หอหมื่นอักษร

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 43 ซื้อใจทหาร

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 ซื้อใจทหาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2561 15:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 ซื้อใจทหาร
แบบอักษร

ไม่นานนัก กู่ต้าจู่เชิญซั่งกวนหย่งผิงไปชมสนามฝึกทหาร กล่าวว่าเพื่อไปรับรู้ความห้าวหาญของทหาร เป็นก้าวแรกของการคุ้นเคยกับค่ายทหารเมืองหน้าด่านอันเป่ย ซั่งกวนหย่งผิงพยักหน้า ไม่ได้พูด ถือว่าตกลง ใจคิดว่ากู่ต้าจู่นับว่ารู้ทางลม รับพระราชโองการไม่ทันไรก็เป็นฝ่ายแสดงท่าทียอมรับแล้ว

กู่ต้าจู่กับเจิ้งเสียนทั้งคู่เห็นท่าทีหยิ่งยโสของซั่งกวนหย่งผิง ก็แอบหัวเราะเงียบๆในใจ เจ้าโง่ ดูเถิดว่าท่าทีทะนงตัวแบบนี้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน! ใบหน้าทั้งคู่กลับยิ่งออกอาการนอบน้อม คำพูดแสดงความเคารพออกมาไม่ขาดสาย  จนซั่งกวนหย่งผิงเคลิบเคลิ้มตัวลอย รู้สึกราวกับว่าทหารเมืองหน้าด่านอันเป่ยทั้งห้าหมื่นคนเป็นของตัวเองแล้ว

จนถึงวันที่ชมสนามฝึกทหาร กู่ต้าจู่กับซั่งกวนหย่งผิงทั้งคู่เดินช้าๆ อยู่ริมสนามฝึกทหาร ตามมาด้วยเจิ้งเสียนกับเสี่ยนเม่าซิ่น ไม่รู้ทำไม เสี่ยนเม่าซิ่นรู้สึกเหมือนมีลางร้าย เขามองดูคนอื่นที่กำลังยิ้มแย้ม ใจนึกว่าข้าคงคิดมากไปเอง  แต่ขออย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาเลยจะดีกว่า ส่วนด้านโน้น กู่ต้าจู่กำลังแนะนำอาวุธให้ซั่งกวนหย่งผิง ข้างหูได้ยินเสียงต่อสู้อึกทึกของทหาร ที่แท้พวกเขาเดินมาถึงจุดรวมพลของเหล่าทหาร คล้ายมีคนกำลังประลองกัน เสียงอึกทึกนี้ก็มาจากกลุ่มทหารเหล่านี้

“นี่เป็นการประลองวิทยายุทธหรือ” เนื่องจากทหารที่ชุมนุมอยู่บังเหตุการณ์ข้างในหมด ซั่งกวนหย่งผิงมองไม่เห็นอะไร จึงถามด้วยความอยากรู้

 “ไม่ใช่ประลอง แต่เป็นการฝึกคู่...” เจิ้งเสียนหัวเราะพลางอธิบาย

ประลองไม่ใช่ฝึกคู่หรือ มันต่างกันตรงไหน ซั่งกวนหย่งผิงคิด ใบหน้าสงสัยอยู่ แต่ไม่ช้าเขาก็รู้ว่าแตกต่างกันอย่างไรแล้ว

ตุบ! มีอะไรตกอยู่หน้ากู่ต้าจู่กับซั่งกวนหย่งผิง ทั้งยังมีของเหลวกระเด็นไปบนใบหน้าซั่งกวนหย่งผิง เขาได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง พอเห็นชัดเจนถึงของที่ตกอยู่ตรงหน้าเขา สีหน้าพลันซีดเผือด นั่นคือร่างมนุษย์ที่เนื้อตัวเละเทะ แขนขาหายไปอย่างละข้าง กำลังกระอักเลือดอย่างหนักติดๆกันพลางร้องโหยหวน แขนขาที่เหลืออย่างละข้างคล้ายกำลังกระตุกเล็กๆ พอเขาลูบหน้าแล้วเห็นเลือดในมือ ก็ถึงขนาดถอยไปหลายก้าว ร้องเสียงสั่นว่า  “นี่มันเรื่องอะไรกัน?!”

 “เป็นอุปกรณ์ฝึกคู่” เจิ้งเสียนยังคงยิ้มละไม ซ้ำยังเข้าไปเตะร่างที่สิ้นใจแล้วไม่อาเจียนเป็นเลือดอีก พูดว่า “ใช้ไม่ได้ คราวที่แล้วแขนขาหายหมดยังอยู่ได้อีกสองชั่วยามเลย...” เขาอธิบายให้ซั่งกวนหย่งผิงด้วยรอยยิ้มว่า ทั้งหมดเป็นเชลยศึก ถูกทหารพิทักษ์เมืองใช้เป็นอุปกรณ์การฝึกจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทหารพิทักษ์เมือง การฝึกคู่แบบนี้มีวันละหลายครั้ง ไม่มีอะไรมาก    อธิบายให้ซั่งกวนหย่งผิงฟังแล้ว เขายังบอกทหารอีกคนอย่างไม่ใส่ใจว่า “ลากเอาไปต้ม คืนนี้เติมกับข้าวให้ทุกคน! ทุกคนได้กินเนื้อแล้ว!” น้ำเสียงปกติธรรมดา คล้ายจะอยากให้มีอีกด้วยซ้ำ

 เติมกับข้าวรึ ซั่งกวนฉางจื้อนึกถึงเนื้อติดกระดูกเมื่อคืน หน้าที่ขาวซีดกลับกลายเป็นเขียวอ่อน ทนไม่ไหวอาเจียนออกมา  รู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว ครั้นเห็นสีหน้าท่าทางยิ้มระรื่นของเจิ้งเสียน  รู้สึกว่าน่ากลัวยิ่งกว่าผีร้าย พวกนี้เป็นมนุษย์ประเภทไหนกันหนอ ความสยองผุดขึ้นมาในใจ เส้นขนตามแขนตามตัวลุกชัน ในสมองเกิดสว่างแวบขึ้นมา  จนถึงเวลานี้เขาจึงนึกขึ้นได้ว่ากู่ต้าจู่ เมืองหน้าด่านอันเป่ยที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ เคยฟันข้าศึกล้มตายมานับไม่ถ้วน  สองมือคละคลุ้งด้วยเลือดสดๆ  จนถูเจวี๋ยตั้งสมญาว่า “ยมบาลอันเป่ย”!

ซั่งกวนหย่งผิงตั้งสติกลับมา ข้าจะเป็นปรปักษ์กู่ต้าจู่ได้อย่างไร กู่ต้าจู่ผาดโผนอยู่อันเป่ยยี่สิบปี  จะต้องมีทั้งบารมีและอิทธิพลที่อันเป่ยอย่างลึกซึ้ง ข้าจะปะทะกับเขาโดยตรงได้อย่างไร วอนหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวจริงๆ พอคิดถึงจุดนี้    ใจของซั่งกวนหย่งผิงทั้งเสียใจทั้งหวาดหวั่น รู้สึกว่าการใช้อำนาจข่มขู่กู่ต้าจู่ช่างโง่เง่านัก! ทีนี้อย่าว่าแต่จะคิดครอบครองทหารอันเป่ยห้าหมื่นคนเลย แค่ตำแหน่งผู้คุมทหารเมืองหน้าด่านอันเป่ยของเขาจะเป็นได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เพียงแต่... เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับกู่ต้าจู่ได้หรือไม่ เขาน่าจะค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่แรก เขาอาเจียนไปพลางใช้ความคิดไปพลาง   ดูแล้วคงจะต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ถึงจะถูก...

เห็นซั่งกวนหย่งผิงอาเจียนจนน้ำย่อยแทบออกมาด้วย กู่ต้าจู่สบตาเจิ้งเสียนปราดหนึ่ง ภายใต้รอยยิ้มละไมนั้นคือจิตใจที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เวลานี้ในใจพวกเขามีความโกรธที่คุกรุ่นไม่หยุด

เจ้าเคยเห็นว่าสงครามเป็นเช่นไรหรือไม่ เจ้ารู้ว่ากระดูกถมทับเป็นกองสูงนั้นเป็นเยี่ยงไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าการอยู่รอดในสนามรบต้องทำเช่นไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าเวลาดาบแทงเข้าไปในเนื้อในกระดูกแล้วชักออกจะมีเสียงอย่างไร เจ้ารู้บ้างไหมว่าเวลาพี่น้องทหารของเจ้าโดนข้าศึกฟันหน้าหายไปครึ่งหน้านั้นเป็นเช่นไร กินเนื้อคนดื่มเลือดคนเรื่องเล็กแค่นี้ยังทำให้เจ้าอาเจียนได้ แล้วคิดจะแย่งทหารอันเป่ยห้าหมื่นคนของข้าอีกหรือ!?

 ตระกูลกู่กับตระกูลเจิ้งอยู่เฝ้าชายแดนเหนือสามชั่วคน ทำศึกกับชนเผ่าถูเจวี๋ยและเซียนเปยมาถึงยี่สิบปี  ลูกหลานตายในการรบสามสิบกว่าคน  ความเจ็บปวดถึงขั้นฝังกระดูกที่แลกมาคือความสงบสุขของประชาชนชายแดนเหนือแสนห้าหมื่นคน องค์ชายคนหนึ่งมาควบคุมทหาร ให้เขายืนอยู่บนแผ่นดินชายแดนเหนือได้ก็ถือว่าอดทนมากแล้ว ก้นยังนั่งไม่ทันอุ่น ก็คิดจะยึดอำนาจทหาร นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กู่ต้าจู่กับเจิ้งเสียนรู้สึกโกรธแค้นมาก

หลังจากวันที่ชมสนามฝึกทหาร ซั่งกวนหย่งผิงก็อ้างว่ามีอาการเบื่อข้าวเบื่อน้ำ ร่างกายไม่ปกติ  เอาแต่หลบอยู่ในห้องพักผู้คุมทหารพิทักษ์เมืองไม่ยอมออกมา แม้แต่พวกเสี่ยนเม่าซิ่นขุนนางกระทรวงกลาโหมที่ตามมาด้วยกันก็พลอยเก็บตัวไม่ค่อยออกมา ไม่รับรู้ทุกเรื่องของเมืองหน้าด่านอันเป่ย มังกรกล้าต่างถิ่นย่อมแพ้ภัยพญางูเจ้าถิ่น เหตุผลนี้พวกเขาเข้าใจ โดยเฉพาะองค์ชายสามยังไม่ใช่มังกรกล้าด้วยแล้ว ดังนั้นพวกเขาได้แค่หลบในเมืองหน้าด่าน คอยดูสีหน้าขุนนางเมืองหน้าด่านอันเป่ยต่อไป

ซั่งกวนหย่งผิงที่หลบอยู่ในห้องผู้คุมทหารก็ไม่ได้อยู่ว่าง   เขากำลังคิดหาวิธีรับมือกู่ต้าจู่กับขุนนางเมืองหน้าด่านอันเป่ย วิธีชิงลงมือก่อนก็ใช้ไม่ได้แล้ว กู่ต้าจู่ทั้งบารมีทั้งกำลังแข็งแกร่งกว่าเขาไม่รู้ตั้งกี่เท่า วิธีใช้ไม้แข็ง คนเสียเปรียบคือตัวเอง แต่มีวิธีอะไรที่จะทำให้กู่ต้าจู่กลับมาสนิทสนมกับตัวเองบ้างหนอ ถ้าทำได้ก็จะพลอยได้ใจทหารอันเป่ยอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ซั่งกวนหย่งผิงผู้คุมทหารเมืองหน้าด่านอันเป่ยพยายามขบคิด แน่นอนว่า ในเวลาชั่วครู่ชั่วยาม เขาก็ยังคิดหาวิธีที่ได้ผลไม่ออก จนกระทั่งเขามองเห็นหีบสมบัติสามหีบใหญ่ที่ใส่ทั้งของมีค่ากับตั๋วเงินในห้องตัวเอง แววตาพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที คิดอุบายขึ้นมาได้ เขาไม่เชื่อว่า ในโลกนี้ จะมีคนไม่ชอบของสองสิ่งนี้ ไม่ว่าเป็นเมืองหน้าด่านอันเป่ย หรือทหารธรรมดาของอันเป่ย แค่มีสองสิ่งนี้ มีหรือจะซื้อใจเมืองหน้าด่านอันเป่ยไม่ได้

ใช้ของมีค่ากับตั๋วเงินไปซื้อใจขุนนางกับทหารเมืองหน้าด่านอันเป่ย นี่คือวิธีที่ซั่งกวนหย่งผิงคิดออกมาได้ ในเมืองหน้าด่านอันเป่ย มีขุนนางคนไหนที่ซื้อได้บ้างหนอ คนแรกที่ซั่งกวนหย่งผิงนึกขึ้นได้ก็คือเสิ่นเจ๋อซือ ซือหม่าประจำเมืองหน้าด่าน เสิ่นเจ๋อซือเพิ่งย้ายมาเมืองหน้าด่านอันเป่ยไม่นาน  รับอิทธิพลจากกู่ต้าจู่ไม่มากนัก  อีกทั้งเสิ่นเจ๋อซือเป็นลูกหลานตระกูลอู่เยวี่ยเสิ่น  ตัวเองก็รู้จักชื่อพวกตระกูลเสิ่นอย่างเสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อจิ้ง จึงพออ้างได้ว่ารู้จักกัน

เสิ่นเจ๋อซือตกตะลึงตอนเห็นซั่งกวนหย่งผิงหยิบปึกตั๋วเงินกับกองของมีค่า นี่มันเรื่องอะไรกัน ซื้อตัวหรืออวดรวย ได้ยินเสียงพูดอย่างใจนักเลงว่า “ท่านเสิ่น ของเหล่านี้ ท่านอยากได้เท่าไรก็มีเท่านั้น ข้าเคยพบลุงกับพี่ชายท่านหลายครั้ง ของเหล่านี้ ถือเป็นของขวัญที่พบกัน!” พูดจบ ยังตบไหล่เสิ่นเจ๋อซืออย่างกันเอง เพื่อแสดงความคุ้นเคย

เสิ่นเจ๋อซือมองมือที่เพิ่งผละจากไหล่ตัวเอง  รู้สึกทำอะไรไม่ถูก ตัวเองกับองค์ชายสาม ดูเหมือนไม่เคยพบกัน กองตั๋วเงินกับของมีค่า เอามาซื้อตัวเองหรือ ข้าดูทั้งโง่ทั้งขาดเงินขนาดนี้หรือ พูดอีกที ข้ามาจากตระกูลอู่เยวี่ยเสิ่น แตกต่างกับทหารอื่น สิ่งที่ไม่ขาดเลย ก็คือเงินทอง! อีกอย่าง เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านผู้พิทักษ์เมืองเพิ่งให้บทเรียนองค์ชายสาม ทำไมองค์ชายสามผู้นี้ไม่รู้สำนัก ยังคิดซื้อใจซื้อทหารอีก รนหาที่ตายจริงๆ! แต่รนหาที่ก็อย่ามาหาข้าสิ! เสิ่นเจ๋อซือไม่เข้าใจจริงๆ สายตาของเขาที่มององค์ชายสามเหมือนสายตาที่มองคนโง่ไม่มีผิด

แน่นอน หลังจากที่มองคนโง่ เขารีบรายงานเรื่องนี้ให้กู่ต้าจู่กับเจิ้งเสียนรู้ เขาไม่กล้าเสี่ยงกับสองเทวดาใหญ่นี้ ในใจลอบคิดว่า องค์ชายสาม ขอโทษด้วย ข้าไม่กล้ารับของมีค่ากับตั๋วเงินของท่านจริงๆ

“ทำไมจะไม่รับเล่า ในเมื่อองค์ชายสามจริงใจ เตรียมของขวัญพบหน้าแบบนี้ พวกเราจะปฏิเสธลงได้อย่างไร ต้องรับไว้แน่นอน!” เจิ้งเสียนพูดยิ้มๆ พลางหรี่ตา ยิ้มเหมือนสุนัขจิ้งจอก มีคนส่งเงินมาถึงประตูบ้านเฉยๆ ถ้าไม่รับก็โง่แล้ว!

พอเสิ่นเจ๋อซือได้ยินคำนี้ ก็รู้ว่าตัวเองทำใจเข้าไม่ถึงความใจดำของสองคนนี้ เห็นได้ชัดว่าตั๋วเงินกับของมีค่าสามหีบใหญ่ขององค์ชายสามกลายเป็นยกมาให้สองคนนี้แล้ว ในใจนึกเสียดายกองสมบัตินี้แทนองค์ชายสาม ทว่าพอคล้อยหลังมากลับรับของมีค่ากับตั๋วเงินที่องค์ชายสามส่งมาอย่างเต็มอกเต็มใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาพประหลาดปรากฏที่เมืองหน้าด่านอันเป่ย องค์ชายสามส่งของมีค่ากับตั๋วเงิน ทหารอันเป่ยเก็บตั๋วเงิน ทั้งคนส่งกับคนรับต่างหัวเราะร่า แน่นอน คนที่แอบหัวเราะมากสุดก็คือกู่ต้าจู่ ผู้พิทักษ์เมืองกับเจิ้งเสียน รองผู้พิทักษ์เมือง  ดีจริงๆ คนโง่เช่นนี้  ร้อยปีพบหนยังยากเลย!

“เจียงป๋อเหวินกับอู๋เหนิงรวมหัวกันทั้งในและนอกราชสำนัก ฮ่องเต้ส่งองค์ชายสามมาควบคุมทหาร แสดงว่าฮ่องเต้เกิดความสงสัย พวกเรากู่เจิ้งสองตระกูลไม่มีลูกหลานอีกสามสิบกว่าคนที่จะพลีชีพอีกแล้ว...” ในห้องบัญชาการพิทักษ์เมืองหน้าด่าน กู่ต้าจู่มีอาการหดหู่ หลังจากดูละครคนโง่แล้วก็พลันรู้สึกถึงภัยอันตราย แม่ทัพอยู่ไกลเมืองหลวง อันตรายสุดคือฮ่องเต้ไม่ไว้ใจ นึกถึงสิ่งที่กู่เจิ้งสองตระกูลสูญเสียคนไปอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ในชายแดนเหนือ ก็รู้สึกเศร้าสลด พวกเขาจงรักภักดี ลูกหลานในตระกูลทุกคนทำเพื่อชายแดนเหนือ แต่เหตุไฉนถึงทำให้ฮ่องเต้ไม่ไว้ใจเสียได้

“ก็เพราะพวกเขาจงรักภักดีภักดีปกป้องชายแดน ประชาชนชายแดนเหนือล้วนสำนึกบุญคุณกู่เจิ้งสองตระกูล ทั้งสนับสนุนทั้งซาบซึ้งในตัวกู่ต้าจู่ ชายแดนเหนือเวลานี้ถึงขนาดมีทหารที่รู้จักแต่กู่เจิ้งไม่รู้จักซั่งกวน หรือว่านี่จึงเป็นเหตุผลที่ฮ่องเต้ส่งองค์ชายสามไปควบคุมทหาร” เสิ่นหวาซั่นอาศัยจดหมายของเสิ่นเจ๋อซือสรุปเรื่องได้เช่นนี้ การปกป้องชายแดนอย่างจงรักภักดีของกู่ต้าจู่ กลายเป็นการกระทำที่แย่งบุญคุณกับฮ่องเต้ อดไม่ได้ที่รู้สึกใจหายกับการกระทำของฉางไท่ฮ่องเต้

“กู่ต้าจู่เก่งกาจห้าวหาญชำนาญการรบ แต่ลืมนึกถึงว่าใจฮ่องเต้ยากแท้หยั่งถึง...” เขาปิดจดหมายเสิ่นเจ๋อซือ อารมณ์เซื่องซึม คำที่เหลือไม่ได้พูดจบ ปล่อยให้เสิ่นเจ๋อจิ้งไปไตร่ตรองเอง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น