แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 378

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

​“คุณชายน้อยเป็นใครคะ”

“ลูกชายของคุณท่านและคุณนาย” ป้าเซาว่าพลางเอื้อมมือไปหยิบไม้กวาดที่วางแอบไว้ติดผนังห้องโถงมาถือ “คุณชายน้อยเป็นเด็กหัวดี ฉลาดปราดเปรื่องเหมือนคุณพ่อ และถอดเอาความงามมาจากคุณแม่ จึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของทั้งคุณท่านและคุณนายมาก ทุกวันนี้อายุเขาไม่น่าจะมากน้อยไปกว่าหนูนัก”

เด็กหญิงบอกไม่ถูกว่าตนรู้สึกอย่างไร เมื่อจินตภาพคุณชายน้อยที่โผล่วาบเข้ามาในหัวเป็นอันดับแรกคือเด็กชายหน้าตาสะสวยดุจผู้หญิง เก่งกล้าสามารถไปเสียทุกด้าน แต่อารมณ์ร้อนจัด พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางตาหรือไม่ได้ดั่งใจประสงค์ อย่างที่แม่ของเขาทำกับเธอเมื่อเช้านี้

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนคะ” สาวใช้รุ่นเยาว์เงยหน้ามองผนังเก่าซีดที่อัดแน่นด้วยภาพวาดและภาพถ่ายครอบครัวหลากขนาดรูปทรง พยายามควานสายตาหาภาพบุคคลที่ป้าเซากำลังเอ่ยถึง แต่ที่สุดแล้วก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจเพราะความละลานตาของกรอบรูปเหล่านั้น “จริงๆหนูยังไม่รู้จักคุณท่านกับคุณนายเท่าไหร่เลย”

“จะต้องรู้เยอะขนาดไหนล่ะ เพิ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงวันเลย” คนเก่าคนแก่ประจำบ้านหัวเราะเบาๆ เท้าก้าวไปอย่างเงียบเชียบปานกังวลว่าจะทำให้เกิดเสียง

สีหน้าของเหล่ฟั้นจืดเจื่อน เอ่ยอย่างสมเพชตัวเองว่า “ก็ต้องรู้เยอะๆไว้ เพราะหนูต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้ไปอีกนาน”

ป้าเซารู้สึกหนักใจแทนเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ

“ชื่อจริงของคุณท่านคือ หมั่น ช่งจี บนฝั่งเกาลูนเอ่ยชื่อนี้ใครๆก็รู้จักและยำเกรง เนื่องจากคุณท่านเป็นนักการเมืองใหญ่ของแถบนี้” แกเล่าด้วยน้ำเสียงแสดงความชื่นชมขณะที่ขาทั้งสองพาเดินมาหยุดหน้าภาพถ่ายขาวดำในกรอบสีทองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ภาพนั้นติดอยู่ในจุดที่โดดเด่นชี้ชัดถึงความสำคัญของมัน “ภาพนี้ถ่ายที่กรุงลอนดอนช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่คุณชายน้อยเกิด ตอนนั้นคุณท่านข้ามน้ำข้ามทะเลไปรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษพระราชทานให้ หลังจากที่ท่านทำงานรับใช้รัฐบาลอาณานิคมฮ่องกงอย่างขันแข็งมาเป็นสิบๆปี”                 

เหล่ฟั้นแหงนคอตั้งบ่า สำรวจดูสายสะพายที่พาดเฉียงไหล่และเหรียญตราสนองคุณความดีบนเสื้อสูทของคุณท่านทุกอันอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่ถึงอึดใจดี ป้าเซาก็สาธยายความเป็นมาของตระกูลและบ้านหลังนี้ด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส

“ตระกูลหมั่นของคุณท่านตั้งรกรากอยู่ที่ปลายแหลมเกาลูนแห่งนี้มาช้านาน โดยเริ่มต้นจากเป็นผู้ค้าไม้หอมที่เพาะปลูกกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันบนเกาะฮ่องกงที่อยู่ห่างกันเพียงช่องแคบคั่น จากนั้นเมื่อการค้าฝิ่นรุ่งเรืองขึ้น ปู่ทวดของคุณท่านก็รับฝิ่นจากพ่อค้าอังกฤษมาขายให้กับชาวบ้านละแวกนี้จนกลายเป็นเศรษฐีมั่งคั่งในชั่วข้ามปี พอถึงยุคสงครามฝิ่นที่ราชสำนักจีนพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพอังกฤษ เจ้าคุณทวดก็ย้ายข้ามฟากไปยังเกาะฮ่องกงที่ขณะนั้นเพิ่งตกเป็นของอังกฤษได้หมาดๆ เพื่อสวามิภักดิ์กับข้าหลวงใหญ่ที่ถูกส่งตัวมาปกครอง และทำมาค้าขายอยู่ที่นั่นชั่วระยะหนึ่ง...”

ป้าเซาหยุดเล่าครู่หนึ่ง ชี้ให้เหล่ฟั้นดูภาพวาดเจ้าคุณทวดผู้มีศีรษะล้านเลี่ยนครึ่งหน้า รวบผมด้านหลังถักเปียยาวทับไว้ด้วยหมวกทรงกะลาอย่างชายยุคราชวงศ์ชิง ขริบแต่งหนวดให้เหลือเพียงสองเส้นสีขาวยาวจรดแผงอก                 

“...ตราบจนกระทั่งอังกฤษรบชนะในสงครามฝิ่นครั้งที่สอง อังกฤษได้ครอบครองแหลมเกาลูนซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวท่าน เจ้าคุณทวดก็ล่องเรือกลับมาที่นี่ ซื้อที่ดินที่ถือครองโดยคหบดีชาวสกอต แล้วลงมือก่อสร้างบ้านหลังใหม่ด้วยเงินทุนมหาศาลซึ่งเขาลือต่อๆกันมาว่า พวกเศรษฐีผมแดงที่เพิ่งอพยพมาฮ่องกงและออกจะมองคนจีนด้วยสายตาดูถูกดูแคลนยังต้องยอมศิโรราบให้กับความร่ำรวยของเจ้าคุณทวด...ยุคกระโน้นไม่มีหรอกที่คนจีนในฮ่องกงจะมีเงินมีทองมากอย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงเป็นที่เชิดชูบูชาของคนท้องถิ่นไปโดยปริยาย”

“บ้านที่ว่าก็คือบ้านนี้ใช่ไหมคะ” เหล่ฟั้นถามแทรก

คนเล่าพยักหน้าแทนคำตอบ “ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกหลานตระกูลหมั่นก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มาโดยตลอด แต่โชคไม่ดีนักที่รุ่นหลังทายาทผู้ชายเหลือน้อยลงและทายาทผู้หญิงทุกคนถ้าไม่ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา ก็แต่งออกไปเป็นสะใภ้ตระกูลอื่น เรียกว่าตอนนี้ตระกูลหมั่นจวนเจียนจะสิ้นวงศ์เต็มที เหลือแค่คุณท่านกับคุณชายน้อยสองพ่อลูกเท่านั้น”

“มิน่าล่ะ คุณท่านกับคุณนายถึงรักคุณชายน้อย” เด็กหญิงพูดแซมขึ้นด้วยสุ้มเสียงแฝงความริษยาอยู่ลึกๆ           

“เป็นธรรมดาสามัญของคนเป็นพ่อแม่ที่รักลูกดุจดั่งแก้วตาดวงใจ” แววตาของสตรีสูงวัยปวดร้าวไม่ย่อหย่อนไปกว่ากัน ดูราวกับว่าแกจะมีเรื่องกินใจสักหมื่นแสนเรื่องยามเอ่ยภาษิตเมื่อกี้

เหล่ฟั้นมองออก จึงเปลี่ยนเรื่องคุยเสีย

“แล้วคุณนายล่ะคะ เป็นใครมาจากไหน”

“คุณนายเป็นคนแซ่ซน มาจาก...”

เหล่ฟั้นระบายยิ้มรอฟังเรื่องราวความรักหวานซึ้งระหว่างชายหญิงต่างวัย ทว่าในฉับพลันนั้นเอง ความหวังนั้นก็เป็นอันต้องยุติลงกลางคัน เมื่อทั้งคู่มองเห็นเงาดำที่ทอดมาจากชั้นสามกระเพื่อมขึ้นลงตามเสียงเท้าสัมผัสขั้นบันได ร่างผอมเพรียวในชุดแขนยาวสีม่วงซึ่งระบัดระบายลายดอกโบตั๋นเกลื่อนเนื้อผ้าค่อยๆก้าวลงมา อวดขาเรียวสวยในถุงน่องตาข่ายสีดำพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมที่โชยชาย

หญิงสาวชะงักเท้าที่บันไดขั้นที่สี่ ไม่ถึงกับใกล้หรือไกลจากสาวใช้สองวัย กดสายตาที่ให้ความรู้สึกเหน็บหนาวลงมา “มีใครพูดถึงฉันรึเปล่า”

“เปล่าเจ้าค่ะคุณนาย” ป้าเซาแก้ตัวเป็นพัลวัน

“งั้นก็แล้วไป” ผู้ถูกนินทายิ้มอย่างใส่จริต “ฉันได้ยินแว่วๆมาจากข้างบน ก็ว่าจะลงมาร่วมวงสักหน่อย ต้องขอโทษด้วยนะที่มองป้าในแง่ร้าย”

เหล่ฟั้นเสียววาบเมื่อได้ยินวาจาเชือดเฉือนของหล่อน

“คุณนายจะไปไหนหรือเจ้าคะ” ป้าเซาชิงถาม

“ทำผมน่ะซี เพิ่งทำมาไม่กี่วัน เริ่มไม่เป็นทรงแล้ว”

เด็กหญิงลอบชำเลืองดูผมที่ดัดเป็นลอนงามของคุณนายด้วยความงงงวยว่ามัน เริ่มไม่เป็นทรง ดังที่คุณนายบ่นตรงไหน

“แล้วป้าจะไปไหนล่ะจ๊ะ” นายสาวย้อนถามด้วยเสียงรื่นหู “คุณช่งจีเพิ่งสั่งก่อนออกไปทำงานว่าตอนบ่าย ให้ป้าพาอาฟั้นขึ้นไปขัดถูห้องนอนลูกชายฉันไม่ใช่หรือ มาเดินดูภาพครอบครัวจะได้อะไรขึ้นมา”

“อีฉันผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”

คุณนายเมินหน้าไปทางอื่น ไม่ได้แสดงทีท่ายอมรับหรือปฏิเสธคำขออภัยของสาวใช้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสให้ป้าเซาพาเหล่ฟั้นเดินหลบมา

“เรื่องเจ้านายพูดมากก็ไม่ดี เดี๋ยวเขาว่าเอา” แกลดระดับเสียงลง “เข้าไปในห้องคุณชายน้อยกันก่อน ค่อยพูดต่อจากที่ค้างไว้”

“ช่างมันเถอะค่ะป้า” เหล่ฟั้นฝืนยิ้ม “หนูไม่อยากรู้แล้ว”


สาวใช้หน้าใหม่ยอบตัวลงแนบพื้น บิดผ้าขี้ริ้วที่จุ่มอยู่ในถังไม้เพื่อขับน้ำออกจนหมาดได้ที่ จึงก้มลงถูพื้นกระเบื้องลายเมฆอย่างขะมักเขม้น โดยมีป้าเซายืนกวาดพื้นนำหน้าพลางกำกับการทำงานของเธอไม่ขาดปาก

“เก่งจริง ขยันจริง” แกชมเชย

ทว่าคำชมนั้นกลับเป็นต้นเหตุให้เหล่ฟั้นคิดถึงบ้านเก่าจับใจ

เธอถอนใจแรงๆ เมื่อภาพจำในอดีตฉายชัดในห้วงคำนึง ชัดเจนราวกับมันได้เกิดขึ้นจริงอีกครั้ง ทั้งที่ภาพนั้นผ่านพ้นมาแรมปีแล้ว เหล่ฟั้นเห็นตัวเองตัวเล็กลง เป็นเด็กวัยหกเจ็ดขวบที่มีรยางค์แข็งแรงเกินเด็กวัยเดียวกัน กำลังคลานดุบดิบไปบนพื้นไม้กระดานของห้องสมุดนักบุญมาร์กาเร็ตที่จัดวางพระคัมภีร์ หนังสือสวดมนต์ บทอรรถาธิบาย ตลอดจนข้อเขียนปกิณกะทางคริสต์ศาสนาอื่นๆไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ภายในตู้กระจก เธอใช้ผ้าขี้ริ้วขัดเช็ดพื้นห้องซึ่งมักจะเปื้อนฝุ่นด้วยท่วงท่าชำนิชำนาญเสียจนทุกคนที่เห็นสงวนคำชมไว้ไม่อยู่

“เก่งจริง ขยันจริง” นักพรตหญิงวัยชราชาวฝรั่งเศสเอื้อนเอ่ยคำชมเป็นภาษาตนลอยๆ ก่อนหันไปพูดกับผู้น้อยที่ยืนข้างกายเป็นภาษากวางตุ้ง “เชื่อแล้วว่าเธอสอนเด็กมาดี”

“อย่ายกความดีความชอบให้ฉันเลยค่ะ” ซิสเตอร์กวานยิ้ม ดวงตาของนักบวชสาวเป็นประกายวาววับ “เหล่ฟั้นเป็นเด็กดีโดยสันดาน ตัวฉันเพียงแต่ชี้แนะเล็กๆน้อยๆ ถ้าท่านต้องการจะชมจริงๆ ควรชมแกมากกว่า”                 

“แต่เธอก็เลี้ยงดูเด็กคนนี้มาตั้งแต่แรกเกิด อุปมาเหมือนการเลี้ยงปศุสัตว์ หากขาดรำข้าวที่ดี แม้เป็นสุกรพันธุ์เลิศ ก็ยากจะอ้วนพีสมบูรณ์ได้”

ซิสเตอร์กวานไม่ได้คล้อยตาม เอาแต่ยิ้มน้อยๆพลันเฉไฉว่า “งานทำความสะอาดเป็นงานง่ายๆที่เด็กผู้หญิงทุกคนควรฝึกไว้ เพื่อที่วันข้างหน้าพวกเขาจะได้มีทักษะชีวิตติดตัว มาเธอร์เน้นย้ำกับฉันตลอดหลายปีมานี้ อะไรที่ฉันพอจะปลูกฝังเด็กๆในความดูแลของฉันได้ ฉันก็พร้อมทำอย่างสุดฝีมือสุดกำลัง”

บางทีอนาคตที่ซิสเตอร์พูดอาจจะมาถึงเร็วเกินคาด แม้จนขณะนี้ เด็กหญิงก็ยังนึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งตนเองจะต้องถูกเรียกว่า ‘คนรับใช้’ ทั้งต้องใช้วิชาทำความสะอาดที่ได้จากคอนแวนต์มาเป็นอาชีพเลี้ยงตัว

เหล่ฟั้นเผลอปล่อยมือจากผ้าขี้ริ้วโดยไม่รู้ตัว ในหัวเธอไม่รับรู้อะไรอีก เมื่อใจเฝ้าใฝ่หาวันวานเหล่านั้นอย่างไม่อาจจะฝืนกลั้น

“เมื่อกี้ป้าลืมตอบหนูไป” ป้าเซาพูดขึ้นพร้อมกับก้มหน้าก้มตาโกยฝุ่นผงใส่ปุ้งเต้า ตาไม่ได้มองมาที่เหล่ฟั้น

“ตอบอะไรหรอคะ”

“ก็ที่หนูถามว่าคุณชายน้อยอยู่ที่ไหนไง” แกฟื้นความทรงจำให้ “คุณชายน้อยไม่ค่อยได้อยู่บ้านเพราะเขาเรียนอยู่โรงเรียนประจำ กลับมาบ้านได้เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์กับช่วงปิดเทอม แต่ช่วงปิดเทอมก็ใช่ว่าจะได้อยู่นาน เพราะคุณท่านชอบพาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไปพักผ่อนที่โน่นที่นี่อยู่บ่อยๆ ไปเที่ยวภูเขาบ้าง ชายทะเลบ้าง บางครั้งหนีความวุ่นวายแถวนี้ไปค้างคืนที่บ้านญาติมิตรเลยก็มี”

เด็กหญิงยิ้มรับเนิบๆโดยไม่สามารถเข้าใจรสนิยมของผู้ลากมากดีได้ว่า การที่มีบ้านหลังออกใหญ่โตเช่นนี้ ยังมิวายที่จะเบื่อหน่ายอีกหรือ

“วันนี้ก็รู้สึกจะเป็นวันเรียนวันสุดท้ายแล้ว ได้ยินคุณนายบ่นกรอกหูอายี่กับอาฉุนมาตั้งแต่เมื่อวานซืนว่าให้รีบๆจัดบ้านให้เรียบร้อยเพื่อต้อนรับคุณชายน้อยกลับ ไม่รู้ป่านนี้อยู่ไหนยังไง...” น้ำเสียงของป้าเซาก้ำกึ่งระหว่างบอกเหล่ฟั้นและบ่นกับตัวเอง “แต่ยังไงเสีย เราก็ต้องเร่งมือหน่อย เกิดคุณชายน้อยกลับมาโดยที่ห้องนอนยังเก็บกวาดไม่เสร็จ คุณนายได้อาละวาดเปิดเปิงแน่ๆ”

เสียงขุ่นเขียวระบายความในใจป้าเซาแผ่ซ่านเข้ามาในใจเธอ

ถึงจะเป็นวันแรกของชีวิตใหม่ในคฤหาสน์น้อยแห่งนี้ แต่จากพฤติการณ์ที่พบเจอมากับตัว ทั้งการพบกันครั้งแรกที่หน้าบ้านเมื่อคืนวานก็ดี ปฏิกิริยาโต้ตอบหลังจากที่เธอหลุดปากพูดไม่เข้าหูหล่อนก็ดี เรื่อยมาจนกิริยาแฝงเร้นความมุ่งร้ายที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆก็ดี...ต่างพอจะเป็นคำตอบให้เธอได้ว่าเพราะสาเหตุอันใดป้าเซาจึงแสดงอาการพรึงเพริดยามกล่าวถึงผู้เป็นภริยาเจ้าของบ้าน                 

เหล่ฟั้นหย่อนผ้าขี้ริ้วลงซักในถังไม้ เธอเหม่อมองไปรอบห้องของคุณชายน้อยซึ่งมีสีขาวสะอ้านทุกแห่งหน เว้นแต่กระเบื้องลายประแจจีนรูปเมฆ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ และเตียงนอนหลังใหญ่ซึ่งชายมุ้งถูกเลิกขึ้นเก็บไว้ด้านบน จิตใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เพราะคำว่า ‘คุณนาย’ ที่เธอได้ยินนั้นช่างมีอานุภาพยิ่งใหญ่เลิศล้นปานประหนึ่งฉลามวาฬในสายตาของกุ้งฝอยหอยตลับ


งานแรกในฐานะสาวใช้ของเด็กหญิงผู้มาจากฝอซานผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น ความมานะบากบั่นของเหล่ฟั้นภายใต้การควบคุมดูแลของป้าเซาเป็นเครื่องยืนยันความหมดจดเรียบร้อย ยิ่งเมื่อสาวใช้อาวุโสเอ่ยปากชมความขยันขันแข็งของเหล่ฟั้น คุณท่านก็เชื่อหมดใจในคุณภาพงานชนิดที่ไม่คิดขึ้นไปตรวจด้วยตาตนเองเลย

"ดีมาก ดีเหลือเกิน” นักการเมืองใหญ่ทิ้งร่างที่อ่อนล้าจากการนั่งประชุมในสภาบริหารมาแรมวัน ชื่นชมสาวใช้ตัวน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้นวม “ตั้งใจทำหน้าที่แบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย”

คนได้รับคำชมหุบยิ้มอย่างสำรวมมารยาท คุกเข่าก้มหน้าด้วยความตื้นตันระหว่างที่ป้าเซารายงานความเป็นไปในบ้าน                 

งานที่เธอทำใช่แต่เฉพาะเช็ดถูพื้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงปัดฝุ่นขจัดคราบสกปรกที่เกาะกรังเครื่องเรือน ขัดบานหน้าต่าง ล้างพื้นระเบียงหน้าห้อง และปิดท้ายด้วยการรดน้ำต้นโป๊ยเซียนในกระถางกระเบื้องเคลือบที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมระเบียงอีกด้วย เพราะยิ่งทำเธอก็ยิ่งสนุกมือ ประกอบกับป้าเซายุยงส่งเสริม ผลจึงออกมาดังนี้

ถึงจะภาคภูมิใจกับคำชมที่ได้ยินก็จริง หากเธอก็ยังหักห้ามใจไม่ให้เสียดายไม่ได้ที่ผู้เป็นเจ้าของห้องไม่ได้มายลผลงานด้วยตาตัวเอง

เหล่ฟั้นไม่ทันอยู่ฟังตอนที่คุณนายโต้เถียงกับคุณท่าน เธอจึงไม่ทราบเหตุผลที่บุตรชายของทั้งคู่ตัดสินใจกลับมาล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน แต่เธอก็รอคอยการกลับมาของเขาอย่างใจจดใจจ่อตามประสาเด็กใสซื่อซึ่งต้องการคำชมเชยเพียงไม่กี่วลีหรือประโยค เพื่อต่อเติมเชื้อไฟให้หัวใจดวงน้อยกระปรี้กระเปร่า มีขวัญกำลังใจในการทำงานต่อไปในภายภาคหน้า อย่างที่พ่อของเขามอบให้เธอ...ก็แค่นั้น

อาทิตย์ดับแสงแล้ว แต่จิตใจเธอยังฟุ้งซ่านค้างคามาแต่หัววัน

“อย่างกับฝันไปเลย” เธอเอ่ยอยู่ในใจชั่วนาทีที่เหตุการณ์สารพันล้านแปดที่เกิดขึ้นในรอบวันพรั่งพรูในมโนสำนึก ครบรสทั้งสุข เศร้า ยินดี และผิดหวัง อย่างไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดทั้งปวงนี้จะเกิดขึ้นในเวลาเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง

“คุณชายน้อยเป็นคนยังไงนะ” เหล่ฟั้นถามตัวเอง พลางพลิกตัวนอนตะแคงข้างในความมืด “แล้วเขาจะดีใจมั้ยที่เราทำความสะอาดห้องให้” 

คำถามเหล่านี้กู่ก้องอยู่ในอกที่หวิวไหว ตลอดทั้งค่ำคืนนั้นเธอตรองไม่เลิกรา แม้เมื่อยามเฝ้าถนนตีฆ้องบอกเวลาล่วงเข้าวันใหม่ หรือสายลมหอบเอาความหนาวเย็นของเดือนมกราคมมากระทบหน้า เธอยังคงคิดอยู่อย่างนั้น ตราบจนม่อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าอันเกิดจากการกรำงานนั่นเอง




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น