เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

อ่านเรื่องนี้ตอนกินน้ำ ระวังสำลักน้ำนะเจ้าคะ 555

48.3 ความรักในครอบครัว

ชื่อตอน : 48.3 ความรักในครอบครัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 158

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2562 22:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
48.3 ความรักในครอบครัว
แบบอักษร

ณ หมู่บ้านเดอท์บริด ถนนลูกรังมีแอ่งน้ำโคลนประปราย รถม้าขนสินค้าเครื่องนุงห่มแล่นผ่านรั้วไม้กั้นระหว่างอาณาเขตหมู่บ้านกับพงไพรนอกหมู่บ้าน บนเสาไม้เก่าแก่สีน้ำตาลเข้มมีนกกระจี๊ดยืนเกาะพลางสั่นปีก เอียงคอและชะโงกหัว สายตาสัตว์ปีกจับจ้องผู้พาดผ่าน ท้องฟ้ายามนี้มีเค้าโครงเมฆฝนให้เห็นละลานมากกว่าเมฆสีขาวโพลน ชาวบ้านหญิงชายเดินแบกถังน้ำ และจูงมือลูกหลานกลับกระท่อม ใต้หลังคาหินมีโอ่งขนาดใหญ่วางเรียงราย ชั่วขณะตะวันโบกมือลาพิภพ ดวงเดือนค่อยๆเปิดเผยปรากฏแสงนวล 

เมรัยจูงมือโซฟีอย่างมิคิดจักปล่อย พวกนางมาเยือนหมู่บ้านเดอท์บริดซึ่งถือเป็นหมู่บ้านแรกระหว่างทางไปเมืองซินบา 

สิ่งแรกที่เมรัยมองหาคือนารี อันดับสองคือเงานารี อันดับสามคือที่พัก หมอผีน้อยมิคาดหวังให้พบนารีที่นี้ กระนั้นใจมิอาจอดภาวนาให้พวกนางเจอกันเร็ววัน หมอผีน้อยใช้เวลาเพียงเสี้ยวนาทีกวาดมองรอบๆบริเวณ ด้วยพวกนางเดินเท้าฝ่าดงป่าไม้ตลอดวัน ร่างกายจึงมีความเหนื่อยล้าสั่งสมกระทั่งเพลานี้ความคิดสำคัญที่ต้องคิดคือหาข้าวใส่ท้อง เตียงนุ่ม น้ำอุ่น เสียงท้องเมรัยคำรามยังสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงมิเปลี่ยน 

กรรรร 

“มังกรบุก!!” 

ผัวะ ชาวนาผู้หนึ่งสะดุ้งตื่นครั้นร้องตะโกนลั่น ภรรยาที่นั่งสานหมวกข้างๆจึงถอดรองเท้าและโบกหัวสามีไปหนึ่งที เมรัยหดคอรีบจูงโซฟีหนี สิ่งแรกที่ควรทำคือทานมื้อเย็น  อย่างน้อยเติบพลังให้มีแรง หลังจากนั้นค่อยหาที่พัก “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง”เมรัยสั่งสอนน้องสาว โซฟียิ้มตอบ นักเชิดหุ่นน้อยมิยากขัดใจพี่สาว ดังนั้นมิว่าเมรัยจักกล่าวคติ คำคม วาจาใด นางก็พยักหน้าเออออห่อหมกด้วย 

ใช้เวลาหาร้านอาหารมินาน เพราะขนาดหมู่บ้านมิใหญ่ 

ร้านอาหารนี้เป็นร้านสำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะ ด้านในมีการตกแต่งเรียบง่าย มิโออ่าหรูหราดังเช่นร้านอาหารในเมืองใหญ่ พื้นหินสีแดงน้ำตาล ไร้ประกายเงาวูบวาบ แต่ก็ให้เดินสบายและสะอาดมิมีฝุ่น พนักงานในร้านมือจับไม้กวาดและค่อยดูแลทางหน้าเดินร้านตลอดเวลา เก้าอี้และโต๊ะจัดอย่างมีระเบียบ เว้นความห่างพอสงควรมิให้คนที่นั่งคนละโต๊ะเสี่ยงหัวชนกัน และจุดชนวนการวิวาท ไฟที่ใช้ในร้านอาหารก็เป็นตะเกียงไฟธรรมดา มีแท่นเทียนจุดไว้ส่องแสงสว่างริบหรี่ มันให้แสงมิทั่วบริเวณ กระนั้นก็สว่างพอให้มองเห็นว่าอาหารน่ากินเพียงใด 

เมรัยรักหน้าต่าง หมอผีน้อยพานักเชิดหุ่นน้อยไปนั่งโต๊ะติดหน้าต่าง ให้มองชมวิวทิศทัศน์นอกร้าน 

“โซฟีอยากทานอะไรสั่งได้เต็มที่ ประเดี๋ยวพี่สาวพาชักดาบ” 

“อือ”นักเชิดหุ่นน้อยหลับตาส่ายหน้าปฏิเสธแผนโจร นางบอกว่าประเดี๋ยวให้แคนดี้จ่าย ตุ๊กตาแมวมีเงิน 

“เยี่ยมมากแคนดี้” 

เมรัยยกนิ้วโป้งให้คุณชายแคนดี้ เจ้าตุ๊กตาแมวผู้ร่ำรวย แม้นแท้จริงมันเพศเมียก็ตาม 

เมรัยและโซฟีสั่งข้าวสี่ห้าอย่าง และเครื่องดื่ม หมอผีน้อยนั่งเหลียวมองนอกร้าน สบเห็นสายฝนที่ตกรินๆเป็นเส้นตรง อากาศเย็นพัดเข้าทางหน้าต่างที่เปิดกว้าง เมรัยมิหนาว กระนั้นพอเห็นโซฟีเล่นแคนดี้ หมอผีน้อยหนาวเลย “โซฟีมินั่งข้างพี่รึ” พี่สาวยิ้มปานแมวเหมียว ตาหยีแฝงประสงค์ล่อแหลม อุ้งมือตบแปะๆที่นั่งข้างไหล่ โซฟีกลอกตา สมองทำงานแบ่งเป็นสองฝ่าย ให้เลือกยอมทำตามที่พี่สาวอ้อน หรือปฏิเสธซะ เพราะหากตามใจมากเกินกว่าจักมิดี 

นักเชิดหุ่นน้อยรู้ว่าหมอผีน้อยหลงรักน้องสาวมาก ปล่อยให้พี่สาวสมหวังบ่อยๆ อนาคตภายภาคหน้าพี่สาวต้องมิปล่อยนางเป็นอิสระแน่ 

คราวความคิดตกผลึก โซฟีจงใจกล่าวเสียงเฉยชา ใคร่อยากแกล้งพี่สาวสามส่วน 

“ไม่ค่ะ” 

คำตอบตรงๆเปรียบประหนึ่งลูกศรที่พุ่งแทงอกเมรัย หมอผีน้อยกระอักเลือด เฮือก น้องสาวถึงวัยต่อต้านแล้วหรือ 

ฮึๆ โซฟีใช้ตัวแคนดี้ปิดบังซ่อนเสียงหัวเราะคิกคัก ได้เห็นพี่สาวหงอยเป็นลูกหมาโดนทิ้งช่างรู้สึกดียิ่งนัก 

มื้อเย็นส่งกลิ่นหอมลอยมาแต่ไกล พนักงานสาวยกอาหารพื้นบ้านครั้นวางบนโต๊ะ แต่ละอย่างเป็นของกินเรียบง่าย อาทิ สตูว์เนื้อใส่มันฝรั่ง แครอท เนื้อย่างสูตรสมุนไพร ข้าวผัดเนย ขนมปังผักขมอบชีส และที่สำคัญห้ามขาดคือ มันบดร้อนๆของเมรัย “กี่ภพแล้วที่ข้ามิได้กินเจ้า” เมรัยน้ำตาไหลพรากเป็นน้ำตก นางซาบซึ้งจริงๆที่ยังมีชีวิตอยู่ งับ ง่ำๆ 

สองสาวหยิบช้อนตักทานมื้อเย็นอย่างเริงร่าเฉกเช่นครอบครัวสุขสัน ความอบอุ่นยามทานข้าวกับโซฟีทำให้เมรัยคิดปลงตกเรื่องปัญหาต่างๆ ลืมเลือนความผิดหวังและรู้สึกคิดถึงความอบอุ่นอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายกันกับช่วงเวลานี้ ยามที่พี่แคไรโลน์ป้อนนม ยามเกาะขาพี่บาเบลร่าทำขนม ยามนั่งตักพี่นาเดีย และยามที่นารีกับเรไรช่วยกันป้อนข้าวเมรัย อยากสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้นอีกครั้งเหลือเกิน เมรัยอมยิ้ม มือที่ถือช้อนคว้าตักเนื้อเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ พลันวางช้อนและเอื้อมมือคว้าแก้วน้ำ 

เพล้ง 

“..” 

“..” 

“หนูบาดเจ็บหรือไม่” 

“ขอโทษเจ้าค่ะ พอดีมือลืม แหะๆ” 

เมรัยทำแก้วตกพื้น พลันชักมือกลับอย่างแนบเนียน ใคร่จักถามว่าไม้ถูอยู่ที่ไหน กระนั้นจำได้ว่านางมิกำลังทำงานร้านเหล้าซิง ปากกลืนคำพูดลงคอพลางปล่อยให้พนักงานสาวเก็บแก้วและนำไม้ถูพื้นมาเช็ดๆทำความสะอาดสะอ้าน หมอผีน้อยเขิน และเบือนหน้าหนี ข้าวบนโต๊ะยังเหลืออีกเยอะ เมรัยคอหายอยากดื่มน้ำ ขณะที่กำลังนั่งรอพนักงานสาวนำแก้วใส่น้ำมาให้ใหม่ โซฟีพลันลุกจากฝั่งตรงข้าม เดินมาหย่อนก้นนั่งลงใกล้ๆพี่สาว 

“พี่เมรัย..น้ำ” 

“ขอบใจนะ” 

ช่างน่ายินดี เมรัยยิ้มแก้มบานหัวใจพองโต เมื่อครู่เห็นน้องสาวปฏิเสธอย่างมิแยแสพลั่งนึกว่านางเบื่อหน่ายพี่สาวน่ากอด ที่แท้นางยังรักและห่วงสินะ เพียงแต่มิอยากแสดงออกอย่างเปิดเผยจึงเล่นตัวเสแสร้งปากมิตรงกับใจ เมรัยรู้ความจริงที่มโนไปเองก็สุขจนมีดอกไม้บานเต็มหัว โซฟีกะพริบตาซื่อๆพลางลอบถอนหายใจระอา นอกจากพี่สาวจะดุเหมือนปีศาจหมูแล้ว นางยังสติมิสมประกอบอีกด้วย 

กระนั้นต่อให้เมรัยรีบปกปิดจนยากจับสังเกต โซฟีที่อยู่ใกล้ๆก็มองออก 

“อยากจูบพี่สาวรึ” 

เห็นโซฟีจ้องเมรัย หมอผีน้อยจึงเสี่ยงทายว่าน้องสาวต้องการอะไร 

“คนบ้า” 

“แหงะ” 

โซฟีสะบัดหน้าหนี พี่เมรัย..บ้าจริงๆ 

คราวรัตติกาลปกครองม่านนภา เมรัยกับโซฟีนับว่าโชคดี ที่พักแห่งเดียวของหมู่บ้านยังมีห้องว่างให้พวกนางจับจองเป็นเจ้าของ หมอผีน้อยพานักเชิดหุ่นน้อยขึ้นห้องชั้นสอง ห้องนอนติดขอบป่าหินลายวารี ชื่อป่าที่ห้อมล้อมหมู่บ้านเดอท์บริด เมรัยปลดอาภรณ์ เปลี่ยนชุด พลันกระโดดขึ้นเตียงแข็งกระด้างปานกำแพง “โอ๊ย”เพราะเตียงมิมีคุณภาพ มินุ่มดั่งเช่นเตียงบ้าน คราวจมูกและหน้าผากเมรัยทิ่มกระแทงจึงสร้างความเจ็บรวดร้าว พลิกท้องและหย่อนก้นนั่งนวดหน้าผากที่มีรอยแดงปรากฏ โซฟียืนสวมชุดนอนแอบลอบมองพลางขบขันเสียงใสกระจ่างดุจหยดน้ำค้าง 

เมรัยชื่นชอบเตียงนุ่ม ให้นิ่มอย่างท้องนางจักเยี่ยมยอด 

เตียงนอนวางไว้กลางห้อง มิชิดขวางประตูและมิใกล้หน้าต่าง เมรัยจุดตะเกียงไฟและว่างมันไว้บนโต๊ะใกล้หัวเตียง แสงไฟริบหรี่ส่องให้เห็นเรือนร่างอรชรของโซฟี และหุ่นผีเสื้อสมุทรของเมรัย หมอผีน้อยขยับเอนก้นเปิดพื้นที่ให้นักเชิดหุ่นน้อย เตียงมิใหญ่ กระนั้นมีความกว้างพอให้พี่สาวน้องสาวนอนด้วยกัน เมรัยขมวดคิ้วกลัดกลุ้ม เนื่องกลัวโซฟีนอนมิสบาย นางจึงแนะนำให้นักเชิดหุ่นน้อยนอนทับเมรัยดีกว่า ตัวเมรัยนุ่มพอรองรับสาวน้อยน่ารักตัวเบาปานขนนกอย่างโซฟี กระนั้นน้องสาวปฏิเสธเสียงแข็งกระดาก ดื้อด้านมิยอมให้พี่สาวปฏิบัติกับนางเหมือนนางบำเรอ 

“เจ้าจักมิช่วยพี่ปลดเปลื้องทุกข์หรือ” 

เมรัยน้ำตาคลอ ปั้นหน้าลูกตัวนากโดนทิ้ง โซฟีสีหน้าเย็นชา กล่าวชัดเจนว่า ใช่ 

“ข้าช่วยตัวเองก็ได้” 

เมรัยหงอยรับประทาน แอบน้อยใจเหมือนภรรยาอยากให้สามีช่วยทำกิจ แต่เขาดันติดเกมมากกว่า 

และแล้วเมื่อน้องสาวมิยอม พี่สาวก็มิขืนใจ เมรัยยอมรับการตัดสินใจอย่างหนักแน่นที่น้องสาวประกาศลั่น หมอผีน้อยครุ่นคิดอย่างโศกสลด ทันใดนั้นนางบัดเกิดความคิดชั่วร้าย หางจิ้งจอกโผล่ หูยาวกระดิก แววตาหลุบต่ำคล้ายแม่มดน้อยหมายหมั่นอยากกลั่นแกล้งช้างน้อยของน้องชาย เมรัยเบือนหน้าหนี ใช้ปอยผมปิดซ่อนความซน นางมีวิธีจัดการเด็กดื้อนะจะบอกให้ เด็กๆบ้านพี่แคโรไลน์ก็โดนเมรัยเก็บไปหลายรายแล้ว 

“มีผีแมลงเกาะไหล่โซฟี!!” 

หมอผีน้อยกระเด้งตัวยื่นบนเตียงอย่างหวาดผวาเกินจริง พลันชี้นิ้วใส่โซฟี นักเชิดหุ่นน้อยกะพริบตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา ก้มมองไหล่พลันพบว่าไม่มีแมลงชนิดใดเกาะหรือปีนไต่ 

“…” 

“…” 

“มีจริงๆนะ” 

“อืม”โซฟีสีหน้าเรียบเฉย พลางแผ่วหัวเราะเบาๆด้วยท่าทางอ่อนโยน นางยกมือปัดๆหัวไหล่กลมมน หลังจากนั้นก็หันไปสนใจตุ๊กตาแมวเช่นเดิม 

เมรัยอ้าปากค้าง แค่บอกว่ามีผีเกาะ คนอื่นก็กลัวขนลุกแล้ว แถมนี้เป็นผีแมลงอีกด้วย กระนั้นโซฟีมิมีวี่แววสะดุ้งตกใจกลัวสักนิด พระเจ้า!! น้องสาวนางจิตแข็งไปหรือไม่ เห็นภายนอกท่าทางขี้โรค ขี้อาย ขี้ขลาดกลัวผู้คน มิกล้าใกล้ใคร แต่จริงๆนางเป็นเด็กที่มิมีความกลัวแบบคนธรรมดาควรมีสักนิด โซฟีกลัวผู้คนก็จริง แต่นอกเหนือสิ่งนั้น นางมิกลัว 

โซฟีอาศัยท่ามกลางความมืดมิด สำหรับนางยามนี้ ความมืดมิดคล้ายจักเป็นเพื่อนที่ที่สุดของนางด้วยซ้ำ 

ดังนั้นมิมีสิ่งใดสามารถสร้างความหวาดผวาให้นักฆ่าผู้นี้ นอกจากศัตรูที่แข็งแกร่งและศัตรูที่เหมือนสัตว์ประหลาด 

“ทำไมไม่กลัวอ่ะ” 

เมรัยเบ้ปากสีหน้าร้องทุกข์ ขอความเป็นธรรม โซฟีเลิกคิ้ว สีหน้าหลบเลี่ยง นักเชิดหุ่นน้อยมีความคิดเรียบง่ายและโลกสดใสอย่างเจ้าหญิง เหตุผลสำคัญที่นางมิกลัวผีแมลงและยังใจดีปัดๆมันอย่างเบามือ เพราะนางคิดว่ามันคงหลงทาง มาตามพ่อแม่แถวนี้กระมัง โซฟีมิควรทำร้ายมัน เพราะผีแมลงก็มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ ยิ่งเป็นผี วิญญาณด้วย นางมั่นใจว่ามันต้องมีเรื่องค้างคาใจ และอยากเจอครอบครัวแน่ๆ 

รัศมีออร่าปานเทพธิดาผู้เมตตาต่อมนุษย์และสรรพสัตว์ สาดแทงเมรัยจนต้องยกมือบัง 

“ใช่ โซฟีพูดถูก มันต้องพบพ่อแม่ของมันแน่” 

เมรัยลูบหัวน้องสาว หัวใจร่ำไห้กับความคิดเด็กสมัยนี้ 

และเพื่อมิให้แผนแกล้งน้องสาวยุติไปด้วยแผนแรกล้มเหลว เมรัยจึงมิใช้เล่ห์กลใดอีก เปลี่ยนเป็นใช้กำลังเข้ากดแทนเสียเลย “เล่นผีผ้าห่มกัน!!”เมรัยคว้าผ้าห่มและคลุมหัว คราวใช้ผ้าคลุมโซฟี และกางกรงเล็บจิ้มๆเอวน้องสาวอย่างหรรษา “ฮาๆๆพี่เมรัย” “นี่แนะ” โซฟีมิอาจอดทนต่อแรงกระตุ้นเนื่องๆ นางเผยอปากหัวเราะน้ำตากระซิก พลางเมรัยจับโซฟีหมุนควง ปลุกปล้ำกันบนเตียง โซฟีดิ้นพล่าน มือพยายามแกะอุ้งมือมารที่ใคร่ลูบและจิ้มเอว สะโพก คอ ใต้ฝ่าเท้า มิเลิก เมรัยยิ้มชั่วร้าย หากทำเช่นนี้กระทั่งน้องสาวหมดแรงต่อต้าน โซฟีมิหนีมิรอดแน่!! 

“พี่เมรัย ข้าไม่ยอมนะ” 

เพียะ!! 

“อิไต” 

“ถ้ามิหยุดอีก คืนนี้ข้าไล่พี่ไปนอนนอกห้องแน่”โซฟีเดือดมีโทสะให้ค้อนใส่ พลางสาดคำข่มขู่อย่างเลือดเย็น ใครจ่ายเงินที่พัก โซฟีน่ะสิ ดังนั้นนางมีสิทธิ์ไล่เมรัยแน่แท้ หมอผีน้อยจักลองดูก็ได้ ซึ่งเอาจริงๆโซฟีมิกล้าไล่หรอก นางมิใจร้ายใจดำเช่นนั้น 

แต่เมรัยเป็นเด็กขี้กลัว แค่คำขู่กระจอกๆของโซฟีก็มีพลังมากพอปิดปากเมรัย และหยุดยั้งทุกการกระทำ 

“อย่าไล่พี่นะ”เมรัยใช้หัวดันท้องโซฟี ได้โปรดอย่าไล่พี่สาวเลย พี่สาวมิอยากแข็งตาย 

“อ อือ”โซฟีเสมองด้านข้างมิกล้าเผชิญสายตาอ้อนวอนน่าสงสารจับใจ เมรัยเหมือนลูกสุนัขที่พยายามอ้อนเจ้านายให้พาไปกินพิซซ่า ใช้เรือนเกศานุ่มสลวยคลอเคลียมิเลิก เกยคางบนตัก วิ่งและคลานหมุนรอบโซฟี และใช้หัวมุดระหว่างขา “ยังไม่เลิกอีก!!” โป๊ก!! 

ทะลุขีดความอดทน โซฟีหยิบแคนดี้ฟาดหัวเมรัยอย่างเดือดดาล หากตอนนี้มีพัดนารี โซฟีคงขอมาโบกหัวพี่สาว 

“ดุกันจัง” 

บนโลกจะมีใครสักคนที่ไม่อยากโบกหัวเมรัยหรือไม่ ทำไมทั้งเมีย ทั้งแม่ ทั้งน้อง อยากโขกหัว ดีดหน้าผากและตีก้นอวบๆของนางจัง 

เมรัยและโซฟีอ้าปากหาวง่วง ครั้นได้เวลาเลิกเล่นและล้มหัวทิ่มหมอน นอนหลับพักผ่อน เมรัยดับตะเกียงไฟและกระดืบชิดริมเตียง ยอมสละพื้นที่เจ็ดส่วนให้โซฟี หมอผีน้อยยิ้มและบอกโซฟีนอนให้สบายเถอะ มีพี่สาวอยู่ตรงนี้ รับรองมิมีผี วิญญาณ ภูตพรายตนใดกล้ามาลักหลับ “พี่เมรัยขยับมาอีกสิ” โซฟีกล่าวอู้อี้ หน้าแดงระเรื่อ มิใช่เพราะอยากร่วมรัก แต่เพราะกลัวเมรัยตกเตียง หลังหัก ก้นแตก 

“พี่สาวละชื่นใจ” 

เมรัยได้รับอนุญาณให้ใกล้ชิด ได้คืบจะเอาศอก หมอผีน้อยขยับและพาดแขนโอบเอวนักเชิดหุ่นน้อย โซฟีคิ้วกระตุกมิใคร่ตวาดดุ กระนั้นต้องแย่งเขี้ยวเตือนอย่างเหลืออด “มือๆ” “ขอโทษ..มือลื่น” เมรัยหรี่ตาพลิ้ว ขนตาเรียวยาวลู่ตกอย่างจงใจหว่านเสน่ห์ โซฟีสูดหายใจเฮือก เตือนแล้วแต่อุ้งมือที่บีบก้นนางก็ยังขย้ำมิปล่อย น้องสาวตัดสินใจ คลานมือกุมน้ำเต้าและบิดยอดพรูชูชันแรงๆ “!!!” 

และบัดแต่คืนนั้น เมรัยก็มิกล้าลองดีกับโซฟีอีกเลย… นอกเสียจากน้องสาวอารมณ์ดี 

ดวงเดือนลอยตระหง่าน บนฟ้ามีหมู่ดาวระยิบระยับ ฝูงค้างคาวบินข้ามยอดสน หมู่เมฆฝนเคลื่อนผ่านเทือกเขา และทอดทิ้งสายน้ำไว้เบื้องหลัง ยามวิกาล ณ หมู่บ้านเงียบงันดุจสุสาน เมรัยนอนไม่หลับ ให้ตื่นมานั่งเหม่อมองฟ้าอย่างอาลัยโหยหา หมู่ดวงดาวรานับล้านส่อแสงแพรวพราว กระนั้นเมรัยรู้แก่ใจว่าดาวที่นางมองหามิอยู่บนนั้น ความอ้างว้างเบาบาง เพราะมีน้องสาวเคียงข้างนางจึงมิสติแตกและร้องไห้พยายามหนีกลับบ้าน กระนั้นความรู้สึกที่อยากพบและเจอหน้าสองเมียรักก็มิจางหายไป มันกลับยิ่งเพิ่มมากเรื่อยๆจนยามนี้ในหัวมีแต่เรื่องนารีและเรไร ความหนาวเย็นของร่างกายปานน้ำแข็ง ความสวยงามและราบเรียบให้พรมลิ้นเล้าโลม เมรัยหรี่ตาอย่างลึกล้ำ ใคร่กอดและโอบสองสาวไว้แนบอก 

เพราะมีเรื่องให้คิดอย่างจริงจัง อดีตอันเลวร้ายจึงไม่มีที่ว่างให้ระลึก 

“..” 

เมรัยก้มมองโซฟีที่นอนหลับปุ๋ย อดีตที่เคยไล่ล่าและหมายสังหารกัน ยามนี้กลับกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่เมรัยพยายามค้นหาทั้งชีวิต หมอผีน้อยอมยิ้มละมุนละไม พึมพำเสียงกระซิบว่า ขอบคุณนะ 

 

ใต้ลำแสงดวงเดือนสกามีเงาวิญญาณปักษาโบยบิน เมรัยเหลียวมองและก้าวเท้าลงจากเตียงอย่างเงียบกริบ มิเสียเวลาเปลี่ยนชุดนอน นางหยิบผ้าคลุมตัวโปรดและสวมรองเท้า อุ้งมือสั่นเล็กน้อย กระนั้นก็พยายามใช้อีกมือกอบกุมไหวให้มั่น “พี่เมรัย?...” โซฟีนอนกับเมรัยตลอดหลายวัน เป็นธรรมดาที่ร่างกายจะคุ้นชินกับความอบอุ่นและน้ำหนักที่จู่ๆก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย 

“จะไปไหนหรือ”โซฟีตื่นอย่างัวเงีย มือขยี้ตาและถาม 

เมรัยมินึกน้องสาวจักตื่น หมอผีน้อยยิ้มพรายเดินไปกล่อมน้องสาวให้นอนต่อมิต้องสนใจ กระนั้นโซฟีคล้ายยังตื่นมิเต็มตา นางโผสวมกอดท้องเมรัย “อย่าไปนะ ถ้าพี่ไปไหนข้าจะไปด้วย” 

“…” 

น้ำเสียงแฝงความกลัวเจ็ดส่วน มิรู้โซฟีกลัวเมรัยหายไป หรือกลัวเมรัยจะทอดทิ้งโซฟี 

หมอผีน้อยจับมือน้องสาว รู้ดีว่าโซฟียังเด็กและมิกล้าพูดตรงๆ 

ฮึๆ 

“พี่จะไปเยี่ยมคุณผี น้องยังอยากไปด้วยไหม” 

น้ำเสียงเมรัยปรับให้เหมือนพี่สาวพยายามห้าม กระนั้นโซฟีส่ายหน้าดิกๆ มิกลัว 

คิดว่า ถ้าพี่เมรัยไปคนเดียว อาจโดนคุณผีรังแก ฉะนั้นโซฟีจักไปปกป้องพี่สาว 

เมรัยคลี่ยิ้มจูบหน้าผากโซฟี และช่วยน้องสาวเปลี่ยนชุดป้องกันลมเย็นยามวิกาล หมอผีน้อยแบมือและเป่าเปลวไฟสวรรค์ มอบไฟให้ตะเกียงไฟมีแสงสว่าง มือซ้ายยกตะเกียง มือขวาจูงโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยอ้าปากหาวปานลูกหมีโดนแม่หมีปลุกไปหาน้ำผึ้งแต่เช้าตรู่ เมรัยส่ายศีรษะจนปัญญา กระนั้นมีน้องสาวเดินเตาะแตะตามก้นก็มิเลว 

แสงจันทร์สาดส่องตัดสลับม่านแห่งความมืดเป็นระยะ ด้วยบนมีกลุ่มก้อนเมฆลอยปิดดวงเดือน เมรัยลากโซฟีข้ามลำธารขนาดเล็ก ในน้ำมีหมู่ปลา และแสงจันทร์สะท้อนแพรวพราว เมรัยส่องส่ายสายตามองหาช่องทางเดินที่ราบเรียบและปลอดภัยมิมีบ่อโคลนดูด หลุม และกับดักนายพราน แม้นจักอาศัยในโลกสีดำ กระนั้นเมรัยมองเห็นอะไรหลายอย่างชัดเจน 

เถาวัลย์มิใช่งูเขียว กระรอกน้อยวิ่งไต่บนกิ่งมะม่วง รังมดแดง และดวงตาสัตว์กลางคืนที่จับจ้องพวกเมรัยเหมือนมองผู้แปลกถิ่น หมอผีน้อยพานักเชิดหุ่นน้อยมายังสะพานข้ามทะเลสาบสุสานวารี หากเดินข้ามสะพานที่ทอดยาวนี้ไปอีกฝั่งซึ่งเป็นเกาะกลางทะเลสาบ จะพบว่าในนั้นคือสุสานประจำหมู่บ้านเดอท์บริด เป็นสถานที่ใช้ฝังคนสิ้นอายุขัย และแหล่งอาศัยของวิญญาณ ดินแดนแห่งความตาย 

เมรัยเดินขึ้นสะพานแต่มิเดินไปสุดอีกฝั่ง หมอผีน้อยก้าวเท้าบนแผ่นหินราบเรียบและมาหยุดยืนตระหง่านใกล้ซากต้นไม้ที่ส่วนรากและลำต้นจมใต้ทะเลสาบ ผิวน้ำสีดำน้ำเงินมองมิเห็นแสงใด เพราะมีหมู่เมฆบดบัง เมรัยยืนนิ่งอุ้งมือจับโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยโดนลมเย็นแล่นกระทบแก้มก็ให้รู้สึกตื่นตัว สติถูกปลุก ดวงตาสองสีทอประกายใสกระจ่างแจ้ง “พี่เมรัยที่นี้คือ” 

“ตื่นแล้วหรือ” 

“..อือ” 

ก่อนเยี่ยมเยือนสะพาน โซฟียังอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เมรัยมั่นใจว่าน้องสาวคงมิรู้ตัวหรอกว่าเผลอพูดอันใดกับพี่สาวบ้าง 

“ที่นี้คือจุดที่มีเส้นชีพจรพลังธรรมจักรไหลผ่าน” 

ขุมพลังธรรมจักรคือขุมพลังวิเศษของเมรัยซึ่งประกอบอาชีพทางไสยาศาสตร์ หากพวกหมอผียืนอยู่ในตำแหน่งบนเส้นชีพจรพลังธรรมจักรก็จะช่วยเพิ่มพลังอาคมและเสริมพลังให้มากมาย กระนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ว่าตรงนั้นมีชีพจรเส้นใหญ่หรือเล็ก “พี่มาเพื่อ..รักษาอาการบาดเจ็บ” เมรัยควรอธิบายให้โซฟีเข้าใจ กระนั้นนางเป็นคนอธิบายอะไรมิเก่ง เรื่องง่ายๆมักเล่าให้เข้าใจยาก เพื่อนๆนางก็ชอบบอกนาง เป็นคนทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากตลอด 

“พี่เมรัยบาดเจ็บหรือ” 

ตอนสู้กับปักษานิลกาฬ ลึกๆในใจโซฟีรู้ว่าพี่สาวบาดเจ็บ แต่พี่เมรัยบอกไม่เจ็บ ยามนั้นนางยังไม่คลายความสงสัย ยามนี้จึงแน่ใจแล้วพี่สาวโกหกเพื่อปิดบังนางมิให้กังวล โซฟีเม้นปากเบิกตาโพลง รีบกวาดตามองสำรวจโดยเร็วเพื่อหาบาดแผล เมรัยยิ้มอ่อนส่ายหน้า 

“บาดแผลพี่อยู่ตรงนี้” 

เมรัยยกมือทาบตำแหน่งหัวใจ โซฟีเอียงคอ แน่นอนว่างง 

“ทำไมเจ็บหัวใจหรือ” 

โซฟีมิสนเรื่องยาก เมรัยแม้นอยากอธิบาย กระนั้นก็มิรู้จะเล่าอย่างไร หมอผีน้อยบอกเหตุผลที่หัวใจนางเจ็บ เพราะใช้พลังที่ตนเองมิอาจแบกรับไหว เฉกเช่นยักษ์ที่กินเนื้อเยอะจนท้องรับมิไหว พลันท้องแตก ร่างกายเมรัยยามนี้มิเมื่อก่อน หมอผีน้อยจะทำอะไรก็ล้วนเสี่ยงเจ็บปวดไปหมด ศาตสตร์และพลังที่ใช้คราวเผชิญหน้าปักษานิลกาฬ คือการหลอมร่วมวิญญาณปักษาเข้ากับร่างกายเมรัย ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความเสียหายให้หัวใจเมรัยเล็กน้อย ที่ว่าน้อยก็เพราะนางหลอมร่วมกับวิญญาณปักษามินาน 

กรณีที่ใช้พลังนาน..เมรัยมีสิทธิ์เสียชีวิตด้วยแบกรับพลังมิไหว 

“ยอมให้วิญญาณปักษาสิงนับว่าเป็นพิธีกรรมหยาบๆ..” 

เมรัยพยายามหลีกเลี่ยงวิธีที่จะบั่นทอนอายุขัยตนเองสั้นลง กระนั้นนับว่ายาก… 

หมอผีน้อยคลี่ยิ้มปลอบใจน้องสาว เพราะเหตุนางจึงมาที่นี้เพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต 

“ยืนรับลมสักพักก็ดีแล้ว” 

โซฟีมองทะลุรอยยิ้มพี่สาว เจาะลึกลงในห้วงแห่งความทรมานและความเจ็บปวดแสนสาหัส นักเชิดหุ่นน้อยขอบตาร้อนผ่าว เหตุใดคนคนนี้จึงฝืนตนเองเช่นนี้… 

“…พี่ดีใจนะ” 

เมรัยหันหน้ามองไปยังกิ่งก้านไร้ใบไม้ บนยอดกิ่งไม้ที่โผล่พ้นผิวน้ำ เมรัยสีหน้าอบอุ่น มุมปากยิ้มบางๆด้วยความรู้สึกที่ยากปิดบัง นางดีใจที่คราวนี้นางสามารถปกป้องครอบครัว ช่วยเหลือน้องสาว เมรัย..ดีใจมาก… 

“ทั้งชีวิตพยายามไล่ตามความฝัน กลัวจะทำให้คนอื่นผิดหวัง กลัวจนไม่กล้ามองหน้าและก้าวข้ามปัญหา สุดท้ายก็วิ่งหนีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำพลาดก็ผิดหวัง โดนติก็น้อยใจ พอไม่ทำอะไรก็ยิ่งรู้สึกตนเองไร้ค่า..”เมรัยมิอยากจดจำอดีต นางอยากลบเลือนให้มันหายไปตลอดกาล เพราะมันมีแต่เรื่องที่ทำให้นางผิดหวังและเสียใจ นางทนรับแรงกดดันมิไหว เมรัยอยากร้องไห้และอยากให้ใครสักคนทำแทน เพราะนางกลัวความผิดพลาด กลัวล้มเหลว กลัวว่าทุกคนจะไม่พอใจและบอกว่านางไร้ประโยชน์ ช่วยทำงานอะไรก็มิได้ 

เพราะคำว่า กลัว แค่คำเดียว ชีวิตนางจึงไม่มีอะไรดีสักอย่าง มันราวจักดึงความสุขทั้งหมดไปจากนาง ผลักนางให้จมดิ่งสู่บ่อโคลนที่เหม็นเน่าและโลกที่ไม่มีแสงใดสาดส่อง เมรัยกลัวเกินกว่าพยายาม กลัวว่าตนเองจะล้มอีกครั้ง เพราะความกลัวนี้ หัวใจนางจึงแตกสลาย และยามนี้ก็แถบใช้งานมิได้ แบกรับพลัง อุ้มชูความหวัง เมรัยไม่เคยอยากตาย กระนั้นทุกๆวันนางชอบทำว่า ตนเองมีชีวิตอยู่ไปทำไม 

“..” 

“ยามใดที่พี่อยู่คนเดียว…ยามนั้นพี่ปรารถนาใครสักคน..โซฟีรู้หรือไม่” เมรัยเงยหน้ามองดวงดาว และกล่าวอย่างโศกเศร้า 

ต่อให้พี่ร้องหานานเพียงใด .. ก็ไม่มีใครปรากฏกายขึ้นเพื่อช่วยเหลือพี่สักคน 

ในยามนั้นเมรัยจึงได้รู้ว่า ไม่มีใครช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากเราจะช่วยตัวเราเอง หมอผีน้อยผิดหวังซ้ำซาก กระนั้นนางยังลุกและก้าวไปข้างหน้า เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งตนจะสามารถยื่นมือช่วยใครสักคนได้ หากว่าโลกนี้มันไม่ความหวังใดเลย นางก็อยากสร้างมันขึ้นด้วยมือนาง เมรัยอยากช่วย ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อช่วยตัวนางเอง ฟังดูตลกและน่าประหลาดนะ 

“ตั้งแต่เริ่มเดินทางกับพวกนารี ชีวิตแต่ละวันของพี่ก็เริ่มเปลี่ยนไป” 

ตั้งแต่จำความได้ เช้าๆนางดูดนมพี่แคไรไลน์ บ่ายๆเกาะขาพี่บาเบลร่าอ้อนให้ทำขนมหวาน ทุกๆเย็นต้องเรียนหนังสือกับพี่นาเดีย และตกยามกลางคืนก็ผลัดกันนอนกับสามพี่สาว ที่ยามนั้นเมรัยเรียกพวกท่านว่าคุณแม่อย่างไร้เดียงสา เพราะพวกท่านรู้ดีว่าเมรัยกลัวต้องนอนคนเดียว และมั่นใจมากว่าจะปล่อยให้เมรัยนอนคนเดียวไม่ได้ แม้นเมรัยจะปรารถนาและบอกว่าไม่เป็นไร 

ทว่า 

“แค่คืนแรก พี่ก็แถบสติแตก” 

เมรัยเบือนหน้าหนีเหงื่อตก เมรัยในยามนั้นเหมือนกลับไปเป็นเด็กทารกอีกครั้ง ต้องให้พวกคุณบาเบลร่าประครอง สอนให้เดิน สอนให้เคี้ยวข้าว เมรัยเสียใจหนัก กระทั่งประสาทสมองรับไม่ไหว “นั้นคงเป็นการหนีจากโลกแห่งความจริงแบบของพี่กระมัง” เมรัยส่ายหน้าคอตก นางผิดหวังกับชีวิตมากขณะตัวเองความจำเสื่อม สมองกลับกลายเป็นเด็กตัวแสบ 

“ฮึๆ”เมรัยขำ แต่โซฟีขำไม่ออก 

“หัวใจพี่ถูกช่วยไว้..” 

การประกอบหัวใจเมรัยใหม่นับเป็นเรื่องยากระดับปัญหาระดับชาติ กระนั้นพวกคุณแม่ทั้งสามมิยอมแพ้และช่วยกันประคับประครอง เลี้ยงดูและสั่งสอน พยายามเปลี่ยนซากศพให้กลายเป็นเมรัยดั่งเช่นทุกวันนี้ ด้วยความอบอุ่นของน้ำนมและทรวงอก อ้อมกอดและกำลังใจ เมรัยเหมือนตื่นจากฝันร้ายและรู้สึกว่ามันก็มีนี่นา คนที่ใจดีและอ่อนโยน 

โลกนี้ยังมีคนดีๆ ยามนั้นเมรัยจึงตระหนักและรับรู้ว่าสิ่งที่นางเคยคิดฝัน มิใช่ความฝันที่เปรียบประหนึ่งภาพมายา 

แม้นพวกคุณแม่ทั้งสาวจะชักนำนางสู่สมาคมสาวอ้วน และมีแผนจับนางใส่หม้อต้มก็เถอะ 

“..”เมรัยบีบพุงสองชั้น อือ ถึงมันจะเป็นเช่นก็เถอะ… 

“ขอโทษที่เล่าเรื่องน่าเบื่อให้ฟังนะ” 

“…” 

โซฟีมิรู้จักตอบรับเช่นไร กระนั้นนางต้องพูดอะไรสักอย่าง นักเชิดหุ่นน้อยก้มและเงยหน้า ฉับพลันกระโจนเข้ากอดเมรัย อ้อมแขนสั้นบีบรัดมือกุมแตะสะโพก “ข้าดีใจที่เจอกับพี่เมรัยนะ” โซฟีรู้ว่าเมรัยมีบาดแผลในใจ กระนั้นมินึกเลยว่ามันจะมากมายมหาศาลเช่นนี้ นักเชิดหุ่นน้อยรู้ว่าความโดดเดี่ยวเป็นเช่นไร กระนั้นเมรัยมีมากกว่านั้น ความผิดหวัง ความล้มเหลว อะไรหลายสิ่งที่ทำร้ายพี่เมรัยและผลักพี่ให้วิ่งหนี 

“โซฟีไม่มีคุณพ่อคุณแม่ เพื่อนๆก็ไม่เล่นด้วย ตลอดมาปรารถนาจะให้มีคนลูบหัวและดูแล อยากรู้ว่าอ้อมกอดของคุณแม่เป็นอย่างไร อยากมีของอย่างที่เด็กคนอื่นมี…” 

โซฟีส่ายหน้าเล่นพุงเมรัยและเงยหน้ามองสบดวงตาใส “ข้าชอบพี่เมรัย” 

คำสารภาพรักที่สาวน้อยมิเคยกล่าวใคร ขนาดเด็กหนุ่มที่ตามตื้อแรมปีก็ยังมิเคย แต่เมรัย…ไม่ถึงสัปดาห์ 

“ข้าชอบเจ้าเช่นกัน” 

เมรัยอ้าแขนอวบกอดน้องสาวจมอกมหึมา ความโศกเศร้านี้ขอให้จางหายไป ความผิดหวังนั้นขอให้นางได้ลองทำมันอีกครั้งและพานพบคำว่าสำเร็จ เมรัยปกป้องโซฟีและแคนดี้ ครอบครัวเล็กๆของนาง “โซฟี..เรื่องนารี” เมรัยอยากให้น้องสาวเลิกไล่ล่า นางมิหวังให้พวกนางต้องสู้กันด้วยหมายสังหารอีกฝ่าย “ข้า..”เรื่องสมาคมนักฆ่ามิใช่เรื่องที่นักเชิดหุ่นน้อยสามารถตัดสินใจโดยพลการ “จะพยายามแก้..หากทำได้” แม้นโอกาสช่างน้อยนิด กระนั้นเพื่อพี่สาว.. 

“ลำบากเจ้าแล้วนะ” 

“ข้าจักพยายาม” 

เวลาล่วงเลยพ้นผ่านเที่ยงคืน เมรัยหอมแก้มโซฟีอย่างรักใคร่ ตราบแสงไฟในตะเกียงมอดดับสนิท เมรัยเหลียวมองและก้มมองโซฟีอย่างพิศวง “อยากเห็นผีหรือไม่” หมอผีน้อยมองเห็นรอบด้านด้วยมีแสงสว่างของวิญญาณ กระนั้นสำหรับโซฟี น้องสาวคงรู้สึกรอบด้านมืดทะมึน “น่ากลัวหรือไม่” “น่ากลัวมาก” เมรัยยิ้มสยอง โซฟีมองออกว่าพี่สาวโกหก จึงแสร้งตอบอย่างขลาดๆ “อยากเห็น แต่พี่ต้องปกป้องหนูนะ” 

“แน่นอนน้องสาวที่รัก” 

ลมพัดเรือนผมสองสาวน้อยปลิดปลิว เมรัยขอมือโซฟี พลันจรดนิ้วเขียนอาคมเป็นตัวอักษรที่มิมีน้ำหมึก โซฟีรู้สึกเสียวซ่า กระนั้นประเดี๋ยวเดียว เมรัยบอกให้โซฟีหลับตา คราวหมอผีน้อยนับหนึ่ง สอง สาม โซฟีลืมตาและหันมองรอบด้าน คราวบัดนั้น ทุกสิ่งที่นางเห็นแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง… 

เหนือฟ้ามีกลุ่มเมฆสีเงินยวด พญาเหยี่ยวแปดหางโบยบินกางปีกกรีดหมู่เมฆอย่างองอาจ บนยอดต้นไม้มีวิญญาณลิงเกาะ บนรั้วสะพานมีวิญญาณกระรอกวิ่งไล่จับกัน หางกระรอกเป็นเปลวเพลิง และสายน้ำไหล เมรัยกล่าวว่าพวกนี้มิใช่วิญญาณสัตว์หรอก แต่เป็นภูตวิเศษที่พวกมนุษย์ทั่วไปมิอาจมองเห็น พวกภูตอาศัยอยู่ในโลกเดียวกับโลกวิญญาณ หมอผีน้อยบอกให้นักเชิดหุ่นน้อยหันมองรอบด้านอย่างละเอียด จักพบว่ารอบตัวเรามีภูตพรายมากมาย 

ภูตมัจฉาแหวกว่ายในทะเลสาบ เป็นปลาขนาดใหญ่เท่าช้าง 

ภูตผีเสื้อกระพือปีกบินสาดละอองมนตรา สีแดงทับทิม สีน้ำเงินคราม สีเขียวมรกต 

ภูตแมลงอย่างแมงมุมมรณะ ตัวสีดำม่วงน่ารัก โดนกัดก็มีโอกาสเสียชีวา 

และสิ่งที่ดึงความสนใจโซฟี คือเหล่าสกุณาที่เกาะบนก้านต้นไม้เหนือทะเลสาบ 

“พวกนั้นคือ…วิญญาณปักษา” 

วิญญาณของชาวปักษาที่กลายเป็นนก ไม่อาจพูด ไม่อาจขาน ใช้ชีวิตเฉกเช่นนกธรรมดาที่มักโบยบินและห้อมล้อมเมรัย บางครั้งมีเป็นฝูง บางครั้งก็เห็นสองสามตัว แต่ละตัวล้วน…สำคัญกับเมรัย “ปักษานิพพาน” เมรัยร้องเรียกเบาๆ พลันนกปีกสีขาวตัวอ้วนสยายปีก โฉบมาเกาะนิ้วเมรัย หมอผีน้อยยกยิ้มขอบคุณ โซฟีมองอย่างสนใจ 

“ท่านรอให้หัวใจพี่เมรัยกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง” 

…. 

โซฟีกะพริบตาคลี่ยิ้ม เมรัยอึ้งผงะ มองนองสาวอย่างตัวประหลาด “เช่นนั้นหรือ”หมอผีน้อยละสายตา และปล่อยให้ปักษานิพพานโผบินสู่ม่านฟ้า จากไปยังดินแดนอันห่างไกลความวุ่นวาย… 

“เจ้าได้ยินเสียงวิญญาณด้วยหรือ” 

“ได้ค่ะ” 

โซฟีตอบอย่างมิปิดบัง เมรัยถอดหายใจ ยกมือดึงแก้มยุ้ยๆ “งืมมม” 

“พี่เมรัย---” 

ท่ามกลางดินแดนแห่งภูตพรายมีวิญญาณคนตายนั่งประชุมในสุสาน เมรัยและโซฟีหยอกล้อกันกระทั่งเมรัยอยากนอน โซฟีเปลี่ยนเป็นฝ่ายจูงมือพี่สาวเดินกลับที่พัก เมรัยรู้สึกสดชื่น สุขเหลือแสน เมรัยประหลาดใจที่โซฟีสามารถยินเสียงวิญญาณปักษา เพราะแม้นแต่เมรัยก็ยังไม่ได้ยินเสียงของพวกท่าน นางสัมผัสได้เพียงความรู้สึกเท่านั้น น้องสาวนางช่างพิเศษ พลังวิญญาณสูง หัวใจก็แกร่งกล้า เมรัยรักและรู้ดีว่าโซฟีเก่งกาจ กระนั้นเมรัยก็ยังอยากปกป้อง กอด และซุกไว้ร่องอก 

“รักนะโซฟี” 

“ข้า..ก็รักพี่เมรัย” 

เมื่อก่อนเมรัยอายจนไม่กล้าบอกรักคนในครอบครัว กระทั่งยามไม่มีครอบครัวให้บอกรักแล้ว นางจึงรู้ว่าคำว่า รัก มีค่ามากเช่นไร… 

บอกรักคนที่ห่วงใยเราเถอะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้บอก… 

หัวใจเมรัยพองโตมีความสุขเบ่งบาน..พลันรอยร้าวที่มีนั้นค่อยๆ..เพิ่มขยายอีกนิด… 

-- 

ความคิดเห็น