รักล้นขอบ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความวุ่นวายครั้งที่ 2

ชื่อตอน : ความวุ่นวายครั้งที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2561 10:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความวุ่นวายครั้งที่ 2
แบบอักษร

“………” เมื่อผมเดินเข้ามาถึงก็ได้แต่ยืนอึ้งกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

ผู้ชายคนนั้น คนที่เดินผ่านผมไปตอนที่อยู่ข้างล่างน่ะสิหึย ทุกคนคงสงสัยสินะว่าผมเห็นอะไรก็เห็นผู้ชายคนนั้นกำลังนัวเนียกับนางแบบหุ่นเซ็กซี่ และเธอสวยมากแต่ทำไมมาทำอะไรแบบนี้ในที่โล่งด้วยเนี่ยไม่อายคนอื่นบ้างเลยหรือยังไงนะ ถ้าไม่ว่างทำไมถึงไม่บอกคนหน้าห้องไว้ให้บอกผม ผมจะได้ไม่ต้องเข้ามาขัดจังหว่ะ ผมได้แต่คิดในใจเพราะมัวแต่อึ้งเลยไม่ทันได้สังเกตถึงสายตาที่มองมายังผม จนผมรู้สึกตัวว่าไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้


“...............” แล้วคุณจะมาเงียบใส่ผมทำไม ทำไมไม่พูดอะไรออกมาผมนึกขึ้นได้เลยตัดสินใจพูดออกไปก่อนจะหันหลังเตรียมตัวเดินออกจากห้องนี้

“เอ่อ ขอโทษครับสงสัยผมจะเข้าผิดห้อง” พอพูดเสร็จผมก็รีบหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไปก็มีเสียงดุๆ พูดขึ้นมาก่อน

“เดี๋ยว” ผมจึงหันกลับไปมองเขา แล้วเขาก็หันไปพูดกับนางแบบคนนั้น คนที่นั่งอยู่บนตักของเขา

“คุณกลับไปก่อนซินดี้ผมมีธุระ”

“แต่” เธอพูดยังไม่ทันจบผู้ชายคนนั้นก็พูดแมรกขึ้นมาซะก่อน

“ผมบอกว่าให้คุณกลับไปก่อน” เธอทำหน้างอใส่ดูยังไงก็รู้ว่าเธอไม่พอใจ

“ก็ได้ค่ะ” เธอพูดแค่นั้นแล้วลุกออกจากตักของผู้ชายตรงหน้า ก่อนออกไปจากห้องเธอหันมามองผมด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะเดินไปเปิเประตูออกและปิดใส่ดัง

ปึ้ง........

แล้วความเงียบก็เข้ามาปกคลุมภายในห้องประชุมอีกครั้ง จนกระทั่งผมได้ยินผู้ชายคนนั้นพูดขึ้น

“จะยืนอึ้งอีกนานไหม ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมานั่งรอนายหายอึ้งทั้งวันนะ” เสียงนี้กระชากจิตรผมให้กลับมาอยู่กับตัว แต่ความจริงพูดดีๆก็ได้นะ ไม่เห็นต้องทำเสียงดุเลย ผมได้แต่คิดในใจไม่กล้าพูดออกไป


“ขอโทษครับ”

“ก็นั่งลงสิจะยืนค้ำหัวอีกนานมั๊ย” พูดดีๆก็ได้หนิไม่เห็นต้องเสียงดังเลย ผู้ชายคนนี้นี่มีดีแต่หน้าตาจริงๆเลยปากนี่ร้ายชะมัด จากนั้นผมจึงนั่งลงเพื่อไม่ให้มีปัญหาอีก


“ผมเหมือนฝัน รัตนโชนากุล ครับ” เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทไปมากกว่านี้ผมจึงแนะนำตัวกับเขาและยื่นเอกสารในมือให้เขาอ่าน พอรับไปแล้วเขาก็เริ่มเปิดอ่าน เขายิ้มมุมปากมาให้คนอื่นอาจจะมองว่าเทห์แต่กลับกันผมกลับมองว่ามันเจ้าเลห์แปลกๆเขาอ่านและเงียบไปสักพักก็พูดขึ้น

“การเรียนถือว่าดี แต่จะทำงานจริงได้ดีเหมือนตอนเรียนหรือเปล่า” เขาพูดออกมาในขนะที่ดวงตายังคงจดจ่ออยู่กับเอกสารในมือผมเงียบและคิดตามในสิ่งที่เขาพูดไปเมื่อกี๊ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปตามสิ่งที่ตัวเองกำลังคิด

“ผมจะทำงานให้ดีเหมือนตอนเรียน” ผมพูดออกไปด้วยหน้าตาที่จริงจังเพียงเท่านั้น

“แล้วทำไมผมต้องรับคุณเข้าฝึกงานในบริษัทของผม แล้วถ้าผมรับคุณเข้าฝึกงานในบริษัทของผมแล้วผมจะได้ประโยชน์อะไร” ถามเสร็จแล้วยกยิ้มที่มุมปากหมยความว่าไงผมได้แต่คิดในใจ แล้วตอบไปว่า

“ถ้าถามหาเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องรับผมเข้าฝึกงานในบริษัทของคุณและคุณจะได้ประโยชน์จากการรับผมเข้าฝึกงานที่นี่ ผมตอบได้แค่เพียงว่าผมสามารถทำประโยชน์ให้กับบริษัทของคุณได้และผมเป็นคนที่พูดและทำตามคำพูด ผมจะไม่สร้างปัญหาให้กับบริษัทของคุณในขนะที่ผมฝึกงานอยู่ที่นี่” ให้ตายสิตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยพูดประโยคอะไรที่ยาวขนาดนี้มาก่อนขนาดกับพ่อและแม่ผมยังไม่เคยพูดประโยคยาวๆด้วยเลยยิ่งกับเพื่อนสนิทของผมอีก 2 คนนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ผมนับคำที่คุยกับเพื่อนได้เลยหึย ได้แต่บนในใจไม่กล้าพูดออกไป

“หึ” เขาส่งเสียงออกมาพร้อมยกยิ้มมุมปากเหมือนที่เคยทำ

“เอ่อถ้าคุณไม่รับผมเข้าฝึกงานที่นี่ก็ไม่เป็นไรนะครับ งั้นผมลานะครับ” พูดเสร็จผมก็เตรียมตัวจะลุกเดินออกไปจากห้องแต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะเขาพูดออกมาก่อน

“เดี๋ยวสิ”

“...............”ผมทำหน้างงและหันไปมองเค้ารอหังว่าเขาจะพูดอะไรออกมาอีกหรือเปล่า

“ฉันยังไม่ได้พูดเลยว่าจะไม่รับเธอเข้าฝึกงาน” ฮะอะไรนะเขารับผมเข้าฝึกงานไม่น่าเชื่อ พอพูดเสร็จเขาก็ยกยิ้มมุมปากเหมือนเคย แต่เดี๋ยวนะทำไมต้องเรียกผมว่าเธอด้วยผมเป็นผู้ชายนะครับผู้ชายแท้ๆแมนทั้งแท่งจริงๆ ( ไรท์ : แมนมากจ้าหน้าสวยกว่าผู้หญิงจริงๆอีก) ( เหมือน : หึ้ย ) แต่ก็ได้แค่คิดในใจไม่กล้าพูดออกไป

“…………”

“เริ่มงานพรุ่งนี้ ห้ามสาย เข้างาน 8.00 น. เลิกงาน 17.00 น. ผมชอบคนตรงเวลา” เขาพูดออกมาเพราะเห็นผมเงียบ

“ครับ” ผมตอบและเตรียมจฝตัวจะกลับ

“ฉันชื่อ คริสเตียน เรียก “คริส” เฉยๆก็ได้” พูดเสร็จก็ยกยิ้มมุมปาก

“ครับ?”

“เจอกันพรุ่งนี้”

“ครับ” ผมตอบแค่นั้นและลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่หันไปมองหน้าเจ้านายหมาดๆอีกเลย

ปึง.........

ผมลงลิฟท์มายังชั้นล่างและเดินตรงออกไปเพื่อที่จะกลับบ้านผมเดินมาได้สักพักก็มาถึงป้ายรถประจำทางซึ่งห่างจากบริษัทพอสมควรเพราะบริษัทอยู่ในซอยไม่ได้อยู่ติดกับถนนจึงต้องเดินเข้าไปใช้เวลารอไม่นานรถประจำทางก็มา และ เหมือนเดิมเลยก็คือสายตาจากคนรอบข้างที่มองมาทางผม และหันไปซุบซิบกันผมรู้ว่าผมหล่อแต่ยังไงผมก็ไม่ชอบอยู่ดีที่มีคนมามองผมแบบนี้อะผ่านไปสักพักผมก็มาถึงป้ายรถประจำทางตรงซอยเข้าบ้านเดินเข้าซอยไปอีกหน่อยก็ถึงบ้านผมแล้ว ผมยังไม่ได้เล่าให้ทุกคนฟังใช่ป่าวว่าผมเป็นลูกคนเดียวพ่อกับแม่รักผมมาก แต่แม่ชอบเรียกผมว่าลูกสาวแม่บอกว่าผมหน่ะสวยเหมือนแม่และผมก็หล่อด้วยผมกับพ่อและแม่พวกเราสนิทกันมากมีอะไรผมก็จะเล่าให้พวกท่านฟังเสมอไม่เคยปิดบังเลย เดินไปบ่นไปถึงบ้านผมและผมเห็นแม่นั่งดูทีวีอยูุ่เลยพูดขึ้นเหมือนทุกวันที่กลับมาถึงบ้าน

“กลับมาแล้วครับแม่”ผมพูดกับแม่พร้อมรอยยิ้ม

“กลับมาแล้วหรอลูกสาวแม่”

“แม่อะเหมือนเป็นผู้ชายนะครับจะเป็นลูกสาวได้ยังไง” ผมพูดติดงอนๆให้แม่ พอแม่เห็นดังนั้นก็ขำออกมารู้เลยว่าผมกำลังโดนแม่แกล้งอยู่

“อิอิ เป็นยังไงบ้างลูกสัมภาษณ์ฝึกงานวันนี้ เขารับลูกของแม่เข้าทำงานหรือเปล่าคะ” แม่ผมถามกลับมาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

“รับสิครับ ลูกแม่เก่งจะตายยังไงเขาก็รับเหมือนเข้าทำงาน” ผมพูดกับแม่ยิ้มๆ ก่อนที่แม่จะถามขึ้น

“แล้ววันนี้ไม่มีอะไรจะเล่าให้แม่ฟังหรอคะลูกสาว” แหนะเรียกผมลูกสาวอีกและ

“จริงๆก็มีนะครับก็คนที่สัมภาษณ์งานเหมือนวันนี้หน่ะสิ ตอนแรกเหมือนคิดว่าเขาจะให้ผู้จัดการมาสัมภาษณ์แต่เปล่าเลย กลายเป็นเจ้าของบริษัทมาสัมภาษเหมือนเอง เจ้าของบริษัทก็หน้าตาดีอยู่นะครับแต่ติดตรงที่ว่าเจ้าเลห์และปากร้ายเหมือนไม่ชอบเลย” พูดจบผมก็ทำหน้าบูดใส่แม่ แม่นั่งฟังผมแบบยิ้มๆโดยที่ไม่พูดขัดออกมาเลย แม่ผมเป็นผู้ฟังที่ดี และ เป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาได้ดีเช่นกัน

“ทำไมวันนี้ลูกแม่พูดเยอะจังคะ ปกติไม่เห็นจะพูดเยอะแบบนี้มาก่อนเลย” แม่ผมถามมายิ้มๆ ผมก็คิดตามผมว่าผมพูดเยอะจริงๆเหละวันนี้รู้สึกเหนื่อยแล้วสิได้แต่ยิ้มแหย๋ๆส่งไปให้แม่ ก่อนที่ท่านจะพูดออกมาอีก

“ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะลูกเดี๋ยวลงมาทานข้าวกันใกล้ได้เวลาอาหารเย็นและ แล้วอีกเดี๋ยวพ่อคงถึง”

“ครับ งั้นเหมือนไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด่อนนะครับ” พูดกับแม่เสร็จผมก็เดินขึ้นห้องทันทีวันนี้รู้สึกเหนื่อยมากๆ ไม่เคยเหนื่อยแบบนี้มาก่อนเลย แล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็นกินข้าวเสร็จก็นั่งคุยกับพ่อและแม่อีกสักพักแล้วเดินขึ้นมาบนห้องเลย

แต่จะว่าไป 2 คนนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ 2 คนที่ผมคิดถึงก็คือเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับผมนี่เองนั่นคือ จินเจ กับ ไดม่อน 2 คนนี้สนิทกับผมมากๆ มีอะไรก็จะมาเล่าให้กันฟังเสมอะ ไม่เคนมีอะไรปิดบังกันเลย คิดได้สักพัก ไทรศัพท์ก็ดัง

ตื๊ด.....……........ตื๊ด...................ตื๊ด

ผมเลยตัดสินใจหยิบขึ้นมาดูชื่อที่ผมเห็นก็คือคนที่นึกถึงอยู่ตอนนี้ จิน หรือ จินเจนั่นเอง ผมเลยกดรับทันที

/ฮัลโหล จิน/

/เหมือน เป็นไงมั่ง แกสัมภาษณ์งานผ่านป่าว/ ปลายสายถามมาด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นมากๆ

/ผ่านสิ แล้วแกกับม่อนอะเป็นยังไงมั่ง ผ่านหรือเปล่า/

/เรากับม่อนก็ผ่าน แล้วก็......./

/แล้วก็อะไร/

/คือเรากับม่อนได้ฝึกงานที่เดียวกัน/

/เฮ้ยทำไมได้ฝึกที่เดียวกันอะ/ ผมทำเสียงตกใจใส่ปลายสายจริงๆคืออยากแกล้งเฉยๆเพราะรู้อยู่แล้วว่าสองคนนี้เลือกที่ฝึกงานที่เดียวกัน เพราะจินเป็นคนขี้กลัว

/เราส่งใบคำร้องขอฝึกงานไปที่เดี๋ยวกัน ที่จริงเรากลัวก็เลยชวนม่อนไปด้วยม่อนก็ตกลงเราเห็นว่าเหมือนได้ที่ฝึกแล้วเลยไม่ได้ชวนอะ เราขอโทษนะ/ ปลายสายตอบกลับมาเสียงเศร้าๆ

/555 เราล้อเล่นไม่ต้องทำเสียงเหมือนจะร้องไห้เลยเราไม่โกรธพวกแกหรอก/

/พูดจริงๆนะ/

/จริงสิ/ ผมตอบปลายสายไปยิ้มๆ

จากนั่นพวกเราก็คุยกันต่ออีกสักพักจินก็วางสายไป เห้ออออออ วันนี้เหนื่อยจังไม่เคยพูดเยอะแบบนี้มาก่อนเลยเสียพลังงาชะมัดเลยนึกถึงหน้าผู้ชายคนนั้นทีไรแล้วอารมณ์เสียทุกทีเลย หึ๊ยยยยยย ปิดไปนอนดีกว่า









เข้ามาอ่านกันเยอะๆ นะ สนุกหรือไม่สนุกยังไงก็ติชมเข้ามาได้นะคะ😊😊😊


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ

🙏🏼🙏🏼🙏🏼

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น