แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 00:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

มกราคม 1950

ฮ่องกง อาณานิคมในพระองค์แห่งจักรวรรดิบริติช

แสงไฟถนนระคนแสงโคมจากบ้านเรือนส่องให้เห็นพื้นตรอกซึ่งรกเรื้อไปด้วยกองขยะที่ถูกทิ้งโดยมักง่าย เสียงเกี๊ยะย่ำหนักๆไปบนพื้นลาดซีเมนต์แหวกความสงัดเงียบของรัตติกาล ส่งฝูงหนูซึ่งกำลังออกคุ้ยเขี่ยหาอาหารให้แตกฮือไปคนละทิศคนละทาง พวกมันคงขยาดจนไม่กล้าโผล่หน้าออกจากที่ซุ่มตัวอีกแสนนาน เมื่อแว่วเสียงสะอื้นของเด็กผู้หญิงตามมาติดๆ

“หนูเจ็บนะยาย” เด็กหญิงรูปร่างเล็ก ท่าทางผอมแห้งแรงน้อย ถักผมเปียตะขาบสองข้าง ผิวพรรณขาวสะอ้าน แต่เนื้อตัวช้ำเลือดช้ำหนอง เต็มไปด้วยบาดแผลจากการทุบตี พ้ออย่างสิ้นความอดทนต่อความรวดร้าว แขนปวดปานจะปริขาดเป็นเสี่ยงๆ จากการถูกกระตุกทุกครั้งที่เธอทำท่าจะผ่อนฝีเท้า

“หุบปากสักทีซิ นังเด็กเวร!” หญิงชราตวาด พลางหยิกแขนของเด็กหญิงที่ตนฉุดกระชากลากถูมาตลอดทาง

แม้จะเพิ่มรอยช้ำอีกจ้ำหนึ่งบนผิวเนื้ออันเปราะบางด้วยหวังจะให้อาการขวัญเสียของเธอสงบลง หากความเจ็บปวดที่ได้รับจากการลงโทษนั้นรุนแรงเกินจะทนทาน เธอปล่อยโฮออกมาอีกรอบ เป็นเหตุให้หญิงชราผู้ไร้ความปรานีใช้ไม้หวายในมืออีกข้างฟาดซ้ำกลางแผ่นหลัง

“ข้าบอกให้เอ็งเงียบ เอ็งก็เงียบซิวะ” คนพูดเงียบไปอึดใจหนึ่งอย่างละล้าละลัง “ขืนตำรวจได้ยินเข้าจะพากันซวยทั้งข้าทั้งเอ็ง”

ผู้สูงวัยดึงแขนเด็กหญิงเป็นทีเร่งให้เดินเร็วขึ้น รูปร่างอ้วนเตี้ยของแกค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่อการวิ่ง แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถในการคุมตัวเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่งให้อยู่หมัด ยิ่งเมื่ออยู่ต่างบ้านต่างเมืองด้วยแล้ว แกยิ่งมั่นใจแบบเต็มประดาว่าถึงอย่างไรสมบัติที่มีลมหายใจในมือแกก็ไม่มีทางที่จะขัดขืนหรือคิดหนีเป็นแน่แท้ คิดได้ดังนี้แกจึงยอมเหนื่อยตัวคนเดียว ดีกว่าไหว้วานให้กุลีเถื่อนหรือคนนอกกฎหมายซึ่งหาช่องทางโกยรายได้โดยอาศัยเล่ห์เหลี่ยมหลบหลีกอำนาจบ้านเมืองเช่นแกมาช่วยเหลือเฟือฟาย เพราะนั่นหมายถึงว่าค่าตอบแทนที่แกจะได้รับต้องถูกแบ่งสันปันส่วนเท่ากับจำนวนคนที่มีส่วนร่วมในงานชิ้นนี้

ต้อนเด็กขลาดเขลาคนเดียวให้เดินตามมิได้ยากเย็นอะไรเลย ดีไม่ดียังจะง่ายดายกว่าต่อรองราคากับพวกใต้ดินซึ่งต่างก็เจ้าเล่ห์เพทุบายให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ถึงจะลำบากเดินทางไปหน่อยก็เถอะ...หญิงชรากัดฟันคิด    

เพียงได้คิดถึงปลายทางที่อยู่อีกเพียงสองช่วงถนนข้างหน้า นัยน์ตาแกก็วาวโรจน์ด้วยความละโมบ...หลังภารกิจนี้เสร็จสมบูรณ์ ตัวแกจะร่ำรวยขึ้นขนาดไหน ยังเป็นที่คาดเดาไม่ถูก คิดอย่างเพ้อฝัน เงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้อาจทำให้แกได้เป็นเศรษฐีนีเพียงชั่วข้ามคืน หรือต่อให้อย่างเลวที่สุด ค่าจ้างก้อนนั้นก็น่าจะช่วยให้แกเข้าออกโรงไพ่โรงฝิ่นได้อย่างเหลือเฟือเป็นเดือนๆ แกไม่คิดว่าลูกค้าซึ่งเป็นถึงตระกูลผู้ดีเก่าแก่ของฮ่องกงจะโก่งราคาทุเรศทุรังไปกว่านี้หรอก

“อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”

ยายแก่ใจร้ายเปิดยิ้มบางที่มุมปาก น้ำเสียงคล้ายจะรำพึงกับตัวเองมากกว่าจะปลอบขวัญเด็กหญิงซึ่งขณะนี้ร่ำๆจะงอแงอีกหน

“หนู...อยาก...กลับ...” เสียงที่เร้นลอดริมฝีปากน้อยๆโอดครวญ

“เอ็งไม่มีที่ไหนให้กลับไปอีกแล้ว ต่อจากนี้ไปที่นี่คือบ้านของเอ็ง บ้านของเอ็งคือฮ่องกง เอ็งต้องอยู่ที่นี่ไปจนวันตาย”

หญิงชราสำทับด้วยน้ำเสียงแสดงอำนาจ สองเท้าจ้ำอ้าว พาผู้เคราะห์ร้ายเยาว์วัยเดินลงบันไดที่ทอดตัวจากเนินสูงไปสู่ถนนกว้าง

มือที่เหี่ยวย่นกุมร่างของเด็กหญิงแน่นราวกับโซ่ตรวนจองจำมิให้เธอหลุดรอดไปไหน ครึ่งลากครึ่งจูงเธอไปบนพื้นถนนฉ่ำแฉะที่น้ำฝนเจิ่งนองมาตั้งแต่เมื่อเย็น ครั้นถึงหน้าบ้านที่มีลักษณะเป็นตึกแถวยาวหลายคูหา มือข้างนั้นจึงผละออก

หญิงชรากดกริ่งที่มุมหนึ่งของกำแพงบ้าน ไม่ช้าเกินรอ ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออก โดยมีร่างผอมเพรียวในชุดกระโปรงยาวยืนรอเป็นฉากหลัง

“สายัณห์สวัสดิ์เจ้าค่ะ คุณนายหมั่น”

แกทักทายด้วยน้ำเสียงระรื่น ท่าทางดุร้าย ขึงขัง พร้อมจะลงมือทารุณเด็กหญิงทุกคราที่ไม่ได้ดั่งใจเมื่อครู่มลายไปสิ้น หากตั้งใจฟังให้ดีสักหน่อย จะพบว่าในน้ำเสียงนั้นแฝงความยำเกรงไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว

“เพิ่งมาเอาป่านนี้หรือ” คนถูกเรียกว่า ‘คุณนาย’ เอ่ยอย่างจับหางเสียงไม่ถูก “ฉันนึกว่าพวกแกถูกพวกทหารดาวแดงจับตายที่เซินเจิ้นไปแล้ว”

หญิงชราอึกอักอย่างจะหาข้อแก้ตัว เมื่อตระหนักว่าตนมาถึงล่าช้ากว่าเวลานัดหมายถึงสามชั่วโมงเต็ม เพียงไม่ทันจะพูดออกไป นัยน์ตายาวรีของคุณนายก็มองเลยร่างเตี้ยตันของแกไปยัง ‘สินค้า’ ซึ่งกำลังยืนหลบมุมด้วยความกลัว

เจ้าของบ้านพิศดูเด็กหญิงวัยประมาณแปดขวบที่แกจ้างวานให้ซื้อหามาอย่างชืดชาไร้ความรู้สึก เด็กน้อยสบสายตาด้วยความขลาดเขลา ไม่นานก็ต้องซบหน้าเข้ากับลำแขนของผู้ที่ตนเรียกว่า ‘ยาย’ เมื่อถูกคุณนายจ้องมองมาด้วยแววตาอันเยียบเย็นชนิดที่เธอไม่เคยได้รับจากใครที่ไหนมาก่อน

“ยังไม่รีบคุกเข่าอีกเล่า” หญิงชราผู้นำตัวเธอมาขายออกแรงเฮือกใหญ่ ทุบกำปั้นใส่กลางหลังเพื่อให้เธอก้มลงแทบเท้าผู้ทรงศักดิ์ เด็กหญิงตัวหดเยือก หมอบนิ่งไม่ไหวติง แม้เมื่อหญิงชรายิ้มออกหลังได้รับค่าจ้างเป็นธนบัตรหลายใบ

“หวังว่าคุณนายจะชื่นชอบหมุ่ยไจ๋คนใหม่นะเจ้าคะ” คนใจโฉดกล่าวประจบประแจง ระหว่างที่หญิงสาวก้มลงดูร่างแน่นิ่งนั้นอีกรอบ “อีฉันรับประกันว่ามันจะไม่หนีไปไหนเหมือนคนก่อน”

“คราวที่แล้วแกก็พูดแบบนี้ แล้วเป็นไงล่ะ”

คำกระทบกระแทกนั้นทำหญิงชราแทบผงะหงาย

“มันชื่ออะไร” หล่อนตัดบท

“เหล่ฟั้นเจ้าค่ะ” หญิงชราตอบ “กวาน เหล่ฟั้น”

“เป็นชื่อที่ไพเราะดี” คุณนายพูดพร้อมกวักมือเรียกให้สาวใช้ที่นั่งชันเข่าคอยอยู่ปราดมาเอาตัวเด็กใหม่เข้าบ้าน หล่อนมองดูหญิงชราเดินโทกเทกจากไปจนคล้อยหลัง จึงพึมพำชื่อซึ่งมีความหมายว่ามะลิอันหอมหวนด้วยสุ้มเสียงแผ่วเบา

“เหล่ฟั้น”


แสงที่ปลายทางสว่างจ้าจนตาของเด็กหญิงพร่าเบลอ ทำให้เธอต้องยกมือขึ้นป้องแสง กระทั่งกลิ่นหอมของมวลไม้ที่คุ้นเคยโชยชื่นมาสะกิดจมูกเล็กๆ เธอจึงรู้สึกได้ว่าแสงที่แยงตาได้ลดทอนความสว่างลงแล้ว เด็กหญิงเหลียวมองไปรอบกาย เมฆหมอกสีขาวเป็นละอองบางเบาปกคลุมทั่วอาณาบริเวณให้บรรยากาศดุจดั่งสวรรค์อันงามวิไล

ทัศนวิสัยแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย เช่นเดียวกับกลิ่นหอมของดอกมะลิที่ยิ่งทวีความหอมฟุ้งจนเด็กหญิงอดที่จะสูดดมไม่ได้ ร่างเล็กแกร็นย่างสะเปะสะปะไปบนพื้นดินโคลน ก่อนที่จะหยุดชะงักเมื่อฝ่าเท้าเหยียบย่ำใส่แปลงดอกไม้ซึ่งเพาะพันธุ์อย่างเป็นระเบียบโดยไม่รู้ตัว ม่านหมอกที่จางลงอวดยอดอาคารหลังใหญ่สีขาว ไม้กางเขนอันโตยืนตระหง่านอยู่กลางเมฆมัว มองเห็นชัดทั้งที่อยู่ไกลลิบ

“เหล่ฟั้น”

น้ำเสียงที่คุ้นเคยร้องเรียกอย่างอ่อนหวาน หันมองตามจึงพบหญิงสาวเจ้าของใบหน้าหวานหยดย้อยไม่แพ้เสียงของเธอกำลังนั่งยองตัวติดขอบแปลงต้นมะลิ

“ซิสเตอร์” เหล่ฟั้นขานตอบ พลันวิ่งเข้าหาด้วยความอาวรณ์

“รู้ไหมจ๊ะ ทำไมหนูถึงชื่อนี้” นักบวชหญิงในชุดคลุมยาวสีขาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าถามขึ้นอย่างไร้สาเหตุ เป็นคำถามซึ่งแม้จะได้ยินจนเจนหู ทว่าเธอก็ไม่ประสงค์ที่จะตอบ เนื่องจากต้องการให้คนถามเป็นผู้เฉลยเสียเอง

“ไม่รู้ค่ะ” เด็กน้อยส่ายหน้าอย่างใสซื่อ

ซิสเตอร์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ค่อยตอบคำถามนั้นด้วยดวงตาที่เชื่อมลง “ก็เพราะวันที่หนูเกิดคือวันที่มะลิแปลงนี้บานพอดี กลิ่นมะลิโชยฟุ้งไปทั่วทุกหนแห่ง หนูเกิดมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกมะลิทั้งแปลง ดูเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้าและเหล่าเทวดาบนฟ้าจะฝากกลิ่นเกสรเหล่านี้มาอวยพรวันเกิดให้หนู”

สุ้มเสียงหวานละมุนของซิสเตอร์กวานเป็นดั่งหยาดน้ำทิพย์ที่หยดลงบนหัวใจอันแห้งผากของลูกกำพร้าเช่นเธอ เป็นคำพูดที่สร้างความอบอุ่นบรรเทาความเดียวดายในชีวิตอนาถาของเธอ...ชีวิตที่ไร้ญาติขาดมิตร มีเพียงเพื่อนร่วมชะตากรรมและเหล่านักบวชหญิงผู้ให้ความดูแลเท่านั้น

“มะลิมีสีขาว เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ความดีงาม” นักบวชสาวกล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้มระรื่น ตาไม่วางจากดอกมะลิสีขาวโพลนที่กำลังตัดแต่งอยู่ “ซิสเตอร์หวังว่าโตขึ้นไปหนูจะประพฤติตัวดีงามสมกับที่ได้ชื่อนี้มานะจ๊ะ”

เหล่ฟั้นขืนใจยิ้มรับ

“ซิสเตอร์คะ”

ซิสเตอร์กวานหยุดนิ่งเมื่อเด็กหญิงเรียกด้วยเสียงน้อยใจ

“หนูจะมีครอบครัวเหมือนเด็กทั่วไปได้หรือเปล่า”

“มีแน่นอนจ้ะ” มือที่สาละวนอยู่กับแปลงดอกไม้เคลื่อนออกมาพร้อมด้วยมะลิตูมก้านหนึ่ง “เด็กที่มีจิตใจอ่อนโยนอย่างหนูสักวันหนึ่งจะต้องมีคนใจดีสงสาร และรับตัวหนูไปเลี้ยงดูเสมือนลูกสาวของพวกเขา หนูจะมีคุณพ่อคุณแม่ที่มีเมตตา อาจจะมีพี่ชายพี่สาวที่เอื้ออารี หรือญาติพี่น้องอีกมากมายในครอบครัวนั้น”

เหล่ฟั้นใจสั่นหลังได้ยินซิสเตอร์เอ่ยจบ นึกแสยงเมื่อเสี้ยวพริบตาที่ห้วงความทรงจำพาย้อนระลึกถึงคืนวันแห่งฝันร้าย ครั้งที่ยายแก่คนหนึ่งมาพาเธอไปจากที่แห่งนั้นด้วยเหตุผลว่าในฮ่องกงมีครอบครัวหนึ่งต้องการนำตัวเธอไปเลี้ยงเป็นน้องสาว เธอวาดฝันเสียเลิศหรูว่าผู้อุปการะเธอคงเป็นครอบครัวอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมพรักด้วยพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันจนสามารถเผื่อแผ่บรรยากาศความอบอุ่นนั้นมาสู่เด็กกำพร้าเช่นเธอ

ทว่าทุกอย่างที่เธอนึกฝันได้พังครืนลงในพริบตาเมื่อยายแก่นั่นเผยธาตุแท้ให้เธอรับรู้ เพียงวันแรกที่แกครอบครองเธอ เธอก็ถูกเฆี่ยนตีจนเนื้อตัวลายพร้อย กักบริเวณไว้ในห้องแถวอับทึบ รวมทั้งจับเธออดอาหาร ราวกับไม่เห็นค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเธออยู่ในสายตา วันทั้งวันให้ประทังชีวิตด้วยข้าวต้มเปล่าชามเท่าอุ้งมือ จนเรือนร่างที่ผ่ายผอมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมีแต่จะซูบเอาๆ

“แต่ที่หนูเป็นอยู่ตอนนี้...” เหล่ฟั้นแย้งพลางกลั้นน้ำตา

“ซิสเตอร์รู้จ้ะ” ซิสเตอร์กวานส่งก้านมะลิที่ถืออยู่ในมือให้เด็กหญิง “หนูต้องไม่ลืมว่าพระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งมนุษย์ผู้มีศรัทธาต่อพระองค์ หากจะทรงช่วยเหลือก็ต่อเมื่อมนุษย์ผู้นั้นรู้จักช่วยเหลือตัวเองก่อนเท่านั้น ตราบใดที่หนูยังไม่ละทิ้งความพยายาม สักวันหนึ่งพระองค์จะทรงบันดาลให้หนูถึงฝั่งฝันแน่นอน”

“แล้วเมื่อไหร่ล่ะคะ หนูต้องรออีกนานแค่ไหน”

เหล่ฟั้นละล่ำละลักถามขณะรับดอกมะลิมา แต่สายตาของเธอเริ่มหม่นมัวอีกครั้ง ภาพนักบวชสาวค่อยๆรางเลือน ก่อนจะปลาสนาการไปจากการรับรู้พร้อมคำตอบที่แว่วสะท้อนกลับไปกลับมา

“สักวันหนึ่ง...สักวันหนึ่ง...”


“ซิสเตอร์”

“ตื่นแล้วเหรอ” มีเสียงหนึ่งก้องขึ้น “สลบไปนานเลย”

ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาเด็กหญิงคือใบหน้าอูมอวบของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ริ้วรอยแห่งวัยปรากฏดื่นดาษทั่วผิวหน้า บ่งบอกถึงความมีอายุ แวบแรกที่เห็น เหล่ฟั้นมีอาการหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด เพราะคิดว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าคือยายแก่อำมหิตผู้ใจจืดใจดำถึงขนาดที่เฆี่ยนตีเธอทั้งวันได้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หากสายตาที่ทอดมองมาคือแววตาของความอาทร ต่างกับหญิงชราอ้วนเตี้ยผู้นั้นลิบลับ

“คุณเป็นใครคะ” เหล่ฟั้นซักกลับเป็นจังหวะเดียวกับที่แกใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบลงบนแก้มที่บวมเป่งของเด็กหญิง “แล้วที่นี่ที่ไหน หนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“เรียกป้าว่า ‘ป้าเซา’ ก็ได้”

แกตอบแค่คำถามเดียวก่อนจะจุ่มผ้าลงในกะละมังใหม่

เหล่ฟั้นถอนใจด้วยความผิดหวังทันทีที่พบว่ามวลหมอกขาวพราวพร่าง สวนดอกไม้ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอม แปลงดอกมะลิ ตลอดจนซิสเตอร์สาวผู้เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่แบเบาะ เป็นเพียงความฝันจากภาพจำในอดีตซึ่งมักจะวาววาบขึ้นมาในมโนสำนึกอยู่บ่อยครั้งเวลาที่เธอเป็นทุกข์       

“โอ๊ย...” เด็กหญิงครางผะแผ่วเมื่อความร้อนจากผ้าเช็ดหน้าในมือป้าเซานาบบนร่างกายของเธอ ไอกรุ่นจากผ้าชุ่มน้ำที่ผ่านการต้มด้วยความร้อนเกือบถึงจุดเดือด โปะลงตามแผลแตกส่วนต่างๆ เธอคงอยู่ในอิริยาบถนอนหงาย เนื่องจากมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะชันร่างบอบช้ำด้วยพิษแผลที่สั่งสมมาตลอดหลายวันให้ลุกขึ้นได้ จึงเป็นโอกาสดีของผู้อาวุโสแปลกหน้าในการรักษาเด็กหญิง

โดยที่เธอไม่ทันฟัง ป้าเซาบ่นงึมงำด้วยระดับเสียงที่มีแต่ตัวแกเองได้ยินว่า “คนอะไรใจร้ายนัก นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว จับเด็กมาขายเป็นหมุ่ยไจ๋ได้ลงคอ ขายก็ไม่ขายเปล่าๆ ยังลงมือลงไม้เสียยังกับวัวควาย”

เด็กหญิงชำเลืองดูท่าทางกระฉับกระเฉงกว่าวัยของผู้มีพระคุณซึ่งดูขัดแย้งกับการโต้ตอบที่เชื่องช้า และการพูดที่ติดจะยานคางโดยสิ้นเชิง

“ที่นี่คือบ้านใหม่ของหนู ป้าเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของบ้านนี้”

เหล่ฟั้นอึ้งไปนิดหนึ่ง เมื่อไม่พบของชิ้นสำคัญที่เธอพกติดตัวตลอดเวลา แต่ที่ทำให้เธอใจหายไปชั่วขณะคือการที่เธอพบว่าตนอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบนต่อหน้าคนแปลกหน้า เด็กหญิงลนลานลุกขึ้น คว้าเสื้อคอจีนซึ่งบัดนี้ถูกถอดวางไว้ข้างตัวด้วยความปรารถนาดีของป้าเซาที่ตั้งใจจะทุเลาแผลฟกช้ำตามลำตัวให้เธอมาใส่ ในชั่วลมหายใจเดียว เหล่ฟั้นก็สวมเสื้อเสร็จ กลัดกระดุมเรียบร้อยทั้งที่สีหน้ายังไม่ราแววกระดาก โดยมีสายตายิ้มแย้มของป้าเซาเฝ้าดูอยู่

“หนูกำลังมองหาสิ่งนี้อยู่รึเปล่า” หญิงวัยกลางคนยื่นสร้อยคอรูปไม้กางเขนที่มีพระคริสต์ถูกตอกตรึงคืนให้ เหล่ฟั้นรับไปสวมคอโดยเร็ว

“ขอบคุณค่ะ” เธอบอกตะกุกตะกัก

“หนูไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆที่มาอยู่บ้านนี้เลย” ป้าเซาออกความเห็นขณะเก็บรวบรวมสำรับปฐมพยาบาลของแกอันประกอบด้วยผ้าขนหนูและกะละมังสแตนเลสเข้าไว้ด้วยกัน หลังเด็กหญิงแสดงอาการไม่อยากได้การดูแลของแกอีกต่อไป “ดูท่าว่าหนูจะเข้ารีตพวกผมแดงไปแล้วใช่ไหม” แกตั้งข้อสังเกตจากของที่เธอพกติดตัว

คนถูกซักไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเพราะหูผึ่งตั้งแต่ได้ยินประโยคแรก

“เจ้าของบ้านนี้รับอุปการะเด็กผู้หญิงหลายคนเลยหรอคะป้า” เหล่ฟั้นถามขึ้นระหว่างที่สาวใช้อาวุโสลุกจากพื้นปูนข้างเสื่อที่เธอนอน ก้าวเดินไปอย่างเงียบเชียบในห้องขนาดเล็กแห่งนี้ซึ่งมีสภาพเหมือนโกดังเก็บของ “พวกเขาคงมีแต่ลูกชายใช่ไหมคะ เลยรับเด็กผู้หญิงมาเลี้ยง”

“ทำไมหนูถึงได้คิดอย่างนั้น” เป็นป้าเซาที่อึ้งไปบ้าง

“ซิสเตอร์เคยบอกหนูว่าบางครอบครัวอยากมีทั้งลูกชายและลูกสาว ยายคนที่พาหนูมาที่นี่เล่าว่าเจ้าของบ้านนี้อยากได้น้องสาวตัวน้อยๆ”

ความช่างพูดตามประสาเด็กทำเอาคนฟังเงียบงัน หญิงวัยกลางคนจับต้นชนปลายไม่ถูก ทั้งยังไม่รู้ว่าจะไขความกระจ่างให้เด็กรุ่นราวคราวหลานคนนี้อย่างไรดี แกจึงเพียงแต่ส่งยิ้มเอ็นดูให้เธอไปตามเรื่อง

“ฟ้าสางแล้ว...” ป้าเซาบ่ายหน้าไปยังประตูไม้บานน้อยที่มีแสงสว่างรำไรลอดเข้ามา พร้อมกับใช้ปิ่นปักผมไม้สอดเข้าไปในมวยผมสีดำสลับเทาให้เรียบร้อย “ได้เวลาที่ป้าจะต้องไปจ่ายตลาด หนูเพิ่งมาฮ่องกง น่าจะออกไปเดินเล่นชมเมืองสักหน่อย เพราะวันข้างหน้าหนูก็ต้องทำแบบเดียวกับป้า”

คำพูดของป้าเซาฟังดูเหมือนคำสั่งมากกว่าคำชวน ส่งผลให้เด็กหญิงพยักหน้ารับและลุกขึ้นเดินตามอย่างว่าง่าย

ชั่วชีวิตนี้เธอรับคำสั่งมาไม่รู้กี่หนต่อกี่หนแล้ว ทำตามอีกสักครั้งจะเป็นไรไป...เหล่ฟั้นนึกในใจ ขณะที่ประตูไม้ถูกเปิดออกเพื่อรับแดดวันใหม่

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น