วไลกร/ชาล็อต
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับดาว+กุญแจ+เหรียญ ที่สนับสนุนวไลกรนะคะ : )

ชื่อตอน : ยอมหมดตัว-3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 654

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2561 20:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ยอมหมดตัว-3
แบบอักษร

ร่างเพรียวสวยเดินตรงไปที่ห้องนอนบิดามารดา ห้องที่สุกาญดาต้องนอนเพียงเดียวดาย หลังจากชาติพงศ์เสียชีวิตไปเมื่อแปดเดือนที่ผ่านมา

มือเรียวเล็กเปิดลิ้นชักโต๊ะหนังสือ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา กระดาษซึ่งมีลายมือของสุกาญดาผู้เป็นแม่เขียนทิ้งไว้เมื่อสี่เดือนก่อน

‘นิดลูกรัก

แม่พยายามแล้ว แต่แม่ทนอยู่เพียงคนเดียวไม่ได้ ห้องที่เคยมีพ่ออยู่ด้วย ทำให้แม่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เวลา 4 เดือนสำหรับแม่มันยาวนานมากเมื่อไม่มีพ่อ ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องออกตามหา แล้วแม่จะติดต่อกลับมาเอง รักลูกมาก...สุกาญดา เทวาพงศ์’

ชะตากรรมกำลังบีบคั้นจิตใจของหญิงสาว และทุกครั้งที่คิดถึงแม่ เธอจะเข้ามาในห้องนอนแห่งนี้หยิบกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ท่านฝากไว้ให้ดูต่างหน้า พออ่านจบน้ำตาหยดรินออกมาทุกครั้ง

“นิดก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีแม่” เสียงคร่ำครวญปนสะอื้นดังแผ่วเบาพร้อมกับร่างไร้เรี่ยวแรงนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสือ ครั้งที่เสียพ่อไปเธอก็ร้องไห้แทบตาย ถ้าไม่มีแม่คอยปลอบคงกลับมาใช้ชีวิตต่อไม่ได้

อุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเกิดจากวัยรุ่นขับอย่างคึกคะนองจนเสียหลักพุ่งข้ามเกาะกลางถนน รถพลิกหมุนเข้าชนรถยนต์ของชาติพงศ์ บิดาของอณิษฐา และเพิ่งทำบุญครบรอบ 60 ปีไปไม่กี่วัน ไม่คิดว่าจะต้องมาจัดงานศพหลังจากจัดงานวันเกิด ภาพในห้องทำงานของบิดาหลังงานศพ ซึ่งมีทนายความและพยานที่เป็นเพื่อนสองคนของชาติพงศ์ รวมทั้งตัวเธอและมารดาฉายย้อนกลับมา

“ผมขอเรียนให้ทุกท่านทราบก่อนว่าธุรกิจจิวเวลรี่ประสบปัญหาขาดทุนสะสมมาหลายปี เงินทุนที่หมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ส่วนหนึ่งคุณชาติพงศ์ได้นำบ้านหลังนี้และที่ดินไปจำนองเอาไว้ เทวาจิวเวลรี่ยังมีหนี้สินกับสถาบันการเงินสามแห่ง” ทนายเริ่มสาธยายรายละเอียดหนี้สินทั้งหมด

“เนื้อความในพินัยกรรม คุณชาติพงศ์ทำไว้หลายปีแล้ว ก่อนที่เทวาจิวเวลรี่จะประสบปัญหา ทั้งบ้านและธุรกิจคุณชาติพงศ์ให้คุณสุกาญดาและคุณอณิษฐาครอบครองคนละครึ่ง เงินสดในธนาคารก็เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันเงินสดนั้นไม่มีแล้ว มีแต่หนี้สิน” ทนายอ่านพินัยกรรมจบ สร้างความประหลาดใจให้กับหญิงสาวที่เป็นทายาทเพียงคนเดียวอย่างมาก

“เป็นไปได้ยังไงคะแม่ ผลการประกอบการของเรา นิดเป็นคนช่วยตรวจดูบัญชี งบการเงินของเราได้กำไรทุกปี มันเกิดอะไรขึ้นคะคุณอา” ดวงตาเรียวสีเทาเข้มร้องถามมารดา แล้วหันไปขอคำตอบจากทนายความ และเพื่อนของบิดา ทุกคนได้แต่ส่ายหน้า

“แม่เองก็ไม่คิด ว่าเงินสดในธนาคารมากมาย จะหมดไปเร็วแบบนี้ แล้วเทวาจิวเวลรี่ยังมีแต่หนี้สิน ประสบปัญหาขาดทุนอีก แม่...” สุกาญดาหยุดพูด จู่ๆ เธอก็ส่งเสียงสะอื้นร้องไห้โฮ เพื่อนและทนายของชาติพงศ์ไม่มีแววตาสงสารหรือเห็นใจ ถ้าอณิษฐามองไม่ผิด มันเป็นแววตาที่แสดงการตำหนิชัดเจน

“ไม่เป็นไรนะคะแม่ นิดจะดูแล จะหาเงินเลี้ยงแม่เอง” คนเป็นลูกโผเข้ากอดร่างอวบของมารดา เอ่ยปลอบด้วยน้ำตาคลอเต็มเบ้า สุกาญดาผละออกเงยหน้าฉ่ำน้ำตามองบุตรสาว

“นิด แม่ขอโทษ” คำสั้นๆ หลุดออกจากปาก แล้วหญิงร่างอวบในวัย 53 ปีก็ร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง

“ไม่ค่ะแม่ ไม่ต้องขอโทษ แม่จะขอโทษนิดทำไมคะ” คนเป็นลูกปฏิเสธและเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

ดวงตาเรียวสีเทาเข้มกะพริบตา สิ่งที่เห็นตัวอักษรบนกระดาษที่มารดาเขียนทิ้งไว้เมื่อสี่เดือนก่อน  สุกาญดาจากไปหลังจากเทวาจิวเวลรี่ส่งสินค้าให้กับนีโอ อันโตเลสเรียบร้อยแล้ว

“แม่ขอโทษนิดทำไม” เธอเฝ้าถามตัวเองเช่นนี้หลายครั้ง เพราะไม่เคยได้คำตอบจากมารดา มือเรียวยกขึ้นเช็ดน้ำตา เก็บจดหมายของแม่เอาไว้ที่เดิม

เจ้าของร่างเพรียวสวยเดินกลับห้องนอนตนเอง เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เพื่อหางานทำ หลังจากขายกิจการทั้งหมด คงต้องสมัครงานเป็นลูกจ้างคนอื่น ถึงแม้รายได้จะไม่มาก ไม่สุขสบายเหมือนในอดีต แต่ก็ดีกว่าต้องอดตาย

ณัฐนรีรีบขับรถมาที่ร้านทอง และตรงขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็นห้องทำงานของมารดา สาวร่างเล็กเปิดประตูเข้าไปเตรียมจะโวยวายกับ วรางค์ผู้เป็นแม่

“อ้าว แม่มีแขกนี่คะ” ริมฝีปากเล็กบางร้องออกมา

“ก็นี่แหละที่แม่เรียกลูกมา...มานั่งตรงนี้เร็ว” วรางค์กวักมือเรียก ให้ลูกสาวมานั่งที่เก้าอี้บุหนังข้างกัน

“คุณนีโอ อันโตเลส คนที่แม่เล่าให้ฟังว่าไปร่วมทุนเปิดจิวเวลรี่กับเขาไงลูก” คนเป็นแม่แนะนำพร้อมกับยิ้มกว้างให้แขกคนสำคัญ

“สวัสดีค่ะ มิสเตอร์อันโตเลส” ณัฐนรีทักทายภาษาอังกฤษเร็วปรื๋อ เธอนึกทบทวนชื่อหุ้นส่วนของมารดาอยู่ในใจ รู้สึกคุ้นแต่ก็นึกไม่ออก

“ณัฐนรี ลูกสาวของฉันค่ะ” วรางค์แนะนำลูกสาวกับนักธุรกิจหนุ่ม เป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณณัฐนรี” นีโอทักทายกลับเป็นภาษาไทย

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ ไม่คิดว่าคุณพูดภาษาไทยได้ อ้อ...เรียกฉันว่าเอิร์ธดีกว่านะคะ” ริมฝีปากเล็กบางส่งยิ้มพร้อมกับจับมือกับหนุ่มอิตาลีตามมารยาท

“แม่ของผมเป็นคนไทยครับ งั้นคุณเอิร์ธก็เรียกชื่อต้นของผมเถอะ” ใบหน้าเพรียวแกร่งส่งยิ้มให้อย่างมีไมตรี

วรางค์ยิ้มพอใจกับความเป็นมิตรของสองหนุ่มสาว หญิงวัยกลางคนวาดแผนการในอนาคตไว้ในใจว่า จะจับคู่บุตรสาวของตนกับนักธุรกิจหนุ่มชาวอิตาลีคนนี้ให้ได้ แล้วเธอก็ทำสำเร็จด้วยการนัดหมายให้นีโอพาณัฐนรีไปที่เพนต์เฮ้าส์ของเขาในสัปดาห์หน้า

ความคิดเห็น