แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 342

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 00:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7
แบบอักษร

​สิ่งที่เห็นเมื่อเดินเข้าไปใกล้สร้างความตื่นตกใจแก่เด็กหญิงอย่างจับจิต ก่อนที่ความตระหนกจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นแทนผู้เคราะห์ร้าย

ที่ลานโต๊ะม้าหินฝั่งตรงข้ามแหล่งก่อสร้าง เด็กผู้ชายวัยใกล้เคียงกับเธอจำนวนห้าหรือหกคนกำลังล้อมวงรุมกลั่นแกล้งเด็กในชุดนักเรียนสีดำคนหนึ่งอยู่  ลักษณะท่าทางของพวกมันดูก๋ากั่นเกินวัย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรก บ้างขาดวิ่น บ้างเปื้อนดินเปื้อนทราย แสดงถึงพื้นเพของครอบครัวอันต่ำต้อย ต่างกับเด็กชายที่นอนกระเสือกกระสนบนลานคอนกรีตโดยสิ้นเชิง

“ส่งถุงเกาลัดในมือเอ็งมา” เด็กตัวโตที่มีแววเป็นหัวโจกสั่ง             

“ให้ตายข้าไม่ยกให้พวกเอ็งหรอกโว้ย” ผู้ถูกรังแกลั่นวาจา พลางชันกายลุกขึ้นยืน มืออีกข้างจับถุงกระดาษไว้แน่นเป็นนัยว่าไม่อ่อนข้อให้

ในเวลานั้นเอง เหล่ฟั้นจึงได้เห็นร่างที่ยักแย่ยักยันอยู่กลางดงศัตรูถนัดตา รูปร่างของเด็กคนนั้นพ่วงพี ผิวพรรณขาวผ่องชนิดสาวๆยังอาย แก้มยุ้ยตามประสาคนเจ้าเนื้อมีเลือดฝาดหล่อเลี้ยงจนดูเป็นสีชมพูเรื่อๆ แม้สภาพในปัจจุบันขณะจะสะบักสะบอมจากการถูกต่อยตี หากก็มิอาจบดบังรัศมีผู้ดีในตัวได้

มองตามรูปการณ์แล้ว มันเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเด็กเกเรพวกนี้จะรุมยำใส่เขาอยู่ฝ่ายเดียว...ไวเท่าความคิดของเหล่ฟั้น นักเรียนในเครื่องแบบโรงเรียนฝรั่งก็ถูกหัวโจกใช้เท้าถีบที่ยอดอก ส่งร่างปวกเปียกลงไปนอนกองกับพื้นอีกหน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เหล่ฟั้นไม่ทันรู้ตัวว่าหลุดปากพลั้งคำเมื่อกี้ออกไปเมื่อไหร่ แต่เธอก็เปล่งเสียงดังกว่าที่ตนคิดไว้โข พร้อมกันนั้นเธอก็ถลันเข้าไปประชิดวงเด็กต่างเพศ และกางแขนขาอย่างจะข่มให้พวกวายร้ายกลัวตน

“เฮ้ย อะไรวะ” หัวโจกประจำกลุ่มผู้โกนผมเกรียนติดหนังหัวสบถเสียงดัง พลันเสหน้าถามเด็กชายที่ตนยันจนล้มหงายด้วยความดูแคลน “ไอ้ลูกแหง่ นี่เอ็งหน้าตัวเมียขนาดที่ต้องครางหงิงๆให้ผู้หญิงมาช่วยเลยหรอวะ”

“เป็นไอ้ลูกแหง่ยังไม่พอ เป็นไอ้หน้าตัวเมียอีก” ลูกน้องคนสนิทถือทีเสริม เป็นเหตุให้พรรคพวกที่เหลือหัวเราะเยาะตาม

“ดีเลย นี่ล่ะชื่อใหม่ของเอ็ง ไอ้หน้าตัวเมีย”

หัวโจกกล่าวนำ ก่อนที่ทุกคนจะผสมโรงตาม

ความอดทนของเหล่ฟั้นหมดลงในวินาทีนั้น เธอย่างเข้าไปอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว “พอได้แล้ว พวกนายมีสิทธิ์อะไรมาทำร้ายคนอื่นอย่างนี้”

“แล้วเธอมาแส่อะไรกับพวกเรา” ลูกไล่ในกลุ่มซัก พลันถ่มน้ำลายราวกับจงใจให้โดนเท้าของเธอ ซึ่งเธอหลบทันทำให้พลาดเป้าไปอย่างเฉียดฉิว

“น่ารังเกียจ” เหล่ฟั้นเชิดหน้า “ว่าฉันแส่พวกนายก็เหมือนกันนั่นแหละ เขาจะเป็นคนยังไงมันก็เรื่องของเขา ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกนายที่จะต้องไปต่อว่าหรือลงมือกับเขา นายทุกคนนิสัยแย่มาก”

“ก็ไอ้นี่มันชอบข่มพวกเราก่อน” อีกคนฟ้อง “ถือตัวเป็นลูกอำมาตย์ ดูถูกเหยียดหยามคนอื่นไม่เลือกหน้า พอเราฮึดสู้บ้างก็งอแงขู่จะไปฟ้องพ่อแม่ ถ้าไม่สั่งสอนมันก็เที่ยวเอาปากหมาๆของมันมาหยามน้ำหน้าเราอีก”

เด็กชายจ้ำม่ำขยับตัวจะลุก ดวงตาเปล่งประกายเจ็บแค้น

“พวกนายก็เลยอัดเขาเป็นการสั่งสอนน่ะเหรอ” เธอย้อนถามอย่างฉาดฉาน “เขาแค่ทำร้ายพวกนายด้วยคำพูด แต่พวกนายตอบโต้เขาด้วยกำลัง วิธีสั่งสอนให้คนอื่นเลิกทำตัวไม่ดีทำได้ตั้งหลายทาง แต่พวกนายเลือกทางที่ต่ำทรามที่สุด”

เด็กหญิงกราดสายตาไปรอบวงพร้อมกับยกคำสอนของซิสเตอร์คนหนึ่งประกอบการเทศนา อันธพาลรุ่นเล็กทุกคนนิ่งงัน ได้แต่ยึกยักอยู่กับที่ เธอได้ใจจึงพูดต่อไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้ล่วงรู้แม้แต่น้อยว่ามันเป็นการเติมเชื้อไฟในใจคนพาลพาโล เป็นชนวนให้พวกมันคั่งแค้น ไม่ไว้หน้าเธออีกต่อไป

“สำเนียงพูดเหมือนไม่เหมือนคนฮ่องกง” หัวโจกเปรยขึ้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ แล้วหันไปสั่งการเพื่อนฝูง “พวกเรา ปล่อยไอ้หน้าตัวเมียนั่นไว้ก่อน เล่นงานยัยเด็กแผ่นดินใหญ่ปากมากนี่ซะ อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”

สิ้นเสียงห้าวนั้น เพื่อนร่วมแก๊งทุกคนก็ปรี่เข้ารุมสกรัมเด็กหญิงผู้อ่อนแอกว่าทุกด้าน เธอฮึดฮัดและป้องกันตนเองสุดความสามารถ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเสียท่าให้กับกำลังวังชาของเพศชาย พอเธอล้มลง เด็กเจ้าถิ่นทั้งฝูงก็ไม่ได้ลดละ หากถือทีรุมเตะต่อยร่างที่นอนแผ่อยู่บนพื้นด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือไม่ยั้ง

“ดูซิ มันมีเกาลัดด้วยพวกเรา” เด็กคนหนึ่งง้างหมัดค้าง ร้องบอกด้วยความดีใจเมื่อถุงกระดาษในมือเหล่ฟั้นเกิดรอยรั่ว เกาลัดสองสามเม็ดหล่นลงมา

“ดี” หัวหน้าแก๊งค่อยยิ้มออก “มีเท่าไหร่สอยไปให้หมดเลยพวก”                 

เหยื่อคนก่อนลอบมองเด็กหญิงแปลกหน้าที่ยอมใช้ตัวเข้าแลกเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเด็กสลัมหัวไม้พวกนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เด็กชายกุมแก้มที่ปวดระบมจากหมัดลุ่นๆ ลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่คงเหลืออยู่ แล้วจึงเผ่นมาจากที่เกิดเหตุตัวเปล่าโดยไม่คิดชีวิต


ในเวลาเดียวกัน ทุกคนในห้องรับแขกของบ้านตระกูลหมั่นล้วนตกอยู่ในความตึงเครียด โดยเฉพาะคุณนายสาวซึ่งตะคั้นตะคอกด่าทอคนขับรถสูงอายุมาครึ่งค่อนชั่วโมง เนื่องเพราะเขาปฏิบัติหน้าที่อย่างเลินเล่อทำให้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

“บัดซบ” คุณนายผรุสวาทเสียงเขียว “แก่แต่ตัวแท้ๆนะอาหว่อง คนหายทั้งคน แกไม่รู้จักฉุกใจคิดบ้างเลยหรือไง” ว่าแล้วก็ขึงตามองสารถีประจำบ้าน ดวงตาของหล่อนร้อนดั่งฟอนไฟที่พร้อมจะแผดเผาผู้ที่ขัดใจได้ทุกเมื่อ “ถ้าแกทำลูกตาสีตาสาหาย ฉันจะไม่ว่าแกเลยสักคำ แต่นี่แกรู้ตัวมั้ยว่าเด็กที่แกรับมาเป็นใคร”

"กระผมทราบครับ” อาหว่องรับ รูปร่างที่สูงใหญ่ค้อมลงแทบจรดผืนดินด้วยความละลายต่อความผิด โค้งศีรษะซึ่งเต็มไปด้วยเส้นผมสีดอกเลาให้คุณนาย

“รู้แล้วทำไมไม่รู้จักระวัง”

“กระผมไม่ทันรู้ตัวจริงๆครับคุณนาย ต้องกราบขออภัยด้วยครับ” คนขับรถวัยห้าสิบกลางคุกเข่าลงด้วยความหวังลมๆแล้งๆว่าคุณนายจะยกโทษให้ หรือทุเลาความขุ่นเคืองลงสักเล็กน้อยก็ยังดี แต่อีกใจก็แย้งว่าคงเป็นไปไม่ได้

หว่องไล่เรียงภาพเหตุการณ์เมื่อเกือบชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะที่แกชะลอความเร็วรถบีเอ็มดับเบิลยูสีชาคันเก่งซึ่งขับมาร่วมสิบปีลงตรงแถวสำนักงานตำรวจ คงจะเป็นตอนนั้นที่คุณชายน้อยบอกให้แกหยุดรถและทำตัวตามสบาย ตัวคุณชายจะไปที่ไหนสักแห่ง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณชายเก็บเงียบไม่ยอมบอกเอง เขาก็คงจะบอกด้วยเสียงที่เบาจัดจนแก้วหูที่ตึงตามสังขารของแกจับน้ำคำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือคุณชายน้อยบอกให้ล่วงหน้ากลับบ้านมาก่อนเลยก็ได้ หากว่าคุณชายไม่กลับมาให้ถึงภายในสิบนาที แกปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายวัยกระเตาะทุกประการ ทว่าเมื่อกลับมาถึงแล้ว ด่านสำคัญที่แกลืมคิดไปว่าต้องเผชิญอย่างไม่อาจเลี่ยงก็คือคุณนายหยิงโถวนั่นเอง

“ขอโทษใครก็พูดได้ แต่ลูกฉันหายแกจะรับผิดชอบยังไง” คุณนายกระแทกเสียงใส่ เดินขาขวิดผ่านหน้าชายอายุคราวพ่อตนไปยังโทรศัพท์ แล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาหมุนหาตำรวจ “ถ้าไม่เจอตัวอาเชิงล่ะก็ แกอย่าหวังจะได้ตายดีเลย” 


หมั่น ไหว่เชิงวิ่งหัวทิ่มหัวตำกลับบ้านด้วยอาการแบบเดียวกับกระจงหนีเสือป่า เลี้ยวเลาะเข้าออกตรอกโน้นซอยนี้อย่างชำนาญทาง แดดสุดท้ายของวันจวนจะลาโลกเข้าไปทุกขณะ ส่งผลให้หนทางมืดมัว หากก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเจ้าถิ่นอย่างเขาซึ่งอาศัยอยู่ในย่านนี้มาแต่ลืมตาดูโลก

ครั้นรู้สึกว่าตนปลอดภัยแล้ว เขาจึงผ่อนฝีเท้าลง พลางควักเกาลัดที่เหลืออีกกำมือหนึ่งซึ่งเขาหมกไว้ในกระเป๋าเสื้อเพื่อให้พ้นสายตาเจ้าพวกอันธพาลนั่นออกมาเคี้ยวกลืนให้หมดรวดเดียว 

"อร่อยเหาะเหมือนเคย” ไหว่เชิงเดาะลิ้น

เขาไม่ลืมที่จะทำความสะอาดริมฝีปากตนเองด้วยปลายนิ้วเพื่อทำลายหลักฐานอาหารต้องห้ามอย่างที่กระทำจนเคยตัว…กฎเหล็กข้อหนึ่งที่คุณแม่ตั้งไว้เมื่อครั้งเขายังเรียนชั้นอนุบาล และยังคงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ตราบกระทั่งทุกวันนี้คือห้ามมิให้กินอาหารข้างถนนทุกชนิด ด้วยเหตุผลว่าเป็นอาหารของคนชั้นต่ำ เต็มไปด้วยเชื้อโรค และผิดหลักสุขอนามัย ถึงจะจำขึ้นใจว่าเป็นข้อห้าม แต่กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว ข้อห้ามทั้งหลายแหล่ก็คือคำยุยงชั้นดีที่ซ้ำเติมเสริมส่งให้ขยันทำทุกครั้งที่อยู่ลับหลังผู้ออกกฎ ไหว่เชิงจำไม่ได้แล้วว่าความคิดขบถพรรค์นี้ถูกปลุกเร้าขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆก็คือเขารักอาหารข้างทางแทบทุกประเภท โดยเกาลัดคั่วสองผัวเมียนี่ก็เป็นหนึ่งในเมนูโปรดเชียวล่ะ

“โชคดีที่เราหนีมาได้ ไม่งั้นคงไม่ได้กินต่อแหงๆ”

ในพลันนั้น เขานึกถึงเด็กผู้หญิงคนนั้นอย่างทึ่งใจในความหาญกล้าของเธอ และใคร่รู้เหลือเกินว่าป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง “ยัยนั่นสาวไหมพันตัวเองจริงๆ” 

เด็กชายรำพึง ก่อนผละเดินต่อโดยไม่หลงเหลือความรู้สึกรู้สมใดๆกับวีรกรรมนั้น


แก๊งนักเลงรุ่นเยาว์ซึ่งกำลังลำพองฤทธิ์ได้ที่พากันชะงักงันไปชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าเหยื่อที่พวกตนรุมบ้อมมาได้พักใหญ่ไม่มีวี่แววของการฮึดสู้ ตลอดหลายนาที เด็กหญิงเอาแต่นอนขดตัวรับพายุหมัดที่ละเลงใส่ตน หน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวดเนื่องจากถูกกระหน่ำซ้ำเข้าที่แผลเก่า แต่พวกมันทุกคนก็รู้สึกได้ว่าเธอคนนี้มีจิตใจกล้าแกร่งเหนือกว่าเด็กผู้หญิงธรรมดา ราวกับว่าผ่านการทุบตีมาจนสันทัดแล้ว

“อุวะ” คนตัวโตสุดสบถ คลายกำปั้นที่เกร็งแน่นออก

“พอแล้วดีมั้ย พี่ใหญ่ แค่นี้มันคงต้องกลับไปนอนให้แม่หยอดน้ำข้าวต้มแล้ว” เพื่อนที่ยืนติดกันขอความเห็น แล้วเขม้นมองร่างเด็กหญิงผมเปียสวมชุดคอจีนแขนขายาว สีฟ้าซึ่งเป็นสีเดิมของเสื้อและกางเกงเจือด้วยสีเทาพรายพร่างเป็นหย่อมๆดวงๆตามรูปทรงของกำปั้นและฝ่าเท้า

“ข้างตัวมันมีเกาลัดอีกเพียบเลย”

“มีเงินด้วย” อีกคนไม่พูดเปล่า ฉวยเหรียญหนึ่งเซนต์ที่ตกข้างกายเธอขึ้นอวดเพื่อนพ้องประหนึ่งผลงานอันน่าภาคภูมิใจ “มันต้องได้ยังงี้ซิวะ” หัวโจกประจำแก๊งยิ้มตาลุก “มือใครไวก็รีบสาวไปให้เกลี้ยง เอามันทั้งของกินทั้งเงินนี่แหละโว้ย”

“อย่า...นะ...” เหล่ฟั้นออกปากห้ามอย่างลำบาก แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะนอกจากพวกมันจะไม่แยแสแล้ว พวกมันยังฉกฉวยของของเธอไปหมดเกลี้ยงดังคำสั่งของไอ้ตัวหัวหน้าไม่มีผิดเพี้ยน

แล้วทันใดนั้น นักเลงตัวกระจ้อยทั้งฝูงก็มีอันต้องกระจัดพลัดพรายไปทางใครทางมัน เมื่อปรากฏร่างสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์ที่ปากทาง เสียงรองเท้าบู๊ตหนังย่ำเหยียบพื้นถนนดังวาบเข้ามาในจิตใจของเด็กเกเรทุกคน พร้อมด้วยเสียงประกาศกร้าวอันเฉียบขาดดุจอาญาศิตว่า “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ นี่ตำรวจ”

ตำรวจหนุ่มหน้าตาคมสันผู้มีจุดเด่นที่ไรเคราเขียวครึ้มวิ่งแร่เข้ามาด้วยความเร็วเต็มพิกัด แต่ยังช้ากว่าเด็กๆที่แยกย้ายกันไปคนละทางอย่างรู้งาน ปล่อยให้ร่างกายอันบอบช้ำของเด็กหญิงนอนเดี้ยงอยู่ที่เดิม                 

“ไอ้พวกเด็กเหลือขอ” เขาทุบกระบองกับฝ่ามือตัวเอง “แม่หนู เธอเป็นอะไรรึเปล่าน่ะ เจ็บมากมั้ย ทำใจดีๆไว้นะ”

เหล่ฟั้นหวั่นกลัวจนตัวสั่น เมื่อชายในเครื่องแบบตำรวจประจำฤดูหนาวโผเข้ามาดูอาการเธอแบบถึงเนื้อถึงตัว ก่อนหน้านี้ช่วงเวลาที่อยู่กับยายแก่ เธอถูกเสี้ยมสอนให้อยู่ห่างจากตำรวจทหารที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะตำรวจฮ่องกงซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเฮี้ยบ เจนจบด้านการจับกุมผู้ร้าย และเคร่งครัดในระเบียบวินัย อันมีรากฐานมาจากตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ดของสหราชอาณาจักร กอปรกับความกลัวทหารค่ายแดงในบ้านเกิดที่เธอมีอยู่แต่แรก มันจึงไม่ต่างอะไรกับการให้เด็กมาเผชิญหน้ายักษ์มาร เมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้านายตำรวจเช่นนี้

“ไม่เป็นอะไรมากก็แล้วไป” ชายหนุ่มย่อตัวให้เสมอกับส่วนสูงของเด็กหญิง “พอจะเล่าให้ฉันฟังได้รึเปล่าว่าเป็นไงมายังไง เธอถึงโดนพวกมันทำร้าย”

เหล่ฟั้นคิดอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจเล่าอย่างหมดเปลือก


“ที่แท้เธอก็เป็นคนต่างถิ่นนี่เอง” อัศวินขี่ม้าขาวของเธอพูดขณะเดินนำหน้าไปหยุดยืนที่รถเข็นขายเกาลัดซึ่งขณะนี้วัตถุดิบได้พร่องไปจนเกือบหมดหม้อ และคงจะไม่ยืดเวลาขายต่อ หากไม่เห็นแก่ดาวยศร้อยตำรวจโทที่ประดับบนบ่าเขา “ฉันตงิดใจตั้งแต่ได้ยินเธอพูดประโยคแรกๆแล้ว สำเนียงเธอเหมือนคนแถบฝอซานมาก”

เด็กหญิงตีสีหน้าไม่ถูกเมื่อใจประหวัดไปถึงคำพูดก่อนที่เธอจะถูกรุม คิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นเหตุผลของการไม่ชอบขี้หน้ากันด้วยหรือ

“ทำไมพวกเขาถึงต้องทำแบบนี้กับหนูล่ะคะ” เหล่ฟั้นถามเสียงเครือ “หนูไปทำอะไรให้พวกเขา ทำไมเด็กพวกนั้นถึงมีนิสัยเกเร”

“พูดยาก...เรื่องบางเรื่องก็ไม่มีเหตุผลหรอก” ร้อยตำรวจโทหนุ่มทอดถอนใจกับปัญหาที่ตนต้องตามแก้เนืองนิตย์ “หรือบางเรื่องเหตุผลของมันก็ยากเกินจะทำความเข้าใจหรือสะสางได้ตามที่ใจเราปรารถนา โตขึ้นไปเธอก็จะเข้าใจเอง”

“เป็นต้นว่าเด็กเกเรพวกนี้ด้วยรึเปล่าคะ”

“ก็ใช่” เขาพยักหน้าช้าๆ “นี่แหละปัญหาที่เรียกว่าเป็นมะเร็งร้ายของฮ่องกงเลย คนอยู่กันเยอะ ปัญหาก็แยะ ทุกวันนี้คนยากจนปลูกบ้านเบียดเสียดกันจนต้องถมทะเลสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่ม บางคนก็ต้องถอยร่นไปปลูกบ้านตามหน้าผาหรือเชิงเขา ดูน่าอเนจอนาถกันทั้งนั้น เด็กเลวพวกนั้นก็เป็นผลพวงของการเลี้ยงดูในสภาพสังคมที่เลวร้าย หลายคนเป็นลูกกำพร้า พ่อแม่ตาย ไม่ก็ถูกทอดทิ้ง ที่มีพ่อแม่ติดฝิ่นติดยาก็มีมาก มองในอีกแง่หนึ่งฉันก็เห็นใจพวกเขาเหมือนกัน”

“หนูเข้าใจค่ะ” เธอหน้าเซียว พูดออกไปพลางจินตนาการว่าเธอจะเติบโตขึ้นมาเป็นเช่นไร หากไม่ได้รับไออุ่นจากคอนแวนต์ในวัยเด็ก

นายตำรวจรับถุงเกาลัดมาจากคนขาย และยื่นให้เหล่ฟั้นพร้อมกับรอยยิ้มจริงใจ “เอ้า ทั้งหมดนี่ฉันยกให้เธอ คนเก่ง”

“ให้หนูเรื่องอะไรคะ” เด็กหญิงเป็นงง

“ก็เรื่องที่ฉันมาช้าไป ปล่อยให้เธอถูกพวกนั้นรุมยำอยู่ฝ่ายเดียว และขโมยไปหมดทั้งเงินทั้งของกินของเธอน่ะซี” เขาอธิบายขณะเอื้อมมือหยิบเหรียญห้าเซนต์เท่ากับที่เธอสูญไปในเหตุร้ายจากกระเป๋ากางเกงให้

“แต่นี่ไม่ใช่หน้าที่ของคุณนี่คะ” เธอเถียงเสียงสั่น

“ใครว่าไม่ใช่ล่ะแม่หนู หน้าที่ของตำรวจอย่างฉันคือการดูแลรักษาสารทุกข์สุกดิบของประชาชนทุกคน ถ้าฉันช่วยเธอไม่ทันแบบตะกี้นี้ก็ถือว่าฉันผิดพลาดในหน้าที่ ถือซะว่านี่เป็นค่าทำขวัญจาก ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ คนหนึ่ง หรือถ้าเธอไม่สบายใจที่จะรับไว้ ก็คิดเสียว่าฉันให้รางวัลพลเมืองดีกับเธอแล้วกัน”

“หนูนี่หรือคะพลเมืองดี” เหล่ฟั้นชี้หน้าตัวเองประกอบ

“เรียกอีกอย่างว่าคนดีของสังคมก็ได้” เขาแก้คำพูดเพราะดูออกว่าเธอไม่เข้าใจคำศัพท์ “เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ใจกล้าที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา กล้าเอาตัวเองเข้าเสี่ยงกับอันตรายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ถือเป็นคนที่มีจิตใจสูงส่งมาก ฉันชื่นชมเธออยู่ในใจตลอดเวลาที่เธอเล่าต้นเหตุของเรื่องให้ฟัง และวาดหวังว่าเธอจะรักษาความดีนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไปในภายภาคหน้า เพียงแต่เธอไม่ควรเสี่ยงตัวเองแบบนี้”

เหล่ฟั้นยิ้มกระดาก รับถุงเกาลัดรางวัลพลเมืองดีมาถือแนบอก ก่อนประกาศเจตนาในใจให้ร้อยตำรวจโทฟัง “หนูจะเอาเกาลัดถุงนี้ไปให้เขา”

“เขาไหน” คนมอบให้ถาม

“ก็เด็กผู้ชายคนนั้นไงคะ” เธอตอบ “ก่อนที่พวกนั้นจะขโมยไป หนูกินเกาลัดของหนูจนเกือบหมดถุงแล้ว แต่ของเขายังมีเหลือเต็มถุงอยู่เลย”

ตำรวจผู้มีจิตใจดีงามแย้มเยื้อนให้ความคิดของเด็กหญิง

“โอ๊ะ! ตายจริง นี่เย็นมากแล้ว หนูต้องรีบกลับบ้าน” เหล่ฟั้นย่อกายคำนับนายตำรวจหนุ่ม “ขอบพระคุณมากค่ะคุณตำรวจ คุณตำรวจชื่ออะไรคะ หนูให้สัญญาว่าจะไม่มีวันลืมบุญคุณในวันนี้เลย”

“จริงด้วยสิ มัวคุยเพลิน ลืมแนะนำตัวเสียสนิทเลย” น้ำเสียงของเขาแจ่มใส “ฉันชื่อหวู่ เกาเฉ่ง ผู้คนส่วนมากนิยมเรียกฉันว่าหมวดหวู่”                 

“ลาก่อนค่ะ” เธอจดจำชื่อนั้นใส่ใจ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาของเขา ก่อนเดินผลุบกลับบ้านโดยมิได้รอฟังคำอวยพรจากหมวดหวู่ที่ตะโกนตามมา






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น