หอหมื่นอักษร

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 38 ทายสิว่าข้าเป็นใคร

ชื่อตอน : ตอนที่ 38 ทายสิว่าข้าเป็นใคร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ค. 2561 15:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 38 ทายสิว่าข้าเป็นใคร
แบบอักษร

กล่าวถึงเรื่องที่หลัวซื่อจิ้งนำเงินสามแสนตำลึงอุดรูรั่วให้หลัวซื่อเฮิง หลังจากเรื่องราวเรียบร้อยแล้ว อาศัยความช่ำชองของผู้ว่าเมืองหลวงทำให้สติของเขากลับคืนมาได้ เขารู้จักน้องชายเขาดี ทำไมจึงใจกล้าทำเรื่องเช่นนี้ หากไม่รู้จักดีก็คงไม่วางตัวเขาไว้ที่แผนกคลังแต่แรกแล้ว เมื่อคิดดังนี้ได้ จึงรีบเรียกหลัวซื่อเฮิงมาสอบถามความเป็นมาโดยละเอียด

 หลัวซื่อเฮิงเองก็มีเรื่องจะบอกหลัวซื่อจิ้งพอดี เขาไม่ใช่คนโง่ หลังจากเอาเงินคืนกลับไปแล้ว ก็เริ่มทบทวนเรื่องราวตั้งแต่ต้น เรื่องทั้งหมดดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่คนผู้นั้นปรากฏตัว โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคนนั้น คนที่อยู่ข้างๆ ที่คอยยุยงส่งเสริมให้เขายักยอกเงินแผนกคลังหายไปอย่างลึกลับแล้ว หลัวซื่อเฮิงก็ยิ่งประหลาดใจ จึงรีบมาบอกหลัวซื่อจิ้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งหลัวซื่อจิ้งและหลัวซื่อเฮิงต่างรู้แล้วว่านี่เป็นกลลวง เป้าหมายไม่ใช่หลัวซื่อเฮิง แต่เป็นหลัวซื่อจิ้งผู้ว่าเมืองหลวง หลัวซื่อเฮิงเป็นแค่เหยื่อล่อให้เขาติดกับ ถ้าเช่นนั้นคนที่ส่งเงินสามแสนตำลึงมาก็เป็นคนวางแผน แต่ในตัวเขามีผลประโยชน์อะไรให้เขาได้ เพราะอีกไม่กี่ปีเขาก็จะเกษียณแล้ว

หลัวซื่อจิ้งงุนงง ยิ่งพอเขาสืบผ่านหลายต่อหลายทอดจนรู้ว่าคนข้างตัวหลัวซื่อเฮิงดูเหมือนรู้จักกับหลี่เข่ออันเสนาธิการองค์ชายห้าแล้ว นอกจากงุนงงแล้วก็ยังเหงื่อตกด้วย การแย่งชิงราชสมบัติแม้ยังไม่ชัดเจน แต่คลื่นใต้น้ำ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่า ถ้าสำหรับองค์ชายแล้ว ตัวเขามีผลประโยชน์อันใด

ตำแหน่งผู้ว่าเมืองหลวง ทหารรักษาเมืองหลวงสองหมื่นคนอย่างไรเล่า!

ทุกขลาภแท้ๆ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว จึงรีบไปทูลฮ่องเต้ทันที ให้ผู้ว่าเมืองหลวงคงทหารรักษาเมืองหลวงเพียงหนึ่งพันคน ทหารเมืองหลวงที่เหลือทั้งหมดให้รวมกับทหารรักษาพระองค์จินอู๋เว่ย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของทหารรักษาเมืองหลวงกับจินอู๋เว่ย เป็นผลดีต่อการป้องกันรักษาพระราชวังและเมืองหลวงมากกว่า

อีกไม่นานฉางไท่ฮ่องเต้ก็ทรงเห็นชอบ ต่อจากนั้น จวนผู้ว่าเมืองหลวงมีทหารจวนผู้ว่าเพียงหนึ่งพันคน เพื่อทำหน้าที่ป้องกันรักษา ทหารรักษาเมืองหลวงรวมกับจินอู๋เว่ย เป็นจินอู๋เว่ยขวา เดิมจินอู๋เว่ยใช้ชื่อจินอู๋เว่ยซ้าย ยังคงรักษาระบบทหารของราชวงศ์ต้าหย่งที่มีจำนวนเก้าเว่ย จินอู๋เว่ยซ้ายขวามีทหารรวมเจ็ดหมื่นกว่าคน  รักษาพระราชวังกับพื้นที่บริเวณเมืองหลวง

ฉางไท่ฮ่องเต้ออกพระราชโองการแล้ว หลัวซื่อจิ้งโล่งอก ไม่ว่าองค์ชายห้าต้องการอะไร ตระกูลหลัวก็ปลอดภัยแล้ว จนถึงเวลานี้ เขาเชื่อแน่ว่าคนส่งเงินห้าแสนตำลึงมานั้นเป็นองค์ชายห้า ก็ต้องเชื่อแน่ด้วยว่าคนที่วางแผนลวงนั้นก็เป็นองค์ชายห้า บอกไม่ถูกว่าโกรธแค้นหรือเกลียดชัง ว่าไปแล้วก็เพราะความโลภของน้องชายด้วย ไม่เช่นนั้นจะติดกับที่ล่อไว้ได้อย่างไร

จากนั้นก็ยิ่งควบคุมดูแลหลัวซื่อเฮิงอย่างเข้มงวด ทั้งยังรอดูเงียบๆ ว่าองค์ชายห้าต้องการอะไร เมื่อเรื่องกลับกลายมาเป็นเช่นนี้  ซั่งกวนฉางจื้อองค์ชายห้าก็นึกไม่ถึง เขานึกไม่ถึงว่าหลัวซื่อจิ้งจะส่งมอบทหารรักษาเมืองหลวงสองหมื่นคน สิ่งที่ลงแรงทำไว้ก่อนทั้งหมดก็สูญเปล่า อีกทั้งหลี่เข่ออันก็สืบรู้ไม่ได้ว่าใครให้เงินผู้ว่าเมืองหลวงสามแสนตำลึง เรื่องต่างๆ ล้วนไม่สมหวัง ทำให้ระยะนี้หน้าตาเขาบึ้งตึงทั้งวัน

เรื่องราวไปไกลเกินกว่าที่เสิ่นหนิงกับตระกูลเสิ่นคาดคิด พวกเขาไม่รู้เรื่องหลัวซื่อเฮิง การใช้เงินสามแสนตำลึงเพื่อซื้อใจหลัวซื่อจิ้ง กลับทำให้หลัวซื่อจิ้งคิดว่าเป็นคนวางแผน จะได้หรือเสียยังไม่อาจรู้ได้ จนกระทั่งอีกหลายปีหรูหลิวชู่ล่วงรู้เรื่องหลัวซื่อเฮิง พวกเสิ่นอวี๋หงต่างร้องว่าทำผิดไปแล้ว นับว่านี่เป็นผลงานที่เสียหายมากที่สุดที่แสดงถึงความไม่พร้อมของหรูหลิวชู่ ใช้เป็นกรณีศึกษาให้ขุนนางหรูหลิวชู่ ซึ่งเป็นเรื่องต่อไปภายหลัง

หมดสิ้นเรื่องจวนผู้ว่าเมืองหลวง พวกเสิ่นอวี๋หงไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกสบายใจ กลับยิ่งหนักใจมากขึ้น การรั่วไหลของข่าวนี้ทำให้เขาตื่นตกใจแต่ในเวลาเดียวกันก็ยินดีอยู่บ้าง ยินดีที่มีแรงหนุนในบ้านตระกูลเสิ่น ตามที่เสิ่นหวาซั่นคาดคะเน คนผู้นั้นน่าจะอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่น แต่จะเป็นผู้มด หลายวันผ่านมา เขากับเสิ่นอวี๋อี้สองคนพยายามสืบหาคนในตระกูลเสิ่น    แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร

ทั้งบ้านตระกูลเสิ่นเงียบเชียบ ทุกคนมีงานที่ตัวเองต้องทำ เสิ่นหวาซั่นไม่ค่อยได้อยู่บ้านเนื่องจากงานจัดการน้ำที่กระทรวงโยธา เงินค่าจัดการน้ำการะทรวงการคลังได้จัดจ่ายให้แล้ว แต่การใช้เงินจำนวนนี้หากจะจ่ายให้ตรงกับที่ต้องดำเนินการจริง ก็ต้องอาศัยขุนนางกระทรวงโยธาตรวจสอบสถานการณ์ในสถานที่จริงได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นขุนนางกระทรวงโยธาส่วนใหญ่จึงได้ออกหน้างานกันหมด รองเสนาบดีหวงเก๋อเจิงกับผู้ช่วยสำนักขนส่งทางน้ำหานตงไปเหอเน่ยเต้าด้วยกัน อธิบดีกรมชลประทานเหอควนกับอธิบดีกรมน้ำป่าเขาเถาเถียนไปเจียงหนานเต้า คงเหลือเสิ่นหวาซั่นกับอธิบดีหวงอี้เฝ้าเมืองหลวงเพื่อจัดการเรื่องอื่นๆ  จึงมีงานที่ต้องทำมากมาย

เสิ่นเจ๋อจิ้งยิ่งไม่ต้องพูด จัดสรรหน้าที่ให้เจ้าพนักงานธุรการกับเจ้าพนักงานอาลักษณ์หลายสิบคน จัดส่งพวกเขาไปเจ็ดเต้ารวบรวมการปฏิบัติหน้าที่ของขุนนางต่างๆ เนื่องจากการไปครั้งนี้ต้องใช้เวลาหลายเดือน จึงกำชับทุกคนให้พวกเขารายงานแต่เรื่องจริง ความจริงเรื่องที่พวกเจ้าพนักงานธุรการเหล่านี้ต้องทำนั้นง่ายนิดเดียว แค่ไปรวบรวมบันทึกการปฏิบัติงานของขุนนางแต่ละเต้าแต่ละโจวแต่ละเสี้ยนขนกลับเมืองหลวง ก็ไม่มีอะไรอื่นที่จะต้องทำอีก ที่เหลืออยู่ก็เป็นงานของพวกเสิ่นเจ๋อจิ้งที่จะประเมิน ตรวจสอบ สถานะขุนนาง โดยอาศัยมาตรฐาน “สี่ดี”  กับ  “ยี่สิบเจ็ดที่สุด” ที่ว่า“หสี่ดี”คือ มีคุณธรรม โปร่งใส ยุติธรรม ขยันขันแข็ง “ยี่สิบเจ็ดที่สุด”เช่น ที่สุดของการตัดสินคดีความ ที่สุดของการตรวจสอบควบคุม ที่สุดของการปกครอง เป็นต้น บันทึกความผิดความชอบของขุนนาง จัดทำประเมินผล จัดเป็นเก้าระดับชั้น ส่งให้สำนักมุขมนตรีฝ่ายตรวจสอบลงทะเบียน เมื่อฮ่องเต้อนุมัติการจัดระดับชั้นแล้ว กระทรวงขุนนางก็จะออก“ใบประกาศการสอบ” เพื่อเป็นหลักฐาน การสอบเลื่อนขั้นก็ถือว่าสิ้นสุด ใช้เวลาร่วมปี นี่คือขั้นตอนการสอบเลื่อนขั้นของต้าหย่ง    พูดแล้วง่าย แต่ขั้นตอนภายในลึกลับซับซ้อน จำเป็นที่พวกเสิ่นเจ๋อจิ้งต้องตั้งอกตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ระหว่างนั้น ผู้ตรวจการราชสำนักกงหยูซีได้นำผู้ตรวจสอบของสำนักตรวจการราชสำนักหลายคนมากรมการสอบเพื่อรับรู้ความคืบหน้า ผู้ตรวจสอบมาเพื่อร่วมกับกระทรวงขุนนางเรื่องการสอบเลื่อนขั้น   แต่ไม่ได้อยู่ร่วมกับพวกเสิ่นเจ๋อจิ้งทำงานตลอดเวลา รอจนกระทั่งผลการตรวจสอบครั้งสุดท้ายออกมา จึงจะตรวจสอบความถูกต้อง นอกจากมีการทำผิดต่อความเป็นจริงอย่างชัดเจนและรุนแรง เช่นแม้แต่จำนวนประชากรหรือพื้นที่ไร่นาที่รกร้างในเขตตัวเองยังผิดพลาด แต่ก็ยังได้รับการเลื่อนระดับ สำนักผู้ตรวจการราชสำนักจึงจะสอบถาม หากไม่แล้วสำนักผู้ตรวจการราชสำนักก็จะไม่ก้าวก่าย พูดไปแล้ว ยังถือว่าเป็นเรื่องของกระทรวงขุนนางกับกรมการสอบเอง

เสนาบดีฝ่ายซ้ายเซียวโฮ่วเหริน เสนาบดีกระทรวงขุนนางสวีโหย่วหยวนกับรองเสนาบดีกระทรวงขุนนางฉู่เยี่ยนก็มากรมการสอบหลายครั้ง ทั้งให้กำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อเสิ่นเจ๋อจิ้ง ได้ตั้งความหวังไว้ไม่น้อย ความหมายคือไม่ว่าอย่างไรก็ตามอย่าได้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ไม่ต้องมีความชอบแค่ขออย่ามีผิด การไม่ทำผิดพลาดก็ถือว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดของการสอบเลื่อนขั้นแล้ว

พวกเสิ่นเจ๋อจิ้งก็ต้องว่าจะพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง อีกทั้งรายงานกับคนเหล่านี้ว่าได้อยู่ในขั้นตอนส่งเจ้าพนักงานอาลักษณ์ออกไปแล้ว รวมทั้งได้เตรียมการในลำดับต่อไป

เสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อหย่วนไม่มีเวลาเหลือมาดูแลงานหรูหลิวชู่ ดังนั้นงานหรูหลิวชู่ทั้งหมดก็มอบหมายให้เสิ่นอวี๋หงเสิ่นอวี๋อี้สองพี่น้อง พวกเขาสองคนด้านหนึ่งก็อยากยกระดับความสามารถหรูหลิวชู่   อีกด้านหนึ่งก็กำลังเล่น”ทายสิว่าข้าเป็นใคร” หลังจากคิดคะเนหลายวันไม่สำเร็จ เรื่องนี้ก็กลายเป็นการละเล่นของสองพี่น้อง

“หรือว่าเป็นพี่ชายใหญ่ แต่เขาดูเงอะงะทั้งวัน ดูแล้วไม่น่าเป็นคนละเอียดรอบคอบ...” เสิ่นอวี๋อี้นั่งเท้าคางคิด แล้วก็ขีดฆ่าชื่อนี้ทิ้ง ไม่ใช่เขาแน่ นึกถึงเสิ่นอวี๋เล่อแล้วก็ถอนใจ

“อี้เอ๋อกับผิงเอ๋อไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาสูงสุดแล้ว ยุ่งมากทุกวัน ไม่มีเวลามาสร้างอิทธิพลให้ตัวเอง...ไม่ใช่พวกเขา...” เสิ่นอวี๋หงก็ขีดฆ่าชื่อสองคนนี้ทิ้ง ทายไม่ถูกเลย

“โส่วเอ๋อร์อยู่ข้างอารอง คิดไปคิดมา ยังรู้สึกว่าอารองกับเหยียนซางน่าสงสัยที่สุด...” พวกเขาอยู่ข้างนอก ทำเรื่องกิจการค้าขาย รู้เล่ห์กลมากที่สุด เสิ่นอวี๋หงคิด ควรบอกเสิ่นหวาซั่นหรือไม่ว่า ให้อารองรู้เรื่องหรูหลิวชู่ด้วย

ขณะที่พี่น้องตระกูลเสิ่นกำลังเล่น “ทายสิว่าข้าเป็นใคร”  ซั่งกวนฉางจื้อองค์ชายห้ากับเสนาธิการเช่นสวี่ซันซือกำลังทำเรื่องที่คล้ายกัน

เรื่องเทศกาลบุปผาราชสำนัก เรื่องจวนผู้ว่าเมืองหลวง ทำให้ซั่งกวนฉางจื้อเกิดความระแวง สิ่งที่เขาคิดยังทำไม่สำเร็จ ส่วนที่เตรียมไว้ก็ยังถูกคนอื่นชิงตัดหน้า เขารู้สึกคล้ายมีขั้วอำนาจบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมกำลังโลดแล่นในเมืองหลวง อาศัยสัญชาตญาณ เขาเชื่อว่าขั้วอำนาจนี้เป็นศัตรูไม่ใช่มิตร เป็นไปได้ว่าพุ่งเป้ามาที่เขา ไม่เช่นนั้นจะเหมาะเจาะพอดีได้อย่างไร เกิดติดต่อกันทั้งเทศกาลบุปผาราชสำนักกับจวนผู้ว่าเมืองหลวง วังองค์ชายห้าโดนสอดแนมแล้วหรือ แต่เรื่องทั้งหมดเขาทำอย่างมิดชิด มีไม่กี่คนที่รู้ หรือว่าในวังองค์ชายห้ามีไส้ศึก

เขากวาดสายตาผ่านพวกหลี่เข่ออัน สวี่ซันซืออย่างไร้ร่องรอย ทั้งหมดนี้เป็นคนที่เขาไว้ใจ เป็นคนติดตามตั้งแต่เขายังอยู่ในพระราชวัง หลายปีมานี้ได้เสี่ยงภัยทำไปมากมายหลายเรื่อง จะว่าเป็นไส้ศึกไม่น่าใช่ หรือมาจากพี่รองพี่สาม แต่นักสืบที่เขาวางตัวไว้ทั้งสองแห่งก็รายงานว่าปกติ องค์ชายสามไปอันเป่ย ส่วนองค์ชายรองกำลังรักดูดดื่มกับชายารองอยู่

 นึกถึงว่าซั่งกวนเฉิงโย่วรับลูกสาวอนุภรรยารองเสนาบดีกระทรวงพิธีการเจียงเสี่ยนเป็นชายารอง ยังอุตส่าห์หลงใหลเจียงซื่อเสียมากมาย พี่ชายสองคนนี้โง่เง่ายิ่งนัก ทิ้งขว้างหลานสาวภรรยาเอกของเสนาบดีกระทรวงกลาโหมไม่สนใจ ไปหลงลูกสาวอนุภรรยารองเสนาบดีกระทรวงพิธีการ ไม่คว้าอิทธิพลเสนาบดีกระทรวงกลาโหมไว้ให้แน่น กลับไปใกล้ชิดรองเสนาบดีกระทรวงพิธีการ จะเอาอะไรไปเทียบได้ เขาปัญญาอ่อนหรือเปล่านะ นึกถึงจุดนี้ เขาก็รู้สึกว่าพี่ชายสองที่โง่เง่าคนนี้ไม่สามารถพอที่จะสร้างอิทธิพลชนิดนี้ได้ ถ้าเช่นนั้นเป็นใครกัน

หรือจะเป็นรัชทายาท นึกถึงภาพหน้าซีดเผือดของรัชทายาท  ซั่งกวนฉางจื้อก็ลบคนผู้นี้ออกทันที เขาสร้างอิทธิพลก็ไม่มีประโยชน์ แค่เขาแข็งแรงเท่านั้น ทุกอย่างก็เป็นของเขาแล้ว

องค์ชายที่เหลือก็ยังเด็ก ยังไม่ได้ออกไปตั้งวังใหม่เลยด้วยซ้ำ ทุกวันยังขลุกอยู่กับมารดาของตน แม้แต่ประตูวังยังไม่ค่อยได้ออกไป จะมีฝีมือที่ไหนมาวางแผนสร้างอิทธิพลเช่นนี้   

ขุนนางเมืองหลวงมีมากเกินไป สามฝ่ายหกกระทรวงเก้าวัดห้าสำนัก ขุนนางทุกคนมีโอกาสเป็นไปได้ แต่ก็ชี้ชัดขุนนางคนไหนไม่ได้  ซั่งกวนฉางจื้อกับเหล่าเสนาธิการต่างเศร้าใจ พวกเขารู้ทั้งรู้ว่ามีขั้วอำนาจเช่นนี้ ทั้งรู้ด้วยว่าขั้วอำนาจนี้มิได้มาดี แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเบื้องหลังขั้วอำนาจนี้คือใคร

“รอดูไปเถอะ ขอเพียงเป็นพวกสุนัขจิ้งจอก จะต้องโผล่หางออกมาให้เห็นแน่  พอมีเรื่องมากขึ้น ก็จะมีร่องรอยให้ค้นหาได้” สุดท้ายแล้ว ซั่งกวนฉางจื้อพูดได้เพียงเท่านี้ คิดต่อไปก็ยังคิดไม่ออก ทำได้เพียงรอเวลาเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น