แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 376

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 00:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

“สองคนนั้นคือลูกสาวของพวกคุณใช่ไหมคะ” เหล่ฟั้นถามโดยซื่อ ขอบตาที่ค่อนข้างหยีหรี่ลงอีกด้วยยิ้มแหย “แล้วพวกคุณก็คงเป็นพ่อแม่บุญธรรมของหนู”

“เหลวไหลที่สุด” คุณนายทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้ ลุกขึ้นยืนด้วยความขัดเคือง เสียงของหญิงสาวในชุดนอนผ้าแพรเปลี่ยนไป ไม่นุ่มหูอย่างตอนพูดกับหนุ่มใหญ่ “เด็กบ้า พูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ต้องสั่งสอนให้มันหลาบจำซะบ้าง”

หล่อนง้างฝ่ามือขึ้นกลางอากาศ สีหน้าบูดเบี้ยวเกรี้ยวกราดราวคนละคนกับคุณนายสาวสวยผู้นั่งเอี้ยมเฟี้ยมเคียงกายสามีเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง เหล่ฟั้นนิ่งขึง สรรพสำเนียงรอบกายดับวูบในพริบตา ระหว่างนั้นป้าเซาที่ยืนฟังอยู่ห่างๆก็แล่นอ้าวเข้ามาขวาง ปากพร่ำคำขอโทษขอโพย

“ขอโทษเจ้าค่ะคุณนาย เด็กมันยังใหม่ โปรดอภัยให้มันด้วย ถือเสียว่าเป็นความผิดครั้งแรก” น้ำเสียงหญิงวัยกลางคนครั่นครื้น

“พอที” คุณท่านผู้ข่มอารมณ์ได้ดีกว่ายกมือหย่าศึก                 

“คุณไม่ได้ยินหรือว่า...” หล่อนกระชากเสียง

“พอแล้วน่า หยิงโถว” เขาว่าด้วยเสียงเข้มขึ้น น้ำเสียงและแววตาอันดุดันของคุณท่านมีฤทธิ์เดชพอจะข่มภรรยาที่กำลังพลุ่งพล่านด้วยโทสะอย่างชะงัด หล่อนเพียงแต่สะบัดหน้าไปอีกทาง มือเท้าเอวอย่างจำยอมด้วยสำนึกในอำนาจของเขาดี 

ผู้เป็นใหญ่ในบ้านเบนตาออกจากเมียสาว มองมายังคนรับใช้เก่าแก่ซึ่งกอดรั้งร่างผอมผ่ายของเด็กหญิงไม่ยอมปล่อย ขณะที่สองสาววัยรุ่นตกอยู่ในอาการหวาดผวาจนต้องซ่อนตัวหลังแผ่นผนัง คุณท่านเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ จ้องดูเด็กหญิงที่ยืนตัวสั่นเทิ้มในอ้อมแขนป้าเซาครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตัดสินใจยุติสถานการณ์                 

“อาเซา พาอาฟั้นออกไปก่อน”

สาวใช้สูงอายุซึ่งผูกพันกับเขามานานอ่านใจคนสั่งออกอย่างทะลุปรุโปร่ง รีบประคองตัวเหล่ฟั้นออกห่างจากคุณนาย ก่อนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหญิงรุ่นหลานอีกสองคนจัดการทำตามคำสั่งนั้น                 

“เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องเก็บมาเป็นอารมณ์” 

คุณนายแว้ดทันใดเมื่อเห็นว่าเหล่ฟั้นเดินลับไปแล้ว​ “คุณก็ติดนิสัยให้ท้ายบ่าวไพร่ตลอด แบบนี้ก็ไม่ประหลาดที่เด็กบางคนมันกล้าขึ้นมาขี้รดหัวเรา หมุ่ยไจ๋ตัวใหม่ริอ่านเรียกเราเป็นพ่อแม่มัน คุณก็ไม่รู้จักต่อว่า วันนี้มันพูดจาแค่นี้ เกิดวันหนึ่งมันลามปามมาทรยศเราอย่างอาเหม่ง ฉันนี่แหละจะสมน้ำหน้าให้”                  

“ฉันก็สงสัยตัวเองว่าทำไมไม่รู้จักอบรมเมียให้ใจเย็นลงบ้างนะ” หนุ่มใหญ่ประชดอย่างกึ่งหงุดหงิดกึ่งเอ็นดู “เงาธนูก็ว่างูในจอกสุรา เด็กมันคนละคนกันก็รู้จักแยกแยะเสียบ้าง ไม่ใช่เที่ยวโทษว่าเด็กทุกคนต้องเลวเหมือนกันหมด เธอเองก็ยังไม่รู้ลึกตื้นหนาบางของอาฟั้นดี จะไปตีขลุมว่ามันจะทำระยำได้ยังไง”

หญิงสาวขบฟันอย่างคร้านจะเถียงต่อ

“ขอประทานโทษเจ้าค่ะ” ป้าเซาแทรกขึ้น

“มีอะไรรึ อาเซา”

“ไม่ทราบว่าวันนี้คุณท่านจะมอบหมายงานอะไรให้อาฟั้นทำหรือเจ้าคะ” สตรีสูงวัยโค้งหลังถามอย่างนบนอบ

“ก็หน้าที่ทั่วไปของหมุ่ยไจ๋ อย่างเช่นปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือน...” ตอบเบาๆ พลางยกถ้วยขึ้นจดริมฝีปาก คุณท่านยกถ้วยซดน้ำชาโฮกเดียวหมด เมื่อนั้นความคิดใหม่จึงผุดขึ้นในหัว “...จริงสิ ยังไม่มีใครทำความสะอาดห้องอาเชิงเลยนี่”


เด็กหญิงเซื่องซึมลงถนัดตา ย่อตัวนั่งพิงตู้กับข้าวอย่างหมกมุ่นครุ่นคิด ไม่ปริปากพูดจาแม้แต่คำเดียว ไม่ว่าสองสาวรุ่นพี่จะปลอบประโลมอย่างไรก็ตาม

ความฉงนสนเท่ห์ที่ติดค้างมาเป็นเดือนขณะนี้กระจ่างแจ้งเป็นปลิดทิ้ง นึกไปก็ยิ่งเจ็บช้ำน้ำใจที่เสียรู้หญิงชราผู้ทำทีเป็นแม่พระมาโปรดเดรัจฉาน เหล่ฟั้นยิ้มขื่นให้โชคชะตาอันโหดร้าย พลางนึกใคร่ครวญเหตุการณ์ต่างๆที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เข้าใจในเหตุและผลของมัน

ทำไมยายแก่ถึงเอาแต่เฆี่ยนขัง ไม่ทะนุถนอมเธอ ทั้งที่จะพาเธอไปหาครอบครัวใหม่ ทำไมป้าเซาจึงไม่กล้าบอกใครเรื่องสถานะของเธอ เช่นเดียวกับชาวตลาดทั้งหลายที่พากันกระอักกระอ่วนยามได้ยินคำตอบ และทำไมสองสามีภรรยาจึงวางท่าปึ่งชาใส่ ทั้งที่พวกเขารับเธอมาชุบเลี้ยง...เวลานี้ทุกอย่างชัดเจนในตัวมันเองแล้ว เธออยู่ในสถานะเด็กรับใช้ หาใช่ลูกบุญธรรมของเจ้าของบ้านไม่                 

ทว่าสิ่งที่ทำให้เด็กหญิงยังไม่คลายความน้อยใจก็คือสรรพนามที่ผู้คนใช้เรียกเธอ มันมีประโยชน์อันใดที่ต้องหลอกลวงว่าเธอเป็น ‘หมุ่ยไจ๋’ ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘น้องสาวน้อย’ แทนที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งแค้น และนิ่งไปในอึดใจที่สาวรับใช้วัยแรกรุ่นย่างเท้าเข้าหาด้วยท่าทางเล่อล่า

“กินข้าวด้วยกันมั้ย” เสียงที่ถามมาฉายแววใส่ใจ

“ปล่อยหนูอยู่คนเดียวเถอะ” เหล่ฟั้นหันหน้าหนี

“แต่ป้าเซาบอกว่าเธอกำลังหิว”                 

“หนูไม่หิวแล้ว” ผู้อ่อนวัยหลับตาตอบอย่างหนักแน่นเสมือนไม่ต้องการให้ใครรุกล้ำเข้ามาในโลกส่วนตัว “หนูไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น”

“ตามใจ” อีกคนขู่ “ถ้าเธอไม่อยากกินก็เรื่องของเธอ เมื่อไหร่ที่หิวก็อย่ามาหาว่าพวกเราหมางเมินเธอก็แล้วกัน”​

แต่แล้วอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงแง้มประตู

“อาฉุนอย่าเพิ่งวู่วามไป” ป้าเซาติติง “อาฟั้นเขายังเด็กอยู่ มิหนำซ้ำยังเพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ ยังไม่รู้อะไรอีกมากมาย มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน เราเป็นพี่ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้อง ตอนนี้หนูไม่ได้เด็กที่สุดในบ้านแล้วนะ”

เหล่ฟั้นลืมตาขึ้นก็พบป้าเซายืนชะโงกตัวมองมาทางตนอยู่หลังเด็กสาวสองพี่น้อง รูปโฉมโนมพรรณทั้งคู่เหมือนกันดุจรูปเงาสะท้อนของกันและกัน เว้นแต่อารมณ์บนใบหน้าที่ต่างกันสุดกู่ คนหนึ่งนิ่งเฉย คนหนึ่งเข่นเขี้ยว สายตาที่ทั้งสามมองมาเป็นดุจเดียวกับคำสั่งที่ทำให้เหล่ฟั้นเลิกรวนโดยอัตโนมัติ

“ทำความรู้จักกันไว้” ผู้เป็นนายของบ่าวทุกคนในบ้านเอ่ยขึ้น “สองคนนี้คือ อายี่กับอาฉุน สองพี่น้องแซ่ถ่อง มาจากจูไห่ ส่วนนี่คืออาฟั้น - กวาน เหล่ฟั้น มาจากเมืองฝอซาน ถึงแม้พวกหนูจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ตอนนี้พวกหนูทุกคนก็มาอยู่บ้านเดียวกัน เท่ากับลงเรือลำเดียวกันแล้ว คือบ้านตระกูลหมั่นแห่งนี้ ป้าไม่อยากเห็นอะไรมากกว่าพวกหนูรักใคร่ปรองดองกันเฉกเช่นพี่น้องร่วมท้องแม่”

“หนูไม่เห็นจะรักพี่สาวหนูเลย”

อาฉุนเย้าพี่สาว ก่อนได้รับรางวัลเป็นตบหนึ่งฉาดจากสาวผู้พี่ และมะเหงกอีกหนึ่งโป๊กโดยป้าเซา เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่ฟั้น

"มัวแต่พูดพร่ำทำเพลง เสียงานเสียการหมด” หญิงวัยกลางคนบ่นอุบอิบ “สองพี่น้องรีบๆยกสำรับอาหารไปให้เจ้านายเขาได้แล้ว ขืนไปช้าเดี๋ยวคุณนายท่านก็ด่าเอา ป้าจะหวดคนละห้ายกเลย อย่าคิดนะว่าป้าไม่กล้า”

“ค่ะ ป้าเซา” สองสาวผสานเสียงโดยเร็ว

เมื่อทั้งคู่ผละออกไปจากห้องครัว ป้าเซาจึงเบนหน้ามาทางเด็กน้อย “ส่วนหนูก็มาช่วยป้าหยิบๆจับๆไปตามเรื่องแล้วกัน เย็นนี้คุณท่านมีงานชิ้นแรกจะให้หนูทำ หัดเข้าไว้ โตขึ้นไปจะได้เก่งๆเหมือนพวกพี่ๆเขา”

เหล่ฟั้นเพียงแต่พยักหน้ารับอย่างไม่เต็มที่นัก                 

“ทำหน้าที่ให้ดี พอสายๆป้าจะทำของอร่อยๆให้กินเป็นรางวัล” คนไว้ผมมวยให้สัญญา ก่อนก้มลงจุดไฟต้มน้ำในหม้ออะลูมิเนียม


ใจกลางห้องครัวที่มีพื้นที่เพียงกระแบะมือเดียว ทั้งยังรกระเกะระกะด้วยอุปกรณ์ทำครัว จนแลดูมืดทึบ โต๊ะกลมไม้เก่าเก็บตัวหนึ่งซึ่งเจ้าของบ้านยกให้เมื่อกว่าสิบปีมาแล้วยังเป็นที่สุมหัวประจำของเหล่าบรรดาบ่าวไพร่ทุกเวลามื้ออาหาร ตลอดจนบางครั้งบางคราวที่ว่างมือจากภาระงานบ้าน ด้วยเหตุนี้ ป้าเซาจึงกล่าวเล่นๆว่านอกจากจะเป็นห้องครัวตามหน้าที่หลักแล้ว มันยังสมควรถูกเรียกว่า ‘ห้องบ่าว’ อีกด้วย เพราะไม่ว่าจะกี่ฝนกี่หนาว เจ้าของบ้านก็ไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในห้องนี้ จนดูเหมือนอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งซึ่งปกครองเป็นเอกเทศโดยข้าทาสบริวาร

ป้าเซา อายี่ อาฉุน และเหล่ฟั้น นั่งเก้าอี้กลมไร้พนักสีดำคร่ำ ล้อมโต๊ะที่ถ้วยโถโอชามวางกองอย่างเป็นระเบียบ ต่างคนต่างคดข้าวใส่จานจนพูน เป็นภาพที่ชวนให้เด็กหญิงคิดถึงเวลาอาหารในคอนแวนต์ขึ้นมาจับใจ ที่ทุกๆคนจะต้องกินข้าวร่วมกันโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ ไม่เว้นแม้กระทั่งซิสเตอร์ที่เข้าเวรดูแล จะผิดกันก็ตรงที่ห้องนี้ไม่มีการสวดมนต์ ไม่มีคำสาธุการพระเจ้า ไม่มีพิธีรีตองใดๆทั้งสิ้น ผู้อาวุโสกว่าทั้งสามก้มหน้ากินอย่างว่องไวปานกลัวเสียเวลา พลอยให้เหล่ฟั้นทำตามทั้งที่จิตใจรู้สึกผิดลึกๆที่ไม่ได้เปล่งคำขอบคุณพระเจ้าก่อน

“รีบๆกินเข้า เราไม่มีเวลาอ้อยอิ่งเหมือนพวกคุณๆเขา” ผู้วางตนเป็นนายของเหล่าสาวใช้มักพูดย้ำอย่างนี้ทุกครั้งที่เริ่มรับประทานอาหาร 

อาหารเช้ามื้อนี้ประกอบไปด้วยข้าวสวย ต้มผักกระดูกหมู และเมนูติ่มซำที่เหลือทิ้งจากโต๊ะนายสองสามีภรรยา ซึ่งเป็นอาหารประจำของคนรับใช้บ้านนี้ แม้จะเป็นอาหารพื้นๆ แต่ด้วยปริมาณที่มากเอาการก็สามารถเลี้ยงท้องให้อิ่ม มีพละกำลังทำงานตลอดโมงยามที่เหลือในแต่ละวันไปได้สบายๆ

น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหล่ฟั้นได้รู้จักกับความอิ่มหนำ หลังจากป้าเซาคะยั้นคะยอให้กินเยอะๆโดยแบ่งกับข้าวของตนบางส่วนให้ เหล่ฟั้นก็ตั้งหน้าตั้งตากินไม่หยุด กระทั่งรู้สึกถึงความปวดมวนในช่องท้อง เธอจึงวางตะเกียบลงบนปากชามข้าว ภายใต้สายตาติดจะหมั่นไส้ของสองสาว

“อาฟั้นอดอยากปากแห้งมานาน ได้ทีเลยกินใหญ่”

ป้าเซาบอกพลางแตะมือบนศีรษะของเด็กหญิงเนื้อตัวเหวอะหวะด้วยแผลจากการทุบตีเบาๆ สองศรีพี่น้องมองดูรุ่นน้องโดยไม่ไต่ถามอะไร เพราะเพียงแรกเห็นสภาพของเหล่ฟั้น ทั้งสองคนก็พอจะเดาได้

“ก็ได้ ถือว่าวันนี้เป็นวันแรกของเธอ” อายี่กล่าวคล้ายจะเอาใจป้าเซา                 

“ดี” หญิงวัยกลางคนพึมพำ “รักกันเข้าไว้”

เหล่ฟั้นเพ่งมองดูป้าเซาที่ตั้งท่าจะพูดอะไรสักอย่าง 

“ต้องบอกว่าคนยากคนจนอย่างเราทั้งสี่คนโชคดีที่ได้มาอยู่บ้านคนรวย ถึงฐานะไม่อำนวยให้ซื้อของหรูของแพง ก็ยังได้ปันน้ำแกงจากชามเจ้านายเขาบ้าง” หญิงวัยกลางคนเริ่มต้นเทศนาขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“ป้าพูดอยู่เสมอว่าอยู่ฮ่องกงสบาย อันที่จริงต้องเจาะจงว่าอยู่บ้านนี้” แกกวาดสายตาไปรอบโต๊ะพลางให้โอวาท “นับว่าตัวพวกเรามีวาสนาได้พึ่งใบบุญของตระกูลผู้ดีแต่เก่าก่อนอย่างตระกูลหมั่น เราจึงมีชีวิตที่มั่นคง สุขสบาย ไม่เหนื่อยยากเหมือนบ่าวหลายๆบ้านที่เราเคยพบเห็นในละแวกนี้ มีเจ้านายที่มากด้วยกรุณาอย่างคุณท่านและคุณนาย ในเมื่อท่านให้ที่อยู่เรา ให้งานเรา ให้ความปรานีเรา เราก็ต้องตอบแทนพวกท่านอย่างสุดกำลังกายและกำลังใจ”

สองสาวขยับตัวราวกับจะค้าน ทว่าก็นิ่งไปเมื่อเหล่ฟั้นหันมา           

“พอเถอะนะป้า ป้าพูดซ้ำซากจนพวกเราท่องตามป้าได้แล้วด้วยซ้ำ” 

คนแซ่ถ่องผู้น้องหันไปพยักพเยิดเอออวยกับพี่สาว

ป้าเซาทำเฉยใส่คำเหน็บแนมนั้น พูดต่อไปด้วยเสียงที่ขรึมกว่าเก่า “อย่างน้อยก็มีอาฟั้นคนหนึ่งที่ไม่เคยฟัง ว่าแต่ตัวหนูเองเถอะอาฉุน ฟังป้ากรอกหาตั้งแต่ยังไม่สิบขวบจนป่านนี้ ทำตามที่ป้าสอนได้รึยัง”

คนถูกย้อนสะดุ้งยวบ หน้ามุ่ยไปนิดหนึ่งเมื่อรู้ตัวว่าถูกดุ

“ป้าเซาอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนคะ” เป็นเหล่ฟั้นที่ถามขึ้นภายหลังการนั่งเฉย เงี่ยหูฟังที่ผู้อื่นเจรจากันนานร่วมสิบนาที

“กี่ปีแล้วเหรอ” ป้าเซาช้อนสายตาขึ้นราวจะใช้หลอดไฟดวงเดียวในห้องเป็นผู้ช่วยหวนอดีต “มันเนิ่นนานมากแล้ว ไม่รู้กี่ปี ก็ตั้งแต่คุณท่านยังเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่ หนูคิดว่ามันนานแค่ไหนล่ะ อาฟั้น”                 

เด็กน้อยเงียบกริบ มิได้พลอยฟ้าพลอยฝนยิ้มตามป้าเซาที่กำลังกรุ้มกริ่มกับเรื่องของตัวเอง เธอนึกไม่ออกว่าหากตัวเองต้องจมอยู่ในวงจรชีวิตเช่นเดียวกับป้าเซา คืออยู่เป็นสาวใช้ในเรือนเดียวตั้งแต่เด็กจนแก่เฒ่า เธอจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจกับฐานะที่เป็นอยู่ หรือเบื่อหน่ายซังกะตายกับชีวิตกันแน่


หลังพักผ่อนจนเปรมใจ และสองพี่น้องแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเองแล้ว ป้าเซาก็พาเด็กใหม่ออกสำรวจตรวจตราทั่วทุกซอกมุมของบ้านหลังนี้ โดยเริ่มต้นที่ชั้นล่างซึ่งมีจำนวนห้องน้อยสุดก่อน แล้วค่อยเดินขึ้นไปชั้นสองและชั้นสามซึ่งห้องหับมีมากพอๆกัน เมื่อนั้นเหล่ฟั้นถึงได้รู้ว่าห้องที่ตนหลับใหลเมื่อคืนเป็นส่วนต่อเติมซึ่งยื่นออกไปด้านหลังของตัวบ้าน

ตัวห้องสร้างขึ้นหยาบๆเพียงก่ออิฐถือปูนเป็นทรงลูกบาศก์ขนาดไม่กี่ตารางเมตร เท่านี้ก็ได้ห้องนี้แล้ว พื้นและผนังทุกด้านยังคงสภาพความเป็นปูนเปลือยไว้ ไม่ได้ทาสีหรือตกแต่งให้เกิดความงามแต่อย่างใด ภายในมีเครื่องเรือนน้อยชิ้นจนสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว ไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุสร้างความสว่างในยามค่ำคืนราวกับอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร ห้องนี้มีประตูสองบาน บานหนึ่งเชื่อมเข้าหาตัวบ้าน อีกบานทะลุไปยังถนนเล็กด้านหลังซึ่งมักจะคึกคักด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆในละแวกนี้ที่ชอบจับกลุ่มเล่นหัวกันทั้งวี่ทั้งวัน

เธอเคยได้ยินแม่ชีท่านหนึ่งปรารภว่า สถานที่ทุกแห่งไม่ว่าจะสวยตระการตาเพียงใด ก็ต้องมีซอกมุมอัปลักษณ์เร้นลับอยู่เสมอ ต่อให้สถานที่แห่งนั้นจะเป็นปราสาทราชฐานอันวิจิตรก็ตาม เพียงได้เห็นห้องนี้ เหล่ฟั้นก็รู้ทันทีว่ามันคือซอกมุมอัปลักษณ์ตามที่ท่านนิยาม หากก็คงไม่มีสิ่งใดที่จะทิ่มแทงจิตใจเธอเท่ากับการที่ป้าเซาตบบ่าเธอพร้อมทั้งบอกว่า “นี่คือห้องของหนู”

ไม่รู้ว่ามันเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่เธอเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในบ้านที่มีห้องนอนอยู่ชั้นหนึ่ง ขณะที่ทุกคนที่เหลือนอนชั้นสองหรือชั้นสามทั้งสิ้น ห้องคนรับใช้ทุกห้องจะอยู่ส่วนหน้าของบ้านซึ่งมีบันไดให้ใช้แยกต่างหาก เนื่องจากเจ้านายต้องการความเป็นส่วนตัวในบริเวณของบ้านที่ลึกเข้าไปด้านหลัง

ป้าเซาไม่ได้พาเหล่ฟั้นไปดูห้องนอนของตนหรือของพี่น้องสองสาว แต่เธอก็เดาเอาเองว่าสภาพมันคงย่ำแย่ไม่ผิดกันเท่าไหร่นัก “เป็นปกติของคนรับใช้แหละหนูเอ๊ย” ผู้มากประสบการณ์บอกกับเด็กใหม่ซึ่งกำลังทำหน้างอด้วยความปลงตก เด็กหญิงอดที่จะถามตัวเองไม่ได้ว่าตนเลือกที่จะเป็นคนรับใช้ตั้งแต่เมื่อใดกัน

ป้าเซาหายแวบไปในห้องเก็บของใต้บันได แล้วออกมาพร้อมกับถังไม้ใบหนึ่งที่ท่าทางจะหนักเอาเรื่องถ้าดูจากการยก ในถังมีน้ำล้นปริ่มขอบ แกถือมันไว้ด้วยสองมือทะมัดทะแมงตามประสาคนที่คุ้นชินกับการแบกหามของหนักๆ

“พร้อมจะเริ่มงานแล้วหรือยัง”

“ค่ะ” เหล่ฟั้นน้อมรับอย่างไม่มีทางเลือกอื่น พลันเคลื่อนไหวไปอย่างเงียบเชียบบนบันไดที่ปูด้วยพรมไหม “ให้หนูทำอะไรคะ”

หญิงวัยกลางคนให้คำตอบเมื่อก้าวมาถึงขั้นสุดท้าย                 

“ทำความสะอาดห้องนอนคุณชายน้อย”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น