BBB-Butterfly

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 3 - Deep

คำค้น : Lucid dream, dream lab, yaoi, ความฝัน, ไซไฟ-แฟนตาซี, นิยายวิทยาศาสตร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2561 14:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 3 - Deep
แบบอักษร

ท่ามกลางกระแสลมและเสียงนกร้องในขณะที่กำลังบินกลับรัง บนถนนคอนกรีตในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ระหว่างทางจากโรงเรียนกลับไปที่บ้านของเทียน

“วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงมั่ง” ติณณ์เอ่ยถามกับเด็กหนุ่มที่กำลังเดินอยู่ข้างกายเขาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ขณะที่อีกฝ่ายได้ยินคำถามแล้วก็ทำเป็นนิ่วหน้าใหญ่

“ก็น่าเบื่อเหมือนเดิม...”

“ทำไมอะ ยังปรับตัวไม่ได้อีกเหรอ”

“ก็พวกนักเรียนในเมืองอะ ชอบชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลา พี่ก็รู้ ผมไม่อยากไปยุ่งกับพวกเขาหรอก” เทียนเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่แฝงความดื้อรั้น

“ไม่เอาน่าเทียน...นายอายุแค่สิบหกปี ชีวิตนี้ยังต้องเจอคนอีกมากนะ ถ้าไม่รู้จักปรับตัวเข้าหาคนอื่นบ้างแล้วจะอยู่ในสังคมเหมือนอย่างคนปกติเขาได้ยังไง” ติณณ์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแววตาเป็นห่วง

“พี่ติณณ์ก็ว่าผมไม่ปกติเหรอ...” เทียนชะงักฝีเท้าและเริ่มหันมาชักสีหน้าใส่

“เปล่าซะหน่อย ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้นเลยสักนิดนะเทียน”

“ไม่เอาแล้ว ผมไม่อยากพูดเรื่องที่โรงเรียน”

“เทียนอย่าหนีปัญหาสิ เดี๋ยวอีกหน่อยโตขึ้น...” ติณณ์ยังพูดไม่ทันจบคนน้องก็แทรกขึ้น

“ไม่พูดเรื่องโตด้วย!”

“ดื้อจัง...”

“ยอมรับครับ ไหนพี่ติณณ์ว่าจะพาผมไปเที่ยว”

“สัญญาก่อนว่าจะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำกิจกรรมกับคนอื่นด้วย” ติณณ์ยังคงพยายามที่จะหาทางวางเงื่อนไข

“ก็ได้ๆๆ อยากไปเที่ยวทะเลอะพี่ติณณ์”

“ไปยังไงดีล่ะ” ไกด์หนุ่มพึมพำขณะที่กำลังเริ่มคิดเรื่องแฟนตาซี

“บินไปได้ไหมล่ะ”

“ได้สิ นับหนึ่ง สอง สามกระโดดนะ” ติณณ์เอ่ยขึ้นก่อนจะเริ่มใช้วิธีการควบคุมความฝัน เสกทุกอย่างให้เป็นไปดั่งใจนึก “นับ หนึ่ง สอง สาม โดด!”

“วู้...ผมบินได้จริงๆ ด้วยพี่ติณณ์ นี่พี่ติณณ์เป็นพ่อมดหรือเปล่า” เทียนร้องออกมาอย่างตื่นเต้นในขณะที่พวกเขากำลังล่องลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าแสนไกล ส่วนติณณ์เองก็มัวแต่เล่นสนุกไปกับเทียนจนลืมว่าเขากำลังทำงานอยู่ และหน้าที่ของเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเพื่อพัฒนา Dream Lab เพราะฉะนั้นเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้มันเพื่อประโยชน์อื่นนอกจากช่วยแก้ปัญหาทางจิตให้กับผู้ป่วย ซึ่งผ่านไปเกือบๆ เดือนแล้ว อาการของน้องเทียนก็ยังไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด

ขณะที่ไกด์หนุ่มกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง “ติณณ์...ติณณ์ทำไมเหม่ออย่างนั้นล่ะ” กุนเรียกขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ด้วยกันที่ส่วนพักผ่อนบนตึกสถาบันวิจัย

“หา...มีอะไรหรือเปล่ากุน”

“เรากำลังพูดเรื่องเคสน้องเทียน ติณณ์ไม่ได้ส่งรายงานแบบละเอียดมาหลายครั้งแล้วนะ มีปัญหาอะไรใช่ไหม” กุนเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

“เปล่านี่ ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก เรากำลังพยายามอยู่”

“แน่ใจเหรอติณณ์ว่าพยายามจริงๆ น่ะ” น้ำเสียงเรียบนิ่งของกุนขัดขึ้น เขามองมายังไกด์หนุ่มด้วยแววตาคมกริบราวกับกำลังค้นหาความจริงบางอย่าง

“อื้ม...ก็พยายามเรื่อยๆ อะ บางครั้งในฝันเราก็ลองพาน้องไปเจอคนแปลกหน้าอยู่บ่อยๆ เหมือนกันนะ แต่เขาหนีตลอด เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำให้เขาเลิกเก็บตัวได้ยังไง มันอาจจะต้องค่อยๆ ใช้เวลา”

“งั้นเหรอ...” กุนตอบรับ ยังคงจ้องหน้าติณณ์อย่างจริงจังจนอีกฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกอึดอัด

“อะไรเนี่ยกุน บอกแล้วไงว่าถ้ามีความคืบหน้าอะไรเดี๋ยวเราก็รายงานเพิ่มเอง” ติณณ์เริ่มหงุดหงิด

“เอาจริงๆ นะติณณ์ เราว่าช่วงนี้ติณณ์ดูแปลกๆ ไป วัดจากกราฟการนอนหลับของติณณ์ที่เชื่อมต่อกับน้องแล้ว เราเหมือนเห็นอะไรแปลกๆ”

“คิดมากไปแล้วกุน” ติณณ์รีบลุกขึ้นหยิบแก้วกาแฟ ทำท่าจะเดินหนี

“เราเป็นห่วงนะติณณ์ เราก็แค่อยากเตือนดีๆ อย่าคิดอะไรกับน้องเด็ดขาด เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดจรรยาบรรณของนักวิจัย”

“รู้แล้วน่า...ก็พยายามจะไม่คิดอยู่”

ติณณ์เอ่ยขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน กุนเองเป็นคนที่อ่านกราฟเก่งที่สุด คงรู้สึกไม่ชอบมาพากลตั้งนานแล้วสินะ เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้พูดอะไร

“ที่จริงวันนี้เราได้รับรายงานมาจากจิตแพทย์ของน้องด้วย”

“แล้วเป็นยังไงบ้าง”

“หมอบอกว่าน้องยังไม่ค่อยกล้าเปิดใจที่จะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียนสักเท่าไหร่” กุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนทำให้ติณณ์วางสีหน้าไม่ถูก

“แต่...” เขายังพูดไม่จบ “น้องดูมีท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น ความเครียดลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะได้ปลดปล่อยจินตนาการมากมายในเวลาที่นอนหลับ”

คำพูดในส่วนหลังๆ ของกุนทำให้ติณณ์เผลอคลี่ยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว

“จะบอกว่าที่ผ่านมามันก็ไม่ได้สูญเปล่าไปซะทีเดียว แต่เราอยากให้ติณณ์มีความจริงใจในการทำงานมากกว่านี้ เราไม่อยากให้ความรู้สึกของติณณ์มาทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นในภายหลัง เพราะว่าเป้าหมายของเราก็คือทำยังไงก็ได้ให้น้องเทียนสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนใหม่ได้อย่างเป็นปกติ ติณณ์ยังคงจำได้อยู่ใช่ไหม”

“โอเคกุน...เราจะรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วขึ้น ขอบคุณที่เตือนนะ” ท่าทางของติณณ์เริ่มดูจะคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง

ก็ถูกอย่างที่กุนบอกทุกอย่าง แม้ว่าการที่เขาเดินทางเข้าสู่ความฝันของน้องเทียนเพื่อไปพูดคุยกัน ชวนกันไปทำอะไรสนุกๆ ในแต่ละครั้งจะทำให้น้องเครียดน้อยลง แต่ในความฝัน ติณณ์ก็ยังคอยแต่จะตามใจน้องมากเกินไป

เอาล่ะ ต่อไปนี้เขาคงต้องคำนึงถึงภารกิจให้มากขึ้น ไกด์หนุ่มได้แต่คิดว่าเขาจะพยายาม โดยไม่ได้คิดถึงเลยว่าคนเราจะสามารถหักห้ามใจตัวเองได้มากขนาดไหน


- ⏰ -


“กลับมาแล้วครับแม่...”

เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลายกางเกงน้ำเงินจากรั้วโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งส่งเสียงทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้ามา

“อ้าว เทียน มาแล้วเหรอลูก หิวหรือเปล่า เดี๋ยวแม่ทำอะไรให้กินไหม” หญิงวัยกลางคนร้องทักขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่เป็นไรครับ...”

เทียนตอบกลับก่อนจะรีบพาตัวเองเข้ามายังพื้นที่ส่วนตัวนั่นก็คือห้องนอนของเขา ที่เดียวที่เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกับคอมฟอร์ตโซนในเมืองที่กว้างใหญ่นี้ พอเข้ามาถึง เด็กหนุ่มก็รีบปลดกระเป๋าเป้ลงวางบนโต๊ะทำการบ้าน จากนั้นก็คว้าเอาของเล่นทรงลูกบาศก์ที่เจ้าตัวโปรดปรานเป็นพิเศษไปนอนหมุนอยู่บนเตียงนอนอย่างจดจ่อ ทุ่มสมาธิอยู่กับมันเพียงอย่างเดียว เขาไม่ได้สนใจแม้แต่ตอนที่แม่ของเขาแอบเปิดประตูห้องเข้ามายืนดู

ผ่านไปเกือบนาที ในที่สุดเด็กหนุ่มก็สามารถทำการสลับสีรูบิกได้สำเร็จ แม่ของเขาที่ยืนดูอยู่ในขณะนั้นเริ่มมองเห็นรอยยิ้มของเทียนค่อยๆ ฉายชัดออกมาตรงเสี้ยวหน้าด้านข้าง ภาพนั้นทำให้คนเป็นแม่รู้สึกอุ่นใจว่าอย่างน้อยเดี๋ยวนี้ลูกชายเธอก็มักจะแอบยิ้มคนเดียวอยู่บ่อยๆ ทุกอย่างที่ Dream Lab น่าจะกำลังเป็นไปด้วยดี

“น้องเทียนลูก...แม่เอาขนมมาให้” เธอตัดสินใจเรียกก่อนที่หนุ่มน้อยจะค่อยๆ หันมา

“ขอบคุณครับ” เทียนยังคงพูดน้อยอยู่อย่างนั้น แม่จึงเดินเข้าไปหา

“คุยกับแม่หน่อยได้ไหมลูก...”

เทียนได้ยินแล้วก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งแต่ก็ยังคงก้มหน้างุด จับเล่นรูบิกในมือไปมาเหมือนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

“ช่วงนี้เทียนหลับสบายดีหรือเปล่าครับ” แม่ยกมือขึ้นลูบผมเทียนเบาๆ อย่างแสนรัก

“ก็...สบายดีครับ”

“แล้วฝันดีหรือเปล่า...”

คำถามของแม่ทำให้เทียนต้องย้อนกลับมาคิด หลายคืนมานี้เขาเหมือนฝันอะไรก็ไม่รู้ติดๆ กันอยู่ตลอดแต่ว่าจำรายละเอียดอะไรไม่ค่อยได้เลย ลุกจากที่นอนเมื่อไหร่ก็ลืมไปหมด รู้แต่ว่าเป็นฝันที่แปลกประหลาด ทั้งสนุกตื่นเต้น แล้วก็ยังเต็มไปด้วยการเรียนรู้เรื่องอะไรใหม่ๆ

“จำไม่ค่อยได้หรอกครับ แต่ก็น่าจะดีนะ” เด็กหนุ่มค่อยๆ คลี่ยิ้มบางเบาให้กับคนเป็นแม่

“ดีแล้วจ้ะ ได้ยินว่าลูกมาอยู่กับแม่ที่นี่แล้วนอนหลับฝันดี แม่ก็ดีใจ” คนเป็นแม่เอ่ยขึ้นก่อนจะลุกมาหอมหัวลูกชายคนเดียวเบาๆ แล้วจากนั้นก็เดินออกจากห้องไป เหลือแต่เทียนอยู่ในห้องเพียงลำพัง

อยู่ๆ เขาก็นึกถึงคนในความฝัน จำได้ขณะที่ทุกอย่างพร่ามัว เขาฝันถึงคนคนเดิมแบบซ้ำๆ ต่อเนื่องกันจนทำให้เริ่มก่อเกิดความรู้สึกบางอย่าง

แต่ทว่า...ทำไมมันถึงไม่เคยชัดเจนเลยสักที


- ⏰ -


แล้วมันก็เกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง...ภายใต้ความมืดมิดของค่ำคืนนี้

ในฝัน เทียนกำลังนั่งเล่นรูบิกอยู่ที่โรงเรียน ข้างๆ กับบริเวณสนามกีฬากว้างเต็มไปด้วยผู้คน แต่กลับไม่มีใครเลยที่จะหันมาให้ความสนใจกับเขา พอๆ กันกับที่ตัวเขาเองก็ไม่สนใจใคร

แต่แล้วก็เห็นเงาของใครคนหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามานั่งข้างๆ

“เทียน...ไม่ไปเตะบอลกับเพื่อนเหรอ” นักวิจัยหนุ่มร่างเล็กที่เดินเข้ามาหาเขาเปิดบทสนทนาด้วยการยิงคำถาม

“ก็เขาไม่ได้ชวน” เทียนตอบ ไม่มองหน้าคนฟัง สองมือยังคงหมุนเล่นรูบิกต่อราวกับไม่ได้สนใจ

“งั้นถ้าพี่ชวนล่ะ” ติณณ์เอ่ยขึ้นทำให้หนุ่มน้อยต้องหยุดหันมามองหน้า เขามองเห็นแววตาที่สดใสของคนพี่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังบางอย่าง เหมือนกับแววตาของเด็กน้อยที่พร้อมจะออกไปเผชิญหน้าหลายสิ่งในโลกกว้าง จะว่าไปแล้วก็อธิบายไม่ถูก แม้ว่านักวิจัยหนุ่มจะโตกว่าเขามากกว่าสิบปีแต่ทว่าดวงตานั้น...

มันคือดวงตาแห่งความเยาว์วัย...

มือน้อยเอื้อมมาจับจูงข้อมือหนาให้ลุกขึ้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธอีกแล้ว เทียนจึงตัดสินใจวางรูบิกในมือลงบนม้านั่งอย่างช้าๆ พร้อมกับค่อยๆ ก้าวเดินตามไป

“เด็กๆ...พี่กับน้องขอเล่นด้วยได้ไหม” ติณณ์ตะโกนถาม

“เอ่อ พี่ติณณ์ ผมว่า...” เทียนเริ่มแสดงท่าทีลังเลเมื่อจะต้องเข้าหาคนอื่นก่อน แต่ติณณ์ก็ยังแกล้งทำเป็นไม่สนใจ

“เอาน่า...” เขาหันมาบอกกับน้องเพียงแค่นั้น และไม่นานก็มีเสียงตอบรับ

“มาเล่นด้วยกันสิครับพี่...นายด้วย” เด็กคนหนึ่งในสนามทำท่าโยนลูกฟุตบอลให้ เทียนรีบยกมือขึ้นมารับอย่างรวดเร็ว แล้วก็เริ่มยิ้มออกเล็กน้อยในขณะที่เดินเข้าสู่สนามพร้อมๆ กับติณณ์

ในที่สุดเกมก็เริ่มขึ้น...ก่อนที่พวกเขาทั้งสองคนจะสะดุ้งตื่นพร้อมๆ กับเสียงนกหวีด

ปี๊ด!

บ่งบอกให้รู้ว่าหมดเวลาสำหรับการแข่งขันแล้ว

ติณณ์เข้าไปทำแบบนี้อีกหลายครั้งจนอาการกลัวสังคมของน้องเริ่มลดลงและเปิดใจคุยกับเพื่อนใหม่ได้มากขึ้น นับว่าเป็นผลการรักษาด้วยการใช้ Lucid Dream ที่ค่อนข้างจะน่าพึงพอใจทีเดียว มองเห็นชัดตั้งแต่บุคลิกภาพในฝันของน้องเทียนที่ดูร่าเริงขึ้น จากฝันที่มักจะเก็บตัวอยู่คนเดียวเงียบๆ ก็เริ่มมีคนนู้นคนนี้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไรติณณ์ก็ยังเป็นคนสำคัญในฝันของเขาอยู่ แม้ว่าในยามตื่นหนุ่มน้อยอาจจะจำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม


- ⏰ -


ขณะที่กำลังนั่งเขียนรายงานอยู่ในห้องเพียงลำพัง อยู่ๆ ติณณ์ก็นั่งเหม่อไปถึงภาพในความฝัน เวลาที่เขาอยู่กับเทียน มันช่างเป็นภารกิจที่ไม่อยากให้จบลงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่จากการรายงานผลตรวจสุขภาพจิตในด้านต่างๆ ของน้อง ที่ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ กลับทำให้ติณณ์รู้สึกใจหาย แค่คิดว่าจะต้องบอกลาน้อง เขาก็รู้สึกว่ามันยากจนนึกไม่ออกว่าควรจะเริ่มต้นทำใจยังไง

“ติณณ์...พี่ขอเข้าไปได้หรือเปล่า”

เสียงดร.เตวิชญ์ดังขึ้นหลังบานประตูหนาทึบ

“อ้อ...เชิญครับ” ติณณ์รีบลุกขึ้นมาเปิดประตูให้อีกฝ่าย รอจนกระทั่งด็อกเตอร์หนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกเป็นที่เรียบร้อยแล้วถึงได้กลับเข้ามานั่งที่โต๊ะเพื่อรอฟังว่าอีกฝ่ายมีเรื่องสำคัญอะไร

ติณณ์สังเกตเห็นรอยยิ้มบนดวงหน้าดร.เตวิชญ์ แต่เขาไม่แน่ใจนักว่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับเขาหรือเปล่า “เอ่อ...พี่เตมีอะไรเรียกใช้ติณณ์ด่วนหรือเปล่าครับ เดินมาหาถึงห้องเชียว”

“ไม่มีอะไรจะใช้เพิ่มหรอก เมื่อกี้แม่น้องเทียนโทรมา ฝากมาขอบคุณติณณ์เพราะว่าวันนี้อยู่ๆ เทียนก็ชวนแม่ไปกินข้าวนอกบ้านด้วยล่ะ มันเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าน้องกำลังค่อยๆ ทลายกำแพงตัวเองออกมาแล้ว ซึ่งถ้าหากว่าไม่ได้ติณณ์ช่วย ป่านนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะดีขึ้นบ้างไหม”

ดร.เตวิชญ์ชื่นชม ในขณะที่ไกด์หนุ่มได้แต่ยิ้มเจื่อน แบบนี้ก็แสดงว่าเขาใกล้จะหมดหน้าที่ในการเข้าไปในความฝันเพื่อให้ความช่วยเหลือกับน้องเทียนแล้วสินะ ติณณ์ยังไม่พร้อมเลยแม้แต่นิด เป็นแบบนี้แล้วเขาจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ยังไง

“อ้อ...ยินดีด้วยนะครับพี่เต” ติณณ์ค่อยๆ ฝืนยิ้มออกมาให้ขณะที่ด็อกเตอร์หนุ่มเริ่มผิดสังเกต

“เป็นอะไรหรือเปล่าติณณ์”

“เอ่อ...รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบายนิดหน่อยอะครับ”

“งั้นคืนนี้ไม่ต้องไปทำแล็บแล้ว พี่จะให้กุนเช็กดูการนอนหลับและการฝันแบบอิสระของน้องเทียนดูว่าถ้าไม่มีไกด์แล้วน้องจะเป็นยังไง”

“เอ่อ...ผมว่าอย่าเพิ่งเลยครับพี่เต คือ...ผมอยากเช็กอะไรบางอย่างให้แน่ใจก่อน” ติณณ์รีบค้านเพราะกลัวว่าจะไม่ได้เจอน้องอีก อย่างน้อยเขาควรได้บอกลากัน ไม่ใช่อยู่ๆ ก็จะให้มาหายไป

“เช็กอะไรอีกเหรอติณณ์ ในรายงานพี่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดปกติ”

ดร.เตวิชญ์ถามขึ้นอย่างสงสัยเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นในรายงานความฝันของน้องเทียนโดยติณณ์ ไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรักษาจะถูกตัดทิ้ง เขียนข้าม หรือเล่าความจริงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด แล้วแต่กรณี ซึ่งนอกจากติณณ์แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในห้วงแห่งความฝันระหว่างเขากับน้องเทียนเป็นแบบไหน

หรือแม้กระทั่งตัวของติณณ์เอง ก็ยังมีความรู้สึกว่าอยากจะตรวจสอบดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ...กุนอาจจะระแคะระคายจากเส้นกราฟที่ตรวจวัดคลื่นสมองในขณะที่นอนหลับและเข้าสู่ความฝันของเขาและน้องเทียนบ้างแต่ถึงยังไงมันก็ไม่มีทางชัดเจนหรอกนอกเสียจากว่าเขาจะเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ติณณ์จึงตัดสินใจว่าจะแอบใช้ Lucid Dream ทำตามหัวใจของเขาอีกครั้ง

“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับพี่เต...แต่ผมเป็นไกด์ของน้อง ขอให้ผมได้ตัดสินใจบ้างเถอะนะครับ” ติณณ์เลือกที่จะยอมทิ้งคำว่าจรรยาบรรณ

บางทีเขาก็อยากรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฝัน มันจะเป็นแค่ความผูกพัน...หรือจะเป็นอย่างอื่น!


- ⏰ -


หลังจากไปทานข้าวนอกบ้านกับคุณแม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว น้องเทียนก็รีบอาบน้ำขึ้นห้อง วันนี้ตั้งใจเข้านอนให้เร็วหน่อย รู้สึกเหมือนจะมีใครคอยอยู่ในฝันอันเลือนราง เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าตัวเองชักจะช่างจินตนาการเกินไปแล้ว แต่ก็คงไม่แย่หรอก ไอสไตน์ยังบอกเลยว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เด็กหนุ่มคิดเรื่อยเปื่อยแล้วจากนั้นก็รีบปิดไฟเข้านอนทันทีในเวลาใกล้ๆ จะสามทุ่ม

แล้วก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งที่บริเวณสวนสาธารณะริมทะเลสาบอันร้างไร้ผู้คน ซึ่งเป็นมุมที่เขามักแอบหลบมานั่งเล่น ฟังเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ รับลมเย็นๆ อยู่เป็นประจำ พักใหญ่ถึงได้รู้สึกเหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังแอบมองมาจากเบื้องหลัง

“จะแอบมองอยู่อย่างนั้นอีกนานไหมครับ...” เด็กหนุ่มทักขึ้นพร้อมกับคลี่รอยยิ้มหวาน

“ก็ถ้าไม่ทักซะก่อน ก็คงยืนรออีกนานแหละ อยากจะมองอยู่เฉยๆ บ้าง ขี้เกียจคุยด้วย เด็กเอาแต่ใจ...” ชายหนุ่มร่างเล็กเอ่ยขึ้นขณะที่เทียนยังคงหัวเราะอย่างน่ารัก

“งั้นก็เข้ามานั่งตรงนี้สิครับ ข้างๆ ผมเนี่ย จะได้มองใกล้ๆ” เทียนเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ทำให้ติณณ์ยิ่งรู้สึกหน่วงในหัวใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธ ชายหนุ่มตัวเล็กยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อเล็กน้อย

“พี่ติณณ์...นี่ผมกำลังฝันอยู่หรือเปล่า”

อยู่ๆ น้องเทียนก็ถามขึ้น ทำให้ติณณ์เริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นมาในหัวใจ ถ้าเทียนรู้ตัวว่าเขากำลังฝันอยู่ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ถักทอเป็นความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่นระหว่างพวกเขาในยามหลับนี้ อาจจะไม่ใช่แค่ติณณ์ที่รู้สึกไปเองฝ่ายเดียว

“ทำไมถึงคิดว่าเป็นความฝันล่ะ”

“ก็ไม่รู้สิครับ...ผมก็แค่รู้สึกว่า สบายใจจัง” เทียนตอบพลางหันมายิ้มให้คนพี่อย่างน่ารัก ยิ้มที่ทำให้เจ้าชายแห่งรอยยิ้มอย่างติณณ์ยังอดไม่ได้ที่จะหวั่นไหวไปกับมัน

ขณะที่หัวใจของติณณ์กำลังพองโตขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัวว่ามันจะหลุดออกมาจากอกข้างซ้ายของเขาในเร็วๆ นี้ วูบหนึ่ง...ติณณ์ก็นึกขึ้นมาได้ถึงความจริงที่ไม่อาจหนี ในห้วงแห่งความฝันภายใต้เปลือกตาไม่ว่าจะร้ายหรือดี อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องตื่น นึกแล้วชายหนุ่มก็อดที่จะรู้สึกเศร้าขึ้นมาอีกไม่ได้

“เทียน...ถ้าเกิดเราไม่ได้เจอกันอีกล่ะ”

“พูดอะไรแบบนั้นครับ พี่ติณณ์จะไปไหน” เทียนถามอย่างคนที่ไม่รู้ว่าหน้าที่ของติณณ์คือการที่ต้องเที่ยวไปในฝันของคนอื่น...พอเสร็จสิ้นภารกิจกับเทียนแล้ว เขาก็ต้องผจญภัยต่อไปในอีกเป็นสิบเป็นร้อยความฝัน

สำหรับเทียน บางทีก็อาจจะยังพอฝันถึงเขาได้อยู่ แต่สำหรับคนที่เป็นไกด์อย่างติณณ์ แทบจะไม่ได้รับโอกาสให้มีฝันเป็นของตัวเองเลยสักวัน

“เปล่าหรอก...ก็แค่ลองคิดเผื่อๆ ไว้” ติณณ์พยายามจะหักใจ เขาค่อยๆ ฝืนยิ้มออกมา “ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง...”

“ดีครับ...”

“เริ่มจะเข้ากับเพื่อนได้แล้วใช่ไหม...”

เห็นเทียนยิ้มแทนคำตอบติณณ์ก็ยิ่งรู้สึกใจหาย “ดีแล้ว...อีกหน่อยเทียนก็คงลืมพี่” ติณณ์พูดด้วยน้ำเสียงที่ปิดบังความขมขื่นเอาไว้ไม่มิด จนเด็กหนุ่มจับความผิดปกตินั้นได้

“พี่ติณณ์เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูเศร้าจัง...”

“เมื่อกี้นายถามพี่ว่ายังไงนะ ถามว่านี่คือความฝันใช่หรือเปล่างั้นเหรอ...แล้วถ้าพี่ตอบว่าใช่ล่ะ นายจะทำยังไง...” ติณณ์ถามขึ้นอย่างรู้สึกอึดอัด โดยไม่นึกไม่ฝันเลยสักนิดว่าขณะที่เขายังพูดไม่ทันขาดคำ น้องจะค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้

“เทียน!”

ติณณ์ส่งเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้น ริมฝีปากนุ่มหยุ่นของเขาก็ถูกปิดสนิทลงด้วยจูบแสนหวานของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปี ร่างสูงค่อยๆ ละเลียดเชยชิมรสชาติของหวานจานใหม่ตรงหน้าที่เขายังไม่เคยสัมผัสมาก่อน

มันเป็นจูบที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ อยากลอง และทำให้ติณณ์รู้สึกตกตะลึงจนหายใจไม่ทั่วท้อง เขาเหมือนกำลังตกลงไปในห้วงของความฝันที่ซับซ้อนอยู่ในฝันอีกที...

เมื่อสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านร่าง...ติณณ์ก็หลับตาลงพร้อมกับเปิดหัวใจ และค่อยๆ ตอบสนองต่อสัมผัสนั้นอย่างอ่อนโยน แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หน่วงหนัก แต่เขากลับปล่อยให้มันเป็นไปอีกเนิ่นนาน

...แต่ถึงอย่างไรเสีย คนเราก็ต้องตื่นจากความฝัน

และเมื่อความสัมพันธ์ที่แสนหวานได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว นับตั้งแต่จูบนั้น...เขาต้องยอมรับใช่ไหมว่าหากตื่นขึ้นจากความฝันนี้แล้ว สักวันหนึ่งน้องจะต้องลืมเขาไป

ไม่...เขาจะยอมให้มันเป็นแบบนั้นได้ยังไง

ไม่มีวัน...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น