แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 300

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 20:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9
แบบอักษร

​เวลาล่วงเลยไปถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว เด็กหญิงยังคงนั่งกอดเข่าร่ำไห้เพียงลำพังที่มุมห้องเหมือนกับเมื่อแรกผลุบเข้ามาในห้องนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

ประตูทั้งบานหน้าและบ้านหลังลงกลอนแน่นสนิท ปานจะแยกขาดระหว่างโลกใบเล็กซึ่งตนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแต่ผู้เดียวกับโลกใบใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดโกลาหล คงมีแต่แสงจันทร์รำไรเท่านั้นที่ได้รับความยินยอมให้เยี่ยมกรายเข้ามาทางช่องลมโดยไม่ถูกขวางกั้น

“ไม่จริง” เธอคร่ำครวญ น้ำตารื้นในแสงจันทร์ที่พราวฟ้า “เป็นไปได้ยังไง ไหนซิสเตอร์เคยบอกว่าสมัยนี้ไม่มีทาสเหลืออยู่แล้ว” 

ชั่วแล่นที่ใจประหวัดถึงเรื่องแต่หนหลัง เหล่ฟั้นก็ต้องกลั้นสะอื้น

“ซิสเตอร์ขา ทาสคืออะไรหรอคะ”

“ทำไมถึงอยากรู้ล่ะจ๊ะ” ภคินีผู้เลี้ยงเธอมาเสมือนลูกถามกลับด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน “ไปได้ยินคำนี้มาจากไหน”

“ก็จากพระคัมภีร์เล่มอพยพ ตรงที่เล่าเรื่องโมเสสพาชาวยิวหนีจากความเป็นทาสของพวกอียิปต์นั่นน่ะค่ะ” เธอตอบตามความจริง

"ทาสก็คือคนที่เป็นข้าช่วงใช้ของคนอื่น ต้องคอยรับใช้เจ้านาย ไม่มีอิสรเสรีในตัวเอง ชีวิตของพวกเขาเหมือนสิ่งของที่เจ้านายจะใช้สอยอย่างไรก็ได้”

“แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะคะ” เธอสงสัย

“พระเจ้าเท่านั้นที่รู้” ซิสเตอร์ตอบโดยปราศจากอารมณ์ในน้ำเสียง “แต่หนูไม่ต้องตกใจไปหรอกจ้ะ เพราะทาสเป็นแค่กลุ่มคนในอดีตที่ไม่มีในปัจจุบันแล้ว เหมือนกับโหราจารย์ ทหารโรมัน หรืออีกหลายๆอาชีพที่หนูรู้จัก”

เหล่ฟั้นเงยหน้าขึ้นมองรูปวาดสีน้ำมันของพระคริสต์คล้ายจะรอฟังคำตอบ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นวี่แววจะได้ยินสิ่งที่ต้องการ

“คิดอะไรอยู่จ๊ะ เหล่ฟั้น”

“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ” เด็กหญิงตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่ก็ต้องเผยความในใจออกมาด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ “หนูคิดว่าบางทีพระเจ้าก็ทรงลำเอียงไปหน่อย” เธออึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงข้อความในไบเบิลที่อรรถาธิบายความทุกข์แสนสาหัสที่ทาสชาวยิวได้รับเป็นหน้าๆ “อย่างเรื่องนี้ หนูสงสัยว่าพวกทาสเขาทำผิดอะไร ทำไมพระเจ้าถึงได้ลงโทษพวกเขารุนแรงอย่างนั้น แล้วพวกนายทาสทำความดีอย่างไร ทำไมพระเจ้าถึงประทานความสะดวกสบายแก่พวกเขา ทั้งที่มนุษย์ทุกคนก็ถือกำเนิดมาด้วยพระประสงค์ของพระองค์ทั้งนั้น”

นักบวชสาวหยุดขยับสายประคำในมือ สายตาที่จ้องมองจิตรกรรมข้างฝาแฝงความศรัทธาท่วมท้นจิตใจ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เด็กหญิง 

"จริงอยู่ที่พระเจ้าอาจจะไม่ยุติธรรมกับหลายๆคน แต่พระองค์ก็ไม่เคยหันหลังให้คนดี” ซิสเตอร์กวานแย้งอย่างนุ่มนวล “ซิสเตอร์เชื่อตลอดมาว่าพระองค์จะประทานสิ่งดีๆแก่มนุษย์ที่ทำความดีเสมอ โดยเฉพาะในยามคับขันที่สุดของชีวิต”


“นี่ยังไม่พออีกหรือคะ พระเจ้า” เหล่ฟั้นสั่นศีรษะแรงๆ มือที่สั่นเทากุมสร้อยคอกางเขนแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “พระองค์จะให้ลูกทนกับเรื่องร้ายๆไปถึงเมื่อใด”

เด็กน้อยน้ำตาพรูเป็นสายธาร เธอขดร่างผอมแห้งในอ้อมแขนตนเองและส่งเสียงร้องระงมปิ่มว่าจะตายเสียให้ได้ แม้เมื่อมีเสียงเคาะประตูระรัวดังขึ้น ตามด้วยเสียงขานชื่อเธออีกหลายเที่ยว

“อาฟั้นเอ๊ย เปิดประตูให้ป้าหน่อยเถอะ”

เจ้าของชื่อขยับตัวช้าๆ ดวงตาวาววับด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า

“อย่าพาลโกรธป้าเลย ป้ามาดี” คนเรียกเริ่มพ้อ

เหล่ฟั้นกัดฟันอย่างจะผ่องถ่ายความขัดอกขัดใจทั้งมวลมีอยู่ไปที่ริมฝีปากล่าง เมื่อตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางลดละความพยายามของตนอย่างแน่นอน ในห้วงเวลาอันน่าอึดอัดนั้น เธอเม้มปากแน่น แล้วผลุนผลันไปที่ประตูเพื่อยุติเสียงเรียกร้องอันแสนกวนใจของหญิงวัยกลางคน

“ป้าจะมาทำไม” เหล่ฟั้นถามเสียงขุ่นขณะคลายกลอนที่คล้องสายยูอย่างแข็งขืน ตาแดงช้ำเหลือบมองแขกไม่ได้รับเชิญด้วยความฉงนสนเท่ห์

“มาดูอาการของหนู”

“อย่ามายุ่งกับหนูจะดีกว่า” เด็กหญิงไล่

“ถ้ายังงั้นก็ไม่เป็นไร” ป้าเซากล่าวอย่างเป็นต่อ ทว่ากระแสเสียงยังเจือด้วยความเมตตา “ถ้าหนูไม่ต้องการรู้ความจริงที่ค้างคาใจ ป้าจะไม่พูดก็ได้”

“ความจริงอะไร” เหล่ฟั้นเริ่มลังเลกับข้อต่อรองนั้น                         

“ทุกๆอย่างที่หนูสงสัยมาตลอดสองวันนี้ และความหมายของชื่อ ‘หมุ่ยไจ๋’ ที่หนูเข้าใจมันผิดมาตั้งแต่แรก”


ไหว่เชิงเพิ่งจะเปลี่ยนท่ามานอนหนุนตักหญิงสาวผู้เป็นแม่ได้ไม่นาน ก่อนที่พ่อของเขาจะหันกลับมาหลังจากยืนสงบสติอารมณ์ริมหน้าต่างเป็นเวลาเนิ่นนาน หนุ่มใหญ่เมียงมองลูกชายที่กำลังนั่งกะหนุงกะหนิงกับเมียรักด้วยสายตาหมั่นไส้ พลางคิดย้อนหาความผิดพลาดในอดีตซึ่งเป็นตัวการให้ลูกของเขาเติบโตมาเป็นคุณชายน้อยผู้ออเซาะเยี่ยงเด็กผู้หญิงดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

“แกคงจะรู้นะว่าทำไมพ่อถึงเรียกแกมาอบรมถึงนี่ ทั้งที่ปกติพ่อแทบจะไม่เคยรบกวนเวลาหลังมื้อเย็นของแกเลย”

“รู้แล้วล่ะน่า” ไหว่เชิงย่นจมูก

"รู้แล้วยังทำอีก อย่างนี้สิยิ่งน่าลงโทษใหญ่” สมาชิกสภาบริหารขึ้นเสียง “ไม่เคยมีใครสั่งสอนแกหรือว่าการเหยียดหยามคนอื่นต่อหน้าเป็นการกระทำที่ต่ำทราม ไร้เกียรติและศักดิ์ศรียิ่งนัก ถึงแกจะไม่เคารพหมุ่ยไจ๋คนใหม่ แกก็น่าจะเห็นหัวหมุ่ยไจ๋คนเก่าอย่างป้าเซา อายี่ และอาฉุน เสียบ้าง ถากถางคนแผ่นดินใหญ่แบบนั้นก็เท่ากับว่ากระทบพวกเขาทุกคน คำพูดคำจาแกนับวันก็ยิ่งกระด้างขึ้นทุกที พ่อล่ะอยากรู้จริงๆว่าแกไปเลียนการกระทำเลวๆแบบนี้มาจากไอ้ชาติชั่วที่ไหนมา”

“ก็จากคุณพ่อนั่นแหละ” เขาย้อน “ถ้าคุณพ่อไม่บ่นให้ผมฟัง มีหรือครับที่ผมจะรู้เรื่องพวกนั้น ที่พูดไปก็ท่องจำจากคุณพ่อทั้งนั้น”

“แกกล้าดียังไงมาว่าพ่อ” บิดาดุพลันพรวดไปคว้าไม้เรียวที่วางบนเก้าอี้หวาย “เด็กทะลึ่งอย่างแกต้องรู้จักนาบก้นด้วยไอ้นี่ซะบ้างแล้ว”

“หรือว่าคุณไม่เคยพูดล่ะคะ ที่รัก” หญิงสาวพูดเชิงเหน็บแนม

“มันไม่เหมือนกัน” ช่งจีเอ็ดอึง “ฉันพูดแบบนั้นเฉพาะเวลาที่เคร่งเครียดกับงานซึ่งมีมูลเหตุมาจากผู้อพยพชาวแผ่นดินใหญ่อย่างปัญหาสาธารณสุขหรือปัญหาสังคม แต่ฉันก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดนำคำพูดพวกนั้นไปพูดในที่แจ้ง และที่สำคัญยิ่งยวดคือฉันไม่เคยดูถูกพวกเขาอย่างที่ไอ้ลูกชายของเรามันทำกับอาฟั้นเมื่อเย็นนี้”   

“อ๋อ คุณเห็นว่าเด็กรับใช้มันดีกว่าลูกเราใช่มั้ยคะ” หล่อนไม่ยอมฟัง “ทีกับเด็กใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานคุณผดุงความยุติธรรมให้นักหนา แต่กับเชื้อสายตัวเองที่ฟูมฟักมาแปดเก้าปีดันจะมาเฆี่ยนตีกัน”

“ฉันเป็นประมุขบ้านนี้ และทั้งคู่เป็นคนของฉัน” เขาสรุปดื้อๆ

“ไม่รู้แหละ” หยิงโถวกระชับกอดลูกแน่นเหมือนดั่งแม่นกที่กางปีกป้องลูกน้อยจากโพยภัย “ต่อให้คุณชักแม่น้ำอีกสักร้อยสายมาอ้าง ฉันก็ไม่มีทางยอมให้คุณตีอาเชิงเป็นอันขาด ถ้าคุณคิดจะลองดีกับฉันก็เชิญ”

ประมุขของบ้านตระกูลหมั่นหน้าเข้ม ทำท่าจะโต้กลับ แต่เมื่อเผชิญกับใบหน้าบูดบึ้งและประกายตาลุกวาวคู่นั้น เขาก็ได้แต่ข่มโทสะและทิ้งไม้เรียวลงพื้น ก่อนจะกระแทกส้นเดินกึงๆไปนอกห้องด้วยความคับแค้น 

อารมณ์ขุ่นมัวของช่งจียิ่งเลวร้ายลงอีก เมื่อเขาระลึกถึงท่าทีที่ภรรยาของเขามีต่อลูก ชายวัยกลางคนถอนใจเป็นห้วงๆ และอดที่จะโยนความผิดไปให้เมียสาวไม่ได้ว่าในกระบวนสาเหตุทั้งมวลที่ส่งผลให้ไหว่เชิงเป็นเด็กนิสัยเสียแบบนี้ น่าจะมาจากการเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมเกินพอดีของหล่อนมากกว่าอย่างอื่น


“หมุ่ยไจ๋ไม่ได้หมายความตรงตัวว่า ‘น้องสาวน้อย’ หรอก”

ป้าเซาบอกเมื่อเด็กหญิงแสดงสีหน้าพร้อมฟัง “มันเป็นคำสแลงหมายถึงเด็กผู้หญิงจากครอบครัวอนาถาที่ถูกขายมาเป็นคนใช้แรงงานในบ้านคนร่ำรวย ตามโรงน้ำชา โรงเตี๊ยม ไปจนถึงซ่องโสเภณี”

“ขายกันเหมือนสัตว์หรือทาสน่ะเหรอคะ” เหล่ฟั้นดักหน้า

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ถูกเสมอไป” แกให้เหตุผล “เพราะที่จริงแล้ว การซื้อขายหมุ่ยไจ๋เกิดจากการตกลงใจกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนายเงิน พ่อแม่ของเด็ก รวมถึงตัวเด็กเอง ทุกฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ตัวนายเงินได้คนไว้ช่วยทำงานการ พ่อแม่เด็กได้เงินมาจุนเจือฐานะครอบครัว ส่วนเด็กก็ได้มีชีวิตที่ดีกว่า อาศัยข้าวปลาในหม้อคนมีอันจะกิน ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในครอบครัวตนเอง ระบบหมุ่ยไจ๋เลยถูกมองว่าเป็นการกุศล หาใช่การข่มเหงคะเนงร้าย นี่คือสาเหตุที่ทำให้มันยืนยงอยู่คู่สังคมชาวกวางตุ้งเรามานมนาน”

“แล้วหนูได้ประโยชน์ยังไงจากระบบบ้าบอนี่” เหล่ฟั้นสะบัดเสียง “หนูไม่มีพ่อแม่ หนูไม่เคยร้องขอให้ใครขายหนู หนูไม่เคยคิดฝันเป็นทาสรับใช้ใคร ทำไมหนูถึงต้องเป็นหมุ่ยไจ๋ ป้าตอบหนูมาสิ”

ป้าเซาพลอยเศร้าซึมกับคำตัดพ้อต่อว่าของเธอ

“ยายคนที่ขายหนูมาให้คุณนายมันช่างร้ายกาจ” แกซับน้ำตาด้วยปลายนิ้วอวบหนา “มันชุบมือเปิบเห็นๆ หนูไม่ใช่ลูกหลานมัน ก็ด้านหน้าไปขอหนูมาจากโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า แล้วยังมีหน้าพามาขายถึงฮ่องกงอีก”

เหล่ฟั้นสะอึกสะอื้น ก่อนเอ่ยด้วยท่าทางที่เอาจริง

“พาหนูออกไปจากที่นี่หน่อย ด้วยวิธีไหนก็ได้”

“ไม่ได้หรอก” ผู้สูงวัยปฏิเสธ “คุณท่านและคุณนายเสียเงินเสียทองซื้อตัวหนูมาแล้ว พวกท่านไม่มีทางปล่อยหนูไปแน่”

“ป้าก็ไม่ต้องให้พวกท่านรู้สิ” เหล่ฟั้นเบิกตามองป้าเซาแน่วแน่ “ถ้าป้าไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยหนู หนูก็จะเป็นคนลงมือทำเอง”

“อย่านะอาฟั้น อย่าคิดทำแบบนั้นเด็ดขาด” แกปรามอย่างรู้ทันว่าสิ่งที่เด็กหญิงเปรยไว้คือการหลบหนี “ป้าไม่อยากให้ผู้คนในบ้านเราต้องเป็นทุกข์กับการกระทำเช่นนั้นเหมือนอย่างที่หมุ่ยไจ๋คนก่อนหนูทำเมื่อไม่นานนี้”

“อาเหม่งใช่มั้ยคะ”      

“ฮื่อ” ป้าเซาทำเสียงรับ “แกหนีไปจากที่นี่ก่อนหน้าที่หนูจะมาถึงได้อาทิตย์เศษ ไปแบบที่เขาเรียกว่าหนีตามกันไป เพราะเด็กหนุ่มชาวเรือคนรักของแกเป็นคนมารับ ป้าไม่ได้ยินข่าวคราวจากแกอีก แต่ที่บ้านเราเป็นเดือดเป็นร้อนกันมาก พวกเด็กสาวอย่างอายี่และอาฉุนก็พลอยฟ้าพลอยฝนถูกคุณนายเพ่งเล็งไปด้วย ที่สองสาวไม่ได้ออกไปนอกชายคาบ้านเลยก็เพราะท่านเกรงว่าจะเดินตามรอยอาเหม่ง ส่วนตัวป้าเองก็ถูกคาดคั้นเอาผิดอยู่เนืองๆว่ารู้เห็นเป็นใจที่แกหนีไป”

สาวใช้อาวุโสเงียบไปพักใหญ่

“ป้าเชื่อว่าเด็กผู้หญิงที่มีจิตใจเผื่อแผ่อย่างหนูไม่มีทางทำให้คนอื่นต้องทุกข์ร้อนใจเพราะสิ่งที่หนูทำใช่ไหม อาฟั้น”

คำถามชี้นำนั้นเหน็บหนาวเข้ามาในหัวใจของเด็กหญิง เหล่ฟั้นรู้สึกวังเวงอย่างบอกไม่ถูก เธอก้มศีรษะลง จากนั้นจึงหลุดคำขอโทษออกมาอย่างอิดๆออดๆ “หนูขอโทษค่ะป้าเซา หนูจะไม่พูดแบบนั้นอีกแล้ว”

“ไม่เป็นไร ป้าพอจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะว่าตอนที่ป้าอายุเท่าหนู ป้าก็ถูกขายมาเป็นหมุ่ยไจ๋ในบ้านหลังนี้เหมือนกัน...” เสียงแกดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมๆกับที่ร่างเตี้ยตันย่อกายลงโอบเด็กหญิงไว้ “...สมัยก่อนแผ่นดินใหญ่ข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองก็ลุกเป็นไฟ พ่อแม่นิยมขายลูกสาวมาเป็นหมุ่ยไจ๋ในฮ่องกงกันมาก ป้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น กระทั่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้วที่อังกฤษตั้งใจจะสลายระบบหมุ่ยไจ๋จริงจัง รัฐบาลกลางที่ลอนดอนตรากฎหมายห้ามมิให้ฮ่องกงมีการซื้อขายเด็กหญิงอีก จำนวนหมุ่ยไจ๋จึงทยอยลดลงจนแทบจะสูญไปช่วงหลังมหาสงครามนี้เอง”

“เพราะอะไรถึงเป็นหนู ทำไมหนูต้องเป็นผู้โชคร้ายไม่กี่คนที่กลายมาเป็นหมุ่ยไจ๋ ทั้งที่มันแทบไม่เหลือแล้ว”

“ป้าตอบไม่ได้” เสียงของหญิงสูงอายุขาดหายไปชั่วขณะ สายตาที่สบประสานกับเด็กคราวหลานเจือด้วยแววสังเวช “เรื่องบางเรื่องก็อยู่เหนือความเข้าใจของเรา ทั้งเหตุและผลของมันไกลเกินเราจะเอื้อมถึงได้”

“พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ใช่มั้ยคะ”

เหล่ฟั้นพึมพำตามที่ได้ยินมา

“เรื่องบางเรื่องมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ตอบได้ ขณะที่เราทุกคนไม่อาจฝ่าฝืนลิขิตหรือแม้แต่จะรับรู้เรื่องนั้นๆ ทั้งที่มันเป็นเรื่องของตัวเราเอง”                 

“ถูกล่ะ ชีวิตมนุษย์เราเลือกอะไรตามใจชอบไม่ได้เสมอไปหรอก อาฟั้น” ป้าเซาคลายแขน “แต่ถึงแม้ว่าเราจะรับรู้สิ่งที่อยู่ในใจพระเจ้าไม่ได้ แต่เราก็สามารถทำให้พระเจ้าเห็นใจเราได้ด้วยการทำดี”

เธอสบตาป้าเซานิ่งนาน ในมือยังถือสร้อยไม้กางเขนขณะพิจารณาตามคำสอนนั้น ก่อนลดมือลงพร้อมผงกศีรษะราวจะเก็บทุกถ้อยคำใส่หัว...แม้พระเจ้าองค์ที่ป้าเซาพาดพิงอาจจะเป็นคนละองค์กับที่เธอนับถือ เธอก็ไม่ใส่ใจ

“หนูจะจดจำและเชื่อฟังที่ป้าสอนตลอดไปค่ะ”

หมุ่ยไจ๋ตัวน้อยซับน้ำใสๆที่ซึมอยู่ที่หัวตา     

“ฮ่องกงเป็นดินแดนแห่งชีวิตใหม่...” หญิงสูงวัยให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ตราบใดที่หนูยังใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนี้ ป้าจะให้ความรักความเมตตากับหนูหนูเฉกเช่นลูกหลานแท้ๆของป้า ชีวิตของหนูจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ก็จงระลึกไว้ว่าโลกใบนี้ยังมีป้าอยู่อีกทั้งคน จำคำพูดของป้าไว้นะอาฟั้น”                 

ครั้นได้ฟังดังนั้น เหล่ฟั้นก็โผผวาเข้าสู่อ้อมกอดของป้าเซาพลันร้องไห้อีกยกใหญ่ ความตื้นตันแผ่ซ่านเข้าครอบคลุมห้องรูหนูที่มีเพียงเสียงจันทร์ให้ความสว่าง เป็นความตื้นตันที่ฉ่ำเย็นราวสายน้ำทั้งสายไหลบ่าเข้าสู่ดวงใจอันแห้งเหือดของเด็กหญิง เสียงสะอื้นฮักๆซึ่งเปล่งจากใจดวงนั้นประหนึ่งคำร่ำร้องขอความรักและความอบอุ่นที่ห่างหายมานานแสนนาน




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น