แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 388

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 00:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

​เด็กหญิงได้แต่นึกทวนเหตุการณ์ว่าตนได้ยินคำนั้นครั้งแรกเมื่อใด ไม่ว่าจะสืบสาวไปไกลเท่าไหร่ ภาพจำเก่าสุดเท่าที่จะนึกออกก็พาย้อนไปถึงแค่เดือนก่อน ตอนที่ยายแก่ปิดห้องสนทนากับคุณแม่อธิการสองต่อสอง

มันเป็นอีกวันหนึ่งซึ่งเธอลืมไม่ลง ทั้งที่ใจไม่คิดอยากจำไหร่ก็ตาม ภาพทั้งมวลยังคงชัดเจนในห้วงคำนึงเหมือนเงาตามตัว เธอยังจำได้ทุกอย่าง ทั้งอุณหภูมิที่ต่ำผิดธรรมชาติ สายลมวู่หวิว หมอกบางที่ส่งความหนาวเย็นมาสู่หัวใจ หรือแม้แต่แดดยามเย็นที่ไล้เล็มหน้าต่างกระจกสีของโบสถ์ให้ทอดเงาสีมัวๆลงมาสู่พื้นโบสถ์ ให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยประดุจการอำลาที่คนบนฟ้ามอบให้แก่เธอ

บ่ายคล้อยวันนั้น คนใจร้ายเคลื่อนร่างเตี้ยตันเข้ามาในโรงอาหารขณะที่เธอและผองเพื่อนกำลังนั่งประนมมือระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าก่อนลงมือรับประทานมื้อเย็นดังที่ปฏิบัติมาชั่วชีพ ยายคนนั้นสบตาเธอแวบสั้นๆ ก่อนขอคำอนุญาตจากซิสเตอร์ผู้ปฏิบัติเวรคุมโรงอาหารวันนั้นไปพบคุณแม่อธิการที่ห้องทำงานชั้นบน

เธอรู้ในเดี๋ยวนั้นว่าเธอกำลังจะได้รับการอุปการะ

ถึงแม้ห้องอธิการจะเป็นเขตหวงห้ามสำหรับเด็กๆที่แม้แต่ซิสเตอร์ทั้งหลายก็ยังไม่ใคร่ขึ้นไปโดยปราศจากความจำเป็น แต่ลางสังหรณ์อันแรงกล้าเป็นตัวผลักดันให้เธอตัดใจฝ่าฝืนข้อบังคับ ลอบขึ้นไปยังห้องส่วนตัวของคุณแม่อธิการซึ่งนานทีปีหนจะเปิดให้คนนอกเข้าไปสักครั้ง และทุกครั้งที่ประตูไม้มะฮอกกานีบานนั้นถูกปิดลงหลังการพบปะเสร็จสิ้น ย่อมเป็นสัญญาณบอกการจากลาของเด็กคนหนึ่งเสมอ

เหล่ฟั้นไม่มีสิทธิ์ในการรับรู้ว่าบทสนทนาระหว่างผู้ปกครองคอนแวนต์กับว่าที่พ่อแม่บุญธรรมแต่ละคู่เป็นไปในทิศทางใด แต่เธอก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าคราวคนอื่นๆไม่มีทางเป็นเหมือนคราวเธอแน่นอน

“ว่ายังไงนะ” เสียงคุณแม่อธิการดังลอดประตูออกมา “ถึงฉันจะเป็นชาวฝรั่งเศส แต่ฉันก็อาศัยอยู่ในประเทศจีนมาห้าสิบปีแล้ว ฉันรู้จักวัฒนธรรมชาวจีนดี เมื่อสักครู่คุณพูดคำว่า ‘หมุ่ยไจ๋’ ออกมา ฉันรู้นะว่าคุณหมายถึงอะไร”

“ท่านรู้ก็ดีแล้ว จะได้เสร็จธุระเร็วๆ”

“ฉันคงต้องปฏิเสธข้อเสนอจากคุณ”

“ท่านเอาอำนาจอะไรมาห้ามไม่ให้ฉันรับเด็กคนนี้ไป ทั้งที่คอนแวนต์ของท่านก็จวนเจียนจะถูกยุบเต็มแก่แล้ว พูดแล้วก็นึกถึงเรือรั่วที่รอวันอับปาง อย่างดีตอนนี้ก็ทำได้แค่ลอยคอวิดน้ำ จะจมมิจมแหล่ ยังไม่รู้จักทิ้งเสบียงกรังที่ถ่วงเรืออีก”

“ขณะนี้คอนแวนต์ยังอยู่ และฉันก็ยังเป็นอธิการประจำคอนแวนต์นี้ ฉันไม่มีทางยินยอมให้คนบาปอย่างคุณมากล้ำกรายเด็กกำพร้าในปกครองของฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีความประพฤติดีเยี่ยมอย่างกวาน เหล่ฟั้น”

“ดูท่าว่าท่านจะรักเด็กคนนั้นเป็นพิเศษ” ยายแก่ยิ้มเยาะ

“จะเด็กคนนั้นหรือเด็กคนไหนๆก็เหมือนกัน” คุณแม่อธิการระเบิดเสียงอย่างเดือดดาล “หมดเวลาของคุณแล้ว ฉันยังมีธุระอีกมากต้องทำ”                 

ผู้มาเยือนยิ้มกริ่ม “นี่คือวิธีไล่แขกของนักบวชหรือ”

“ถือดีอะไรมายอกย้อนฉัน” อธิการคอนแวนต์ตบโต๊ะดังปึง “ถ้าคุณรีบกลับออกไปภายในห้านาทีนี้ ฉันจะไม่ถือโทษคุณ แต่หากว่าคุณยังขืนดึงดันอยู่ในห้องฉันโดยไม่คิดล้มเลิกความคิดผิดบาปนี้ ฉันจะเรียกตำรวจมาจับคุณ”                 

“รัฐบาลใหม่เขาไม่ฟังคำพูดพล่อยๆของคนในองค์กรศาสนาอย่างคุณหรอก” อีกฝ่ายย้อนหยันอย่างไม่สะทกสะท้านต่อคำว่ากล่าวของนักบวชชรา ก่อนเปลี่ยนท่าทีการพูดให้เย็นลง “ในเมื่อท่านก็รู้จักวัฒนธรรมกวางตุ้งดี ทำไมท่านไม่คิดว่าหมุ่ยไจ๋เป็นเรื่องของการกุศล มิใช่การกดขี่ การหาบ้านให้เด็กกำพร้าก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ท่านดำเนินการมาโดยตลอด เพราะอะไรถึงมองว่าฉันทำบาปเล่า”

อธิการชาวฝรั่งเศสนิ่งไปอย่างได้คิด ก่อนที่ซิสเตอร์ผู้ทำหน้าที่เลขานุการส่วนตัวจะเดินแหวกความมืดของโถงทางเดินเข้ามา เหล่ฟั้นจึงต้องรีบหาที่ซ่อนตัว เธอผละกายจากประตูบานนั้นโดยเร็ว แม้ใจจะยังพะวงอยู่กับบทสนทนาอันเข้มข้นระหว่างผู้ชราภาพทั้งสองก็ตาม


​เป็นที่ไม่คาดคิดว่าคุณแม่อธิการซึ่งคุ้มกันตัวเธอเสมือนแม่นกที่กางปีกป้องลูกน้อยอย่างเต็มแรง ผลที่สุดก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับผู้มาเยือน ท่านตกลงปลงใจลงนามยกเธอให้แก่หญิงชรานิรนามด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอไม่ทันอยู่ฟังจนจบ ไม่ว่าจะเป็นเพราะคารี้คารมของยายแก่ สถานการณ์อันย่ำแย่ของคอนแวนต์และตัวคุณแม่อธิการเอง หรือเหตุอื่นใดก็ตาม เหล่ฟั้นก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรเธอก็ต้องไปอยู่ดี

“อย่าคิดมากน่า เหล่ฟั้น” ซิสเตอร์คนหนึ่งปลอบ “ซิสเตอร์รู้ว่าเธอไม่อยากไปจากที่นี่ แต่วันหนึ่งเด็กทุกคนก็ต้องออกไปอยู่ดี เมื่อครบกำหนดอายุที่ทางคอนแวนต์เรากำหนดไว้ แบบเดียวกับพี่ๆหลายคนที่เธอรู้จัก”

“แต่นั่นมันอีกตั้งเจ็ดปีสำหรับหนูนะคะ” เธอแย้ง

“มาถึงช้าหรือเร็ว ยังไงก็มาถึงเหมือนกัน” นักบวชหญิงบอกอย่างอ่อนใจพร้อมกับจัดสัมภาระใส่กระเป๋าให้เด็กหญิง

เหล่ฟั้นคอตก กำสร้อยกางเขนที่ซิสเตอร์กวานมอบให้แน่น พยายามสะกดหยาดน้ำใสๆที่คลอหน่วยตาไม่ให้รินออกมา

ซิสเตอร์ก้มลงสวมกอดพร้อมทั้งให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย

“เป็นเด็กดีนะ อย่าดื้ออย่าซน และอย่าให้เสียน้ำใจครอบครัวใหม่ที่เขาเลือกเธอไปแทนที่จะเลือกเพื่อนๆอีกร้อยกว่าคนที่เหลือ ถ้าซิสเตอร์กวานอยู่ที่นี่ เขาก็คงจะพูดแบบนี้เหมือนกัน และเขาก็จะดีใจมากด้วยที่เธอมีวันนี้...”


เด็กหญิงแบกสัมภาระไปหาหญิงชราที่ยืนรออยู่หน้าประตูรั้ว แววตาท่าทางเปี่ยมด้วยความอัดอั้นตันใจยิ่งกว่ายินดีที่ได้พบผู้อุปถัมภ์คนใหม่

“สวัสดีค่ะคุณยาย” เธอเอ่ยเสียงสะอื้น ช้อนตามองอย่างขัดเขิน แล้วจึงสารภาพอย่างละอายความผิด “หนูได้ยินคุณยายคุยกับมาเธอร์แล้ว เป็นความจริงไหมคะที่คุณยายจะรับหนูเป็นหมุ่ยไจ๋”

ยายเงียบกริบอย่างคิดไม่ถึง ก่อนที่เธอจะพูดต่อ

“หมุ่ยไจ๋ ที่แปลว่า น้องสาวน้อยใช่ไหมคะ”

เมื่อนั้นยายค่อยยิ้มออก หากเป็นยิ้มที่เยียบเย็นแฝงเลศนัย

“ใช่แล้วจ้ะหนู” แกให้คำตอบ “มีครอบครัวหนึ่งอยากรับหนูไปเลี้ยงเป็นน้องสาว แต่พวกเขาไม่สะดวกมา เลยฝากให้ยายมารับแทน”


อาจจะเป็นด้วยความที่เพลียจัด บรรยากาศรอบตัวมัวมืดจนมองไม่ออก ร่างกายรับรู้เพียงความเจ็บปวดจากการประทุษร้ายโดยน้ำมือยายแก่ใจทมิฬ หรืออาจจะเกิดจากทุกอย่างที่ว่ามาประสมประสานกัน เหล่ฟั้นจึงไม่ทันสังเกตเห็นตัวตึกที่เธอใช้เป็นที่หลับนอนเมื่อคืน เพียงแรกเห็นเธอได้แต่ตาค้างอย่างตกตะลึงในความโอ่โถงของมัน

บ้านใหม่ของเธอเป็นตึกใหญ่ทรงนีโอคลาสสิกเก่าๆ ซึ่งหากไม่นับรูปแบบสถาปัตยกรรมที่รับเอามาจากเมืองแม่แล้ว ตึกหลังนี้ก็ไม่มีเค้าอิทธิพลของศิลปะตะวันตกผสมอยู่เลย ตัวตึกตบแต่งแบบจีนทุกกระเบียดนิ้ว สูงสามชั้น หน้ากว้างไล่เลี่ยกับตึกแถวสามถึงสี่คูหา ทาสีเหลืองอ่อนละม้ายกล้วยเนื้อใน หน้าตึกทุกชั้นมีมุขยื่นออกมา ประตูและหน้าต่างทุกบานทำจากไม้ฉลุลวดลายจีนแลสวยจับจิต ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ที่ไม่ค่อยพลุกพล่านหากเทียบกับที่อื่น สภาพโดยทั่วไปจัดว่างดงามตระการตา แม้จะถูกความทรุดโทรมเข้ามาเบียดบังความสวย เป็นต้นว่า ผนังที่กะเทาะหลุดล่อนเป็นหย่อมๆ พื้นกระเบื้องหน้าบ้านที่ถูกคราบดำจับแน่นล้างไม่ออก เรื่อยไปถึงหัวเสากรีกสีขาวที่เก่าโทรมจนบางแห่งเปลี่ยนสีเป็นดำสนิท แต่ถึงอย่างไรบ้านหลังนี้ก็ยังดูดีกว่าบ้านช่องของชาวฮ่องกงทั่วไปที่มีฐานะพอจะอยู่แค่ห้องแถวอัตคัดอุดอู้อย่างไม่มีวันเทียบได้

หัวใจของเหล่ฟั้นเต้นโครมคราม เธอเมียงมองทีละส่วน ไล่ตั้งแต่พื้นแกรนิต ซุ้มมนโค้งของมุขทุกแห่ง ไปสิ้นสุดที่อักษรจีนสามตัวเหนือหน้าต่างชั้นสาม อักษรสองตัวหลังสูงเกินที่ขีดขั้นความรู้ของเธอจะอ่านออก แต่ตัวน้อยขีดที่อยู่หน้าสุด อ่านว่า ‘หมั่น’ แปลว่า ‘วัฒนธรรม’ ซิสเตอร์เพิ่งสอนเธอเมื่อไม่นานมานี้

“นี่คือบ้านของหนูจริงๆหรอคะ ป้าเซา”

“ใช่” ป้าเซารับคำ

“วิเศษไปเลย” เสียงเธอเต้นระริกด้วยความยินดี

เธอช่างโชคดีเสียจริง ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงเมตตาเธอจนได้ 

นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือนที่เหล่ฟั้นยิ้มออกอย่างแท้จริง หลังจากตกทุกข์ได้ยากมานานโข เธอยิ้มหน้าชื่น รู้สึกตื้นตันในลำคอ หัวใจโลดเร่าด้วยความเป็นสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นตลอดแปดปีที่ล่วงมา

จากเด็กน้อยอนาถา ไม่มีทั้งครอบครัวทั้งบ้าน วันนี้เธอมีสิ่งที่ใฝ่ฝันอยากมีครบครันแล้ว มิหนำซ้ำยังดีกว่าคนธรรมดาอีกต่างหาก

ราวกับฟ้าหลังฝน...เด็กหญิงคิด

ป้าเซาตรงไปที่ประตูคู่บานใหญ่ ทันใดนั้นแกก็ต้องผงะเมื่อพบว่าประตูไม่ได้ลงกลอนอย่างที่มันควรจะเป็นในยามเช้าตรู่เยี่ยงนี้ นั่นหมายความว่านายหัวของแกได้ตื่นนอนแล้ว เขาทั้งสองอาจลงมานั่งจิบชาคอยอาหารเช้าแล้วก็ได้

การที่แกกลับจากธุระแรกของวันช้ากว่าเจ้านายตื่นนอนถือเป็นความผิดประการหนึ่ง ซึ่งความผิดนี้จะทวีโทษอักโข ถ้าพวกเขาลงมาจากห้องนอนแล้วเป็นฝ่ายต้องนั่งคอยอาหารเช้าที่ปรุงขึ้นด้วยวัตถุดิบจากแก...สาวใช้วัยกลางคนตัวค้างทื่อ พยายามสรรหาคำแก้ตัว พร้อมๆกับที่บานประตูถูกผลักออกด้วยฝ่ามือหยาบกร้าน

ความจริงที่พบมิได้คลาดเคลื่อนจากการอนุมานของแกมากนัก


ภายในห้องนั่งเล่นอันหรูหราที่ตกแต่งแบบจีนโบราณ เต็มไปด้วยเครื่องเรือนไม้แกะสลักปิดทองล่องชาด ชายหญิงคู่หนึ่งนั่งเด่นอยู่บนเก้าอี้รับแขก ในมือถือถ้วยชากระเบื้องเคลือบคนละหนึ่งใบ ทั้งสองทอดสายตามองมาเบื้องหน้าอย่างพร้อมเพรียง เมื่อสดับเสียงประตูบ้านถูกเปิด นำแสงสว่างสาดเข้ามา            

คนทั้งคู่มีลักษณะบางอย่างที่บ่งชัดว่าเป็นคู่ครองกัน คงเป็นเพราะชุดนอนที่พวกเขาสวมใส่อยู่ อิริยาบถแสดงความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หรือไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเพราะลางสังหรณ์บางอย่างในตัวเธอกำลังกระซิบบอก     

แต่เป็นเรื่องตลกที่เธอมีความรู้สึกดังกล่าว ทั้งนี้ก็เพราะสองสามีภรรยาดูจะเป็นทุกสิ่งที่ตรงกันข้าม ไม่ว่าจะด้วยวัย รูปร่าง หน้าตา...ฝ่ายชายเป็นหนุ่มใหญ่วัยกลางคน ตัดผมสั้น ร่างหนาล่ำ ไม่ถึงกับอ้วน แต่ก็ใกล้เคียงทีเดียว ไขมันตรงท้องพูนแน่นมองเห็นเป็นชั้นทั้งที่อยู่ในชุดนอนกำมะหยี่ โครงหน้า อวบใหญ่พอเห็นแววหล่อเหลาในวันวาน จมูกหนา ตาโต กิริยาท่าทางสง่างามอย่างคนใหญ่คนโต โดยไม่มีใครบอก เหล่ฟั้นก็รู้สึกยำเกรงตั้งแต่แรกเห็น - ส่วนฝ่ายหญิงนั้นดูอ่อนวัยกว่าชายผู้เป็นสามีมาก หล่อนยังสาว คาดจากสายตาอายุของหล่อนคงไม่ถึงสามสิบ ดัดผมสั้นตามสมัยนิยม ผอมเพรียวลมสมส่วน ใบหน้าเนียนดุจดั่งพระจันทร์วันเพ็ญ คิ้วแต่งวาดเป็นคันโค้ง ริมฝีปากอวบอิ่มแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีชมพูกุหลาบเป็นเงาวั

“นี่หรือชายหญิงที่รับอุปการะเรา” เหล่ฟั้นถามตัวเอง ความรู้สึกเบื้องลึกสับสนอลหม่านจนแสดงออกมาทางดวงตาสีน้ำตาลไหม้

ทั้งสองนั่งนิ่ง ดวงหน้าที่เพ่งมองมาแฝงไว้ด้วยความถือตัว

“คุณท่าน คุณนาย” ป้าเซาทรุดตัวลงนั่งบนเข่า พลอยให้เหล่ฟั้นทำตามโดยไม่ต้องสั่ง “อีฉันกลับมาช้า ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”                 

“นึกอยู่แล้วว่าต้องพูดเรื่องนี้” คุณท่านโบกมือพลางวางชาที่จิบค้างไว้ “ช่างปะไรสิ อาเซา พวกเราต่างหากล่ะลงมาเร็วกว่าปกติ”

เหล่ฟั้นเห็นแววความโล่งใจที่เต้นระริกอยู่ในแววตาของป้าเซา ขณะที่แกลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแล้วกล่าวคำขอบคุณ

“อาเซาไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ”

ครั้นสิ้นคำสั่งเจ้าของบ้าน หญิงวัยกลางคนจึงค้อมศีรษะลงเล็กน้อย แกกำลังจะลุกเดินอยู่แล้วเชียว หากไม่นึกขึ้นได้ก่อนว่ามีผู้ติดตามตนมาด้วย                 

“นี่น่ะหรือ เด็กที่มาแทนอาเหม่ง”

คุณท่านเอ่ยลอยๆพลางส่งสัญญาณให้ป้าเซาหลีกออกไป หญิงผู้เป็นบ่าวรับคำ ชันกายขึ้นพร้อมตะกร้าไม้ไผ่ที่คล้องแขนไม่ยอมวาง และเดินเลี่ยงไปยังห้องข้างๆด้วยความกังวลที่มีต่อทุกฝ่าย​

ขณะเดียวกันสาวใช้วัยรุ่นสองคนซึ่งหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะก็เดินลิ่วออกมาจากหลังบ้านด้วยความตื่นเต้น พวกเธอโร่มาสมทบป้าเซาที่กำลังปักหลักชะโงกหน้าอยู่ข้างกรอบประตู ท่าทีของบ่าวทั้งสามทำให้เหล่ฟั้นวิตกจริต

“ค่ะที่รัก นี่คือเด็กใหม่ที่ฉันพูดถึง”

คุณนายชิงตอบพลางยกขาขึ้นไขว่ห้าง                 

“อาฟั้นใช่ไหม” เขาเลิกคิ้ว

“ค่ะ” ศรีภรรยาเน้นเสียงเหมือนจะรำคาญความช่างซักไซ้ของสามี

กิริยาอาการของหญิงสาวช่างคุ้นนัก เหล่ฟั้นขบคิดอยู่เงียบๆ หลังจากนั้นอีกอึดใจเดียว เธอก็คิดขึ้นได้ว่าเธอเพิ่งพบหล่อนมาเมื่อคืนนี้

“หน้าตาน่ารักไม่เบา” ชายวัยกลางคนวิพากษ์ขณะสำรวจดูสีหน้าค่าตาของเด็กหญิง “ดูเป็นเด็กใสซื่อ ว่านอนสอนง่ายดีอยู่หรอก โตขึ้นไปคงไม่ทำเรื่องบัดสีเหมือนอย่างอาเหม่งตามที่พวกเรากังวล”

เหล่ฟั้นเห็นคุณนายตีสีหน้ารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

“เดินทางมาตั้งไกล ตื่นก็เช้า ตอนนี้เธอคงเหนื่อยแย่ เช้านี้กินข้าวกินปลา พักผ่อนเสียให้เต็มอิ่มก่อน แล้วค่อยเริ่มงานตอนบ่าย” คุณท่านออกคำสั่งด้วยท่าทางไว้ยศเต็มพิกัด

เหล่ฟั้นไม่เข้าใจแม้สักนิดเดียว...ใครคืออาเหม่ง อะไรคือ ‘งาน’ ที่พวกเขาพูดถึง เพราะเหตุใดทั้งสองจึงวางท่าใส่เธอ ทั้งๆที่พวกเขาอุปการะเธอ และเธอมีฐานะอะไรในบ้านหลังนี้กันแน่ คำถามเหล่านี้พรูประดังขึ้นมาราวจะแย่งชิงคำตอบ แต่ไม่ว่าจะขบคิดเท่าไรก็ตาม เธอก็ไม่อาจหาข้อเท็จจริงเหล่านั้นแก่ตนเองได้

แล้วเงียบกันชั่วขณะ เจ้าของบ้านผู้น่ายำเกรงก็ตะโกนเรียกเด็กสาวสองคนที่แอบอยู่หลังประตูด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

“อายี่ อาฉุน ดูแลอาฟั้นให้ดี ต่อจากนี้ไปพวกเธอจะมีน้องสาวเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ช่วยกันสอนงานให้อาฟั้นด้วย”


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น