นิมมานรดี อรรวี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

8. รักแท้แพ้ใกล้ชิด /2 *ฟรี

ชื่อตอน : 8. รักแท้แพ้ใกล้ชิด /2 *ฟรี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 547

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2561 11:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
8. รักแท้แพ้ใกล้ชิด /2 *ฟรี
แบบอักษร

ตะวันสูดกลิ่นควันไฟอ่อนๆ เข้าไปพลางถามตัวเองว่าคืนนี้พอจะเข้านอนคนเดียวได้ไหม… แขกมากันแล้ว ตรงเวลานัดหมายพร้อมไวน์ขาวสองขวดตะวันโทรไปบอกพิชิตเรื่องเมนูอาหารเย็น แค่นั้นเลขาผู้รู้ใจก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ตะวันไม่ชอบดื่มเหล้า แต่ช่วงหนึ่งในชีวิตเขาเคยหันหน้าเข้าหามัน ไม่นานมาก หลังจากนั้นก็ไม่ได้แตะต้องมันอีกจนเริ่มตั้งหน้าลุยงานใหญ่ อุปสรรคมากมายทั้งเล็กใหญ่ทำให้ต้องพึ่งมันพักผ่อนหย่อนใจบ้าง แต่กระนั้นเขาก็ละของแรงๆ ไว้ เหลือแค่เบียร์กับไวน์ เพราะอยากมีสติอยู่กับตัวมากที่สุด

“โอ้โห้ สุดยอดเลยครับคุณศิ”

ยังคงเป็นพรหมสวัสดิ์ที่คุยฟุ้งกับศิราภรณ์มากกว่าใคร เพราะเป็นคนเดียวที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง พิชิตกับเซอร์กีก็ได้แต่เอ่อออตามไปพร้อมคำชมจากใจจริงไม่ให้น้อยหน้า เพราะต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าผู้หญิงตามสั่ง ของเจ้านายคนนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ และแม้จะเป็นครั้งที่สองที่ได้พบศิราภรณ์ แต่ไม่ใช่สำหรับการพูดถึงเธอคนนี้

‘จะบอกทำไม’ พิชิตนึกถึงคำตอบของตะวัน ในตอนที่เขาถามเจ้านาย ว่าจะให้พรหมสวัสดิ์รู้ที่มาที่ไปของศิราภรณ์ดีไหม เพราะชายหนุ่มนำเรื่องคุณศิของนายตะวันไปพูดในโฮมออฟฟิศบ่อยเสียจนพนักงานฝ่ายธุรการและฝ่ายบัญชีเข้าใจไปแล้วว่านายตะวันมีภรรยาแล้ว ซึ่งตอนนี้มันก็ดังไปทั่วโรงงานและกำลังจะกระจายออกไปนอกโรงงานแล้วด้วย

‘อ้าว... แล้วถ้าครบสองเดือนล่ะครับ’

‘ก็ส่งกลับ’

‘แล้วคนอื่นจะคิดยังไง’

‘ก็คิดว่าผมเลิกกับเมียแล้วนะสิ’ คำพูดติดตลกของตะวันทำให้เขาและเซอร์กีหัวเราะได้อยู่หรอก แต่มันจะง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ เฮ้อ... นี่ดีนะที่เขาไม่ถามต่อไปว่า แล้วถ้าอีกสักสองสามเดือนหลังจากนั้นนายสั่งผู้หญิงมาใหม่ แล้วไม่ได้คนเดิมมาล่ะ ตะวันมิตอบว่า ‘ก็ได้เมียใหม่แล้วนะสิ’ มาหรือ

กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก ย่างหอมๆ ร้อนๆ ถูกนำมาเสริฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด มีทั้งแบบเผ็ดน้อยและหวานมากกับข้าวสวยร้อนๆ และน้ำซุบใสมันเหมือนปาร์ตี้เล็กๆ ที่ระเบียงหน้าบ้าน พิชิตขันอาสาดูแลเรื่องเครื่องดื่มเมื่อเห็นแล้วว่าศิราภรณ์ไม่เอี่ยมอ่องพอจะมาหยิบจับแก้วหรือกระติกน้ำแข็ง

“เหนื่อยหน่อยนะครับ” เขาเปรยเมื่อผักสลัดจานใหญ่วางลงตรงหน้าขณะกำลังแจกน้ำแข็งใส่แก้วทั้งสี่ใบ

“ไม่เป็นไรค่ะ” ศิราภรณ์ยิ้มให้ก่อนหมุนตัวกลับเข้าครัว

“เอ่อ จริงสิ เมื่อเช้าผมเห็นรถนายหัวบวรเลี้ยวออกจากซอยบ้านคุณ มีอะไรกันหรือเปล่าครับ”

ไม่ทันลับร่างศิราภรณ์ พรหมสวัสดิ์ก็เอ่ยขึ้น ด้วยความอยากรู้ทำให้หญิงสาวเดินเข้าไปเกาะผนังข้างบันไดแล้วเงี่ยหูฟัง มันก็ไกลอยู่ มองไม่เห็น  แต่ยังพอได้ยิน

“หรือครับ ไม่รู้สินะ” ตะวันตอบเบามากและศิราภรณ์ก็ขมวดคิ้วที่เขาโกหก

 “หรือมันจะมาดูลาดเลาครับ คงรู้แล้วว่านายอยู่ที่นี่” พิชิตรู้ว่าเรื่องที่อยู่ของตะวันไม่ใช่ความลับสำหรับคนแถวนี้และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังอะไร แต่น่าแปลกที่นายหัวบวรให้ความสนใจ

            “มันคงไม่เล่นถึงเผาบ้านหรอกนะ” เซอร์กีเปรย

            ศิราภรณ์ขมวดคิ้วให้ภาษาไทยแบบเปร่งๆของหนุ่มรัสเซีย พอฟังออกแต่จะให้แน่ใจก็ไม่กล้า... นักเผาบ้านหรือ หมายความว่ายังไง

            “หลังจากวันนั้นได้คุยกับกำนันบ้างหรือเปล่าครับนาย” วันนั้นของพิชิตคงหมายถึงวันที่โรงงานถูกวางเพลิง

            “อืม... กำนันโทรมา บอกว่าอย่าท้อ แกจะช่วยปรามให้”

            “ไม่ไหวหรอก ผมว่าเข้าทำนองยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุมากกว่า” พรหมสวัสดิ์ ฟันธง

            “ถ้ารู้อย่างงี้ ไปหาที่แถวอื่นดีกว่า” พิซิตเริ่มเซ็ง

            “แล้วถ้าที่อื่นเจอปัญหาอีกล่ะ นายจะพูดว่า ถ้ารู้อย่างงี้ไม่ทำงานแม่มเลยดีกว่าไหม” ตะวันซัดกลับแรงเสียจนคนแอบฟังสะอึกแทน เพราะไม่เคยได้ยินคำสบถแบบนี้จากปากเขามาก่อน

“กลัวแล้วครับ” พิซิตยกมือท่วมหัว “ผมแค่บ่นหรอก เถอะน่าถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว นี่มีอะไรจะบอก” แล้วเสียงก็เงียบไปชั่วขณะ ทำเอาคนแอบฟังขัดใจที่ไม่ค่อยได้ยิน ก่อนจะ...

“เฮ้ย!! จริงหรือวะ” พร้อมกันออกมาทั้งสามเสียง

อะไรกัน อยากรู้นะ... คนแอบฟังแต่ไม่ได้ยิน ‘ความลับ’ บ่นในใจ พอวงสนทนาชักจะเริ่มซุบๆซิบๆ ศิราภรณ์ก็ยักไหล่เข้าในครัว แล้วรีบวิ่งแจ่นเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่ากำลังต้มลูกตาลสดอยู่บนเตา

สรุปว่ามื้อนั้นขาดของหวาน แต่ศิราภรณ์ก็ไม่ทำให้ตัวเองและเจ้าบ้านเสียหน้าด้วยลูกตาลลอยแก้วที่มีกลิ่นไหม้นิดๆ เพราะเธอมีผลไม้สดแกะเป็นชิ้นพร้อมใส่ปากอย่างสวยงามมาเสริฟอีกสองจานใหญ่

“โอ้ย... พุงกางแล้วครับคุณศิ หมดหรือยังครับนี่” พรหมสวัสดิ์ตกใจกับอาหารมากมายที่ไหลมาเทมาแบบไม่ขาดสาย

“หมดแล้วค่ะ ผลไม้สองจานนี้เป็นรายการสุดท้ายแล้ว” คนเสียงหวานยิ้มตอบไป นั่นอาจเป็นประโยคที่ยาวสุดแล้วสำหรับเธอในวันนี้

“ชักติดใจฝีมือคุณศิแล้วสิครับ ถ้าผมจะขอมาชิมบ่อยๆ ไม่ทราบว่าจะผ่านการอนุมัติหรือเปล่าครับเจ้านาย”

ตะวันแค่นๆ ยิ้น “อยากชิมบ่อยแค่ไหนล่ะ” น้ำเสียงนั้นพอจะเดาคำ ตอบที่อยากฟังได้

 “ก็...เดือนละครั้งสองครั้งก็ได้” ตอนแรกกะจะเป็นต่อสัปดาห์อยู่หรอกแต่ฟังน้ำเสียงเจ้านายแล้วอย่าเสี่ยงดีกว่า ผู้ชายด้วยกันดูรู้หรอกว่ามีเมียทั้งสวยทั้งดีแบบนี้เป็นใครก็หวง

            “แล้วจะเชิญ” นั่นก็ชัดแล้วว่า ถ้าไม่มีคำเชิญก็อย่าสะเออะมาเองเด็ดขาด

“มันก็แหงอยู่แล้ว” กัดฟันตอบแบบนี้ใครจะกล้าเสนอหน้า

ในขณะที่พรหมสวัสดิ์และเซอร์กีพากันหัวเราะแบบฝืดๆ พิชิตเพียงแต่ยิ้มและจับสังเกตุสีหน้าของเจ้านายพร้อมแววตาของศิราภรณ์...

สีหน้าที่พยายามปั้นให้นิ่งแต่ไม่ค่อยแน่ของตะวัน กับแววตาที่เหมือนจะยิ้มแต่มันเศร้าๆ ยังไงไม่รู้ของศิราภรณ์น่ะสิ... เขาว่ามันแปลก

เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ ทุกคนเลยก็ว่าได้ที่เคยมาหาตะวันและมีโอกาสเจอกับเขาบ้างมักจะมีแววตาคล้ายๆ กันหมด คือชื่นชม หลงใหล และเพ้อฝันประมาณว่าฉันจะทำยังไงให้คุณตะวันติดใจดี อะไรทำนองนั้น แต่ผู้หญิงคนนี้ต่างไป เธอสงบเสงี่ยมเกินไป แต่ก็ดูมีความสุข... สุขปนเศร้ายังไงไม่รู้

ส่วนตะวัน เขาไม่แน่ใจเพราะไม่เคยสังเกต หรือจะพูดอีกก็คือตะวันไม่เคยทำตัวผิดปกติให้ต้องสังเกตต่างหาก ตะวันมองผู้หญิงพวกนั้นเหมือนมองพนักงานในโรงงานคนหนึ่ง คือมองแบบเพื่อนมนุษย์ทั่วไปที่ถึงจะไม่รู้จักไม่ สนิทสนม แต่ก็ยังเป็นมิตรกันได้ แต่ทุกครั้งที่พูดถึงศิราภรณ์หรือมีหญิงสาวมาอยู่ตรงหน้า ตะวันจะรีบ ไม่รู้นะ... เขาอยากใช้คำว่ารีบ เจ้านายรีบวางสีหน้าให้นิ่งเฉยเร็วเกินไป พูดน้อยหรือสั้นเกินไป มันไม่เป็นธรรมชาติ

อย่างนี้เรียกผิดปกติหรือเปล่า นี่เขาคิดถูกหรือผิดที่เสนอให้เจ้านายหาผู้หญิงสักคนมาอยู่ปรนนิบัติสักเดือนสองเดือนหลังพ้นช่วงงานหนัก เพราะเห็นว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาดมานานมากแล้ว เรื่องแบบนี้ผู้ชายด้วยกันเข้าใจ แต่ตะวันไม่เหมือนเขากับเซอร์กี การวางตัวของชายหนุ่มเป็นอะไรที่ต้องยอมยกให้สูงไว้ก่อน

เขารู้ว่าตะวันไม่มีทางเข้าไปคว้าผู้หญิงในห้องอาหารแถวนี้อย่างเขากับเซอร์กีแน่ ฉะนั้นเจ้านายต้อง ‘อด’ มานานแล้ว หกเจ็ดเดือนแล้วกระมังที่ตะวันไม่ได้เข้ากรุงเทพ เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาโทรไปหาคุณลักษมีก็ตอนนั้นนั่นแหละเขารู้ว่าตะวันไม่เคยสานสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหนด้วยตัวเอง ตั้งแต่รู้ว่าคนรัก ได้กลายไปเป็นพี่สะใภ้ตะวันก็เลิกสนใจเรื่อง ‘ความรัก’ แต่เรือนกายหนุ่มแน่นก็ยังตัด ‘ความใคร่’ ไม่ขาด... เขานี่แหละรู้ดี เพราะอยู่ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่เจ้านายกลับจากเมืองนอก

พิชิตเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดของเดอะซันชายส์ที่นายพลทรงกลดฝากเข้าทำงาน เพราะเป็นลูกชายของลูกน้องในกระทรวงอีกที พอตะวันกลับ มาจากเมืองนอก ท่านนายพลก็ขอให้เขาออกมาเป็นเลขาส่วนตัวให้ แรกๆก็ไม่เรียกว่าเลขาหรอก เป็นพี่เลี้ยงมากกว่า เพราะเขาแก่กว่าตะวันสามปี

แม้จะรู้จักกันมานาน แต่ก็ไม่ถึงขั้นสนิทสนมจนสามารถเล่นหัวกันได้ไม่ใช่เพราะตะวันเป็นคนหยิ่งหรือถือตัว ชายหนุ่มเป็นคนมีน้ำใจกับคนรอบข้างกิริยาวาจาก็สุภาพนุ่มนวล แค่ติดที่ใจร้อนในบางเรื่องบางครั้ง หรือถ้าถึงเวลาที่จำเป็นต้องแข็งก็เรียกว่าน่าเกรงอยู่ไม่น้อย และเพราะการวางตัวของชายหนุ่มบางครั้งก็ทำให้ดูเหมือนเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง คนรอบข้างไม่ควรที่จะทำเป็นเล่นหัวเหมือนคนระดับเดียวกัน

พิชิตไม่เคยถือสาหรือเก็บมาเป็นอารมณ์ เขาเข้าใจด้วยซ้ำเพราะรู้ว่าตระกูลสุริยฉัตรนั้นสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาท่านหนึ่ง ฝ่ายมารดาก็มีเชื้อมีสายไม่ต่างกัน ไม่แปลกที่ตะวันจะมีบุคลิกภาพแบบเจ้าคนนายคนเช่นนั้น.. อย่างนี้กระมังที่เขาเรียกว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล

ครั้นพอเจ้านายเริ่มจับงานใหญ่และตั้งหน้ามาอยู่ที่นี่ นายพลทรงกลดก็ให้เงินเขาห้าล้านบาทพร้อมคำฝากฝังให้ดูแลลูกชายท่านให้ดี พิชิตนำเงินจำนวนนั้นมาร่วมทุนกับตะวันและตัดสินใจว่าเขาจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนที่ท่านนายพลไว้ใจเขา

มาวันนี้พิชิตเริ่มคิดได้ว่าเขาลืมนึกไป เวลาสองเดือนสำหรับการอยู่ด้วยกันแบบมีสัมพันธ์ล้ำลึกระหว่างผู้ชายหนุ่มแน่นที่เพรียบพร้อมและหล่อเหลาอย่างตะวัน กับหญิงสาวสวยที่อ่อนหวานและช่างปรนนิบัติอย่างศิราภรณ์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อมันยังมีคำๆ หนึ่งอยู่บนโลกนี้

‘รักแท้แพ้ใกล้ชิด’

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น