แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 306

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ม.ค. 2562 20:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10
แบบอักษร

ตลอดหลายเดือนแรกในบ้านตระกูลหมั่น กวาน เหล่ฟั้นหมดเวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการคิดคำนึงถึงความอับโชคของตน เมื่อใดก็ตามที่เธอผจญกับเรื่องที่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจซึ่งเกือบทั้งหมดมักมีต้นเหตุจากเจ้านายทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นคุณท่านที่ออกฤทธิ์อาละวาดได้ทุกครั้งที่เหล้าเข้าปาก คุณชายน้อยผู้มีนิสัยเกะกะระราน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสตรีที่ถือเอาอารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่อย่างคุณนาย เธอจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เหตุใดเธอจึงตกเป็นเบี้ยล่างของคนเหล่านี้ แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือเธอไม่เคยยินยอมหรือสมัครใจในชะตากรรมที่เป็นอยู่เลย

“หนูเบื่อทุกคนในบ้านนี้” เหล่ฟั้นเอะอะอย่างเหลืออดในบ่ายวันหนึ่งเมื่อเธออยู่กับป้าเซาตามลำพัง “คุณท่านชอบจ้ำจี้จ้ำไชเรียกหาหนูเวลาที่หนูอยากพักผ่อน คุณนายก็เจ้ากี้เจ้าการ ไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็ใช้อารมณ์ทุกที ส่วนคุณชายน้อยยิ่งกว่าใคร ใช้งานหนูตลอดเวลาไม่พอ ยังชอบแกล้งหนูอยู่เรื่อย”

“ทุกคนมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีในตัวเขาเอง ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกมองด้านไหนของเขา อย่างป้าก็เป็นคนโลเล ตัดสินใจไม่เฉียบขาดสักเรื่อง” ป้าเซาสอนพลางกวาดหยากไย่ที่เกาะอยู่หลังผ้าม่าน

“แต่นี่หนูกำลังพูดถึงพวกคุณๆเขาอยู่นะคะ”   

“ก็เหมือนกันนั่นแหละ ทำไมหนูถึงเลือกมองแต่ด้านดีของป้าได้ แล้วมองแต่ด้านไม่ดีของพวกท่านเล่า” แกหยุดมือที่ปัดกวาดไปมาชั่วคราว แล้วหันหน้ามาหาเด็กหญิง “นายทุกคนของเราล้วนมีความดีในตัว คุณท่านเป็นเจ้านายในอุดมคติ ถึงจะเมาหยำเปหรือวางอำนาจมากไปในบางครั้ง แต่ท่านก็ปกครองพวกเราด้วยความเป็นธรรมมาโดยตลอด คุณนายเป็นผู้หญิงที่สวยงามหมดจด ความรักและความเอาใจใส่ที่ท่านมีต่อลูกของท่านเป็นสิ่งที่แม่ทุกคนสมควรเอาเยี่ยงอย่าง และคุณชายน้อยก็เป็นเด็กฉลาดเฉลียว ขวนขวายหาความรู้ มีสัมมาคารวะต่อคุณพ่อคุณแม่”

“แต่ว่าป้าคะ...” เหล่ฟั้นเอ่ยเหมือนจะขัดป้าเซา

“มีอะไรอีกหรือ”

“เปล่าหรอกค่ะ ไม่มีอะไร” เธอก้มหน้าหลบสายตาที่มองมา

“คนเราเพิ่งโพล่งขึ้นมาหยกๆ ยังโกหกหน้าตายไปได้” 

ผู้สูงวัยติงด้วยรอยยิ้มมุมปากและน้ำเสียงเรียบเรื่อย                         

“หนูไม่อยากอยู่บ้านนี้แล้ว” ท้ายที่สุดเธอก็ต้องพูดความจริง

ป้าเซาทอดสายตาดูเด็กหญิงที่ตนดูแลเสมือนหลานแท้ๆอย่างปรานี พลันเอ่ยขึ้นพร้อมกับนำไม้กวาดพาดเก็บไว้ในตำแหน่งประจำของมัน

“นอกจากคนแล้ว ทุกสรรพสิ่งบนโลกก็ไม่ต่างกัน” แกว่าอย่างจริงใจ “บ้านหลังนี้ก็เหมือนคนเป็นเจ้าของคือมีทั้งดีและไม่ดี แล้วแต่ว่าเราจะซึมซับด้านใดในตัวมัน ทุกอย่างอยู่ที่ตัวหนูเองว่าจะมองบ้านนี้เป็นกองไฟหรือผืนน้ำ ถ้าหนูคิดว่ามันเป็นผืนน้ำที่ให้ความชุ่มชื่นรื่นเย็น มันก็เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าหนูคิดว่ามันเป็นกองไฟที่เผาไหม้ หนูก็จะพบแต่ความร้อนระอุจนหาความสุขกับมันไม่ได้เลยทีเดียว”

เหล่ฟั้นไม่ตอบ เอาแต่คลึงสร้อยกางเขนที่สวมติดตัวตลอดเวลา 

ถึงจะยังไม่สามารถมองเคหสถานประจำตระกูลผู้เรืองอำนาจแห่งฝั่งเกาลูนเป็นน้ำใสไหลเย็นได้ดังที่ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของบ้านมุ่งหวัง แต่ความโอนอ่อนที่อัดแน่นในกมลสันดานของเหล่ฟั้นเป็นเหตุให้เธอมองโลกในแง่ดีขึ้น และไม่ช้าไม่นานกองไฟซึ่งมอดไหม้ในใจเธอมานานเดือนก็ค่อยๆอ่อนกำลังลง จนกระทั่งมันกลายสภาพเป็นแค่ฝุ่นเถ้าหย่อมหนึ่งซึ่งไม่เหลือเชื้อเพลิงพอที่จะสร้างไอร้อนอีกต่อไป


เวลาสี่ปีของคนแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน บ้างอาจมองว่าสี่ปีนั้นสั้นจนไม่แลเห็นความคืบหน้า ขณะที่อีกมากกลับมองว่ายาวนานจนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง...ถึงแม้เหล่ฟั้นจะไม่เคยขบคิดในประเด็นนี้ ทว่าคนรอบข้างทั้งหมดต่างก็ลงความเห็นเป็นสำเนียงเดียวกันว่าเธอเปลี่ยนไปมาก

ครั้นมีอายุราวสิบสองปี เหล่ฟั้นก็เจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและทางความคิด ลำข้อเธอแข็งแรงกว่าเก่าเป็นหลายเท่าจากการกรำงานที่ใช้แต่แรงกาย เรือนร่างก็เริ่มเต็มออกตามประสาเด็กหญิงที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น นอกจากนี้ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เธอดูละม้ายอายี่กับอาฉุนจนใครๆที่เห็นต่างเข้าใจผิดว่าพวกเธอเป็นพี่น้องสามใบเถา ลำบากเจ้าตัวต้องคอยแก้ข่าวอยู่เรื่อยไป

ความชังที่อยู่อาศัยของเธอลดน้อยถอยลงทุกวันคืน ค่าที่เธอปรับตัวเข้ากับชีวิตปัจจุบันได้มากขึ้น กอปรด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวซึ่งได้รับการฝังหัวมาแต่เด็ก เหล่ฟั้นยอมรับฐานะหมุ่ยไจ๋ของตนโดยดุษณี ไม่โยเยโหยกเหยกเหมือนเมื่อตอนที่ย้ายเข้ามาบ้านนี้ใหม่ๆ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับบรรดาเจ้าของบ้านจะยังคงดำเนินไปอย่างตึงเครียดก็ตามที

เหล่ฟั้นโตวันโตคืน หากขณะเดียวกัน ป้าเซาซึ่งเฝ้าห่วงหาอาทรอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่พบหน้าค่าตากันครั้งแรกก็ชราภาพลงทุกที บัดนี้เส้นผมสีเทาแก่ของแกทยอยแปรเปลี่ยนเป็นสีขาว อันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทศวรรษที่หกของชนม์ชีพที่จวนจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ แม้ความกระฉับกระเฉงในตัวแกจะมิได้ลดราลงไป แต่แกก็รู้ตัวดีว่าเวลาของแกคงเหลืออีกไม่มากนัก จึงฝึกปรือเหล่ฟั้นให้ทำกิจธุระต่างๆแทนแกทั้งงานบ้านและงานครัว และเมื่อเด็กหญิงเป็นงานมากขึ้น ป้าเซาจึงลดบทบาทลง ปล่อยให้เป็นหน้าที่หลักของเหล่ฟั้นโดยที่แกคอยสอดส่องควบคุมอยู่ห่างๆ

และในปีเดียวกันนั้น สมาชิกสภาหมั่น ช่งจี ก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวติดต่อกันอีกสมัยหนึ่ง ส่งผลให้เขากลายเป็นชาวจีนเพียงไม่กี่คนที่สามารถรั้งเก้าอี้อันทรงเกียรติของแดนอาณานิคมฮ่องกงได้อย่างเหนียวแน่น นอกเหนือไปจากความถูกอัธยาศัยกันแล้ว นโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาในบริเวณเกาลูนของเขาซึ่งเห็นผลแจ่มแจ้งตั้งแต่ไตรมาสแรก ยังเป็นเหตุผลประการสำคัญที่ทำให้ข้าหลวงใหญ่ เซอร์อเล็กซานเดอร์ แกรนแธม โปรดปรานเขาเป็นพิเศษ จนถึงกับชักชวนให้ช่งจีไปตีกอล์ฟที่สนามส่วนตัวข้างจวนข้าหลวงในวันหยุด และแต่งตั้งให้เป็นผู้ติดตามไปรับประทานอาหารค่ำกับแขกบ้านแขกเมืองอยู่เนืองๆ


ผู้คนบนฝั่งเกาลูนหลายคนวิจารณ์ว่าการที่นายหัวตระกูลหมั่นคนปัจจุบันเป็นคนสนิทชิดเชื้อกับผู้ทรงศักดิ์ที่สุดในดินแดนอาณานิคมแห่งนี้ ย่อมเกิดผลกระทบทั้งสองด้าน ข้อดีคือท้องที่เกาลูนซึ่งล้าหลังกว่าศูนย์กลางการปกครองอย่างเกาะฮ่องกงอยู่หลายขุม จะพลอยได้รับอานิสงส์จากบารมีของท่านข้าหลวงใหญ่ และอาจนำมาซึ่งโครงการสร้างความเจริญก้าวหน้าในอนาคต ส่วนข้อเสียคือพฤติกรรมของลูกเมียนายหัวซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นที่จงเกลียดจงชังของสามัญชนอยู่แล้ว จะยิ่งเลวลงไปอีก

ถึงตอนนี้ ชาวบ้านก็คงเห็นชัดแล้วว่าข้อเสียมีมากกว่าข้อดี              

แค่ไม่กี่เดือนที่ข่าวลือเรื่องสมาชิกสภาช่งจีเป็นคนโปรดข้าหลวงแกรนแธมแพร่สะพัดออกไป คุณนายหยิงโถวกับคุณชายน้อยไหว่เชิงก็วางท่าเป็นคนใหญ่คนโตเต็มที่ จากที่สมัยก่อนก็ถือตัวไม่ใช่น้อยๆอยู่แล้ว สมัยนี้ยิ่งกลายเป็นเหลิงจัด สองแม่ลูกเบ่งราวกับอึ่งอ่างพองตัว ไม่สนทนาพาทีกับชาวบ้านชาวช่องเหมือนเก่า จะไปไหนมาไหนเป็นต้องตามจิกอาหว่องสารถีมาขับขี่รถให้เสมอ ด้วยเหตุผลอันแสนจะเย่อหยิ่งว่าท้องถนนในเกาลูนสกปรก หนำซ้ำยังเป็นที่สัญจรไปมาของคนชั้นต่ำ จึงต้องนั่งรถเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้กลิ่นอายผู้ดีในตัวพวกตนต้องแปดเปื้อน แม้ว่าในหลายๆครั้งจุดหมายปลายทางของหล่อนกับลูกจะอยู่ห่างออกไปแค่ถนนใหญ่คั่นเท่านั้นเอง                 

คุณนายแต่งตัวสวยผิดปกติปานยกเครื่องใหม่ทั้งตัว อาภรณ์ที่ใส่สวมก็ดูแผกตาไปจากเก่า ประดับเครื่องทองเครื่องเพชรเต็มตัวราวกับต้นคริสต์มาสในโบสถ์ ส่วนคุณชายน้อยก็แต่งกายดูดีกว่าเดิมเช่นกัน ทุกวันจะสวมเสื้อคอปกมีเอี๊ยมกับกางเกงผ้าลินินอย่างดีจนเป็นชุดอยู่บ้าน บางวันผูกหูกระต่ายผูกเนกไทประหนึ่งเตรียมออกงาน ทั้งการแต่งกายและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้น ดูช่างห่างไกลจากภาพแรกที่เหล่ฟั้นเห็นเขา ไม่มีเค้าเงื่อนของเด็กชายเนื้อตัวมอมแมมที่เที่ยวเล่นในตรอกเหลืออยู่เลย

จะเป็นเพราะอุปาทานหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เหล่ฟั้นสังเกตว่าวันไหนที่แม่ลูกคู่นี้แต่งกายด้วยชุดใหม่แกะกล่อง พวกเขาจะยืดเวลาการแต่งกายออกไปนานกว่าทุกวันเป็นสิบนาที ครั้นยุรยาตรไปจากหน้าบ้าน อาหว่องต้องขับรถเก๋งสุดหรูให้ช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลานเสมือนได้รับคำสั่งมาจากเบื้องบน ถึงแม้จะไม่มีผู้ใดทราบเหตุผลที่แน่ชัดของพฤติกรรมเช่นนี้ ทว่าคนส่วนใหญ่ก็รู้กันเป็นนัยๆว่าเป็นการ ‘อวดรวย’ ตามแบบฉบับของผู้มั่งมีใจต่ำที่นิยมข่มขี่สามัญชนด้วยอำนาจเงิน                 

ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องอธิบาย กับการที่ประชาชนคนฝั่งเกาลูนทั้งหลายจะพร้อมใจกันชิงชังภริยาและบุตรชายเจ้าของท้องที่ชนิดไม่อยากดูดำดูดีด้วย และจะรีบสุมหัวกันนินทาว่าร้ายอย่างทันทีทันใดเมื่อทั้งคู่คล้อยหลัง

กับท่านสมาชิกสภาช่งจี ผู้คนอาจจะให้ความเคารพนบนอบได้อย่างสุดจิตสุดใจ แต่กับคนข้างหลังของเขาถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และก็เป็นที่รู้กันว่าท่าทีพินอบพิเทาที่ทุกคนมีต่อสองแม่ลูกเป็นไปในลักษณะของความกลัวเกรงในอำนาจราชศักดิ์ของคนทั้งสอง มากกว่าจะเป็นความเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่มีต่อหัวหน้าครอบครัว นับเนื่องไปถึงเทือกเถาเหล่ากอของวงศ์ตระกูลผู้ล่วงลับดับขันธ์

“บรรพชนตระกูลหมั่นทุกคนล้วนเป็นคนดี...”

อายี่เอ่ยด้วยอากัปกิริยาสุดแสนก๋ากั่น เมื่อทั้งบ้านไม่เหลือใครอื่น นอกจากสามสาว “คุณท่านนี่น่ะยังไม่เท่าไหร่หรอก รู้สึกว่าเจ้าคุณพ่อ เจ้าคุณปู่ จะดีซะยิ่งกว่าคุณท่านด้วยซ้ำไป ใครๆที่เกิดทันยุคเจ้าคุณพ่อก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้น”

“แต่หนูว่าคุณท่านก็เป็นคนดีนะ” เหล่ฟั้นออกรับแทนนาย

"เด็กน้อย เธอนี่ช่างไม่ประสีประสา” คนเปิดประเด็นกรีดเสียงสูง “เธอไม่เข้าใจคำว่า ‘ดีกว่า’ หรือไงจ๊ะอาฟั้น มีคนดีก็ต้องมีดีกว่าเป็นปกติ”                 

“ดูยังกับว่าคนตระกูลนี้มีแต่จะแย่ลงทุกรุ่นๆ” อาฉุนลดระดับเสียงลงด้วยความกังวลว่าจะมีใครมาได้ยินเข้า

“เออสิ” คนโตสุดในกลุ่มพยักพเยิดอย่างเห็นด้วย “ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลหรอก อีตาคุณชายน้อยนี่ล่ะ นิยามของสำนวน ‘ต้นงามผลเน่า’ แท้ๆเลย ดีมาตั้งแต่รุ่นเทียดยันรุ่นพ่อ มาเสียที่รุ่นตัวเอง”

เหล่ฟั้นยิ้มให้กับถ้อยคำกระทบกระเทียบอย่างเผ็ดร้อนของอายี่ พี่น้องตระกูลถ่องคู่นี้กล่าวถึงคุณชายน้อยในทางร้ายทุกครั้งที่อยู่ลับหลัง ซึ่งความไม่ชอบนี้มีสาเหตุมาจากหลายๆอย่าง อาจเป็นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่พวกตนแก่กว่าหลายปี แต่กลับต้องมาปรนนิบัติพัดวีเด็กที่ทั้งดื้อรั้นทั้งเอาแต่ใจ หรือไม่ก็ความหมั่นไส้ที่มีต่อผู้เป็นมารดา ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใด เหล่ฟั้นก็อดที่จะขำขันตามน้ำไปด้วยไม่ได้

“อยากรู้จังว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณชายน้อยเป็นใหญ่ในบ้านหลังนี้” อาฉุนจงใจเลี่ยงประโยคเงื่อนไขอันไม่เป็นมงคลไว้

“เธอจะรู้ไปทำไมไม่ทราบ” อายี่ยั่วแย้ง “ถึงวันนั้นเราทุกคนคงย้ายออกไปมีเหย้ามีเรือนของตัวเองหมดแล้ว ไม่อยู่นี่จนแก่เฒ่าเหมือนป้าเซาหรอก”                 

“แล้วป้าเซาจะเป็นยังไง” เหล่ฟั้นใจเสีย

“ไม่รู้แก” ผู้เป็นเสมือนพี่สาวคนโตสั่นหัวแรงๆ "รู้แต่ว่าถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ใครที่เป็นบ่าวบ้านนี้ก็คงมีสภาพไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็นเท่าไหร่ มีเจ้านายที่ทะนงตัวขนาดนี้” 

หมุ่ยไจ๋ทั้งสามปิดปากพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย มีเพียงเสียงผ่อนลมหายใจอย่างวิตกแทนถ้อยคำภาวนาขออย่าให้ ‘วันนั้น’ มาถึง...




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น