กนกรส มาศอุไร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รีไรท์ : ปกป้องเพราะถือสิทธิ์ จบบท (วางจำหน่ายEbook แล้ว)

ชื่อตอน : รีไรท์ : ปกป้องเพราะถือสิทธิ์ จบบท (วางจำหน่ายEbook แล้ว)

คำค้น : อานนท์ มุขธิดา

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 433

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2561 08:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์ : ปกป้องเพราะถือสิทธิ์ จบบท (วางจำหน่ายEbook แล้ว)
แบบอักษร

สามารถโหลดซื้อได้แล้ววันนี้​


ต่อจากตอนที่แล้ว...



หลังจากถูกบังคับให้นั่งรถมากับเขา มุขธิดาก็เอาแต่นั่งนิ่งมาตลอดทาง เขาไม่ปริปากพูดเธอเองก็ไม่พูด รู้สึกขัดใจเรื่องกระเป๋าสตางค์ไม่หาย ไปๆมาๆมันไม่ได้หล่นอยู่ในบ้านของเธอเสียหน่อย เธอแอบเห็นมันอยู่ในกระเป๋ากางเกงเขานั่นแหละ คนอะไรชอบหาเรื่องกันตลอดเวลา

 ต่างจากคนขับที่ดูจะคอยหมั่นเหลือบมองกระจกหลังอยู่ตลอดเวลา สัญชาตญาณบางอย่างมันบอก ตอนนี้เขากำลังถูกติดตามจากรถคันหลัง

“มีอะไรหรือเปล่าคุณ “ เพราะอาการไม่ปกติของชายหนุ่มทำให้มุขธิดาเริ่มจับสังเกต เธอมุ่นหัวคิ้วพลางหันไปมองทางด้านหลังบ้าง

“เหมือนมีรถขับตามเรามา”

 อานนท์เปรยขึ้นเสียงติดกังวล เขาเหลือบสายตาคมกริบขึ้นมองรถเก๋งฮอนด้าสีดำอีกหน และคิดว่าเขามองไม่ผิด ดูเหมือนมันจะขับตามเขามาตั้งแต่เขาเลี้ยวหัวรถออกจากซอยบ้านของมุขธิดานั่นแล้ว 

“จริงด้วยค่ะ ฉันเองก็ทันเห็นตอนที่รถคันข้างหลังนั่นแล่นตามเรามาตั้งแต่ปากซอยบ้าน ตอนแรกแค่คิดว่าไปทางเดียวกัน แต่พอเราเลี้ยว มันก็เลี้ยวตามเรามาอีก คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ”

“รัดเข็มขัดเอาไว้แน่นๆ ฉันจะลองขับหนีมันตรงถนนแยกข้างหน้าดู” อานนท์สั่งเสียงเครียด เขาผินหน้ามองหญิงสาวข้างกายเล็กน้อย สำรวจว่าเจ้าหล่อนนั้นนั่งมั่นคงดีหรือไม่ด้วยความรู้สึกห่วงใยจนล้นอก ก่อนจะเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อต้องการขับทิ้งห่างรถเก๋งคันที่กำลังขับตามเขามาให้มากที่สุด

ครั้นพอเขาเร่งความเร็ว ไอ้รถคันดั่งกล่าวมันก็ทะยานพุ่งตรงตามรถเขามาติดๆ เหมือนกัน

บ้าฉิบ!มันขับตามเขามาจริงๆด้วย

 วันนี้เขาดันพลาดเสียเอง ชะล่าใจว่าคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น เลยไล่ลูกน้องทุกคนให้ขับรถเลยไปยังบริษัทกันทั้งหมด เมื่อคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เนื่องจากธุรกิจของเขาในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงแข่งขัน หรือต้องขัดขากับใครเพื่อผลทางธุรกิจ และแม้แต่ศัตรูเก่า ต่างฝ่ายต่างยังคงคลุมเชิงกันอยู่ คงไม่มีใครกล้าขยับลงมือทำเรื่องไม่ดีในตอนนี้ แล้วไอ้รถที่ตามเขามา มันมาจากไหน...

“มันขับตามเรามาติดๆเลยค่ะคุณนนท์” มุขธิดาที่นั่งใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เหลียวหน้าหันกลับไปมองทางด้านหลัง สีหน้าไม่สู้ดีสักเท่าไหร่

“เธอกลัวหรือเปล่าหนูหริ่ง” คนที่ตั้งสมาธิกับการขับรถหนีขยับปากถามเสียงนุ่ม พลางเอื้อมมาหนากอบกุมมือน้อยไว้แล้วบีบมันเบาๆบนตักของเจ้าหล่อน เพื่อต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นไปสู่หญิงสาว มุขธิดาก้มมองมือตัวเองด้วยความรู้สึกอุ่นซ่าน พร้อมส่ายศีรษะน้อยๆไม่กล้าชักมือตนเองหนี

“ไม่กลัวเท่าไหร่หรอกค่ะ ฉันชินกับเรื่องตื่นเต้นทำนองนี้มาหลายหน คุณรีบขับให้เลยสี่แยกข้างหน้านี้ไปก่อนดีกว่า เลยสี่แยกนั้นไปอีกไม่ถึงกิโล มันมีสถานีตำรวจตั้งอยู่” คนบอกไม่กลัวและชินเส้นทางมากกว่าแนะนำ ถ้าจะว่าไปไอ้เรื่องตื่นเต้นทำนองที่เธอต้องวิ่งหนีบ่อยๆ ตัวต้นเหตุมันก็เกิดจากเขาซะส่วนใหญ่นั่นแหละ ประสบการณ์หลายครั้งสอนให้เธอเป็นคนมีสติแล้วคิดหาทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่มัวแต่นั่งกลัวลนลานจนสติกระเจิง

ส่วนชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าดูเหี้ยมเกรียมต่างเขม่นมองรถข้างหน้าอย่างไม่ให้คาดสายตา ทั้งสองคนต่างมีสีหน้าเดือดดาลใจ ไม่คิดว่าเหยื่อจะรู้ตัวเร็วขนาดนี้

“ทำไงดีลูกพี่ ดูเหมือนมันจะรู้ตัวเสียแล้วสินั่น ขับรถเร่งหนีเราไปนู่นแล้ว”

หนึ่งในชายฉกรรจ์จุปากด้วยอาการขัดใจ มันเหยียบคันเร่งบังคับรถขับตาม ไม่ยอมทิ้งระยะห่าง

“ขับตามมันไปเรื่อยๆก่อน อย่าเพิ่งบู่มบ่ามลงมือทำอะไรวันนี้เลย มันเสี่ยงเกิน”

“จะเอาแบบนั้นเหรอลูกพี่ แต่ถ้าไก่ตื่นแบบนี้ เราจะลงมือลำบากขึ้นน่ะสิ”

 ไอ้คนขับเอี้ยวหน้ามาถาม นัยน์ตาแห้งผากตวัดมองลูกพี่ของมันเพื่อขอความเห็น ถ้าลงมือช้างานก็เสร็จล่าช้าออกไปอีก แล้วเงินที่จะได้ก็จะช้าตามไปด้วยนะสิ

“เออสิวะ แล้วเอ็งจะกลัวอะไรนักหนา กะอีแค่ผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว”

คนที่อายุมากว่าและถูกเรียกว่าลูกพี่ตบผางลงบนหัวเข่าตนเอง นึกเจ็บใจที่วันนี้เหยื่อดันรู้ตัวขึ้นมาได้เสียก่อน เลยชวดอดได้เงินอีกครึ่งหนึ่ง แต่ก็เอาเหอะ อีนังผู้หญิงหน้าเด็กมันคงไม่โชคดี มีราชรถมารับได้ทุกวันอย่างเช่นวันนี้หรอกน่า...

เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองคนจึงแค่ประคับประคองขับตามรถสปอร์ตคันหรูไปไม่ห่าง กะว่าจะขับตามไปดูหลู่ทาง ครั้นพอขับตามจนเลยสี่แยก มันกำลังจะเลี้ยวตามแต่พอเห็นป้ายสถานีตำรวจ ทั้งสองจึงรีบขับเลยผ่านอย่างไม่เหลียวหลังเลยทีเดียว...

“มันขับไปนู่นแล้วค่ะ” มุขธิดาลูบหน้าอกอย่างโล่งใจ

“ถ่ายรูปป้ายทะเบียนรถมันไว้ได้หรือเปล่า” อานนท์เอ่ยถามพร้อมกับปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากร่างกาย พลางขยับตัวจนติดกับร่างเล็กแล้วรั้งเธอมากอดไว้แนบกาย อดรู้สึกใจหายไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น

ครั้นหญิงสาวที่กำลังจะเปิดโชว์ผลงานในโทรศัพท์มือถือ พอถูกอานนท์ดึงเข้าไปกอดไว้โดยไม่ทันตั้งตัว เจ้าหล่อนถึงกับเบิกตาโต ก่อนกะพริบตาปริบๆ

 “เอ่อ...คุณนนท์คะ”

“ขอโทษนะ ที่ทำให้เธอต้องมาเสี่ยงไปกับฉันด้วยคราวนี้” ยิ่งได้ยินคำขอโทษของเขา ฝ่ามือที่เตรียมยกขึ้นเพื่อดันร่างหนาออกห่าง เป็นอันต้องเปลี่ยนเป็นกอดเอวเขาไว้แทน แก้มนวลรู้สึกร้อนผะผ่าว แอบคิดงุนงงกับอาการผีเข้าผีออกของชายหนุ่ม บอกตามตรงเธอตามอารมณ์ของเขาไม่ค่อยจะทันเลยจริงๆ

“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แต่ว่าคุณ...เอ่อ... ปล่อยฉันก่อนเถอะค่ะ เหมือนมีคนกำลังเดินตรงมาทางนี้”

อานนท์ค่อยๆขยับถอยห่าง แต่ไม่ถึงกับปล่อยร่างน้อยให้เป็นอิสระ ยิ่งพอได้เห็นแก้มแดงปลั่งกลายเป็นสีระเรื่อชวนมอง สายตาของเขามันก็หยุดมองหญิงสาวไม่ได้เลยในตอนนี้

“แล้วจะเอา...เอ่อ...ยังไงต่อดีคะ” มุขธิดาบิดมือไม้ตนเองตอนขยับปากถาม

เธอเองชักเริ่มรู้สึกเขินอายกับสายตาจ้องเอาๆของเขาจนพูดติดๆขัดๆไปหมด คนบ้าไม่เคยเห็นคนหรือไงนะ ถึงได้เอาแต่จ้องเธอตาไม่เป็นประกายแบบนี้

“คุณนนท์...” มุขธิดาโบกมือผ่านหน้าชายหนุ่ม ก่อนตัดสินใจตะเบ็งเสียงเรียกชื่อเขาจนสุดเสียง

“คุณนนท์คะ” อานนท์สะดุ้งเล็กน้อย

“อะไร! แล้วจะเสียงดังทำไมเนี่ยหะ แสบแก้วหูฉันหมดแล้วรู้ไหม”

“ก็ฉันเรียกคุณตั้งนาน ไม่เห็นคุณตอบฉันสักทีนี่นา เอาแต่มองหน้ากันอยู่ได้”

ท้ายประโยคหญิงสาวเปลี่ยนเป็นงึมงำในลำคอแทน

“เอ่อ...ฉันกำลังใช้สมองคิดอยู่ ไอ้พวกนั้นมันเป็นคนของใครที่ส่งตัวมากันแน่ ว่าแต่เมื่อกี้เธอถามฉันว่าอะไรนะ ฉันไม่ทันฟัง” อานนท์แถไปข้างๆคูๆ พร้อมถอยร่างหนานั่งยังเบาะของตนเอง หัวคิ้วเข้มกดต่ำ ไอ้ที่บอกว่าเขาติดใจสงสัยว่าเป็นคนของใครนั่นก็ใช่ เขากำลังคิดอยู่ แต่เขายังนึกไม่ออก คนล่าสุดคือใครกันที่เขาดันขัดขามันเข้า

“ฉันถามว่า แล้วจะเอาอย่างไรต่อกันดี หรือจะลงไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันป้องกันเอาไว้ก่อน” มุขธิดาเสนอด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไม่ต้องหรอก ฉันขอรูปที่เธอถ่ายมาได้ก็พอ ส่วนที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการเอง”

อานนท์บอกด้วยน้ำเสียงไร้ความเชื่อมั่น แจ้งความไปก็คงไร้ประโยชน์ เมื่อศัตรูทางการค้าของเขาแต่ละรายนั้น ต่างมีอิทธิพลรวมถึงมีบารมีมากพอที่จะจัดการทำให้เรื่องทุกอย่างจบลงได้อย่างขาวสะอาด

 และคงจะส่งคนของพวกมันมาทำลายหลักฐานจนตำรวจสาวตัวไปไม่ถึงอยู่ดี

“ได้ค่ะ...” มุขธิดารีบกดภาพแล้วจัดการส่งต่อให้ชายหนุ่มทันทีที่อานนท์แอดไลน์เข้ามาในมือถือของเธอ ภาพนั้นชัดเจนมากพอกับการเห็นเลขทะเบียนรถ แต่น่าเสียดายมันดันไม่เห็นใบหน้าของคนข้างในรถนั่น ไม่อย่างนั้นคงตามสืบได้ไม่ยาก มันเป็นคนของใครที่ส่งมาดักทำร้ายเขา  

 อานนท์รีบกดโทรหาสันติในเวลาต่อมา ให้หมอนั่นตีรถกลับมาหาเขายังสถานีตำรวจแห่งนี้ พร้อมขอบอดี้การ์ดเพิ่มอีกสองเท่า เพื่อแบ่งเป็นสองกลุ่ม คอยคุ้มกันมุขธิดาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่ให้หญิงสาวรู้ตัว ไม่อยากชะล่าใจแล้วปล่อยให้หญิงสาวเกิดอันตรายอะไรทั้งนั้น ป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุด...


ฝากอุดหนุนคุณนนท์กับมุขธิดาด้วยนะคะ....

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น