แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 309

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8
แบบอักษร

​“อยู่เฉยๆซะทีได้มั้ย” สมาชิกสภาบริหารคลายปมเนกไทออก “ฉันบอกเธอตั้งสามสี่หนแล้วไงว่าฉันวานให้ผู้กำกับเขาหาตัวอาเชิงให้แล้ว”

“คุณก็ทุ่มความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับตำรวจทุกที กี่คดีต่อกี่คดีแล้วก็ไม่รู้ที่พวกมันคว้าน้ำเหลว ชื่อเสียงตำรวจฮ่องกงก็รู้ๆกันอยู่”

“คนสูญหาย ไม่ให้ฉันเชื่อใจตำรวจ จะให้ฉันนิมนต์หลวงจีนมาตามหาแทนไหมเล่า” นัยน์ตาขุ่นคลั่กของเขากราดมองดูหล่อนซึ่งเดินวนไปเวียนมาไม่ยอมเลิก “ฉันเป็นพ่อมัน เรื่องอะไรจะไม่เดือดร้อนที่ลูกตัวเองหายไป”

“คุณก็ช่วยแสดงให้ฉันเห็นหน่อยซิคะว่าความห่วงใยของคนเป็นพ่อยามที่หาลูกไม่เจอ มันเป็นยังไงบ้าง” คุณนายฝืนยิ้ม น้ำเสียงผิดกับคำพูด

"นั่งหน้าดำเครียดคร่ำเครียดอยู่นี่ยังไม่พอรึไง”

“แล้วมันช่วยให้ลูกเรากลับมาได้ไหมล่ะคะ”

“ก็นั่นน่ะสิ” คุณท่านหัวเราะหึ “แล้วไอ้การที่เธอเดินเป็นหนูติดจั่นนี่มันช่วยได้มากสินะ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาทั้งคู่ เงียบสักทีเถอะ”

“คุณนี่ก็...” สาวในชุดกี่เพ้าม่วงฮึดฮัด

หนุ่มใหญ่ถอดแว่นตาวางบนหนังสือเล่มหนาที่อ่านค้างไว้ เขาถอนใจอย่างอึดอัดเมื่อรู้สึกว่าสัปดาห์อันราบรื่นได้สิ้นสุดลงเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ปัญหาทั้งปวงไหลบ่ามาเล่นงานเขาตั้งแต่เช้า เริ่มตั้งแต่การวางนโยบายใหม่ของท่านข้าหลวง ซึ่งทุกคนในที่ประชุมต้องระดมสมองถกเถียงและปรับแก้กันอุตลุด จากที่คิดว่าบ้านจะเป็นแหล่งพักผ่อนชั้นดีที่ช่วยคลายความขุ่นมัวในจิตใจ ความเป็นจริงกลับตาลปัตรไปคนละขั้ว เมื่อวิมานแสนรักของเขาร้างเงาลูกชายสุดสวาท และที่แย่ไปกว่านั้นคือต้องมาปะทะคารมกับภริยาแสนสวยซึ่งขยันนักกับการเถียงคำไม่ตกฟาก

สะใภ้หนึ่งเดียวของตระกูลหมั่นกอบใบหน้าตนไว้ในมือ น้ำตาแห่งความห่วงใยอาวรณ์ของผู้เป็นแม่หล่นเผาะลงบนง่ามนิ้ว ขณะที่อาหว่องต้นเหตุของเรื่องนิ่งราวต้องคำสาป “ไหว่เชิงลูกแม่ เจ้าหายไปไหนนะ”

สายตาคุณท่านฉายแววทดท้อ พยายามยับยั้งสมองไม่ให้คาดคะเนไปในทางอกุศล พร้อมทั้งส่งแรงภาวนาถึงลูกชายคนเดียวที่เขามีอยู่ในโลก

“กลับมาหาพ่อกับแม่เถิด” คุณนายโหยไห้

สองสามีภรรยาคาดไม่ถึงเลยว่าคำอธิษฐานของพวกตนจะส่งผลไวด่วนยิ่งกว่าความเร็วแสง เพราะทันใดนั้นเอง ประตูงาช้างแกะสลักก็ถูกผลักออก พร้อมๆกับที่ร่างอวบอั๋นจ้ำม่ำของเด็กชายพรวดเข้ามาเร็วจี๋

“คุณพ่อ คุณแม่”        

“อาเชิง” ทั้งคู่ประสานเสียงกัน

ไวเท่าความตั้งใจ หยิงโถวโผเข้าหาลูกชายโดยไม่รั้งรอ ทั้งสองกอดกันกลมโดยมีสายตาของช่งจีมองมาด้วยความปลื้มปริ่ม “นี่แน่ะ เดี๋ยวตีตายเลย แม่เป็นห่วงแย่ วันหลังอย่าหนีไปเที่ยวเล่นโดยไม่บอกเล่าเก้าสิบกันแบบนี้อีกนะ” คุณนายสาวขู่พลางคลายอ้อมกอดและตบแขนของลูกรักสองสามทีติดกัน

“ขอโทษครับคุณแม่ ผมผิดไปแล้ว” ไหว่เชิงเสียงอ่อย

“แม่ก็แค่ขู่เล่นไปงั้นเองล่ะจ้ะ” หล่อนโอบกอดลูกอีกครั้งราวจะให้กอดนั้นทลายความคิดถึงทั้งหมดที่มีตลอดหลายสัปดาห์ที่ลูกชายไม่ได้โผล่หน้ามาที่บ้าน ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากกิจกรรมและการเรียนที่หนักหน่วงช่วงท้ายเทอม “แต่อย่าทำแบบนี้อีกเชียว ขืนทำอีกล่ะก็น่าดู อย่าโทษว่าแม่ใจร้ายนะ”

นอกเหนือจากความปลื้มปีติของคนในตระกูลหมั่น การกลับมาของคุณชายน้อยยังสร้างความโล่งใจให้กับบุคคลหนึ่งราวกับถอนตะปูออกจากอก อาหว่องหมดกังวลเป็นปลิดทิ้ง ตัวแทบยืนไม่ติดพื้นเมื่อประจักษ์แก่สายตาตนว่าคุณชายน้อยยังปลอดภัยดี คนขับรถผมหงอกโพลนระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ อากัปอาการของคนหมดทุกข์ซึ่งแสดงออกทางสีหน้าของแก พลอยให้ป้าเซา อายี่ และอาฉุน ซึ่งยืนเรียงหน้ากระดานเคียงข้างสบายใจไปด้วย

“เดี๋ยวก่อน” เด็กชายเหลียวมองบ่าวทั้งสี่ “อาเหม่งไปไหน”

ทุกคนสบตากันอย่างจนใจ ขณะเดียวกับที่คุณชายน้อยสอดส่ายสายตาไปรอบบ้านเพื่อมองหาสาวใช้วัยรุ่นคนโปรด “อาเหม่งอยู่ที่ไหน ทำไมไม่มา”

“อาเหม่งไม่อยู่แล้ว” เป็นคุณท่านที่สยบความเงียบงันลง

“ไม่อยู่ได้ยังไง” เด็กชายร้องลั่น “ทำไมไม่อยู่”

“คือว่าอาเหม่งอายุครบเกณฑ์ที่จะต้องออกเรือนแล้วเจ้าค่ะคุณชายน้อย เราเพิ่งจัดงานแต่งให้แกไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง” ป้าเซากุเรื่องขึ้นมาโดยไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า ทุกถ้อยทุกคำที่เลือกใช้ล้วนเอ่ยอย่างระมัดระวัง

ทว่าไหว่เชิงหาใช่เด็กหูเบาขนาดนั้น

“แต่งงานได้ยังไง ในเมื่ออายุมันยังไม่ถึงสิบแปด” เขาตั้งข้อสังเกตกับเรื่องเล่าปั้นน้ำเป็นตัวของหัวหน้าแม่บ้าน “อาเหม่งอยู่ไหนกันแน่ บอกมานะ”

“ลูกคงหิวแล้ว กินขนมก่อนไหมจ๊ะ ป้าเซาเพิ่งซื้อมาจากร้านคุณแฮร์รีสันเมื่อเช้านี้เอง” คุณนายเอาน้ำเย็นเข้าลูบ แต่ไม่เป็นผล

“ไม่” ไหว่เชิงตั้งท่าจะรวน “ทุกคนต้องตอบผมก่อนว่าอาเหม่งหายไปไหน ทำไมมันไม่มาต้อนรับผมเหมือนทุกครั้ง ทำไมมันไม่ทำซุปถั่วแดงให้ผม ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าจะมีคนให้คำตอบที่แท้จริงกับผม”

“ซุปถั่วแดงให้พี่ทำก็ได้นี่คะ” อายี่ลองเสี่ยงบ้าง

“จริงเจ้าค่ะ อายี่ทำอร่อยนะ” ป้าเซาเสริม

“พวกแกไม่ต้องมาเสนอหน้า” คุณชายน้อยตวาดลั่น “ฉันจะไม่กินซุปถั่วแดงฝีมือใครทั้งนั้น ยกเว้นแต่อาเหม่งคนเดียว”

“อะไรกัน เดี๋ยวนี้ริอ่านขึ้นเสียงกับผู้ใหญ่แล้วหรือ” ผู้เป็นพ่อขึ้นเสียงสู้ ก่อนกรากเข้าหาจนเด็กชายต้องถอยหนี “จะพูดจะจาอะไรรู้จักมีสัมมาคารวะบ้าง ถึงพวกเขาจะเป็นบ่าว แต่พวกเขาทุกคนก็แก่กว่าแกทั้งนั้น”

“ก็ทุกคนไม่ยอมตอบผมนี่ครับคุณพ่อ”                 

“เรื่องนี้แกไม่จำเป็นต้องรับรู้” นักการเมืองใหญ่ตะเบ็ง “แล้วแกก็ไม่ต้องวุ่นวายไป เพราะว่าตอนนี้เรามีหมุ่ยไจ๋คนใหม่มาแทนแล้ว”


เหล่ฟั้นหน้าเสีย เดินกลับบ้านด้วยจิตใจที่เหี่ยวแห้ง หลังจากตระเวนหาจนทั่วซอยแล้วก็ยังไม่พบกระทั่งเงาของคนที่ตนตามหา

นอกจากรูปกายที่เห็นเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เธอก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กชายคนนั้นอีกเลย ในความคิดของเธอ มันคงจะง่ายกว่านี้เป็นเท่าทวีหากเขาได้ทิ้งเบาะแสหรือร่องรอยบางอย่างไว้บ้าง เป็นต้นว่าชื่อเสียงเรียงนามหรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เธอจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแข้ง เดินบากหน้าเข้าไปไถ่ถามคนนั้นคนนี้ดังที่ทำเป็นเวลาร่วมครึ่งชั่วโมงโดยไม่มีหยุดพัก คำถามสุดจะใสซื่อของเธอว่า “เคยเห็นเด็กผู้ชายตัวท้วมๆ ใส่ชุดนักเรียนสีดำผ่านมาไหมคะ” ถูกยิงออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการบอกปัดกลับมาอย่างนุ่มนวลก็ถูกตะเพิดออกมาอย่างไม่ไยดี

“กลับบ้านดีกว่าเรา” เหล่ฟั้นรำพึงเมื่อผ่านมาสักระยะใหญ่ๆ หลังผละออกมาจากคุณปู่คนดูแลศาลเจ้าที่เอาแต่กวาดเศษใบไม้แห้งอยู่ท่าเดียว ก่อนหน้านี้เธอถามมาไม่ซ้ำหน้า มีทั้งคนขัดรองเท้า พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว ช่างตัดผมข้างทาง หมอดูเร่ คนเดินถนน รวมไปถึงชาวบ้านร้านตลาดที่พบเห็นดื่นดาษ แต่ก็ไม่มีใครตอบเธอได้

ทั้งที่หิวจนท้องร้อง แต่เด็กหญิงก็ไม่คิดลักเอาเกาลัดคั่วที่เธอตั้งปณิธานว่าจะนำไปให้เด็กชายคนนั้นกินแต่อย่างใด “เก็บไว้ข้ามวันจะเสียไหมหนอ” เธอถามตัวเองอย่างเห็นเป็นเรื่องประหลาดที่อาหารเหลือจนต้องตัดสินใจว่าจะเก็บหรือทิ้ง เพราะโดยธรรมชาติของโรงเลี้ยงเด็กที่เธอโตมา ต่อให้ปริมาณอาหารจะมากมายมหาศาลเพียงใด ไม่ช้ามันก็หมดลงด้วยความหิวโหยของเด็กๆอย่างเธอ

เหล่ฟั้นเคลื่อนผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ที่คุ้นเคย เธอถือถุงเกาลัดไว้ขณะเดินลัดถนนอีกสายมาถึงหน้าบ้านสีเหลืองอ่อนหลังใหญ่ “ตกลงว่าเขาเป็นใครกันแน่นะ” เธอพึมพำพร้อมกับกุมสร้อยกางเขนที่สวมคออยู่ “พระผู้เป็นเจ้าขา พระองค์จะปิดบังลูกอีกนานเท่าใด”

แขนข้างหนึ่งยกขึ้นทาบประตู “โปรดบอกลูกด้วยเถิด”                 

และแล้วพระเจ้าก็ทรงให้คำตอบอันกระจ่างแจ้งแก่เธอ เมื่อเธอผลักประตูเข้าไปเต็มแรงและลิ่วตรงไปยังห้องรับแขก

ไหว่เชิงก้มลงเบื้องหน้าแท่นบูชาบรรพบุรุษด้วยสีหน้าท่าทางที่ยังไม่คลายจากความขุ่นข้อง เขาแหงนหน้ามองโต๊ะสีดำซึ่งสลักขอบและสันเป็นลายเถาล้อมรอบมังกรล่อแก้วตรงกึ่งกลาง ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานป้ายวิญญาณบรรพบุรุษนับสิบอันซึ่งเขาเกิดไม่ทันได้พบใครในนั้นนอกจากคุณย่าที่ด่วนจากไปตั้งแต่เขามีอายุได้สี่หรือห้าขวบเท่านั้น เรียกว่าพบกันได้ไม่เต็มปาก...เขาหมอบกราบโดยการใช้ศีรษะโขกพื้นเพียงให้เกิดเสียงกระทบเบาๆ อันเป็นธรรมเนียมโบราณที่รู้จักกันในนาม ‘เกาเตา’ เหมือนเช่นที่ปฏิบัติจนติดเป็นนิสัยทุกครั้งที่กลับถึงบ้านหรือในวาระเทศกาลต่างๆ

รอจนโขกศีรษะครั้งสุดท้ายเสร็จแล้ว ไหว่เชิงจึงเดินกลับเข้าห้องรับแขกอย่างหัวเสียกับคำถามของเขาที่ยังคลุมเครือ

“ตะกี้คุณพ่อบอกว่ามีหมุ่ยไจ๋คนใหม่มาแทนแล้ว จริงรึเปล่าป้า”

ไหว่เชิงหันไปถามป้าเซาห้วนๆ

“จริงเจ้าค่ะคุณชายน้อย แกชื่ออาฟั้น” ผู้อาวุโสสุดในบ้านตอบพลางมองหาเด็กหญิงที่หายตัวไปจากบ้านตั้งแต่ได้เศษสตางค์มา

“งั้นเหรอ แล้วมันไปไหนล่ะ”

คนถามทำหน้าบึ้งข่มสาวใช้สูงวัย ใบหน้าอ้วนขึ้งเครียดด้วยความอาวรณ์ต่อสาวใช้คนเก่าที่ขยันเอาใจตนมากกว่าใคร ถึงแม้จะเข้าใจอายุงานของพวกหมุ่ยไจ๋ดีว่าพวกเธอก็เหมือนกับลมพัด หลายคนมาแล้วก็ไปในไม่กี่ปี แต่ที่เขาทำใจเชื่อไม่ได้ก็คือ เขาไม่นึกไม่ฝันว่าคนโปรดของตนจะจากไปโดยไม่ล่ำลากันเลยสักคำ และร้ายไปกว่านั้นคือไม่มีผู้ใดคายความลับของเธอให้เขารู้

หัวหน้าแม่บ้านทำท่าจะเอ่ยปาก ทว่าก็ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆจนคุณชายน้อยหงุดหงิด ชั่วไหว่เชิงออกเดินไปหาพ่อแม่ เสียงซอยเท้าถี่ยิบก็แว่วมาทางประตูใหญ่ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทุกคนในห้องประสานสายตาไปที่ผู้มาใหม่

“เธออยู่นี่เอง” เหล่ฟั้นร้องด้วยความดีใจ

คุณท่านกับคุณนายปั้นสีหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นหมุ่ยไจ๋หน้าใหม่แจ้นมาหาบุตรชายตนโดยปราศจากความเคารพยำเกรง มิหนำซ้ำยังถือถุงเกาลัดคั่วที่เริ่มชืดมาด้วย “ฉันซื้อเกาลัดมาคืนเธอ...” เด็กหญิงบอกเสียงใส “เธอคงเสียดายใช่มั้ยที่ถูกเด็กอันธพาลกลุ่มนั้นปล้นเกาลัดไป ไม่เป็นไรแล้วนะ นี่ฉันเอาของใหม่มาให้”

“อาฟั้น” ป้าเซาอุทานออกมาอย่างคาดไม่ถึง                 

“อะไรกันเนี่ย” คุณนายตะโกนโล้เล้

เด็กทั้งคู่จ้องตากันและกันครู่หนึ่ง เลิ่กลั่กชั่วขณะ ก่อนที่เด็กหญิงจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน “ช้าก่อน เธอเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

“คุณชายน้อยไหว่เชิง” ป้าเซารีบบอกเป็นพัลวัน

เหล่ฟั้นอ้าปากค้าง สมองตื้อจนคิดอะไรไม่ออก

“นี่พวกแกไปรู้จักกันมาตอนไหน” คุณท่านบดก้นบุหรี่กับที่เขี่ย ลุกยืนพรึ่บ ตามมาด้วยคุณนายที่เพ่งสายตามาที่อาหารถุงในมือเหล่ฟั้นก่อนสิ่งอื่น หล่อนตีเสียงก้องกรรโชกโดยทันที “เกาลัดข้างถนนนี่”

“ผมไม่เกี่ยวนะคุณแม่” ไหว่เชิงโบ้ย “ผมไม่รู้เรื่องทั้งนั้น นังผู้หญิงคนนี้เป็นใครที่ไหน ผมไม่เคยเจอมาก่อน”

“โกหก” เหล่ฟั้นซัดกลับด้วยน้ำเสียงที่ขึงขัง “ฉันไปเจอเธอล้มแผละอยู่หน้าตึกที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ถูกเด็กเกเรกลุ่มหนึ่งรุมรังแก ฉันเห็นเลยเข้าไปช่วย แล้วก็กลายเป็นฉันเสียเองที่ถูกพวกมันกระทืบ เธอเพิ่งซื้อเกาลัดมา ฉันก็ด้วยเหมือนกัน พอพวกมันทำร้ายฉันจนหมดทางสู้ พวกมันก็ขโมยเกาลัดของเธอ รวมทั้งเงินและเกาลัดของฉันไปหมด ฉันเกือบจะแย่แล้วถ้าไม่ได้คุณตำรวจใจดีมาช่วย เขาขันอาสาซื้อเกาลัดถุงใหม่ให้ฉัน แต่ฉันตั้งใจเอามาให้เธอแทน เพราะเห็นว่าเธอกินไม่หมด ขณะที่ฉันกินจนเกือบหมดแล้ว ทำไมเธอถึงได้ตอบแทนฉันแบบนี้”

“เหลวไหลทั้งเพ” เด็กชายปราดเข้าซบมารดาซึ่งกำลังถลึงตาใส่เด็กหญิงด้วยความโกรธเกรี้ยว “คุณแม่เชื่อที่มันพูดด้วยหรือครับ ทั้งหมดที่มันอ้างมามีแต่เรื่องเหลวไหล คุณแม่ก็รู้ว่าอาเชิงลูกคุณแม่ไม่มีทางทำแบบนั้น”

“เอาล่ะ หยุดเถียงกันทีเถอะ” หนุ่มใหญ่สะบัดมือเป็นเชิงหย่าศึก “ฉันไม่สนใจว่าพวกแกสองคนจะประสบพบเจอกันมาที่ไหนอย่างไร แต่ตอนนี้พวกแกทั้งคู่ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นใคร จะวิวาทบาดถลุงให้ตายกันไปข้างก็ย่อมไม่เกิดผลดี เพราะพวกแกต่างก็เป็นคนในปกครองของฉันเหมือนกัน”

ดวงตายิบหยีทอดมองดูเด็กต่างเพศที่หันกันไปคนละทาง

“อาเชิง คนนี้คืออาฟั้น หมุ่ยไจ๋คนใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนอาเหม่งของแก ส่วนอาฟั้น นี่คือไหว่เชิงลูกชายคนเล็กของฉัน ที่จริงเธอต้องเรียกเขาว่า ‘คุณชายน้อย’ แล้วก็ต้องพูดจาให้เกียรติเขามากกว่าเมื่อครู่นี้ด้วย”

เด็กหญิงเก็บความฉุนเฉียวไว้ใต้ดวงหน้ายิ้มเฝื่อน

ไหว่เชิงมองเหล่ฟั้นด้วยหางตา “เธอมาจากไหน”

“ฝอซานค่ะ” เธอกล้ำกลืนความรู้สึกบางอย่างขณะตอบ

“ฮึ พวกแผ่นดินใหญ่” ไหว่เชิงทำเสียงขึ้นจมูก “พวกคนไร้บ้าน ยากจนข้นแค้น ประเทศตัวเองมีไม่อยู่ แห่ทะลักมาอยู่ฮ่องกง ทำให้ระเบียบสังคมที่ดีงามของพวกเราต้องแปดเปื้อน เพาะปัญหาให้ทางการตามล้างตามเช็ดไม่หยุดหย่อน ทั้งขอทาน สลัม ฝิ่น โสเภณี ขโมยขโจร ทำไมไม่รู้จักกลับเมืองจีนไปซะให้หมด”

คำหยามหยันนั้นประดุจอสุนีบาตที่ฟาดลงกลางใจเด็กหญิง ไม่ทันที่ช่งจีจะห้ามปรามลูกชาย เหล่ฟั้นก็กระโจนเข้าถึงตัวไหว่เชิง เธอผลักต้นแขนของเด็กชายอย่างสุดแรงจนเขาถลาล้มก้นจ้ำเบ้า คุณชายน้อยส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ชั่วขณะเดียวกับที่มารดาของเขาซึ่งมีอาการคล้ายกำลังจะระเบิดกรีดร้องอย่างไม่เป็นภาษา เธอก็ถดตัวออกมาและคำรามใส่เขาด้วยแรงคลุ้มคลั่ง

“ชั่วร้าย” เด็กหญิงฝืนใจพูด “เธอมันชั่วร้ายที่สุด ฉันไปทำอะไรให้เธอ เธอถึงได้หยาบคายกับฉันแบบนี้” พูดจบเธอก็ยกมือป้ายน้ำตาแรงๆ

คุณนายหยิงโถวก้าวออกมาป้องบุตรชายสุดที่รัก "นังตัวแสบ แกกล้าดียังไงมาผลักลูกชายฉัน”

“คุณนายไม่เห็นหรือคะว่าเขาเป็นคนเริ่มก่อน”

“จะก่อนหรือหลังก็ไม่สำคัญ” หล่อนตาลุกวาบ “แต่แกทำให้เขาได้รับบาดเจ็บและต้องเสียน้ำตา ซ้ำยังพาลมาด่าว่าเขาปาวๆ ข้อนี้หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่มีทางอภัยให้แกแน่ หน็อยแน่ เป็นนางทาสในบ้านแล้วไม่รู้จักเจียมกะลาหัว ลามปามมาด่าเจ้านาย เด็กปากดีอย่างแกมันน่าเฆี่ยนให้ตายนัก”

เหล่ฟั้นสะดุดใจกับคำคำนั้น...คำว่า ‘นางทาส’ ที่แว่วดังในหัว

“ไม่จริง” เธอสูดจมูก “ไม่จริงใช่ไหม”

ป้าเซาทำท่าจะเข้ามาปลอบขวัญ แต่ถูกคุณท่านเขม่นตาห้ามไว้

“โกหกใช่ไหม ทุกคนกำลังโกหกหนู”

เธอหมุนคอมองไปรอบวง ดวงใจสะทกสะท้านเหมือนโดนเหยียบย่ำอย่างไม่ปรานีโดยทุกๆคนที่หลอกเรียกเธอด้วยสรรพนามอันรื่นหูกว่า และปกปิดความเป็นจริงอันโหดร้ายของคำว่า ‘หมุ่ยไจ๋’ เอาไว้อย่างเลือดเย็น

“หนูเกลียดทุกคน ทำไมทุกคนต้องโกหกว่าหนูเป็นน้องสาว เป็นสาวใช้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วหนูเป็นทาส” 

สาวน้อยจากแผ่นดินใหญ่สูดอากาศเข้าไปเฮือกใหญ่ น้ำตาร้อนผ่าวรื้นขึ้นที่ริมตา เธอเก็บภาพคนทั้งหมดในห้องนั้นไว้ด้วยจิตใจที่ขุ่นเครือ ก่อนเตลิดไปยังห้องส่วนตัวของตนแล้วลงกลอนแน่นหนาเหมือนจะจองจำตัวเองไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมแห่งนั้นอย่างไม่ประสงค์ให้ใครรุกล้ำเข้าไปอีกชั่วกาลนาน



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น