นิมมานรดี อรรวี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

10. ผงเข้าตา /1 *ฟรี

ชื่อตอน : 10. ผงเข้าตา /1 *ฟรี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 506

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2561 20:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
10. ผงเข้าตา /1 *ฟรี
แบบอักษร

10

ผงเข้าตา

            นายพลทรงกลด สุริยฉัตร มาร่วมประชุมงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดใกล้เคียงกับที่บุตรชายทำงานอยู่ เขาจึงโทรศัพท์ไปชวนให้ตะวันออกมาพบ เพราะไม่ได้เห็นหน้าลูกชายคนเล็กมาครึ่งค่อนปีแล้ว ได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์และติดตามถามข่าวคราวจากพิชิตเท่านั้น

            ชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวผมยาวกว่าที่เคยเห็นครั้งสุดท้ายเงยหน้าขึ้นจากแก้วเครื่องดื่ม ใบหน้าหล่อเหลามีเค้าคมเข้มเหมือนผู้มาเยือน แต่แววตาหวานคมกว่าเพราะได้มาจากมารดา

            “สวัสดีครับพ่อ” ตะวันลุกขึ้นยืนพนมมือไหว้บิดา

“สวัสดี” นายพลทรงกลดไม่ได้รับไหว้ แต่เข้าไปโอบไหล่บุตรชายที่สูงกว่าตัวเองเล็กน้อยเข้ามากอดแล้วตบเบาๆ “สบายดีไหม”

“ครับ แล้วพ่อล่ะครับ”

            “ก็อย่างที่เห็น แต่ดูลูกท่าจะสบายกว่า หน้าตาสดชื่นแล้วอ้วนขึ้นหรือเปล่าล่ะนี่” นายพลทรงกลดกวาดตามองทั่วร่างแล้วยิ้มหยอก อาจเพราะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันนานพอสมควร พอได้เจอก็รู้สึกผิดหูผิดไปบ้าง นอกจากผมที่ยาวขึ้น ร่างกายที่ดูมีเนื้อมีหนังขึ้น และที่สำคัญสีหน้าบุตรชายตอนนี้ก็ดูดีขึ้นกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามากทีเดียว

            “ก็นิดหน่อยครับ ช่วงนี้เจริญอาหาร”

            “อืม ดีๆ พบร้านถูกปากเข้าแล้วล่ะสิ ว่างๆ พาพ่อไปชิมบ้าง”

            ตะวันแค่ยิ้มแล้วเอ่ยเปลี่ยนเรื่องไปอย่างแนบเนียน สองพ่อลูกพูดคุยกันด้วยความคิดถึง ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตลอดจนข่าวสารบ้านเมืองไปพร้อมกับการรับประทานอาหารเย็น

            “เรื่องงานมีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า”

“ปัญหามันก็พอมีครับพ่อ ถ้าเรียบๆง่ายๆไปซะหมด มันก็ไม่ท้าทาย” ตะวันบอกแบบอารมณ์ดีเมื่อบิดาเริ่มถามถึงเรื่องงาน

            “มีอะไรให้พ่อช่วยไหมล่ะ” ทรงกลดเปรย ทั้งที่ได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นไปบ้างแล้วผ่านทางพิชิต ทั้งเรื่องส่งบอดี้การ์ดมืออาชีพมาช่วยคุมโรงงาน และเรื่องอาวุธปืนที่ใช้ให้พิชิตทำเป็นว่าไปหาซื้อมาแล้วคะยั้นคะยอให้ตะวันไปเรียนยิงปืนด้วย

            เขาไม่ได้ดูถูกฝีมือลูกหรือจะเข้าไปก้าวก่าย แต่บางครั้งเรื่องทำนองนี้ก็เล่นทางตรงไม่ค่อยได้ ต้องมีเลี้ยวมีอ้อมบ้าง

            “ยังครับ ผมพอรับไหวอยู่”

            “อืม แล้วจะกลับบ้านเมื่อไหร่ แม่บ่นถึงเราจนพ่อหูชาไปหมดแล้ว”

            “ผมกลับไปก็คงหูชาอีกคน”

“อย่าไปถือสาแม่นักเลย รู้ก็รู้อยู่ว่าหัวรั้นเหมือนใคร”

ลูกชายหัวเราะ รู้ว่าบิดาหมายถึงตนเองที่เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นแม่

“ไม่หรอกครับ ผมก็คิดถึงแม่เหมือนกัน ว่าแต่ทุกคนสบายดีนะครับ” เขาไม่อยากจำเพาะเจาะจง และทรงกลดก็ตอบแบบรวบยอด

            “ก็สบายดีทุกคน ไม่เจ็บไม่ป่วย อ้อ เมื่อวันก่อนแม่เราเขาไปงานอะไรสักอย่างที่มีการแสดงสินค้าเกี่ยวกับแม่และเด็ก กลับมาบอกว่าเห็นบูธบริษัทของลูกด้วยนะ”

            “หรือครับ คงเป็นงานที่พิชิตไปดูมา” พอดูงานเสร็จก็รับศิราภรณ์มาด้วยเลย เพื่อไม่ให้เสียน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ เออ...ศิ จริงสิ ชายหนุ่มรีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู หกโมงกว่าแล้ว

            “อะไรเจอกันแป๊บเดียวดูนาฬิกาซะแล้ว มีนัดหรือ” เพราะเขาติดลมคุยกับเพื่อนเก่าในห้องประชุมนานไปหน่อย จึงผิดเวลานัดลูกชายไปเกือบชั่วโมง

            “เปล่าครับ แค่ไม่อยากขับรถดึกๆ สิบล้อมันเยอะ”

            “งั้นก็นอนคุยกันสักคืน เอาไหมพ่อมีเรื่องคุยด้วยเยอะแยะ นั่งก๊งกันสักหน่อย” แถมตบบ่าเป็นการยืนยันเจตนารมณ์

            “เอ่อ พรุ่งนี้ผมต้องทำงานครับ”

            “อย่าเอางานมาอ้าง พ่อไม่ใช่สาวๆ นะ พรุ่งนี้ก็ออกเช้าหน่อย สองชั่วโมงก็ถึงแล้ว”

            “เอ่อ คือ...”

            “อะไรตะวัน อึกๆ อักๆ นี่พ่อนะ ลูกคุยได้ทุกเรื่อง อย่ามาทำเป็นมีความลับ” ทรงกลดเริ่มเอาจริง เขาเป็นทหาร เกลียดนักแหละไอ้พวกจะพูดดีไม่พูดดี แล้วตะวันก็ไม่เคยออกอาการแบบนี้ให้คนเป็นพ่อเห็นเสียด้วย

            “ไม่มีอะไรครับ นอนก็นอน แต่ขอผมโทรศัพท์สักครู่”

            “จะบอกเลิกนัดสาวใช่ไหม” ทรงกลดไม่วายแหย่ อยากรู้เหมือนกันว่าลูกชายจะตอบยังไง เขาอยากได้ยินในทำนองตอบรับนะ เพราะมันจะเป็นการยืนยันว่าตะวันตัดใจจากเรื่องเก่าๆ ได้แล้วจริงๆ

            “ครับ ขอตัวแป๊บนะครับพ่อ” บอกแล้วก็ลุกขึ้นไปหามุมสงบ ปล่อยให้คนเป็นพ่อนั่งยิ้มแก้มปริเพราะคำตอบที่ได้ยินอยู่คนเดียว

ตะวันโทรหาศิราภรณ์ รอสัญญาณเพียงอึดใจปลายสายก็รับด้วยเสียงกระตือรือร้น

“คุณตะวันอยู่ตรงไหนคะ ศิรออยู่แถวประตูเดิมค่ะ” พอใกล้เวลานัดศิราภรณ์ก็เข็นรถออกมายืนรออยู่ที่เดิม เธอไม่อยากให้เขาต้องเป็นฝ่ายมารอก่อน เดี๋ยวจะหงุดหงิดใส่เธออีก

            “ขอโทษนะศิ ผมยังไม่เสร็จธุระเลย คุณรออีกหน่อยได้ไหม ผมจะโทรให้พิชิตขับรถไปรับ แล้วคืนนี้ผมคงไม่ได้กลับไปนอนที่บ้านนะ คุณอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”

            “ค่ะ ได้ค่ะ” ศิราภรณ์เย็นวาบไปทั้งร่าง ไอร้อนๆ พุ่งขึ้นมาเกาะเต็มหน้าพร้อมน้ำในตาที่เอ่อออกมาแบบไม่รู้ตัว

            “โอเค งั้นแค่นี้นะ”

            รอไปสิศิราภรณ์ คงอีกสักสองหรือสามชั่วโมงกระมัง จะถึงเวลาห้างปิดเลยหรือเปล่าก็ไม่รู้ กว่าคุณพิชิตจะมาถึง... เมื่อน้ำอุ่นๆ เริ่มล้นขอบตา เธอรีบกรีดมันออกแล้วหันมองหาที่นั่ง โชคดีที่มีเก้าอี้ยาวว่างอยู่ตัวหนึ่ง

ศิราภรณ์เข็นรถไปจับจองที่ทันที อดน้อยใจตัวเองไม่ได้ที่อุตส่าห์หิ้วท้องรอเขา แล้วตอนนี้จะให้เธอกลับเข้าไปหาอะไรกินได้ยังไง ข้าวของเต็มรถ จะเข็นกลับเข้าไปก็คงตลกพิลึก… ก็คงต้องพึ่งขนมปังปอนด์ ขนมจุกจิก โยเกริต์และนมเปรี้ยวที่ซื้อมานั่นแหละ โยเกริต์กับนมเปรี้ยวนั้นเธอตั้งใจจะให้คุณตะวันทานหลังอาหารเย็นแทนเบียร์หรือไวน์ให้ได้ เพราะเมื่อคืนเธอเริ่มสังเกตุเห็นว่าเขาเริ่มมีพุงหน่อยๆ แล้ว

            โอ้...ตายจริง แล้วของสดมิเน่าเหม็นหมดเหรอ อีกตั้งหกเจ็ดชั่วโมงกว่าจะได้เก็บเข้าตู้เย็น... ศิราภรณ์อยากร้องไห้เมื่อนับเวลาที่ต้องนั่งรออยู่ตรงนี้

            “ขอโทษจริงๆ ครับเจ้านาย ผมกับเซอร์กีติดเกาะครับ มากันตั้งแต่เที่ยง ติดใจก็เลยกะจะนอนสักคืน เดี๋ยวพรุ่งนี้ขอเข้าสายหน่อยนะครับ” พิชิตบอกปัดด้วยความเกรงใจ เมื่อเจ้านายโทรมาไหว้วานให้เขาไปรับศิราภรณ์ที่ห้างใหญ่ในตัวจังหวัดใกล้เคียง ที่ต้องขับรถนานเกือบสามชั่วโมง

“เอ่อ ขอให้สนุก” ตะวันอวยพรแบบประชดให้

            “ให้ผมโทรไปบอกคุณต้อมไหมครับ ให้ไปรับแล้วยังไงอยู่บ้านใกล้ๆ กันจะได้ช่วยดูแลด้วย”

            ตะวันสะอึกกลางอก ไม่เคยนึกถึงทางออกนี้และไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกจุกกลางอกแบบนี้มาก่อนจนได้ยินข้อเสนอนั้น

“อย่ารบกวนคนอื่นเลย แค่นี้นะ ฉันจัดการเองก็แล้วกัน” บอกปัดอย่างรวดเร็วก่อนวางสายด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เดินกลับไปหาบิดาเมื่อตัดสินใจแล้วว่า  “ขอโทษนะครับพ่อ ผมเลื่อนนัดไม่ได้จริงๆ”

            “เฮ้ย ! อะไรจะขนาดนั้น นัดกับสาวจริงๆ หรือตะวัน” ลองกลับมาหน้าเสียแบบนี้ ถูกสาวเจ้างอนใส่แน่ๆ ไอ้ลูกคนนี้ หัวรั้นกับแม่เสียเปล่าแต่มีเค้ากลัวเมียเหมือนพ่อ

            “ผมให้เขารออยู่ที่ห้าง แล้วมันก็หารถกลับยาก” ก็ไม่รู้เขาจะสาธยายให้พ่อฟังทำไม แต่นั่นก็เป็นเหตุผลจริงและเขาก็นึกข้ออ้างอื่นไม่ออก

            “อะไร ลูกพาผู้หญิงมาด้วยงั้นหรือ แล้วทำไมไม่พามาพบพ่อล่ะ ไปสิกลับไปรับมาทำความรู้จักกันหน่อย ถ้ายังไงก็ค้างที่นี่ เปิดห้องอีกห้องก็ได้”

            ตะวันสะอึกอีกครั้ง ขืนให้พ่อเจอศิราภรณ์เขานี่แหละจะตายก่อนใคร

            “เอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะครับ คนนี้ไม่ใช่ตัวจริงหรอก”

            “บ๊ะ ไอ้ลูกชาย มีแบบเผื่อเลือกด้วยหรือนี่ เก่งเกินหน้าพ่อไปแล้วมั้ง”

            “โธ่พ่อครับ มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก เอาเป็นว่าผมไปก่อนนะครับ ไว้โอกาสหน้าจะวางแผนมาดีๆ ก็แล้วกัน ไปนะครับ สวัสดีครับพ่อ ฝากหอมแก้มคุณแม่ด้วยก็แล้วกัน”

            “โชคดีลูก แล้วอย่าลืมพาตัวจริงมาให้พ่อรู้จักด้วยล่ะ”

            ตะวันแค่นยิ้มเอ๋อๆ ก่อนเดินจากไป คนเป็นพ่อมองตามไปด้วยความสบายใจที่เห็นลูกชายหลุดจากบ่วงทุกข์ด้านจิตใจไปเรียบร้อยแล้ว ชิชะ... พอหายอกหักก็ริทำตัวเจ้าชู้หรือนี่ มันแน่หลายเรื่องจริงๆ ไอ้ลูกชายคนนี้ น่าภูมิใจแทนคนเป็นพ่อเหลือเกิน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}