แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 604

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 00:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าเพราะเหตุใดคนเราจึงเชื่อถือคนที่เพิ่งรู้จักกันบางคนอย่างสนิทใจ แม้จะมีบทเรียนเป็นชนักฝังใจมาก่อนก็ตามที อาจเป็นเพราะบุญทำกรรมแต่ง ดวงชะตาที่สมพงศ์กัน หรือลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า ตามนิยามของคติความเชื่อแหล่งต่างๆ...เด็กหญิงใช้เวลาทั้งหมดของการเดินไปกับการครุ่นคิดหาคำตอบให้กับตัวเองว่า เพราะเหตุใดเธอจึงไม่ระแคะระคายหญิงสูงวัยที่เอ่ยอ้างว่าเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของบ้านผู้นี้บ้างเลย ทั้งๆที่เพิ่งจะโดนหลอกมาไม่นานแท้ๆ

ป้าเซาผู้มีชื่อสกุลจริงว่า ‘เจิง เซา’ มีลักษณะหลายอย่างที่ตรงกับยายคนนั้น ทั้งที่เห็นได้ด้วยตาและที่สัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณ อาทิ เส้นผมสีเทา เรือนร่างป้อมตัน ลำคอใหญ่ ผิวพรรณตกกระ สวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างขาดความประณีต สำเนียงการพูด รวมตลอดไปถึงกิริยาท่าทางที่คล่องแคล่วเกินวัย ซึ่งกล่าวกันตามจริงแล้ว ทั้งหมดที่กล่าวมามันก็เป็นคุณสมบัติที่พบได้ทั่วไปในหมู่สตรีมีอายุชาวจีน

ทว่าในความเหมือนย่อมมีความต่างเสมอ เฉกเช่นทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ ขณะที่ยายแก่ใจทรามดุด่าจนเคยปาก เอะอะตึงตังเป็นประจำเหมือนภูเขาไฟแรงสูงที่พร้อมปะทุตลอดเวลา ป้าเซาเป็นคนใจเย็น พูดช้า เหมือนภูผาหินที่มีลำห้วยใสแจ๋วไหลรินหล่อเลี้ยงจนดูไม่น่าจะต่อว่าคนอื่นเป็น

ซิสเตอร์แก่ๆคนหนึ่งเคยบอกเธอว่า คนทุกคนทั้งดีและเลวล้วนไม่อาจปกปิดธาตุแท้ในตัวได้ ซึ่งธาตุที่มีจะสำแดงออกมาเป็นบุคลิกส่วนตัว ด้วยคำบอกนี้เหล่ฟั้นจึงไม่คิดว่าป้าเซาเป็นคนร้าย หรือต่อให้แกเป็นคนร้ายจริงๆ แกก็คงเป็นคนร้ายชั้นปลายแถวที่ความเลวในตัวเทียบไม่ได้เลยกับหญิงชราผู้นั้น                 

“ป้าเซาเป็นคนดี” เหล่ฟั้นพูดกับตัวเองในใจ ฉับพลันก็นึกขันกับความคิดนั้น “จะไม่ให้ดีกับเราได้ยังไง ก็ป้าแกเป็นสาวใช้ของคนที่รับเรามาเลี้ยงนี่”


ฝ่าเท้าเล็กๆของเด็กหญิงลากโรเรตามหญิงวัยกลางคนไปติดๆ ในหัวยังไม่หยุดคิดทบทวนเรื่องราวที่ประสบพบพานมาตลอดหนึ่งเดือนมานี้ นับจากวันที่ระเห็จออกมาจากรั้วคอนแวนต์ซึ่งเธอได้อาศัยร่มไม้ใบบุญตลอดมาตั้งแต่แรกลืมตาดูโลก เธอก็รู้สึกได้ว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน และนานวันโลกใหม่ซึ่งเธอเพิ่งค้นพบนั้นก็ยิ่งจะแผ่ขยายอาณาเขตมากขึ้นๆ จนเมื่อมองกลับไปด้วยโลกทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น ก็ดูประหนึ่งว่าโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าในสำนักนางชีแห่งนั้นจะเป็นแค่บ้านตุ๊กตาหลังกระจิริดกลางหมู่บ้านยักษ์อันโอฬารเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม บนความรู้สึกตื่นตาตื่นใจต่อสภาพแวดล้อมใหม่ สิ่งที่มาคู่กับมันก็คือความหวาดกลัวซึ่งค่อยๆก่อตัวขึ้นในหัวใจดวงน้อย เธอยังไม่แลเห็นหนทางว่าจะรับมืออย่างไรกับการใช้ชีวิตที่ผิดแผกไปจากเดิม ทั้งในแง่สถานที่ ผู้คน เรื่อยไปจนถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่

โลกภายนอกไม่ได้น่าอยู่อย่างที่เคยฟุ้งฝันเลย

ในรอบสัปดาห์นี้ เธอพร่ำภาวนาแทบทุกเช้าเย็นเห็นจะได้ จากเดิมที่วาดหวังจะได้อยู่อาศัยในบ้านที่สามารถเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้เต็มปาก มาบัดนี้เธอรู้แล้วว่ามันคือความคิดผิดมหันต์ความคิดหนึ่ง เวลานี้ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เธอปรารถนามากไปกว่า การได้ย้อนเวลากลับไปเป็นส่วนหนึ่งของคอนแวนต์แห่งนั้น ชีวิตที่มีแต่เพื่อนฝูงร้างบุพการีและนักบวชหญิงที่ไม่อาจรับผิดชอบดูแลเด็กในปกครองได้อย่างทั่วถึง แม้จะจำเจน่าเบื่อ แต่ก็ไม่เคยต้องทนทุกข์กับด้านมืดในจิตใจมนุษย์เช่นทุกวันนี้        

หากมันก็เป็นได้แค่ฝันกลางวัน เมื่อแลเห็นความจริงว่าคอนแวนต์ทั้งหลายได้ทยอยปิดตัวลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่นั่นหรือที่ไหนๆบนแผ่นดินจีนก็ตาม


เด็กหญิงสาบานกับตนเองว่าตลอดชีวิตอันด้อยค่าที่เธอเหลืออยู่จะไม่มีทางหลงลืมเรื่องนี้ลงเป็นอันขาด วันแห่งความพลัดพรากจากสภาพความเป็นอยู่เดิมที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ไม่มีข่าวคราวรั่วไหลมาให้เด็กอย่างเธอรับรู้ ในขณะที่เหล่านักบวชดูเหมือนจะเตรียมใจอยู่แล้วว่าวันหนึ่งเหตุการณ์เช่นนั้นจะบังเกิดขึ้น    

ภาพขบวนทหารชายหญิงในชุดหลวมโพรกสีเขียว มีแถบแดงบนคอเสื้อ สวมหมวกแบนติดดาวสีแดงไว้ด้านหน้า ซึ่งยาตราผ่านประตูโบสถ์เข้ามา ยังคงสร้างความพรึงเพริดแก่บรรดาเด็กหญิงไร้พ่อแม่ที่พบเห็นได้มิรู้ลืม ท่าทางของคนพวกนั้นผึ่งผาย มีลักษณะของความแข็งกระด้างสมกับเครื่องนุ่งห่มของตน

“เราให้เวลาพวกคุณสองเดือน” ชายร่างสันทัดที่น่าจะเป็นหัวหน้าประกาศลั่นกลางลานกว้างหน้าโบสถ์ ภายหลังการเข้าพบคุณแม่อธิการเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม “ภายในสองเดือนนี้พวกคุณทั้งหลายต้องเคลื่อนย้ายศาสนวัตถุออกไปให้หมดจากที่แห่งนี้ มิเช่นนั้นจะถือว่ามีความผิดร้ายแรงต่อสังคมใหม่”

“อะไรคือสังคมใหม่คะ ซิสเตอร์” เด็กหญิงตัวเล็กหันไปกระซิบถามนักบวชสาวที่อยู่ข้างหลัง ก่อนจะถูกทหารหนุ่มนายหนึ่งเอ็ดให้เงียบทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ด้วยใบหน้าถมึงทึงและคำสั่งเฉียบขาด

“ฟังท่านผู้พัน”

ขณะเดียวกันนั้นเอง พลทหารสองนายก็ปีนขึ้นไปกางธงพื้นแดงมีรูปค้อนเคียวสีเหลืองไขว้กันบริเวณหน้าบันของโบสถ์ เหมือนกับจงใจให้ผืนธงนั้นบังรูปสลักหินอ่อนของพระคริสต์ซึ่งรายล้อมด้วยกลุ่มศิษยานุศิษย์และเทวทูตสวรรค์

“ศาสนาเป็นสิ่งงมงาย รังแต่จะทำให้ประชาชาติจีนที่จะรุดไปข้างหน้าต้องเสื่อมถอยด้วยความเชื่อที่ล้าหลัง...” ผู้พันทิ้งระยะพูดเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ “...ทางการจึงมีคำสั่งให้ปิดอารามนางชีแห่งนี้ เพื่อนำสถานที่ไปใช้ประโยชน์แก่สาธารณชนต่อไป นักบวชหญิงทุกคนต้องสละเพศบรรพชิต ส่วนเด็กๆในความดูแลทั้งหมดจะถูกโอนให้สถานสงเคราะห์ของรัฐบาลเป็นผู้อุปการะ”

เสียงฮือฮาเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้างแห่งนั้น บ้างร้องกระจองอแงด้วยความหวาดกลัว บ้างบ่นกระปอดกระแปด บ้างถามความหมายของคำศัพท์ที่ตนไม่เข้าใจ ระคนปนเปเป็นเสียงร้องขอความเห็นใจที่เปล่งออกมาจากจิตสำนึกอันบริสุทธิ์ของเด็กตัวเล็กๆจำนวนนับร้อยคน...ทว่าก็ไม่มีผู้ใดมอบความเมตตาให้พวกเธอ                 

อนาคตอันบิดเบี้ยวของเธอเริ่มต้นขึ้นในวินาทีนั้นเอง


“เป็นอะไรหรือเปล่า อาฟั้น”

คำถามแสดงความเป็นห่วงบ่วงใยของหญิงวัยกลางคนดึงเด็กน้อยหลุดจากภวังค์แห่งความหลัง เด็กหญิงสั่นหน้า และคิดทวนสรรพนามแสดงความเป็นกันเองที่ป้าเซาเรียกขานเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเห็นเป็นเรื่องประหลาด

นานมากแล้วที่ไม่มีใครเรียกเธอแบบนี้...นานเสียจนจำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะกว่าหนึ่งเดือนที่ใช้ชีวิตลำเค็ญในบ้านยายจอมโหด เธอไม่ใช่ ‘เหล่ฟั้น’ หรือ ‘อาฟั้น’ อย่างที่เคย หากเป็น ‘นังเด็กเวร’ ของแกซึ่งบางครั้งคำเรียกก็อาจจะทวีความหยาบคายขึ้นตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน

“ยังเจ็บแผลอยู่หรือ” ป้าเซาถามด้วยความสงสัยผสมความรู้สึกผิดที่ตนพาเด็กหญิงออกมาทั้งที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บและเหนื่อยล้า

“เปล่าค่ะป้า” เหล่ฟั้นตอบตามความรู้สึกจริงพร้อมกับกระตุ้นขาตัวเองให้เดินไวขึ้น ในตอนนี้เธอรู้สึกหิวยิ่งกว่าความรู้สึกใดๆทั้งปวง

“ดีแล้ว” แกกล่าวช้าๆ กระชับตะกร้าไม้ไผ่ในท่อนแขน “ต้องรีบทำเวลาหน่อย ไปช้าไม่ได้ เดี๋ยวตลาดวายแล้วจะซื้อของไม่ทัน”

เหล่ฟั้นสาวเท้าเคียงข้างป้าเซาไปตามถนนแคบๆที่หนาแน่นด้วยผู้คน บรรยากาศตลาดสดยามรุ่งอรุณของฮ่องกงคึกคักอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เธอแน่ใจว่าตลาดในเมืองบ้านเกิดที่เธอชอบติดสอยห้อยตามซิสเตอร์ไปเที่ยวเล่นนั้นมิอาจทาบชั้นความจอแจของที่นี่ได้แม้แต่น้อย

ถนนเส้นนี้มีความกว้างเพียงไม่กี่เมตรก็จริง แต่กลับอลหม่านคับคั่งอย่างชนิดที่เธอไม่นึกว่าคนเราจะสามารถเบียดเสียดกันในบริเวณเท่านี้ได้ ร้านรวงของพ่อค้าแม่ขายเกือบทั้งหมดมีสภาพเป็นแผงลอย เรียงรายสองฝั่งถนนไปไกลสุดลูกหูลูกตา สินค้าที่พวกเขานำมาขายมีทั้งอาหารสดและอาหารแห้งนานาชนิด บางร้านพิสดารพันลึกยิ่งกว่า จัดโต๊ะเก้าอี้ชุดย่อมให้ลูกค้าสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาเติมเสบียงใส่ท้องอย่างปุบปับฉาบฉวย ร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างเป็นเพิงไม้หยาบๆ หากริมทางพอมีที่ให้ปรุงอาหารและจัดโต๊ะนั่งได้ก็ถือเป็นดี นอกเหนือจากนี้ยังมีพวกหาบเร่ นักมายากล วณิพก ขอทาน ตลอดจนรถถีบที่เพิ่มสีสันความเป็นเมืองใหญ่ของฮ่องกงได้สมคำร่ำลือ

หญิงสองวัยแทรกตัวฝ่าฝูงชนที่จับจ่ายเลือกซื้อสินค้าอาหารที่พวกตนต้องการ นานๆครั้งป้าเซาก็จะหยุดเดินเพื่อทักทายคนรู้จัก ยิ้มแย้มให้คนนั้นที หยอกล้อคนนี้ที สลับไปมากับเฟ้นหาวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารครบสามมื้อในหนึ่งวัน เมื่อเลือกได้ของที่ต้องการแล้ว แกก็จะยัดบรรจุภัณฑ์ข้าวของเหล่านั้นใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ใบเขื่อง มีฝาปิด ระบายสีเป็นลวดลายดอกไม้มงคล ซึ่งแกหอบหิ้วทุกเช้ามาเป็นระยะเวลากว่าสิบปีแล้ว

ชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลายรู้จักป้าเซาดี คนรู้จักมักคุ้นกับแกย่อมรู้ว่าแกไม่ได้มีลูกหลานที่ไหน ครั้นเห็นเด็กหญิงร่างเล็กติดตามมาด้วย ทุกคนจึงมีอาการงงงัน แสดงทีท่าสนอกสนใจกันเกรียวกราว  

“หมุ่ยไจ๋คนใหม่” ป้าเซาบอกกับชาวบ้านช่างสงสัย

เมื่อใดที่มีคนถามว่าเด็กคนนี้เป็นอะไรกับแก ป้าเซาจะมีสีหน้าชืดชา ตอบไม่เต็มเสียง เสมือนไม่ต้องการให้เรื่องแพร่ลามไปถึงหูคนอื่น ส่วนตัวผู้ฟังนั้น ถ้าไม่ทำหน้าตระหนกตกตื่น ก็จะพยักหน้าอย่างจนใจแล้วไม่ซักถามอะไรต่อ เป็นเหมือนกันทุกผู้ทุกคน 

เหล่ฟั้นได้แต่งงว่าทำไม ในเมื่อคำบอกสถานะของเธอมีความหมายว่า ‘น้องสาวน้อย’ และเพราะเหตุผลกลใด ทุกคนจึงพากันเบือนหน้าหนีราวเห็นเธอเป็นตัวกาลกิณีเสียอย่างนั้น เธอนึกฉงนว่าการเป็นน้องสาวใครสักคนเป็นเรื่องน่าละอายนักหรือ เด็กที่ไม่เคยมีพี่น้องอย่างเธอมิอาจเข้าใจได้เลย                 

ความสงสัยนี้ผุดขึ้นในใจนับแต่เย็นวันนั้น – วันที่เธอได้พบหญิงชราเป็นครั้งแรก แต่จนกระทั่งบัดนี้เธอก็ยังไม่พบคำตอบที่ต้องการเสียที


แดดแรงขึ้น ความคึกคักของตลาดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี เด็กหญิงเอี้ยวคอมองตามด้วยความสนใจใคร่รู้ ชั่วครู่ที่นายทหารหนุ่มผิวขาวผมทองสองนายเดินถือปืนพาดบ่าผ่านไป ท่วงท่าของพวกเขาสง่างามน่าชม ดึงดูดความสนใจทั้งปวงไปที่เครื่องแบบแปลกตา และโดยไม่ระมัดระวังตัว เหล่ฟั้นมองทหารสองนายนั้นจนเกือบชนพ่อค้าชาวอินเดียร่างอ้วนซึ่งเดินสวนมาเข้าอย่างจัง หากป้าเซาไม่รั้งตัวเธอไว้ก่อน

“เป็นธรรมดาของฮ่องกงที่ผู้คนจะอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากทุกมุมโลก” ป้าเซาอธิบายเบาๆเมื่อเห็นเหล่ฟั้นเหลือบดูนายวาณิชจากแดนไกลคนนั้นอย่างกล้าๆกลัวๆ “อยู่ๆไป ประเดี๋ยวหนูก็ชินกับคนพวกนี้เอง”

เด็กหญิงงุดหน้าลง มือกุมแขนป้าเซาแน่น

“ว่าแต่หนูเป็นคนที่ไหนหรือ”

“ฝอซานค่ะ” เหล่ฟั้นว่า

“มาไกลเหมือนกันนะ” คนถามคลี่ยิ้มอ่อนโยน พลันคาดคะเนตามกิตติศัพท์เมืองที่เธอจากมา “หนูคงได้ดูเชิดสิงโตกับแข่งเรือมังกรบ่อยๆสิท่า”

เหล่ฟั้นยิ้มเอียงอาย ไม่กล้าบอกป้าเซาว่ามหรสพการละเล่นเหล่านั้นช่างห่างไกลจากตัวเธอราวอยู่ดาวคนละดวง

“ป้าก็เกิดที่แผ่นดินใหญ่เหมือนกัน แต่มาโตที่ฮ่องกง” เจ้าของผมมวยบอกคล้ายจะชวนคุย กระนั้นเด็กหญิงก็ยังเงียบเป็นเป่าสาก “มาอยู่ฮ่องกงแล้วสบายกว่าเดิมมาก ถึงจะต้องทำงานหนัก แต่ก็ไม่เคยอดอยากเหมือนแผ่นดินใหญ่”

“จริงหรอคะ” เธอต้องการคำยืนยัน “ป้าพูดจริงรึเปล่าที่ป้าไม่เคยอดอยากเหมือนตอนอยู่แผ่นดินใหญ่เลย”

“จริงซิ” ป้าเซาพยักหน้า “หนูเคยได้ยินคนแผ่นดินใหญ่เรียกฮ่องกงว่าดินแดนสวรรค์ไหม และรู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเขาถึงเรียกฮ่องกงแบบนั้น”  

“เคยมีคนพูดให้ฟัง แต่หนูไม่รู้สาเหตุ”

“เพราะคนฮ่องกงอยู่ดีกินดีกว่าคนแผ่นดินใหญ่มาก เงินทองหาได้ง่ายกว่า ข้าวปลาอาหารก็หลากหลาย ไม่เหมือนแผ่นดินใหญ่ที่คนอดตายถมถืด คนแผ่นดินใหญ่อย่างหนูและป้าจึงตัดสินใจหลั่งไหลย้ายถิ่นมาอยู่ฮ่องกงที่ปกครองโดยพวกผมแดง ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในบ้านเกิด นอกเหนือจากชื่อดินแดนสวรรค์ บางพวกก็เรียกกันว่าดินแดนแห่งชีวิตใหม่ ดินแดนแห่งความหวัง ว่ากันไปโน่น”

แกชี้นิ้วไปยังสาวฝรั่งมาดคุณนายที่นั่งรถลากผ่านไป “ใช่แต่เฉพาะคนจีนที่นิยมย้ายมาฮ่องกง คนจากดินแดนอื่นของอังกฤษก็เหมือนกัน เราจะพบได้ทั้งคนอังกฤษ คนอินเดีย คนมลายู และชนชาติต่างๆมากมายซึ่งมาอยู่ที่นี่เพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

เด็กน้อยผู้มาจากฝอซานยิ้มตาวาว จิตใจที่ฝ่อแป้วมาเป็นเดือนค่อยสดใสขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินถ้อยคำยกยอฮ่องกงจากป้าเซา เธอคิดถึงเมืองบ้านเกิดและบรรยากาศรายล้อมซึ่งไม่เคยว่างเว้นจากไฟสงคราม


ครั้นได้ของที่ต้องการเสร็จสรรพเรียบร้อย ป้าเซาก็จูงเหล่ฟั้นมุ่งตรงกลับบ้านด้วยเส้นทางใหม่ คนละทางกับขามา เพราะถนนเส้นนั้นยิ่งสายคนก็ยิ่งมากจนเดินไม่สะดวก แกจึงเลือกเดินอ้อมไปอีกทางหนึ่งเป็นประจำทุกเช้า

น้ำหนักที่มากทำให้ผู้สูงอายุอย่างแกต้องชะลอความเร็วลง แขนหอบข้าวของพะรุงพะรังที่นอกจากตะกร้าไม้ไผ่จะหนักอึ้งจนต้องออกแรงยกอย่างแข็งขืนแล้ว ยังมีถุงกระดาษใส่ของกินเล่นจิปาถะของผู้เป็นนาย อีกมือหนึ่งจับมือเหล่ฟั้นแน่นอย่างกังวลว่าเด็กหญิงจะได้รับอันตรายบนท้องถนน

“ถนนแถวนี้เวลาเดินต้องระมัดระวังหน่อย เพราะมีรถวิ่งด้วย” ป้าเซากล่าวเตือน “คนเยอะ รถแยะ มัวแต่เอ้อระเหย ถ้าตาไม่มองทางจะถูกรถเฉี่ยวชนเอา ถึงเวลานั้นป้าคงจะช่วยหนูอย่างเมื่อตะกี้ไม่ได้แล้ว”

เดินต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ผ่านหัวมุมถนนอีกสายซึ่งเป็นแหล่งรวมอาหารข้างทางอันโอชะ ควันไฟจากเตาอั้งโล่ส่งกลิ่นหอมฉุย เหลียวตามองจึงพบอาหารทะเลย่างอยู่บนตะแกรง ลูกค้าร้านบะหมี่นั่งพุ้ยเส้นเข้าปากเป็นโขยง โดยมีเจ้าของร้านตัวมันเยิ้มที่กำลังลวกเส้นอย่างคล่องมือคอยตะโกนเชิญแขกไม่ขาดปาก ถัดไปเป็นร้านหมูหัน ร้านเป็ดย่าง และร้านข้าวต้มกุ๊ย ซึ่งล้วนแต่สร้างความปั่นป่วนแก่กระเพาะอันว่างเปล่าของเธออย่างเหลือล้น

เหล่ฟั้นน้ำลายสอในบัดดลที่หางตาสะดุดเข้ากับรถเข็นขายเกาลัด ลูกค้าซึ่งเกือบครึ่งเป็นเด็กพากันยืนรุมล้อมพ่อค้าในชุดเสื้อแขนยาวสีขาบ กำลังขมีขมันคั่วเกาลัดในหม้อใบโต ขณะที่หญิงผู้เป็นเมียคอยตักเกาลัดที่คั่วเสร็จแล้วใส่ถุงกระดาษ ยื่นให้ผู้ซื้อ รับและทอนสตางค์พลางพูดคุยกับลูกค้าทุกคนอย่างมีไมตรีจิต

กลิ่นเกาลัดในหม้อโชยแรงขึ้น เด็กหญิงต้องกลืนน้ำลายลงคอ ประหนึ่งโชคร้ายซ้ำซ้อน เมื่อต้องพบกับของกินที่โปรดปรานในยามหิวท้องไส้กิ่ว เธอหยุดเดินเสียดื้อๆ กระตุกแขนเสื้อหญิงวัยกลางคนที่นานเข้าเธอก็เริ่มเชื่อมั่นสนิทใจว่าแกเป็นคนดี แล้วร้องเรียกรบเร้าหมายจะให้แกทำตามคำขอ

“ป้าเซา...หนูหิว” เหล่ฟั้นบอกเสียงอ่อย ตามองเด็กผู้ชายวัยเดียวกับตนวิ่งผลุงออกมาจากหน้ารถเข็นโดยมีถุงเกาลัดติดมือมา

“เดี๋ยวกลับถึงบ้านค่อยกิน” ป้าเซาชักมือกลับ ตั้งท่าจะเดินต่อ “อดทนอีกนิด รอให้คุณท่านกับคุณนายทานเสร็จก่อน จากนั้นป้าค่อยหาอะไรให้หนูกิน”

คิ้วเรียวงามได้ทรงของเด็กหญิงขมวดเข้าหากัน

"คุณพ่อคุณแม่บุญธรรมของหนูหรือคะ” เหล่ฟั้นทายสถานภาพของบุคคลทั้งสองที่ป้าเซาเรียกขานด้วยสรรพนามแปร่งหู

“หนูพูดเรื่องอะไร” สาวใช้สูงอายุย้อนถาม

“อ้าว ก็คนที่ป้าพูดถึงไงล่ะคะ”

“ไม่ใช่” ป้าเซาตอบเสียงสั่น แผ่วเบาขั้นที่เหล่ฟั้นไม่ได้ยิน

เป็นอีกครั้งในรอบชั่วโมงที่หญิงวัยกลางคนสมองทึบชา ใจไหวหวิวอยู่ในอก แกเวทนาเด็กหญิงผู้อาภัพรายนี้อย่างบอกไม่ถูก เธอช่างไม่รู้เดียงสาเอาเสียเลย ไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุที่ทำให้เธอต้องย้ายมาที่นี่ รวมทั้งสถานะของตนเองตอนนี้

“เอาเถอะ ไว้ป้าจะเล่าให้ฟังทีหลังก็แล้วกัน”                 

พูดจบประโยค คนรับใช้วัยทองก็จูงมือเด็กหญิงเดินล่กๆผ่านห้องแถวทรุดโทรมที่เจ้าของเปิดหน้าบ้านทำการค้า มีตั้งแต่ผักผลไม้ สบู่ ยารักษาโรค ไปจนถึงงานหัตถกรรมอย่างเครื่องจักสานน้อยใหญ่ หญิงรุ่นเดียวกับป้าเซาที่กำลังจัดเรียงส้มใส่ลังไม้เบือนสายตาจากสิ่งที่กำลังทำ ก่อนจะเห็นคนรู้จักเดินจูงมือเด็กหญิงที่ตนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าผ่านมา

“อาเซา” แกร้องเรียก “มากับเด็กที่ไหนแน่ะ”

“เด็กใหม่ที่บ้าน”

“หมุ่ยไจ๋คนใหม่งั้นหรือ” เจ้าของร้านขายส้มตีความตามที่เข้าใจ ก่อนถูกป้าเซาขยิบตาเป็นทีห้ามไม่ให้พูดต่อ ซ้ำเติมความงงงันให้กับ ‘หมุ่ยไจ๋’ อีกครั้งหนึ่ง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น