แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 353

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 00:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

ความที่เป็นคนเก่าคนแก่ ป้าเซาจึงเป็นที่เคารพของคนทุกคนด้วยทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ ถึงขนาดที่คุณท่านซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนายใหญ่ประจำบ้านหลังนี้ยังออกจะเกรงๆ ไม่กล้าเรียกใช้งานแกบ่อยนักด้วยถือตนว่าอ่อนวัยกว่าหลายปี อีกทั้งแกยังเป็นพี่เลี้ยงที่ดูแลเอาใจใส่ตนมาแต่เด็กแต่เล็ก ท่าทีที่คุณท่านมีต่อสาวใช้อาวุโสรายนี้จึงเป็นไปในลักษณะรอมชอม ถนอมน้ำใจกัน มิใช่การอวดเบ่งแสดงอำนาจเหมือนนายกับบ่าวคู่อื่นๆ

เวลาจะใช้สอยให้ป้าเซาทำอะไรแต่ละครั้ง สมาชิกสภาช่งจีมักไม่เอ่ยตรงๆ แต่จะพูดอ้อมค้อมเป็นนัยให้แกรู้สึกด้วยตัวแกเอง ดังเช่น “ไม่ได้ซักผ้ามานานแล้วนะ” เพียงแค่นี้ ป้าเซาก็จะกุลีกุจอนำเสื้อผ้าของผู้เป็นนายที่สวมแล้วถอดทิ้งไว้ในตะกร้า กระเตงตะกร้าใส่ผ้าผ่อนไว้กับมือ ย่องปรูดปราดไปซักล้างด้วยสบู่ที่ลานซักหลังบ้าน เสร็จแล้วก็เก็บไปตากอย่างเป็นระเบียบบริเวณมุขชั้นสองซึ่งกันไว้เป็นที่ตากเสื้อผ้าของตระกูลหมั่นโดยเฉพาะ ไม่มีการปะปนกับเสื้อผ้าของคนรับใช้ที่นิยมตากกันบนราวไม้ไผ่หลังห้องครัวเป็นอันขาด ป้าเซาทำเช่นนี้มาตั้งแต่ยังสาวแส้จนย่างเข้าสู่วัยชราภาพ เรียกว่าเพียงสบตากันก็รู้ใจว่าเจ้านายต้องการสิ่งใด

แต่ครั้นสังขารเริ่มเสื่อมลง ประกอบกับมีสาวใช้รุ่นใหม่เข้ามาแบ่งเบาภาระให้แกมากขึ้น วิธีการที่แกนิยมช่วงปีท้ายๆนี้คือการมอบหมายงานให้เด็กแต่ละคนทำ เลยเป็นที่ล้อเลียนของเด็กๆว่า ‘นายของบ่าว’ ในขณะที่พวกตนเป็น ‘บ่าวของบ่าว’ อีกที...คุณท่านและคุณนายเวลาต้องการอะไรก็มักจะบอกกับป้าเซา เพื่อให้ป้าเซาเป็นตัวกลางในการนำคำสั่งนั้นๆไปสั่งสาวใช้วัยกระเตาะทั้งหลายซึ่งผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาอยู่บ้านนี้และจากไปที่อื่น คงเหลือแต่ป้าเซาคนเดียวที่อยู่โยงโดยไม่ย้ายหนีไปไหน เหมือนดั่งพระจันทร์วันเพ็ญตลอดกาลซึ่งรายล้อมด้วยดาวหางดาวตก

ไม่เคยมีผู้ใดกล้าถามป้าเซาว่า ด้วยสาเหตุอันใดแกจึงใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนี้ยืนยาวประหนึ่งสมาชิกร่วมวงศ์วาน แทนที่จะพึ่งใบบุญตระกูลหมั่นเพียงชั่วครู่ชั่วคราว แล้วก็จากไปด้วยเหตุผลนานา เช่น ได้งานที่ดีกว่า หน่ายชีวิตที่นี่ หรือที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะหลีกไม่พ้นการแต่งงาน เหมือนพรรคพวกคนอื่นๆ ตัวแกเองแม้จะแต่งงานแล้วก็ยังไม่เลิกละอาชีพเดิม มิไยที่ชายผู้เป็นสามีจะรบเร้าให้เลิกอย่างไรก็ตาม

แต่ถึงจะมีคนกล้าถามขึ้นมาจริงๆ ตัวป้าเซาเองก็ให้คำตอบได้ไม่มากไปกว่าคำจำกัดความสั้นๆอย่าง ‘ความภักดี’

มันเป็นเวลานานนับทศวรรษที่แกสรรหาคำตอบที่ยืดยาวกว่านี้ ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็จนแต้ม คิดออกเพียงคำนี้เท่านั้น...ในสายตาของแก เหตุผลนับร้อยนับพันที่เคยเก็บไว้ในใจ ตั้งแต่ความจำเป็น ความรับผิดชอบ ความไม่มีที่จะไป ความอบอุ่นผาสุก ตลอดเรื่อยมาถึงความผูกพัน เหล่านี้ได้หล่อหลอมรวมกันเป็นสิ่งเดียว นั่นก็คือความภักดีที่แกมีต่อตระกูลหมั่นอย่างเปี่ยมล้นและเสมอต้นเสมอปลาย ฉะนั้นแล้ว การที่ป้าเซาเน้นย้ำพร่ำเตือนให้เด็กรุ่นหลังกตัญญูรู้คุณกับเจ้านายจึงเป็นเรื่องที่คนรับใช้ทุกคนเข้าใจและไม่ถือสาหาความ แม้ว่าบางครั้งจะนึกค้านหรือหงุดหงิดรำคาญกับโอวาทซ้ำซากเหล่านั้นอยู่บ้างก็ตามที

ตลอดทั้งวันนี้ หัวข้อสนทนาของบรรดาบ่าวไพร่จำกัดจำเจอยู่แต่เรื่องการกลับมาของคุณชายน้อยซึ่งเหล่ฟั้นไม่เคยพบเจอตัวจริงมาก่อน เป็นแต่เห็นภาพถ่ายสมัยยังเล็กที่ติดอยู่บนฝาบ้านปะปนกับภาพคนอื่นๆในตระกูล และได้ฟังคำบอกเล่าของป้าเซามาไม่กี่ครั้งเท่านั้น กระนั้นเธอก็พออนุมานพฤติกรรมของลูกชายคนสุดท้องของบ้านหลังนี้ได้จากท่าทีของสาวใช้รุ่นพี่ทั้งคู่

อายี่และอาฉุนต่างพากันเบือนหน้าหนี แสดงท่วงท่าเหม็นเบื่อในทันทีที่มีเสียงยืนยันแว่วมาว่าคุณชายน้อยจะกลับมาวันนี้อย่างแน่นอน ส่วนป้าเซาซึ่งวางตัวเป็นผู้ใหญ่และคนรับใช้ผู้นอบน้อมเอาแต่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยสีหน้านิ่งเฉย กระนั้นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นก็เจือแววความหนักใจอยู่ในที

คนที่ดูไม่ทุกข์ร้อนใจใดๆเลยกลับกลายเป็นมารดาอย่างคุณนายหยิงโถว ตั้งแต่เช้าเหล่ฟั้นเห็นหล่อนแต่งตัวสวยพริ้ง ฉีดน้ำหอมกลิ่นรัญจวนใจ ลงมานั่งรับประทานอาหารเช้าอย่างเพลิดเพลินเช่นเมื่อวาน พอสายหน่อยก็แล่นออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่สิงอยู่ตามร้านค้าสมาคมคนมีสตางค์ตามประสา ตกบ่ายก็กลับมานั่งเอกเขนกบนเก้าอี้โยกตัวเก่ง อ่านหนังสือพิมพ์ พร้อมกับหมุนวิทยุหลอดฟังเพลงจีนบ้างฝรั่งบ้างตามแต่อารมณ์ความรู้สึกจะดลไป ทิ้งให้ข้าทาสบริวารทำงานบ้านงกๆโดยที่ตนไม่เคยแม้แต่จะปรายสายตามองดู

ถ้าเมื่อไหร่ที่เจอเพลงโปรดหรือร้องได้ก็จะเปล่งเสียงขับร้องคลอตามเนื้อ ซึ่งเหล่ฟั้นออกจะทึ่งนิดๆเมื่อรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงสำเนียงของคุณนายช่างเพราะพริ้งยิ่งกว่านักร้องตัวจริงของหลายๆเพลงเสียอีก

ชีวิตคุณนายแลดูสุขีปรีดิ์เปรมไปเสียทุกด้าน วันหนึ่งๆไม่ต้องลงแรงทำอะไรให้เหน็ดเหนื่อย และเธอก็เชื่อว่าคนที่มีชีวิตเพียบพร้อมทุกแง่มุมอย่างคุณนาย คงไม่เคยพบพานความเศร้าหมอง แม้แต่ฝันร้ายก็ไม่น่าจะเคย

พอนึกแล้วจะอดใจไม่ให้ริษยาก็คงเป็นไปไม่ได้...เด็กหญิงสังเวชใจ พลันตั้งคำถามถึงพระเจ้าที่ตนบูชาว่าเพราะอะไรคนแต่ละคนถึงเกิดมามีวาสนาสูงต่ำต่างกัน ทำไมพระองค์ประทานความสมบูรณ์ให้คนกลุ่มหนึ่ง แต่ทรงหมางเมินคนอีกจำนวนมากและประทานแต่ความโหดร้ายทารุณให้แก่พวกเขาเสียอย่างนั้น                   

อย่าว่ากระไรเลย ขนาดผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้าในพระองค์อย่างซิสเตอร์กวานก็ยังไม่อาจรอดตัวไปจากพระลิขิตอันเลวร้ายนี้ได้

เธอคิดพลางช่วยอาฉุนล้างจานชามในอ่าง ก่อนที่ป้าเซาจะก้าวเข้ามาในห้องเพื่อสั่งงานชิ้นต่อไปให้พวกเธอทำ


งานยามบ่ายของเธอใช่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญ เป็นเพียงการกวาดและถูห้องโถงชั้นสองและชั้นสามทั้งหมด ซึ่งนอกจากเหนื่อยแรงแล้วก็ไม่มีอะไรเสียหายอีก แม้จะไม่มีใครเผยต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง เหล่ฟั้นก็นึกขอบคุณในความปรานีของคุณท่านที่ไม่ตะบี้ตะบันใช้เธอทำงานที่หนักเกินวัยและประสบการณ์

แดดยามเย็นโรยแรง ไล่แสงลงมาตามหน้าต่างฉลุลายจีน ทอดเงารูปตารางตัดไขว้กันเป็นสี่เหลี่ยมหลากรูปแบบลงบนพื้นกระเบื้องที่กวาดจนหมดฝุ่นฝอยและขัดจนเงาวับจับแสง กลิ่นหอมของไม้ดอกซึ่งปลูกบนระเบียงโชยชายมาตามสายลม ขณะที่นกหงส์หยกในกรงส่งเสียงร้องเกี้ยวกันราวบทเพลงแห่งสายัณหกาล

เหล่ฟั้นทิ้งกายลงนั่งพักเหนื่อยบนขั้นบันได ยกมือลูบใบหน้าซึ่งเหงื่อไคลไหลเยิ้มด้วยความโล่งอกที่เสร็จงานภายในระยะเวลาอันสั้น เธอม้วนเปียผมสองข้างด้วยปลายนิ้วอย่างหาอะไรทำแก้เบื่อ ระหว่างที่ป้าเซาไต่บันไดขึ้นมา

“อาฟั้น คุณท่านฝากนี่มาให้” พูดพร้อมกับยื่นของในมือมา สีหน้ายิ้มแย้มของแกพานให้เธอรู้สึกหายเหนื่อย “เอาไว้ซื้อของกินเล่นนะ”

คำพูดนั้นทำเอาความหิวเสียดท้องขึ้นมาทันใด

เด็กหญิงนิ่งไปอย่างนึกไม่ถึง จากนั้นจึงรับกระดาษทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาลูบคลำด้วยนิ้วหัวแม่มือเมื่อผู้สูงวัยพยายามยัดเยียดให้ เธอก้มดูธนบัตรใบละหนึ่งดอลลาร์ฮ่องกงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสองมือเธอไม่มากเท่าไหร่ บนแผ่นธนบัตรสีเหลืองซีดพิมพ์ภาพต่างๆเป็นสีเทาและสีน้ำเงินลายพร้อย อวดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์อังกฤษเด่นชัดอยู่ในกรอบข้างขวามือ เคียงคู่ตัวหนังสือใหญ่ยักษ์ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษกำกับจีนว่า ‘หนึ่งดอลลาร์’

“ขอบคุณค่ะคุณท่าน” เหล่ฟั้นพึมพำด้วยความตื้นตัน และหันมาทางป้าเซา “ขอบคุณป้าเซาด้วยนะคะ หนู...หนูดีใจมาก”                 

“ตลาดตรอกโรงพักน่าจะยังไม่เก็บร้านกัน หนูจำได้ใช่ไหม ตรงที่เราไปซื้อแป้งหมี่กันเมื่อวาน แถวนั้นขนมออกแยะ ถ้าหิวก็ไปซื้อกินเสีย”

“จำได้สิคะ” เธอตอบทันควัน หัวใจรัวระเร่งเมื่อสมองฉายภาพตรอกเล็กๆที่ทอดตัวจากถนนเส้นนั้นไปสู่สำนักงานตำรวจเขตจิมซาโจ๋ยซึ่งตั้งอยู่บนทางสามแพร่ง เป็นตรอกที่เนืองแน่นด้วยร้านอาหารข้างทาง ทั้งร้านบะหมี่ ร้านข้าวต้มกุ๊ย ร้านอาหารทะเล และเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง...เกาลัดคั่วของโปรดของเธอนั่นเอง

“จะซื้ออะไรก็ซื้อไป แต่อย่าริอ่านข้ามฟากไปร้านขนมนายห้างฝรั่งเชียวล่ะ ถนนเส้นนั้นรถเยอะ มันอันตราย” ป้าเซาเตือนด้วยความหวังดี แต่ไม่ทันกาลเสียแล้ว เด็กหญิงไม่คอยท่า เธอรัวฝ่าเท้าถี่ยิบ กระวีกระวาดลงบันไดอย่างกับกลัวว่าสองผัวเมียรถเข็นขายเกาลัดจะเก็บร้านกลับบ้านไปเสียก่อน   

“รักษาตัวด้วยล่ะ อาฟั้นเอ๊ย” หัวหน้าสาวใช้ตะโกนไล่หลังโดยไม่รู้ว่ากระแสเสียงของแกจะส่งไปถึงเด็กหญิงที่กำลังหน้ามืดตามัวหรือไม่

จริงอยู่ที่ตอนนี้เพิ่งจะเป็นวันที่สองของชีวิตใหม่ในดินแดนอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ แต่ความที่เป็นเด็กช่างสังเกตสังกา เพียงจ่ายตลาดแค่สองหน ได้เห็นการซื้อขายจ่ายทอนของผู้คน เหล่ฟั้นก็พอจะคิดคำนวณราคาสินค้าตลาดคร่าวๆได้ เธอรู้ว่าธนบัตรหนึ่งดอลลาร์ที่ได้มานับว่าไม่น้อยเลย เมื่อเทียบกับมูลค่าอาหารตามท้องตลาดทั่วไป ขนาดซาลาเปาสดใหม่ยังมีราคาลูกละแค่สิบเซนต์ ราคาเกาลัดหนึ่งถุงก็คงไม่เกินหนึ่งดอลลาร์เป็นแน่แท้                 

เด็กหญิงกำธนบัตรในมือแน่นราวกับกลัวว่าค่าตอบแทนก้อนแรกในชีวิตจะหลุดลอยไป ภายในห้านาทีเศษ เธอก็มาถึงที่หมายสมใจอยาก


เหล่ฟั้นเดินมาตามซอยเล็กๆที่ป้าเซาชี้ให้ดูเมื่อเช้าว่าทะลุไปยังบ้านตระกูลหมั่นได้ หิ้วถุงกระดาษบรรจุเกาลัดด้วยมือซ้ายอย่างเหมาะเหม็ง และใช้มือขวาหยิบเกาลัดออกมาแทะกินอย่างรื่นรมย์ เหรียญเงินทอนในกระเป๋ากางเกงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตามจังหวะการก้าวเดิน

เท่ากับว่าวันนี้วันเดียว เธอได้ลิ้มรสของอร่อยถึงสองชนิดด้วยกัน เริ่มต้นด้วยทาร์ตไข่ในช่วงเช้า ตามมาด้วยเกาลัดคั่วในช่วงเย็น คงจะจริงดังคำป้าเซาบอกที่ว่าอยู่ฮ่องกงไม่อดอยาก เพราะอย่างน้อยเธอก็ได้รู้จักแหล่งอาหารอันโอชะแล้ว ขาดก็แค่เงินทองที่จะนำมาซื้อ ซึ่งข้อนี้เด็กหญิงก็เบาใจลงไปมากตั้งแต่วินาทีที่ได้รับธนบัตรฮ่องกงใบแรกโดยมีคำพ่วงท้ายว่าเป็นของสมนาคุณจากนายใหญ่ของบ้าน

“นับว่าตัวพวกเรามีวาสนาได้พึ่งใบบุญของตระกูลผู้ดีแต่เก่าก่อนอย่างตระกูลหมั่น เราจึงมีชีวิตที่มั่นคง สุขสบาย ไม่เหนื่อยยากเหมือนบ่าวหลายๆบ้านที่เราเคยพบเห็นในละแวกนี้ มีเจ้านายที่มากด้วยกรุณาอย่างคุณท่านและคุณนาย ในเมื่อท่านให้ที่อยู่เรา ให้งานเรา ให้ความปรานีเรา เราก็ต้องตอบแทนพวกท่านอย่างสุดกำลังกายและกำลังใจ” เสียงของป้าเซาแว่วมาจากที่ไกลๆ

เหล่ฟั้นยิ้มกริ่มอย่างคล้อยตามคำสอนนั้น ชักนึกรู้สึกผิดที่ด่วนตัดสินสถานะของตนเอง ขณะยกเท้าเดินเลี่ยงพื้นที่เฉอะแฉะด้านหน้าศาลเจ้า เบื้องหน้าเป็นตึกที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เต็มไปด้วยโครงไม้ไผ่ กองทราย หินคลุก กระสอบปูนที่รอการใช้งาน รวมทั้งวัสดุก่อสร้างชนิดต่างๆที่ดูรกรุงรังเกะกะตา

แต่แล้วไม่ทันตั้งตัว เธอก็รู้สึกถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีเบื้องหน้า

“โอ๊ย! มันเจ็บนะ” 

เสียงแผดตะโกนดังขึ้น พร้อมกับเสียงร่างกายถูกกระแทก ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยของคนคนเดิม

“ลูกแหง่ว่ะ” อีกเสียงหนึ่งเย้ยหยัน ก่อนที่พรรคพวกซึ่งอยู่รอบๆจะประสานเสียงหัวเราะเฮฮากันดังสนั่นกึกก้องไปทั่วซอย                    

รอยยิ้มอิ่มใจเหือดหายไปจากใบหน้าของเด็กหญิง เหล่ฟั้นนิ่งแข็งไปชั่วครู่ ก่อนที่สัญชาตญาณในตัวจะบงการให้เธอรุดไปตามสุ้มเสียงที่ได้ยิน


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น