยไจ๋ตัวน้อยโงหัวขึ้นจากแขนอีกข้างที่นอนหนุนอยู่ “นี่เรามาหลับอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

แดดเที่ยงวันแผดแสงร้อนระอุราวจะปลุกเด็กหญิงผมเปียที่นอนพิงวงกบหน้าต่างให้ลุกขึ้นโดยไว ท่าทางกระวีกระวาดของเธอขณะลุกขึ้นสร้างความตกใจแก่เหล่าหงส์หยกซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการจิกกินอาหารเม็ดในถาด พวกมันตีปีกพั่บๆ พร้อมกับกระโจนโผนเผ่นกันเป็นระวิง

"ขอโทษจ้ะเจ้าตัวเล็ก ฉันไม่ได้จงใจทำให้พวกแกแตกตื่น” เหล่ฟั้นบอกทั้งที่ไม่รู้ว่านกพวกนี้จะฟังภาษามนุษย์ของเธอรู้เรื่องหรือไม่ แต่ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมา สภาพในกรงก็กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยดังเดิม                 

“โล่งอกไปที เกือบทำสัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณท่านแตกตื่นซะแล้วสิ” เธอถอนใจหนักๆ พลันลดสายตาลงต่ำ มองมะลิที่เพาะชำไว้ในกระถางเคลือบเซรามิคสามสี่ใบที่ตั้งเรียงอยู่ใต้กรงนกด้วยความรู้สึกอันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น