นิมมานรดี อรรวี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

11. หงุดหงิด งุ่นง่าน /1 *ฟรี

ชื่อตอน : 11. หงุดหงิด งุ่นง่าน /1 *ฟรี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 583

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 10:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
11. หงุดหงิด งุ่นง่าน /1 *ฟรี
แบบอักษร

​สวัสดีค่ะ เนื่องจากวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ไรท์เดินทาง ไม่ได้อยู่หน้าคอมนะคะ เลยว่าจะทยอยลงเรื่องนี้ให้จบภายในวันพุร่งนี้ค่ะ 

ทั้งเรื่องมี 27 ตอน ค่อนข้างยาวนิดนึง ยังไงฝากติดตามด้วยนะคะ


11

หงุดหงิด งุ่นง่าน

            ตะวันเริ่มหงุดหงิดตัวเอง ไม่เข้าใจการกระทำว่าทำไมเขาต้องแสดงความหมางเมินและเฉยชากับศิราภรณ์ขนาดนั้น ทั้งที่เธอก็ทำหน้าที่ของเธอได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำไมเขาจะต้องทำตัวแปลกไปด้วย... เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเสียหน่อย เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงที่เขาเช่ามาบริการเรื่องพรรค์นั้น แล้วทำไมเขาต้องไม่กล้ามีอะไรกับเธออีก หลังจากครั้งสุดท้ายที่เขาเผลอปล่อยให้อารมณ์แห่งจิตใจสั่งการเกินหน้าปรารถนาแห่งร่างกาย

            บ้าที่สุด... ทำไมคืนนั้นเขาต้องอยากได้ยินเสียงครวญครางของเธอ ทำไมถึงรู้สึกอยากให้เธอกอดรัดตัวเขาแน่นๆ อยากให้เธอจูบตอบ อยากให้เธอเป็นฝ่ายรุก หรือแสดงความปรารถนาที่มีต่อเนื้อตัวของเขาบ้าง

ศิราภรณ์ก็ทำหน้าที่ของเธอได้ดีอยู่แล้ว เป็นที่รองรับและสนองความต้องการทางอารมณ์ของผู้ชาย ไม่สนใจว่าเป็นใคร ผู้หญิงแบบนั้นเป้าหมายของการกระทำอยู่ที่ผลตอบแทน คือ เงิน ในขณะที่ผู้ชายมีเป้าหมายอยู่ที่การได้เสพสมเพื่อปลดปล่อยพลังอัดอั้นทางเพศ

            ใช่ไหม... ศิราภรณ์ต้องการแค่เงิน เธอไม่ได้ต้องการอะไรอื่นจากเขานอกจากเงินเท่านั้น... ใช่ไหม

แล้วทำไมต้องเป็นเขา ทำไมต้องมาเริ่มที่ นายตะวัน สุริยฉัตร คนนี้    ถ้าแค่ต้องการเงินด้วยอาชีพนี้ ผู้หญิงสวยๆอย่างศิราภรณ์สามารถขายเรือนร่างของเธอได้ตั้งนานแล้ว ทำไมต้องมาเริ่มที่เขา ทำไมต้องให้เขาเป็นคนแรก... เธอคิดอะไร ต้องการอะไรกันแน่

            ตะวันถอนใจใหญ่เมื่อรู้สึกปวดหัวและอึดอัดไปหมดทั้งกายใจ สุดท้ายเขาก็ตะโกนบอกสมองตัวเองว่าศิราภรณ์จะคิดอะไรก็ช่าง ในเมื่อเธอมาหาเขาในฐานะเมียเช่าและเขาก็จ่ายเงินไปแล้วเพื่อการนั้น เขาต้องใช้ให้คุม...

            ชายหนุ่มตั้งใจจะกลับบ้านทันทีที่เสร็จงานสำคัญ แต่หลังเวลาโรงงานปิดเพียงสองนาที เบนซ์สีทองคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดลงหน้าโฮมออฟฟิศ บุคคลทั้งสามที่ยังอยู่เพื่อเคลียรงานที่ค้างคามองผ่านกระจกประตูสีชา แล้วหันมองหน้ากันด้วยความสงสัย

            นายหัวบวรมาทำอะไรที่นี่... แต่ด้วยมารยาทของเจ้าบ้าน เมื่อแขกไม่ได้รับเชิญมาปรากฏอยู่หน้าประตูก็ต้องลุกขึ้นต้อนรับ

            ชายหนุ่มวัยสามสิบห้า เจ้าเนื้อนิดๆ และเตี้ยกว่าเจ้าบ้านหน่อยๆ เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาพร้อมผู้ติดตามทั้งสอง เขานั่งลงทันทีที่เจ้าบ้านเชื้อเชิญโดยปล่อยให้ผู้ติดตามยืนประสานมือคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง

            “สวัสดีครับนายหัว” เจ้าบ้านเอ่ยทักก่อนตามมารยาท

            “สวัสดีคุณตะวัน” บวรยิ้มทักทายเจ้าของสถานที่ด้วยอัธยาศัยที่ดี

            ตะวันนั่งลงฝั่งตรงข้าม โดยมีพิชิตและเซอร์กีสวมบทผู้คุมเชิงเลียนแบบผู้ติดตามฝั่งตรงข้าม จนตะวันนึกขำอยู่ในใจ

            “นายหัวให้เกียรติมาถึงนี่ มีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ” ตะวันเปิดฉากสนทนาด้วยความอ่อนน้อม คิดว่าถึงอย่างไรเขาก็อายุน้อยกว่าและเพิ่งมาอยู่ใหม่ บวรฉีกยิ้มทันที

            “ผมอยากมาเจรจาธุรกิจกับนายตะวันสักเรื่อง ธุรกิจเล็กๆนะครับ” แถมทำเสียงเล็กเสียงน้อยช่วยย้ำขนาด

            “ธุรกิจเล็กๆของคนระดับนายหัวบวรคงไม่เล็กเท่าไหร่สำหรับผม อะไรหรือครับ ผมชักสนใจแล้วสิ” ตะวันเล่นตามบท ถึงจะยังเดาทางผู้มีอิทธิพลคนนี้ไม่ออกก็ตาม

            บวรเอนหลังพิงพนักอย่างสบายอารมณ์ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นพาดเข่าแสดงตนว่าเหนือกว่าด้วยประการทั้งปวง

            “ก่อนอื่น ผมต้องขอโทษคุณตะวันสักหน่อยที่เสียมารยาท เมื่อบ่ายนี้ผมไปที่บ้านคุณโดยไม่ได้บอกกล่าวเจ้าบ้านเสียก่อน” เขาเว้นช่วงเพื่อกระตุกมุมปากเมื่อเห็นคนฟังเปลี่ยนสีหน้าซึ่งพอสังเกตุได้สำหรับคนที่กำลังจับตาดูอยู่

            “ผมไปหาหนูศิมาครับ แหม แต่เธอเป็นเด็กที่ใช้ได้ทีเดียว พอเจ้านายไม่อยู่บ้านก็ไม่ยอมเปิดประตูรับแขกเลย คุณตะวันลองคิดเล่นๆ ดูสิครับว่าคนอย่างผม ไปยืนเกาะประตูรั้วคุยกับเด็กในบ้านคนอื่นแบบนั้น มันคงน่าดูพิลึกพิลั่น”

            “ครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับธุรกิจเล็กๆ ของคุณหรือครับ” ใจคนถามชักกรุ่นๆ ไม่อยากเสียเวลากับการพูดพร่ำทำเพลง ในใจนั่นรู้สึกห่วงคนที่บ้านขึ้นมาครามครั่น ถ้าเขาไม่รู้เรื่องจากนายหัวบวร ศิราภรณ์จะบอกเขาไหม แล้วนี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่นายหัวบวรไปหาเธอที่บ้าน ไปมากี่ครั้งแล้ว ทำไมเขาไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเลย

            บ้าจริง... ก็พักหลังมานี่เขาแทบไม่พูดกับศิราภรณ์เลยนี่นา

            “ครับ เกี่ยวมากทีเดียว จะรังเกียจไหมครับถ้าผมจะละลาบละล้วงสักหน่อย” บวรชักสายตาไปทางลูกน้องทั้งสองของคู่เจรจาพลางรอคำตอบ

            “เชิญครับ ผมไม่มีความลับกับเพื่อนสองคนนี้”

            ก็เฉพาะเรื่องที่พูดกันได้หรอกนะ และเขาคิดว่าเรื่องที่นายหัวบวรจะพูดนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องลึกลับที่ต้องปิดบัง แต่รอยยิ้มที่มุมปากของอีกฝ่ายทำให้ตะวันรู้สึกว่าเรื่องที่กำลังจะได้ยินแม้ไม่ลึกลับแต่กลับน่ากลัว

            “คือผมไม่แน่ใจเรื่องระหว่างคุณกับหนูศิ”

            “เธอชื่อศิราภรณ์” ตะวันเอียนคำว่า ‘หนูศิ’ ของอีกฝ่ายเต็มแก่จนหลุดปากออกไป บวรเกือบหัวเราะ

            “อ้อ หรือครับ ชื่อเพราะทีเดียว เอ แปลว่าอะไรนะ” ทำท่านึก “ศีรษะ กับอาภรณ์ หมายถึงของที่เอามาสวมบนหัวหรือเปล่าครับ พวกมงกุฎ ชฎา อะไรเทือกนั้น”

            นี่ถ้าไม่มีการยกตัวอย่างต่อท้าย คนฟังที่ไม่เก่งภาษาไทยคงได้ควันออกหูกันบ้าง... ของที่เอามาสวมบนหัวหรือ ดีเท่าไรที่ไม่พูดว่าของที่งอกขึ้นมาบนหัว      

            “ผมไม่แน่ใจครับ ไม่ค่อยเก่งเรื่องศัพท์ชั้นสูง” ตะวันอยากให้อีกฝ่ายเข้าเรื่องเต็มแก่และดูเหมือนเพื่อนเขาทั้งสองก็เริ่มเมื่อยขาแล้วด้วย ผิดจากคนของบวรที่ยังยืนแข็งอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับปรับอิริยาบถใดๆ เลยสักนิด “เข้าเรื่องเลยดีไหมครับ” ต้องเป็นฝ่ายเร่งเมื่อบวรเอาแต่ยิ้มยั่วโมโหอยู่อย่างใจเย็น

“อย่าใจร้อนสิครับคุณตะวัน”

“ไม่ได้ใจร้อนครับ แต่พอดีว่าผมมีงานค้างอยู่”

            “อ้อหรือครับ งั้นเริ่มเลยก็ดี คือผมอยากทราบว่าคุณกับ ‘หนูศิ’ อยู่ด้วยกันแบบไหน อ้อ ขอโทษด้วยถ้าใช้คำไม่ถูกต้อง คือตามที่ผมได้ยินจากคนอื่นเขาพูดกันว่าเธอเป็นภรรยาของคุณ แต่ที่ได้ยินจากเจ้าตัว หนูศิบอกว่าเธอเป็นเด็กทำงานบ้าน ตกลงใครผิดใครถูกครับ”

            “นี่หรือครับธุรกิจ” ถามกลับเสียงเรียบ

            “มันขึ้นอยู่กับคำตอบของคุณครับ”

            ตะวันชั่งใจ เขาเลือกไม่ถูกเลยว่าจะตอบอย่างไรดีและการหยุดคิดของเขาก็ทำให้อีกฝ่ายเริ่มเห็นความผิดปกติ ซึ่งทำให้ตะวันไม่ชอบใจ... ทำไมเขาต้องคิดมากด้วย ในเมื่อคำตอบมันมีอยู่แค่สองทางเท่านั้น

            ภรรยาหรือเด็กทำงานบ้าน...

            “คุณเชื่อเจ้าตัวเถอะครับ ศิราภรณ์บอกยังไงมันก็เป็นแบบนั้น”

            พิชิตกับเซอร์กีเหลือบมองตากัน พลางนึกหวั่นว่าเจ้านายจะเลือกคำตอบที่ผิดเสียแล้ว เพราะสายตาของนายหัวบวรเปลี่ยนเป็นยินดีปรีดาทันทีที่ได้ยินคำตอบ

            “สรุปก็คือ หนูศิเป็นเด็กทำงานบ้าน หรือเรียกง่ายๆ ว่าคนรับใช้” นายหัวบวรเน้นคำชัดๆ

            “ครับ” ตะวันตอบรับเสียงแข็ง ใบหน้าเริ่มเครียดเขม็ง

            “นั่นเป็นข่าวดีสำหรับผมนะ ทีนี่เราก็มาเริ่มเจรจาธุรกิจกันได้เลย”

            ตะวันขบกรามกลืนน้ำลาย รู้ตัวทันทีว่าก้าวพลาดเสียแล้ว ความรู้สึกฉุนเฉียวที่ได้รู้ว่าศิราภรณ์บอกนายหัวบวรไปแบบนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ... ก็จะให้เธอบอกอะไรคนอื่นได้มากไปกว่านั้นเล่า จะให้เธอประจานตัวเองว่าเป็นเมียเช่าก็ดูจะทำร้ายความรู้สึกกันเกินไป ไอ้เรื่องจะบอกว่าเป็นภรรยานั่นไม่กล้าแน่ๆ และจะให้เขารับว่าเธอเป็นภรรยาก็ไม่ได้เหมือนกัน

            “ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณตะวันจ้างเธอเดือนละเท่าไหร่”

            “นายหัวจะทำธุรกิจเรื่องคนรับใช้หรือครับ” ตะวันเลิกคิ้วสูงแบบแปลกใจ ทั้งที่ในใจตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าอะไรคือเป้าหมายของผู้มาเยือน เมื่ออีกฝ่ายแสร้งหัวเราะแบบคนเจ้าเล่ห์             “ผมอยากซื้อตัวเธอต่อจากคุณ”

            คนฟังทั้งสามขยับตัวพร้อมกันทันที

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}