หอหมื่นอักษร

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 40 ท่องวสันต์ที่วัดเทียนหนิง

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 ท่องวสันต์ที่วัดเทียนหนิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2562 10:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 ท่องวสันต์ที่วัดเทียนหนิง
แบบอักษร

เสิ่นอวี๋ซื่ออยู่เดือนอย่างสบายใจในเหอหมิงเชียน เสิ่นหูซื่อกลับรู้สึกลำบากใจ เนื่องจากประเพณีฤดูใบไม้ผลิท่องวสันต์*ประจำปีใกล้จะมาถึงแล้ว ทุกปีเสิ่นอวี๋ซื่อจะพาทุกคนไปไหว้พระที่วัดเทียนหนิงแล้วถือโอกาสฤดูใบไม้ผลิท่องวสันต์ ปีนี้นางยังอยู่เดือน เสิ่นอันซื่อก็ดูอาการไม่ปกติ ปีนี้จะได้ไปหรือไม่ เสิ่นหูซื่อก็ยังไม่รู้

นางคุยเรื่องนี้กับเสิ่นเจ๋อหย่วน เสิ่นเจ๋อหย่วนกำลังยุ่งเรื่องค้าขายชาที่ซีหนิงเต้า ไม่อยากพูดมากกับเรื่องเล็กๆ เช่นนี้ บอกเสิ่นหูซื่อแค่คำเดียวว่า “เจ้าไปปรึกษากับพี่สะใภ้ใหญ่ดู”  แล้วก็รีบร้อนออกไปร้านหลงจิ่งไจ  เขายังต้องปรึกษากับเหยียนซางเรื่องเกี่ยวกับใบชา

เสิ่นหูซื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุผล ทุกปีเสิ่นอวี๋ซื่อเป็นคนจัดการ ไปถามนางดีกว่า นางไปเหอหมิงเชียนคุยกับเสิ่นอวี๋ซื่อเรื่องนี้ ยังอุ้มเสิ่นอวี๋เฉินพลางลูบใบหน้าอ่อนนุ่มของเขา เจ้าตัวเล็กน่ารักเสียจริง ทำให้เสิ่นอันซื่ออยากมีอีกคน แต่คิดอีกทีกว่าจะลากพวกที่มีอยู่โตขึ้นมาได้แทบแย่ ปีสองปีนี้เพิ่งจะว่าง อย่าหาเรื่องดีกว่า จึงล้มเลิกความคิดนี้ทิ้ง

“ข้ายังนึกว่าทำไมสองวันนี้เจ้าจึงหน้านิ่วคิ้วขมวด เรื่องนี้ง่ายมาก! เจ้าพาพวกหนิงเอ๋อร์กับเหยาเอ๋อร์ไปไหว้พระที่วัดเทียนหนิงพร้อมกับท่องวสันต์ด้วยเลย ไหนๆ พวกท่านปู่พักนี้ก็มีงานราชการมาก พวกหงเอ๋อร์ก็กลับหางโจว เจ้าพาพวกนางไปสักวันครึ่งวัน ที่นี่ข้ามีอวี๋มามากับแม่นม ก็ใช้ได้ ทำเช่นนี้ก็ดีแล้ว” เสิ่นอวี๋ซื่อกล่าว คิดว่าแม้ปีนี้เสิ่นหวาซั่นมีเรื่องกระทรวงโยธา ส่วนเสิ่นเจ๋อจิ้งก็มีเรื่องการสอบเลื่อนขั้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องไปไหว้พระที่วัดเทียนหนิงให้สบายใจ

เสิ่นหูซื่อก็คิดเช่นกัน ไปวัดเทียนหนิงไหว้พระเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งพวกเล่อเอ๋อร์ยังอยู่ไกลถึงหางโจว เดือนสี่เสิ่นเจ๋อหย่วนยังต้องไปซีหนิงเต้า บ้านมีคนเดินทางไกล การไหว้พระคุ้มครองให้ปลอดภัยย่อมมองข้ามไม่ได้ นางตัดสินใจพาพวกอี๋เหนียงกับพวกเด็กสาวไปไหว้พระที่วัดเทียนหนิง แต่ไม่วางใจที่จะทิ้งเสิ่นอวี๋ซื่อกับเสิ่นอันซื่อไว้นาน จึงตัดสินใจไม่ค้างคืนที่วัดเทียนหนิงดังเช่นทุกปี ตั้งใจกลับวันนั้นเลย แม้แต่สัมภาระก็ไม่นำติดตัวไป ทั้งกลุ่มไปอย่างเบาตัวสบายกาย

วัดเทียนหนิงอยู่ด้านทิศตะวันตกของเมืองหลวง เป็นวัดที่ตระกูลเสิ่นมาไหว้พระทุกปี คนมาไหว้พระที่นี่ไม่มาก ประการแรกเพราะที่นี่ค่อนข้างเงียบและไกล ประการที่สองในเมืองหลวงมีวัดใหญ่อย่างวัดฮู่กั๋วกับวัดเป้าเอิน ทั้งสองวัดใหญ่มีคนมามากมาย ตั้งแต่ตั้งราชวงศ์ต้าหย่งก็เป็นที่ประกอบพิธีหลวงมาตลอด จนถึงปัจุบัน ทั้งพระญาติทั้งขุนนางเมืองหลวงเวลาไหว้พระ แทบทั้งหมดก็จะไปสองวัดนี้ ประชาชนเมืองหลวงยิ่งเชื่อว่าสองวัดนี้คุ้มครองพวกเขาได้ ด้วยเหตุนี้ คนมาวัดเทียนหนิงจึงมีน้อย หากไม่ใช่เพราะพระอาจารย์อู๋เชินเจ้าอาวาสคนก่อนสนิทกับเสิ่นจีอันหัวหน้าตระกูลเสิ่นคนก่อน อีกทั้งพระอาจารย์ฉางเจินเจ้าอาวาสปัจจุบันก็สนิทกับเสิ่นหวาซั่นหัวหน้าตระกูลปัจจุบัน คิดว่าตระกูลเสิ่นก็คงไม่เลือกมาวัดที่อยู่ไกลโพ้นอย่างวัดเทียนหนิงหรอก

ผู้ที่ไปไหว้พระวัดเทียนหนิงล้วนเป็นหญิงตระกูลเสิ่น นำโดยเสิ่นหูซื่อ ตามด้วยสามอี๋เหนียงกับหกสาวน้อย เดินทางไปชานเมืองตะวันตก กลุ่มเสิ่นหูซื่อแสนจะร่าเริง เมืองหลวงปลายเดือนสามหญ้าเขียวชอุ่ม นกบินถลาร่อน   ส่งความอุ่นสบายที่ลึกล้ำในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ทิวทัศน์ที่สวยงามทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความสบายอกสบายใจของการมาท่องวสันต์ที่ชนบท

ดุจดั่งคำกลอนบรรยายความรู้สึกชื่นชม ทิวทัศน์ปลายวสันต์ฤดูมีกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่างแท้จริง กลุ่มคนตระกูลเสิ่นชื่นชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิของเมืองหลวง คนที่ออกมาชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิในเวลานี้ก็มีไม่น้อย รถม้าเดินอย่างเชื่องช้า เสิ่นหวั่นกับเสิ่นเจียลูกสาวคนเล็กของเสิ่นหูซื่อสะกดกลั้นความเริงร่า พยายามแสดงความสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ท่าทางที่แสร้งทำเป็นเคร่งขรึมทำเอาเสิ่นมี่กับเสิ่นเหยาแทบหัวเราะออกมา

 ชมทิวทัศน์พลางเดินไปพลาง ทั้งหมดค่อยๆ มาถึงวัดเทียนหนิง ตอนพวกนางมาถึง พระอาจารย์ฉางเจินรออยู่นอกประตูแล้ว เขาได้รับจดหมายจากเสิ่นหวาซั่นก่อนแล้ว รู้ว่าพวกตระกูลเสิ่นจะมา ด้วยความสัมพันธ์ของพระอาจารย์ฉางเจินกับเสิ่นหวาซั่น ถึงอย่างไรเขาก็ต้องมาต้อนรับคนตระกูลเสิ่นที่หน้าประตู

พระอาจารย์ฉางเจินอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว คบกับเสิ่นหวาซั่นมานานปี คงเป็นเพราะอากาศบนป่าเขา ถึงแม้จะอายุมากแล้ว แต่ยังดูไม่แก่ ใบหน้ามีเลือดฝาดหน้าตาแจ่มใส หนวดขาวเครายาว ชุดพระสงฆ์ที่สมถะพลิ้วไสวเบาๆกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ คล้ายกับจะถลาบินขึ้น ให้ความรู้สึกประดุจเป็นเซียน พวกเสิ่นหูซื่อกับเสิ่นหนิงรีบทำความเคารพตามแบบพุทธ แล้วเดินตามหลังพระอาจารย์ฉางเจินเข้าไปในวัดเทียนหนิงด้วยความเคารพ

เช่นเดียวกับวัดโบราณทั่วไป วัดเทียนหนิงสร้างอยู่บนเขา ทว่ามิได้สูงชัน กลับแฝงด้วยความอบอุ่น ให้กลิ่นอายของวัดโบราณที่ซ่อนเร้นในป่าลึก ประตูวัดอยู่ทางตรงกลาง ซ้ายขวาเป็นหอระฆังกับหอกลอง หลังประตูก็เป็นหอจตุโลกบาล พระอุโบสถ วิหารกับหอไตรตามลำดับ กุฏิสงฆ์ โรงอาหารกับห้องพักแขกอยู่หลังหอไตร ทุกปีคนตระกูลเสิ่นจะมาพักที่นี่ จึงคุ้นเคยอย่างดีกับสถานที่ต่างๆ พระอาจารย์ฉางเจินก็ไม่อธิบาย เพียงนำกลุ่มเสิ่นหูซื่อไปที่ห้องรับรองแขก แล้วจึงจุดธูปกราบพระ เขาไม่ได้ตามอยู่ด้วย เสิ่นหูซื่อรีบขอบคุณสำหรับการต้อนรับของพระอาจารย์ฉางเจิน กล่าวฝากคำนมัสการของเสิ่นหวาซั่นที่มีต่อพระอาจารย์ฉางเจิน บอกว่าปีนี้มีธุระไม่ได้อยู่พัก แค่จุดธูปกราบพระรับประทานอาหารเจแล้วก็จะกลับเมืองหลวง

ข้าคุ้นเคยกับที่นี่เสียยิ่งกว่าอะไร เสิ่นหนิงรำลึกถึงความสงบเงียบของอาราม ชาติที่แล้ว นางปรากฏกายที่วัดเทียนหนิงทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ปีนั้นหลังจากแต่งงานกับซั่งกวนฉางจื้อไม่นาน  ท่านแม่เฒ่าเหวยมารดาของเจ้ากรมอาลักษณ์เหวยจิ่งเย่าก็พำนักอยู่ที่วัดเทียนหนิงเป็นการถาวร   เสิ่นหนิงก็ปรากฏกายทุกวันที่วัดเทียนหนิง   คุยเรื่องปรัชญาพุทธกับท่านแม่เฒ่าเหวย   จนกระทั่งท่านแม่เฒ่าเหวยมีความรู้สึกที่ดีต่อนาง ทำให้เจ้ากรมอาลักษณ์เหวยจิ่งเย่าหันเหไปสนับสนุนซั่งกวนฉางจื้อ

   เวลานี้ เสิ่นหนิงคุกเข่าอย่างเคารพในพระอุโบสถ ความรู้สึกในใจร้อยแปดประการ ชาติก่อนกราบพระคุยปรัชญาพุทธ เพียงเพื่อต้องการประจบประแจง จิตใจมีแต่ความคิดอื่น ทั้งคำพูดต่างๆนานาเพียงเพื่อต้องการให้ตระกูลเหวยสนับสนุนเท่านั้น ไหนเลยจะมีความศรัทธา ไหนเลยจะมีความจริงใจ นางไม่มีความศรัทธาจากใจจริง ไม่มีความละบาปสร้างบุญในใจ   ชาติก่อนจึงได้มีจุดจบเช่นนั้น นี่ถือเป็นการลงโทษจากผลกรรมใช่หรือไม่

เวลานี้ นางมองรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาของพระพุทธรูป สายตาราวกับรู้สิ้นทุกสิ่งในสากลโลก อีกราวกับความสงบนิ่งที่ยอมรับสิ่งดีชั่วทุกเรื่อง ที่เรียกว่าเมตตา คือสงบนิ่งไม่เอ่ยปาก นางรู้หมดแล้ว การที่นางสามารถเกิดใหม่ในชาตินี้ได้ นับเป็นความโชคดีล้นฟ้าแค่ไหน เป็นเพราะพระพุทธองค์ท่านสงสารหรือเพราะท่านให้อภัยหรือเปล่าหนอ

อย่างไรก็ตาม ข้าจะไม่ให้เสียชาติเกิด เสิ่นหนิงโขกศีรษะจนดังทั้งสิ้นเก้าครั้ง แต่ละครั้งล้วนโขกเต็มแรง  ไม่รู้เป็นเพราะรู้คุณพระพุทธองค์หรือเป็นเพราะสำนึกบาปเคราะห์ที่ทำกันแน่

 หลังทานอาหารเจ เสิ่นหูซื่อก็พาพวกเสิ่นหนิงไปกราบลาพระอาจารย์ฉางเจิน  นางยังห่วงเรื่องในบ้านตระกูลเสิ่น จึงไม่กล้ารั้งอยู่นาน

ทางพระอาจารย์ฉางเจินยังมีแขกอยู่อีกคน เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ดูมีอายุมากกว่าเสิ่นอวี๋หงเล็กน้อย   หน้าตาดูเป็นคนคิดการณ์ไกล กำลังฟังพระอาจารย์ฉางเจินสนทนาปรัชญาพุทธอย่างจริงจัง เสิ่นหูซื่อรีบบอกขออภัยที่รบกวน ว่าที่บ้านมีเรื่องจำเป็นต้องมาบอกลาพระอาจารย์ ไม่นึกว่าจะมารบกวนต้องขออภัยด้วย

 “ไม่เป็นไรๆ นี่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของข้าเอง คุณชายตระกูลอิงของชิงผิงโหว นามหนานถู ส่วนนี่เป็นครอบครัวตระกูลเสิ่นของเสนาบดีกระทรวงโยธา...” อาจารย์ฉางเจินหัวเราะฮ่าๆ  แนะนำชายหนุ่มคนนั้นให้พวกเสิ่นหูซื่อรู้จัก หนุ่มคนนั้นก็ยิ้มทักทายพวกเสิ่นหูซื่อ แล้วก็นั่งลงข้างพระอาจารย์ฉางเจินไม่ได้พูดอีก

 อิงหนานถู! เสิ่นหนิงที่ก้มหน้าอยู่เบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองหนุ่มคนนั้นอย่างรวดเร็ว

หน้าตาไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นจริงๆ อิงหนานถู ลูกชายคนโตสายภรรยาเอกของชิงผิงโหวอิงผิงชวน ตายตอนอายุยี่สิบปีในรัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบหก เพราะฉะนั้นในบรรดาเครือพระญาติขุนนางสืบทอด เสิ่นหนิงไม่เคยพบเขา ได้ยินเพียงชื่อเท่านั้น ได้ยินคนพูดว่าเพราะฟ้าอิจฉาคนเก่ง

ชายหนุ่มตรงหน้าที่หน้าตาดูเป็นคนคิดการณ์ไกล ก็คืออิงหนานถูที่ตายตั้งแต่อายุน้อย พูดไปแล้ว เขายังเป็นลูกผู้พี่ของซั่งกวนฉางจื้อด้วย  ชาติก่อนไม่มีร่องรอยให้ตามได้ เหตุใดถึงได้เจอคนใกล้ตายกันนะ

 นางเงยหน้ามองอิงหนานถูอีกครั้ง รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง นางเคยได้ยินคนพูดถึงอิงหนานถูแค่ครั้งสองครั้ง เหตุมใดชาตินี้จึงเจอคนผู้นี้เสียได้

 ไฉนสายตาของนางถึงได้ดูแปลกๆ  การที่เสิ่นหนิงเงยหน้ามองเขาก็ทำให้อิงหนานถูสนใจ เหตุใดถึงทำท่าเหมือนตกใจกลัว แล้วก็เหมือนไม่อยากเชื่อ เขาเหมือนจะไม่รู้จักนาง เด็กสาวตระกูลเสิ่น...ช่างนางเถอะ คุยกับพระอาจารย์ฉางเจินว่าเที่ยวที่ไหนน่าสนุกดีกว่า ก็แค่สงสัยเล็กน้อยเท่านั้น แล้วอิงหนานถูก็ไม่คิดอะไรต่ออีก

 ไม่ว่าในใจเสิ่นหนิงจะคาดเดาเรื่องราวของอิงหนานถูนับร้อยรอบพันตลบอย่างไร ก็ยังหาคำตอบออกมาไม่ได้อยู่ดี เสิ่นมี่เห็นเสิ่นหนิงแลดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็แปลกใจยิ่งนัก ระหว่างทางกลับยังกระซิบถาม “พี่สาวเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” ท่าทางกังวลเล็กน้อย อยู่ด้วยกันมาเกือบหนึ่งปี ความสัมพันธ์ทั้งสองดีมากแล้ว การที่เสิ่นมี่ถามเช่นนี้นับเป็นเรื่องสมควร

 “ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าทิวทัศน์วัดเทียนหนิงดีขึ้นมาก แต่ทำไมคนถึงยังน้อยนัก...” เสิ่นหนิงนึกขึ้นได้ว่ากำลังอยู่บนรถม้าเที่ยวกลับ นึกอยากหัวเราะ ทำไมหรือ เจ้าอิงหนานถูจะอยู่หรือตายไว เกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า อาจเพราะสัมผัสความรู้สึกเมตตาของพระพุทธ เลยทำให้คิดมากไปเอง พอตัดเรื่องนี้ทิ้ง เรื่องที่คิดในสมองก็ยังคงเป็นเรื่องท่านแม่เฒ่าเหวย

  ในชาตินี้ ท่านแม่เฒ่าเหวยยังจะมาวัดเทียนหนิงอีกหรือไม่ ในชาตินี้ ซั่งกวนฉางจื้อจะหาใครมาประจบเหล่าไท่จวิน ทำอย่างไรจึงจะให้ตระกูลเหวยสนับสนุน เรื่องนี้สำหรับนางแล้ว ก็ยังอยากรู้มากอยู่ดี

พวกเสิ่นอวี๋หงถึงหางโจวนานแล้ว เขียนจดหมายมาว่า ได้เซ่นไหว้บรรพบุรุษ ได้เยี่ยมเยียนบ้านตายาย อีกทั้งยังกล่าวว่าทิวทัศน์ทะเลสาบซีหูไม่มีที่ไหนเปรียบได้ อยู่ข้างเนินเขาสุขสบายทั้งกายใจ ยังแนบกลอนที่พวกเขาแต่งตอนอยู่ริมทะเลสาบซีหูมาหลายบท สุดท้ายแล้วยังขออนุญาตอยู่หางโจวต่ออีกสักพักค่อยกลับ เสิ่นเจ๋อจิ้งได้ตอบอนุญาตไป ยังวิจารณ์ด้วยว่า รู้จักดินฟ้าอากาศดีแล้ว สนับสนุนให้พวกเขาซึมซับธรรมชาติ มีจิตใจรับรู้กฎแห่งฟ้า

---

ประเพณีท่องวสันต์ หรือ ท่าฤดูใบไม้ผลิ (踏春) เป็นประเพณีจีนโบราณ โดยชาวจีนจะออกไปเที่ยวเล่นหรือเดินป่าในแถบชนบทช่วงฤดูใบไม้ผลิ ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ก่อนยุคราชวงศ์ฉิน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น