หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 54 ไปเมืองหนานเฉิง

ชื่อตอน : ตอนที่ 54 ไปเมืองหนานเฉิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2561 13:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 54 ไปเมืองหนานเฉิง
แบบอักษร



เวลาเย็น

ณ เขตที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกมหาวิทยาลัยฉู่หัว

พ่อเจียวหย่วนยืนอยู่หน้าบ้านพลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าเพื่อเอาความเหนื่อยล้าออกไป จากนั้นจึงไขประตูเข้าบ้าน

บนโซฟาที่อยู่ในห้องรับแขกยังคงว่างเปล่า ไม่มีแมวดำที่นั่งจ้องโทรทัศน์อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป

หลังจากได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน เด็กทั้งสองก็แทบจะเปิดประตูออกมาพร้อมกัน แต่หลังจากที่เห็นสีหน้าพ่อเจียวหย่วนแล้วสายตาก็สลดลง


หนึ่งสัปดาห์แล้วที่ไม่มีข่าวคราวเลย


แก๊งค์ค้าแมวและรังแมวทั้งหลายที่อยู่ในเมืองฉู่หัวได้ถูกทำลายลง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ

ปัง!

เด็กทั้งสองคนปิดประตูห้อง แล้วทำการบ้านต่อ

ตอนที่รู้ว่าแมวในบ้านตัวเองหายไปเด็กทั้งสองต่างก็ร้องไห้จนตาบวม ถึงจะผ่านไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ แต่ตาก็ยังแดงๆ อยู่ รู้สึกจิตใจหดหู่

“ยังไม่ได้ข่าวคราวเหมือนเดิมเลยเหรอคะ?” แม่เจียวหย่วนถามขึ้นด้วยสภาพจิตใจที่ไม่แพ้เด็กๆ

พ่อเจียวหย่วนส่ายหัวโดยไม่พูดอะไรต่อ แต่ผ่านไปสักพักจึงพูดขึ้น “เว่ยเหลิงกับเพื่อนกำลังช่วยกันตามหา ส่วนประธานจ้าวก็ได้ไหว้วานเพื่อนๆ ให้ช่วยหาข่าว คงจะมีอะไรคืบหน้าเร็วๆ นี้”

พอพูดจบโทรศัพท์ที่อยู่ในห้องนอนก็ดังขึ้น

พ่อเจียวหย่วนรีบลุกขึ้นไปรับ ส่วนเด็กทั้งสองคนก็เอาหูแนบประตู หวังว่าจะได้ยินข่าวดี

แต่หลังจากที่พ่อเจียวหย่วนรับโทรศัพท์แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมาก พูดอยู่สองประโยคด้วยเสียงทุ้มต่ำ ไม่เหมือนคนที่มีท่าทียินดีอะไร

พอวางสายพ่อเจียวหย่วนก็หยิบบุหรี่ออกไปสูบที่ระเบียง

ปกติพ่อเจียวหย่วนไม่สูบบุหรี่ ยกเว้นเวลาที่มีเรื่องกลุ้มใจ

เมื่อครู่เว่ยเหลิงโทรมารายงานผลการตรวจสอบให้พ่อเจียวหย่วนฟัง ไม่พบข่าวคราวของเจิ้งทั่น พวกเขาพบคนที่ขายปืนยิงยาสลบแล้ว พร้อมทั้งได้แกะรอยตามไปเรื่อยๆ แต่คนที่ขายปืนนั้นไม่ใช่คนในท้องที่ อีกทั้งยังเป็นพวกปลิ้นปล้อน จึงสืบอะไรไม่ได้มาก

ถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก แต่พ่อเจียวหย่วนก็มีคนที่สงสัยอยู่ในใจ เขานึกถึงช่วงนี้เวลาที่เจอศาสตราจารย์เหรินที่คณะ ดูเหมือนจะท่าทางอารมณ์ดีเป็นพิเศษ......



ขณะที่คนทางเมืองฉู่หัวกำลังวุ่นกับการตามหาตัวเจิ้งทั่นอยู่นั้น เวลานี้เจิ้งทั่นกำลังนอนหลับอยู่ในบ้านหลังใหญ่

วันนั้นเจิ้งทั่นตามสาววัยรุ่นกับหมาสีขาวตัวนั้นจนมาถึงหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านคนรวย มีทั้งที่เป็นอพาร์ตเม้นต์และบ้านที่เป็นหลังๆ ส่วนหมาสีขาวตัวใหญ่นั้นอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่

เนื่องจากหญิงสาวขี่จักรยานไม่ไวเท่าไหร่ เหมือนแค่มาปั่นเล่นๆ บางช่วงมีจอดลงไปซื้อของ เจิ้งทั่นจึงวิ่งตามไปหลบไป แต่วันนั้นเขาเพลียมากเลยรู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษ

หญิงสาวกับหมาสีขาวเข้าทางประตูหน้า เจิ้งทั่นมุดเข้าทางรั้วที่อยู่ด้านข้าง แล้วเดินตามหนึ่งคนกับหนึ่งหมาจนไปถึงบ้านของพวกเขา จากนั้นจึงหาที่เหมาะๆ อย่างเช่น ห้องใต้หลังคา

สำหรับแมวแล้วนั้นการปีนขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาของบ้านสไตล์อเมริกันไม่ใช่เรื่องยาก

ห้องใต้หลังคาของบ้านหลังนี้มีข้าวของวางอยู่เต็มไปหมด ยามปกติไม่มีคนขึ้นมา มีหยากไย่ ใยแมงมุม และฝุ่นเกาะอยู่ตามจุดต่างๆ เดิมทีมีหนูอยู่หลายตัว แต่พอเจิ้งทั่นมาพวกมันก็ม้วนเสื่อหนีหายกันไปหมดแล้ว ทำให้ช่วงนี้เขาไม่เห็นหนูเลยสักตัว

กว่าจะหาที่พักได้ชั่วคราวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อารมณ์ตึงเครียดที่มีก่อนหน้านั้นค่อยๆ ผ่อนคลายลง หลังจากที่คุ้ยๆ หาของในนั้นแล้ว เจิ้งทั่นก็เจอหมอนข้างในกล่องกระดาษ ตอนนี้เขาไม่สนเรื่องกลิ่นเชื้อราที่อยู่บนนั้น เขาหมอบลงไปและเริ่มต้นพักผ่อน


เสียงฝนได้ปลุกให้เจิ้งทั่นตื่นจากห้วงนิทรา


เม็ดฝนตกลงมากระทบกับหน้าต่างห้องใต้หลังคา ทำให้เกิดเสียงดังเปาะแปะ แต่เพราะว่าที่นี่คือห้องใต้หลังคา เขาจึงได้ยินเสียงมันชัดเจน

ท้องฟ้ามืดแล้ว กำลังจะผ่านพ้นไปอีกวัน

จากหน้าต่างห้องใต้หลังคาสามารถมองเห็นไฟที่อยู่ข้างถนน รวมถึงไฟที่ส่องออกมาจากบ้านเรือนที่อยู่บริเวณนั้น เงาของผู้คนเต็มไปหมด

เวลานี้คงจะเป็นเวลาอาหารเย็น เจิ้งทั่นทำจมูกฟุดฟิด แต่ก็สูดได้แต่กลิ่นเชื้อราที่อยู่ภายในห้อง

เขารู้ว่าที่นี่คือที่ไหน และก็รู้ด้วยว่ามันอยู่ไกลจากเมืองฉู่หัวมากเพียงใด

ที่หนึ่งคือเมืองทางภาคกลาง อีกที่หนึ่งคือเมืองทางใต้ติดทะเล

ด้วยความที่รู้ว่ามันคือที่ไหน เขาจึงรู้สึกมืดแปดด้าน

อันที่จริงเมืองแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองทางตอนใต้ที่เขาเคยอาศัยอยู่มายี่สิบปีไม่ไกลเท่าไร

เจิ้งทั่นมองเม็ดฝนที่อยู่นอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ดูเหมือนจะกำลังเหม่อลอย

แต่ก็เหม่ออยู่ได้ไม่นาน

ตอนนี้เขากำลังหิว

เจิ้งทั่นใช้ความคิด รอดึกกว่านี้หน่อย ตอนที่ทุกคนในบ้านนอนกันแล้วค่อยลงไปหาอะไรกิน

เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตน ครอบครัวนี้เลี้ยงหมาอาจจะไม่กินเนื้อหมา แต่ใครจะไปรู้ว่าเขาจะไม่กินเนื้อแมวด้วยหรือเปล่า? นิสัยเป็นอย่างไรก็ไม่รู้

เขาไม่อยากไปเสี่ยงอันตราย

หลังจากที่บิดขี้เกียจแล้ว เจิ้งทั่นก็ขยับมือเท้าพลางคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

ถ้าเป็นคนก็คงจะดี แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาเป็นแมว

รออยู่เฉยๆ ก็น่าเบื่อ เขาจึงคุ้ยบรรดาสิ่งของที่อยู่ในห้องนั้น แล้วก็เอาลูกบอลเล็กๆ แบบของเด็กเล่นออกมา ดูเหมือนว่าจะถูกวางทิ้งไว้นานแล้ว

เจิ้งทั่นนอนหงายอยู่บนหมอนข้าง แล้วใช้เท้าทั้งสี่เล่นลูกบอล สองเท้าหน้าโยนลูกบอลไปด้านหลัง แล้วใช้สองเท้าหลังส่งกลับมา

พอมองลูกบอลที่เด้งอยู่กลางอากาศแล้ว เจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนพวกสัตว์ที่อยู่ในคณะละครสัตว์

จะว่าไป พอตัวเองไม่อยู่บ้านแล้ว ไม่รู้ว่าครอบครัวเจียวจะเป็นอย่างไรกันบ้าง แล้วก็เรื่องโฆษณาของเสี่ยวกัวด้วย......

เจิ้งทั่นเล่นลูกบอลไปพลางคิดถึงเรื่องต่างๆ

เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังมาจากด้านล่างของบ้าน ปะปนไปกับเสียงโฆษณาในโทรทัศน์และสำเนียงท้องถิ่นอันคุ้นเคยที่เขาไม่ได้ยินมานาน

พอถึงเวลากลางคืนฝนก็หยุดลง

หน้าต่างบนห้องใต้หลังคามีอยู่บานหนึ่งที่ขยับได้ คิดว่าคนในบ้านคงไม่รู้ว่ามีหน้าต่างพังอยู่ตรงนี้ แต่ถึงจะรู้พวกเขาก็คงไม่สนใจ เพราะมันเป็นแค่หน้าต่างบานเล็กๆ ที่เด็กเจ็ดแปดขวบก็ไม่น่าจะปีนเข้ามาได้ง่ายๆ จึงไม่ต้องกลัวว่าขโมยจะเข้ามาทางนี้เลย

เจิ้งทั่นปีนออกมาทางหน้าต่างบานนั้น แล้วมองไปรอบๆ เนื่องจากฝนเพิ่งตกไป บริเวณนั้นจึงชื้นไปหมด

เขามองเท้าที่เหยียบถูกน้ำ จากนั้นก็หาที่ลงจากหลังคา แล้วไปยังห้องครัว

เดิมทีเจิ้งทั่นจะเข้าทางช่องหน้าประตูที่เป็นช่องทางเข้าของสัตว์เลี้ยง แต่พอลองแล้วก็พบว่ามันถูกล็อคอยู่ คิดว่าเป็นเพราะสุนัขสีขาวตัวนั้นพอตัวใหญ่ขึ้นก็ใช้ช่องทางนี้ไม่ได้ เจ้าของจึงปิดล็อคช่องนั้นไว้

เมื่อเข้าทางประตูไม่ได้ จึงต้องไปเข้าทางหน้าต่างแทน โชคดีที่มีหน้าต่างบานหนึ่งถูกเปิดไว้ เจิ้งทั่นจึงมุดเข้าไป ก่อนเข้าเขายังได้เช็ดเท้าบนพรมที่วางอยู่หน้าประตูเอาสิ่งสกปรกที่ติดเท้าอยู่ออก จะได้ไม่มีรอยเท้าแมวทิ้งไว้ในห้องครัว

ภายในห้องครัวมีตู้เย็นขนาดใหญ่ เจิ้งทั่นเปิดตู้เย็นสำรวจของในนั้น กับข้าวมีอยู่ไม่เท่าไร ดูจากฐานะของบ้านนี้แล้ว หากกินอาหารเย็นเหลือก็คงจะทิ้งทันที แต่ยังดีที่พอจะมีลูกชิ้นสำเร็จรูปชนิดที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตเหลืออยู่ เจิ้งทั่นกินไปหลายลูก ถึงมันจะยังไม่สุกดีก็ตาม แต่ก็ดีกว่าไม่มีกิน

ของอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นของกินสำหรับเด็ก เช่นคุกกี้ เยลลี่ เป็นต้น เจิ้งทั่นหยิบกินไปเล็กน้อย  เขายังได้หยิบเอาขนมที่บรรจุเป็นซองเล็กๆ ออกมาด้วย เผื่อเอาไปกินบนห้องใต้หลังคา

พอได้มีอาหารตกถึงท้อง เขาก็รู้สึกดีขึ้นมาก ถึงอาหารจะเย็นชืด แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ท้องหิว

เจิ้งทั่นค่อยๆ ปิดตู้เย็น แล้วหอบเอาขนมออกไปจากตรงนั้น ตอนนี้เขาเดินสองเท้าชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ

การจะมุดออกจากหน้าต่างค่อนข้างยุ่งยากหากใช้แค่สองเท้า ดังนั้นเขาจึงเอาปากคาบขนมโยนออกไปก่อนทีละห่อ

ก่อนจะออกไปจากตรงนั้น เจิ้งทั่นมองลอดช่องประตูครัวเข้าไปก็เห็นขนสีขาวของสุนัข หมาสีขาวตัวใหญ่นั่นคงจะนอนอยู่ตรงนั้น เขาเชื่อว่ามันเห็นเขาแล้วแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงออกมา


เป็นหมาที่ดีจริงๆ


หมาที่กล้าแยกเขี้ยวใส่พวกค้าสุนัข อีกทั้งยังช่วยเขาพรางตัวอีก นับว่ามันฉลาดเลยทีเดียว

หลังจากที่หาอาหารเสร็จพร้อมกับหอบขนมขึ้นมาบนห้องใต้หลังคาแล้ว เจิ้งทั่นก็กลับมาสลบอยู่บนหมอนข้างที่มีกลิ่นราใบนั้นอีกครั้ง เขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่ตัวเองต้องแอบขโมยของกินตอนกลางคืนแบบพวกหนูทำกัน

เขาตกต่ำถึงเพียงนี้เลย......

ตกดึกเจิ้งทั่นยังคงนอนหลับสนิท ไม่รู้ว่าเป็นผลค้างเคียงของยาหรือเปล่า เขาถึงได้รู้สึกง่วงบ่อย บางครั้งก็หลับลึกมาก ต่อให้มีคนเข้ามาใกล้ๆ ก็คงไม่รู้สึกตัว



วันต่อมา เจิ้งทั่นก็ได้ยินข่าวคราว

สำหรับเขาแล้วมันเป็นข่าวที่ใช้ได้เลย

เรื่องแรก ได้ยินว่าถนนเส้นนั้นที่ขายเนื้อหมาเนื้อแมวเกิดเรื่องถึงขั้นมีคนตาย

ผู้ตายคืออากัน ผู้มีชื่อเสียงในย่านนั้นต้องมาตายเพราะโรคพิษสุนัขบ้ากำเริบ

น่าแปลกใจที่คนมีประสบการณ์โชกโชนขนาดนั้นทำไมถึงไม่ฉีดวัคซีนป้องกัน หรืออาจจะฉีดไม่ทัน หากจะว่ากันตามเหตุผล เขาควรรู้จักป้องกันเรื่องพวกนี้มากกว่าคนอื่นๆ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น

เจิ้งทั่นได้ยินคนแถวนี้ถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ อาจเป็นเพราะวัคซีนมีปัญหา หรือตัวเขาเองที่มองข้าม หรือเพราะเขาติดเชื้อนานแล้วแต่ไม่ไปฉีดยา หรือเพราะกินเนื้อหมาเนื้อแมวก็เป็นไปได้ อย่างไรเสียถนนเส้นนั้นก็ไม่ถูกสุขอนามัยเท่าไร เวลาทำอาหารก็ไม่ได้พิถีพิถัน อาจเป็นไปได้ที่ไม่ได้กำจัดเชื้อพิษสุนัขบ้าให้หมดไป

ผู้คนต่างก็คาดเดากันไปต่างๆ นานา แต่อากันคนนั้นตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้าคือเรื่องจริง

นอกจากอากันคนนี้แล้ว ยังมีอีกคนที่โชคร้าย นั่นก็คือเด็กหนุ่มที่จับตัวเจิ้งทั่นมา

ได้ยินมาว่าตอนที่อากันป่วย เด็กหนุ่มคนนั้นได้ไปเยี่ยม แล้วถูกอากันมอมเหล้า ทำให้ตอนนี้ยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล

พอได้ยินสองข่าวนี้เจิ้งทั่นก็รู้สึกมีความสุข ถึงเขาจะไม่รู้เกี่ยวกับอากันคนนั้นเท่าไร แต่เท่าที่ฟังชาวบ้านพูด คนๆ นี้พรากชีวิตสุนัขมาไม่รู้ตั้งเท่าไร ทั้งยังได้ถ่ายทอดวิชาไปให้อีกหลายคน อีกทั้งยังล่าสัตว์ด้วย ตายไปก็สมควรแล้ว

พออากันตาย คนที่อยู่บนถนนเส้นนั้นต่างก็เริ่มหวาดกลัว ต่อให้ร้านอาหารของตัวเองไม่ได้ฆ่าสุนัขก็ยังพากันไปโรงพยาบาลฉีดวัคซีน เพราะโรคพิษสุนัขบ้านี้มันอยู่ในตัวสัตว์ได้หลายชนิด

ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้น เจิ้งทั่นคิดว่า ‘ถ้ารอดชีวิตออกจากโรงพยาบาลมาได้ล่ะก็ อย่าโผล่มาให้เห็นหน้านะ ไม่งั้นจะเอาถึงตาย!’

แค้นครั้งนี้เขาขึ้นบัญชีไว้อย่างดี

นอกจากสองข่าวนี้แล้ว เจิ้งทั่นยังได้ยินคนในครอบครัวนี้พูดกันว่าสุดสัปดาห์จะออกไปเที่ยวกัน พอถึงตอนนั้นไม่มีคนอยู่บ้านก็เท่ากับเปิดทางให้เขา

เจิ้งทั่นอยากใช้โทรศัพท์ของบ้านนี้โทรไปหาพ่อเจียวหย่วน ต่อให้ไม่สามารถพูดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากบอกได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ให้พวกเขารู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่

เขาคิดทุกอย่างไว้แล้วว่าหลังจากที่โทรหาครอบครัวเจียว พ่อเจียวหย่วนก็จะโทรกลับมาหาคนบ้านนี้ แล้วสุดท้ายก็จะมารับเขา อย่างไรเสียคนบ้านนี้ก็จะกลับมาในเย็นวันอาทิตย์ คงรออีกแค่ไม่กี่วัน ย่อมดีกว่าพาตัวเองไปเร่ร่อนข้างนอก

หลังจากนั้นสองวันเป็นวันศุกร์ ช่วงบ่ายครอบครัวนี้ต่างก็เก็บของกันเรียบร้อย รอลูกเลิกเรียนแล้วพากันขับรถออฟโร้ดพร้อมกับหมาอีกหนึ่งตัวออกไปเที่ยว

เจิ้งทั่นรอจนพวกเขาออกไปแล้วรีบมุดหน้าต่างเข้าไปในบ้านหาโทรศัพท์ทันที

ด้านข้างโซฟามีโทรศัพท์บ้านวางอยู่ เขากระโดดขึ้นไป แล้วยกเท้าคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยๆ กดตัวเลข เบอร์โทรศัพท์ของครอบครัวเจียวเจิ้งทั่นจำได้ดี ในห้องของเจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อมีเบอร์ติดอยู่สามเบอร์คือ เบอร์บ้าน เบอร์พ่อและเบอร์แม่ ดังนั้นเขาจึงจำสามเบอร์นี้ได้ขึ้นใจ แต่นับเวลาจนถึงตอนนี้แล้ว เขาเคยโทรหาพ่อเจียวหย่วนแค่ครั้งเดียวตอนที่แม่เจียวหย่วนเข้าโรงพยาบาล

ขณะกดเบอร์นั้นเจิ้งทั่นรู้สึกตื่นเต้น แต่หลังกดเสร็จก็ได้ยินเสียงที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่หมื่นปีก็ยังเป็นเหมือนเดิม ‘เลขหมายที่คุณเรียกยังไม่เปิดให้บริการ’ ทำเอาเขาถึงกับอึ้ง


กดโทรอีกครั้ง ก็ยังเป็นเหมือนเดิม


ครอบครัวเจียวเปลี่ยนเบอร์บ้านแล้วหรือ?

เจิ้งทั่นกดโทรหาพ่อเจียวหย่วน โทรไม่ติด พอโทรหาแม่เจียวหย่วน ก็ไม่ติดเหมือนกัน

อะไรวะ!

โทรศัพท์นี่มีปัญหาหรือเปล่า?

หรือโทรทางไกลไม่ได้?

ไม่ถูกสิ เมื่อวานยังได้ยินเจ้าของบ้านโทรไปต่างประเทศอยู่เลย แล้วจะล็อคไม่ให้โทรทางไกลได้ยังไง

เจิ้งทั่นไม่ยอมแพ้ เขาลองอีกครั้ง แต่ผลก็เป็นเหมือนเดิม

เขาโกรธจนอยากจะทุ่มโทรศัพท์ทิ้ง

น่าเสียดายที่เขาจำเบอร์คนอื่นที่อยู่เมืองฉู่หัวไม่ได้อีกแล้ว เขานั่งบนโซฟายกเท้าขึ้นเกาหัว รู้อย่างนี้จำเบอร์คนอื่นไว้เยอะๆ ดีกว่า จะได้ไล่โทรหาทุกคน

ทั้งของเว่ยเหลิง อี้ซิน จ้าวเล่อ เสี่ยวจัว บ้านอาหวง บ้านเจ้าอ้วน บ้านศาสตราจารย์หลัน บ้านชิวเซี่ยงหยาง...เบอร์ของคนพวกนี้เขาจำไม่ได้เลยสักคน!

ตอนนั้นเว่ยเหลิงยังเคยบอกเบอร์ที่เปลี่ยนใหม่ให้ฟัง แต่น่าเสียดายที่แค่เขาหันหลังให้ก็ลืมทันที


อะไรกัน!


เกลียดตัวเองจริงๆ!


เสียงผ้าขาดดังขึ้น เจิ้งทั่นจึงได้สติกลับคืนมา เขามองโซฟาที่ตัวเองนั่งอยู่ ไม่ทันระวังก็ไปข่วนมันขาดเสียแล้ว

หวังว่าเจ้าของบ้านคงไม่คิดว่าเป็นฝีมือแมวนะ

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น เขากระโดดลงมาจากโซฟา แล้วไปห้องครัวหาอะไรกินรองท้อง สุดท้ายเขาก็เปิดนมกินหนึ่งกระป๋อง

ถึงจะกินอิ่มแล้ว แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่โอเค

ความมืดกำลังคืบคลานมา ภายในบ้านที่ใหญ่โตนี้ ช่างเงียบสงบนัก

เจิ้งทั่นไม่ชอบบรรยากาศที่เงียบๆ วังเวงๆ แบบนี้ เขาสะบัดหางเล่นฟาดลงไปกับพื้น

แสงไฟจากรถที่ขับผ่านมา ทำให้เงาขอบหน้าต่างของห้องรับแขกเกิดการเคลื่อนไหว

ปิ๊นๆ

หลังจากที่ครอบครัวนั้นกลับมายังได้บีบแตรสองที เจิ้งทั่นได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนานจากด้านนอก

หนวกหูโว้ย!

เจิ้งทั่นลุกขึ้นอย่างหงุดหงิด เขามุดออกจาหน้าต่าง ท่ามกลางความมืดแบบนี้ เขาไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับไป

เรื่องราวของอากันทำให้คนที่อยู่บนถนนเส้นนั้นเก็บเนื้อเก็บตัว อีกอย่างที่นี่ก็ไม่ได้อยู่บนถนนเส้นนั้นด้วย ไม่มีใครออกมาจับแมว

เจิ้งทั่นเดินไปอย่างไร้จุดหมาย จนไปถึงแถบรั้วของหมู่บ้าน เขามุดออกไปตรงซี่รั้ว

หลังจากเดินออกไปไม่เท่าไหร่ ขณะที่เดินผ่านร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสียงคนกำลังพูดคุยกันได้เบนความสนใจของเจิ้งทั่นให้หยุดฟัง

“เอาล่ะ ฉันมีธุระต้องไปแล้ว ไว้กลับมาจากหนานเฉิงแล้วจะมาหานะ” คนที่สวมเสื้อกั๊กหนังพูดกับอีกคน

“ขับรถดึกๆ ก็ระวังหน่อยนะ ถึงแล้วโทรหาพี่ด้วย”

“รู้แล้ว”

คนที่สวมเสื้อกั๊กหนังโบกมือ แล้วบอกลา จากนั้นก็ถือกุญแจเดินไปยังรถกระบะที่จอดอยู่


หนานเฉิงเหรอ?


เจิ้งทั่นรีบวิ่งตามไปแล้วกระโดดขึ้นท้าย

ด้านท้ายรถนอกจากกระเป๋าสัมภาระและถุงที่ใส่ของอีกหลายใบแล้วก็ไม่มีอะไรอีก ยังมีที่ว่างเหลืออีกมาก

เจิ้งทั่นลุกขึ้นยืน แล้วเกาะขอบรถมองไปข้างนอก จากนั้นก็หาที่กำบังลมนอนพักผ่อน

ขณะที่กำลังจะหลับนั้น อยู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง หากคำนวณจากเวลาแล้ว ถ้าตอนนี้เขายังมีชีวิตเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองหนานเฉิงล่ะก็ อายุก็ต้องพอๆ กับเจียวหย่วนสิ!





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น