เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

ขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 49 คราดวงดาวนั่งรอ ณ เมืองแห่งบาป

ชื่อตอน : ตอนที่ 49 คราดวงดาวนั่งรอ ณ เมืองแห่งบาป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 117

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49 คราดวงดาวนั่งรอ ณ เมืองแห่งบาป
แบบอักษร

ตอนที่ 49 คราดวงดาวนั่งรอ ณ เมืองแห่งบาป

          เมืองซินบา นครแห่งบาป อาคารอิฐสีดำทะมึนทอดยาวเรียงรายสลับตึกระฟ้าและบ้านเรือนต่ำเตี้ยสามสี่ชั้น วิหารบูชาเทวามารดาแห่งบาปกรรม หอสมุดคลังความรู้ทรงปัญญา สนามประลองยุทธ์ให้ชาวเผ่าประลองมาโฮพิสดาร สวนสาธารณะมีดอกไม้เบ่งบานสะพรั่ง ดอกไฮเดรนเยียสีน้ำเงิน ดอกไลแลคสีม่วง และดอกคาเนชั่นสีแดงดุจดั่งโลหิต เหนือแม่น้ำทาเนียมีสะพานข้ามและรถสัตว์มายา ใต้แม่น้ำทาเนียมีสตรีเงือกแหวกว่ายเกี้ยวพาราสี บรรจบด้วยแอบไปพลอดรักหลังสาหร่าย

          วงดนตรีสามอีกาเฒ่าบรรเลงเพลงสร้างความรื่นรมย์ สุขสำราญ ใต้โคมไฟสีน้ำเงินสกา และแสงเดือนสีเหลืองนวล

          ณ น้ำพุ กลางถนนอมนุษย์เดินสัญจร รูปสลักเทวามารดาแห่งบาปกรรมตั้งตระหง่านเหนือธารวารีไหลหลั่ง ผิวน้ำใสกระจ่างส่องสะท้อนเบื้องล่างสีดำนิล หมู่ปลาวิญญาณทูตแหลกว่ายจับกลุ่ม บริเวณขอบน้ำพุมีพื้นที่ให้นั่งพักเท้า และหากสังเกตดีๆจักเห็นนารีกับเรไรนั่งแกว่งขาละม้ายคล้ายเฝ้ารอใครสักคน ดวงดาวน้อยพาปักษาน้อยที่พึ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บมานั่งรอหมอผีน้อย แม้นเรไรยังมิมีแรงมากนัก กระนั้นนางก็ดื้ออยากมานั่งรอเมรัย มิยอมนอนพักบนเตียงอย่างที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติ

          ทุกเช้าและเย็น นารีนั่งรอเมรัยที่น้ำพุอันมีชื่อเสียงลือลั่น นับเป็นสถานที่สำคัญอันดับสามของเมืองซินบา น้ำพุแห่งบาป เล่าว่าใครก็ตามที่มาชมและนำมือจุ่มน้ำ มีโอกาสที่ปลาวิญญาณทูตจักว่ายมากัดมือและกินบาปกรรมที่คนคนนั้นทำไว้จนหมดสิ้น ทว่านี้คือความเชื่อ มีอมนุษย์จำนวนมิน้อยที่ปลาวิญญาณทูตมิยอมกัดเพื่อช่วยชำระล้างบาป

          ด้วยชื่อเสียงของมันจึงเป็นสัญลักษณ์และจุดหมายให้ค้นหาง่าย พบเร็ว มิเสียเวลาให้เมรัยวิ่งวุ่น กลิ้งไปทั่วเมือง

          หลายวันก่อนนารีใช้ศาสตร์ลับนำจดหมายลับส่งไปให้เมรัย ภายในจดหมายเขียนเล่าเรื่องพวกนารี ระบุสถานที่นัดพบ หมอผีน้อยได้รับจดหมายลับนี้และไประทับจุมพิตเป็นการตอบรับจดหมาย พร้อมยังกล่าวว่าเมรัยปลอดภัย นางจักรีบไปพบในเร็ววัน

          เสียงไวโอลินอ่อนละมุน กลิ่นไอติมรสมะนิลา และสิงโตกระโดดลอดห้วงไฟ

          “เมรัยช้าจัง”

          เรไรก้มหน้างุดพลางงึมงำบอกเมรัยช้าเหมือนม้าน้ำ นารีคลี่ยิ้มบางพลันตบหลังมือเรไรเบาๆ “มาช้าดีกว่ามิมา รออีกสักพักเถิด”ดวงดาวน้อยมีความอดทนอย่างยิ่ง มารดานารีฝึกให้ดวงดาวน้อยเป็นคนที่พร้อมรับมือความยากลำบากในฐานะเจ้าเหนือหัว นารีต้องอดทนและรู้จักการรอคอยจังหวะที่เหมาะสม ดั่งคติที่ว่า อยากทำการใหญ่ให้สำเร็จต้องรู้จักรอ

          “อือ”

          เรไรรู้ว่านอกจากนางยังมีนารีที่เฝ้ารอเมรัยเช่นกัน ความรู้สึกสองสาวน้อยเป็นดั่งฝาแฝดเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เรไรใจร้อน แม้ภายนอกเย็นชา นางมีความอดทนมิมากนัก กระนั้นเมื่อสบตานารี หัวใจที่ร้อนระอุดั่งก้อนถ่านพลอยสงบเสงี่ยม ปักษาน้อยกุมมือดวงดาวน้อย ใจหมายหมั่นจับไว้เสมอ ครั้นปล่อยหัวซบไหล่นารี “..”

          สองเงาทอดยาว ฉากหลังพวกนางคือสายน้ำและหยดน้ำกระเซ็นแพรวพราว  

          บนถนนมีอมนุษย์มากมายเดินเคียงข้างกัน มนุษย์หมาป่า มนุษย์สาวที่มีหูและหางแมวลายเสือ อมนุษย์จิ้งจกและอมนุษย์กระรอก ไก่ป่าเป็นฝูงมีพ่อ แม่ และลูกเดินตามเป็นแถว ณ ริมฝั่งถนนมีร้านกาแฟ พนักงานเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา และลูกค้าที่นั่งรอกาแฟนั้นคือชนเผ่าปีศาจวัวนมโต แสงโคมไฟสีน้ำเงินสาดส่องสร้างความสะพรึงดุจดินแดนมาร เรไรหรี่ตานึกอยากลองกินเนื้อย่างที่ปีศาจช้างสาวกำลังรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย

          “นารี เรไร”

          คราวมีเสียงแว่วดังกังวาน นารีที่กำลังงีบหลับพลั่งลืมตาโพลง เรไรดึงสติคืนจากเนื้ออันโอชะ พลันหันขวับมองหาต้นเสียง

          “เรไร นารี”

          …

          ท่ามกลางอมนุษย์มากมายดุจป่าไม้ สูงเกือบเท่าเสาไฟ เมรัยปรากฏกายอย่างอัศจรรย์ ยกท่อนแขนอวบและโบกมือส่งสัญญาณ หมอผีน้อยสวมเสื้อผ้าตัวเดิมสีโทนอุ่น นางผู้มีรอยยิ้มเจิดจ้าราวดวงตะวันวิ่งแบกน้ำหนักเท่าวาฬ ทะยานอย่างเบิกบาน อุ้งเท้าเหยียบกระแทงพื้นจนบังเกิดเสียงตึกๆชวนหวาดเสียวพื้นแตกร้าว เรือนเกศาลอนยาวสีเพลิงพัดสยายคลี่กระจาย เมรัยแย้มยิ้มแก้มบานพลันวิ่งฝ่าฝูงอมนุษย์ปีศาจอย่างมิอาจหักห้ามใจ นางมิสนใจบาดแผลมิสนใจสิ่งใด คราวนี้ขอแค่ได้กอดคนที่รัก

          “เมรัย!!”

          สวบ

          สาวน้อยทรวดทรงอวบอิ่มกระโจนอ้าแขนกว้างพลางโอบสองสาวน้อย “ว้าย!!” นารีและเรไรมิเคยคิดว่าร่างกายพวกนางจักรองรับน้ำหนักเมรัยไว้ กระนั้นแบกมิไว้ก็นั่งข่มสบาย ไม่ใช่สิ ตอนนี้หัวสมองนารีโล่งสะอาดสะอ้าน ขาวโพลนดุจผ้าขาว เรไรก็อึ้งผงะตั้งตัวมิทัน ทั้งสองโดนเมรัยยกและหมุนเป็นวงกลม ด้วยเมรัยมีแรงพอยกสองสาวน้อย หมอผีน้อยจึงกอดและหมุนๆดั่งเต้นระบำ กระทั่งนางสะดุดกระโปรงตนเองล้ม ตุบ

          “ฮาๆ”

          “ทำอันใดของเจ้านิ ฮึ!!”นารีเวียนหัว เม้นปากมือตบอกหมอผีน้อยอย่างหมั่นไส้

          “เมรัย..”เรไรเสียงสะอื้น ดีใจน้ำตาคลอ

          “บอกแล้วข้าไม่ทิ้งพวกเจ้า ไม่เด็ดขาด ฮาๆ”

          เมรัยใช้เรือนร่างอ้วนต่างเตียงให้นารีและเรไรแนบศีรษะนอนทับ ทรวงอกขนาดใหญ่ต่างหมอนอิงนุ่มนิ่ม นารีและเรไรพอถูกบังคับให้ทำเช่นนี้พลันเริ่มรู้สึกขวยเขินเบาๆ หากเมรัยทำตอนอยู่บ้านก็แล้วไปเถอะ แต่นี้มันที่โล่งแจ้ง มีคนอื่นมุงดูด้วยนะ “หน้าไม่อาย” “ป ปล่อยให้พวกข้ารอตั้งนาน” นารีและเรไรสะบัดเบือนหน้าหนี ลุกหนีอย่างว่าพวกนางมิมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาวน้อยตัวเหมือนพะยูน เมรัยนอนเจ็บหลังให้ยิ้มจืดเจื่อน ยกมือพร้อมเอ่ยขอความช่วยเหลือดั่งเต่าที่หงายหลังแล้วมิสามารถพลิงกระดอง “ช่วยข้าที”

          “…”

          สี่ดวงตามองค้อนให้อย่างโกรธกรุ่น คนงี่เง่า แม้ว่านารีและเรไรจักช่วยกันคนมือ กระนั้นน้ำหนักเมรัยใช่ว่าจะช่วยดึงขึ้นง่ายๆ

          “นี่จะให้พวกข้ายกเจ้าเฉยๆรึ หัดยันลุกเองเสียบ้าง”

          “..”

          นารีกัดฟันตวาดด่าอย่างโกรธแค้น เรไรจุกปาก นางอึ้งน้ำหนักที่…มิเบา

          “เจ้ากินยักษ์มาหรือ..”

          ปักษาน้อยหวาดผวา หน้าซีดเผือก หมอผีน้อยกระแอมแก้เก้อ และหลังพวกนารีช่วยจับเมรัยยืนตรงสำเร็จ หมอผีน้อยมีทีท่าจักกระโดดกอดพวกนางอีกครั้ง ดังว่ายังสัมผัส กอดมิเต็มที่ “ข้าคิดถึงพวกเข้ามาก!!”เมรัยดีใจอยากร้องไห้ กระนั้นน้ำตานางใช้ไปกับเรื่องเศร้าๆหมดแล้ว ยามนี้เหลือแต่น้ำมูกให้พวกนารีกระโจนหนี “ถอยไปเลย ช่างน่ารังเกียจ”

          แปะ

          นารีมิรังเกียจน้ำมูกหรอก แต่กลัวท่าทางเสียสติของเมรัยมากกว่า ดวงดาวน้อยหยิบอาวุธพิฆาต โบกพัดกระดาษตีแสกหน้าเมรัย พร้อมยกผ้าเช็ดให้ ดวงดาวน้อยคว้าปักษาน้อยมาปกป้องไว้ด้านหลัง หมอผีน้อยเศร้าโดยพลัน หยิบผ้าเช็ดลายผีเสื้อและสั่งน้ำมูก พยายามทำให้ตนเองดูดีมีสง่าราศี “พวกเจ้ามิอยากกอดข้ารึ ข้ายังอยากกอดพวกเจ้าใจจะขาด”

          “ไม่ย่ะ ตอนนี้อยากให้เจ้าอาบน้ำมากกว่า”

          คนเดินทางตลอดวัน ย่อมมีเหงื่อชุ่มและกลิ่นตัวเหม็นเน่า เมรัยคิ้วกระตุก นึกโมโหภรรยา

          “คืนนี้เจ้าต้องช่วยข้าอาบน้ำ ส่วนนารีไปพักซะ”

          “อาบเองสิ เจ้ามีแขนเหมือนกันนิ”

          นารีสาดคำพูดเย็นชา แม้นผลสุดท้ายนางจักช่วยปรนนิบัติเมรัยก็เถอะ

          “ข้าไม่เป็นไร”

          เรื่องอาการบาดเจ็บเรไรถือเป็นเรื่องน่าห่วงที่สุด ตั้งแต่เมรัยสังเกตสีหน้าโทรมๆดั่งลูกนกปีกหัก หมอผีน้อยรู้แก่ใจว่าปักษาน้อยยังต้องพักรักษา ดังนั้นเรไรห้ามกระทำอันใดเด็ดขาด นับจากนี้เมรัยและนารีจะเป็นคนช่วยดูแล จัดการเรื่องต่างๆ “จักนอนดีๆหรือให้ข้าจับเจ้ามัดกับเตียง”เมรัยดุเพราะรัก หมอผีน้อยทำตาขวาง มือเท้าเอว เชิดอกมหึมาข่มขวัญ เรไรอยากค้านโต้เถียง กระนั้นหลายวันมานี้นางทำนารีปวดหัวและกลุ้มมิน้อย หากยังดื้อรั้นอีก คง..มิรอด

          “แต่ข้า..”

          “ส่งเชือกมานารี”

          “เอาไป”

          “ประเดี๋ยวก่อน!!”

          และแล้วเรไรก็โดนเมรัยจับมัดอุ้มกลับที่พักท่ามกลางสายตาขบขันของผู้ผ่านทาง ภาพเมรัย นารี และเรไรค่อยๆลับหายไปจากสวนน้ำพุ  เสียงเปียโนดังแผ่วเบาอย่างมีชั้นเชิง พลันมีกลิ่นชาหอมลอยผสมสายลมปลิวสู่ม่านฟ้าวิกาลอันครื้นเครง อมนุษย์หัวเราะเรื่องธุรกิจล้มละลาย ปีศาจวัวจับลูบไล้มือชายหนุ่มและกระซิบบอกคืนนี้ให้มาหาที่ห้อง ท่ามกลางเรื่องราวลี้ลับและยากจักหยั่ง ใต้เงาต้นคูนมีโซฟียืนนิ่ง ตามองส่งพวกเมรัย

          แววตาสองสีแดงและฟ้าทอประกายอ่อนโยนและอาลัย

          “ลาก่อนนะ พี่เมรัย..”

          ครั้นนักเชิดหุ่นน้อยสะบัดหลัง เดินลับหาย…แม้นจักแลเงียบเหงาหงอย กระนั้นก็ดูอบอุ่นและมีชีวายิ่งกว่าเมื่อก่อน…

ความคิดเห็น