greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 14 : ปล่อย

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 : ปล่อย

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดีไม่ได้มีแค่คุณธรรม เฮียเหวิน น้องหลิว ภรรยาที่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 40.5k

ความคิดเห็น : 131

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2561 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 : ปล่อย
แบบอักษร

ตอนที่ 14 : ปล่อย



เสี่ยวหลิวเลือกที่จะแสดงความเย็นชาต่อคำพูดนั้น ยังไงเขาก็ต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ แม้จะเริ่มรู้สึกปวดศีรษะ แต่ก็กลั้นใจรีดเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีบิดข้อมือ 

หวังหย่งเหวินรีบปล่อยทันทีเพราะกลัวว่าจะเจ็บแผล โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มวิ่งออกจากห้องน้ำไปยังประตูไม้สักด้วยความรวดเร็ว

อีกก้าวเดียวเท่านั้น !  เขาเกือบจะถึงแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ทันคนที่วิ่งตามมารั้งเอวเอาไว้ 

เสี่ยวหลิวอยากร้องไห้ปล่อยโฮออกมา หวังหย่งเหวินเป็นอะไรนักหนา !  ก็บอกว่าหย่าแล้วไง หย่าก็คือหย่า !  ก็แค่ปล่อยเขากลับไปเท่านั้น ลาจากกันตรงนี้เลยไม่ได้เหรอ

“อย่าดื้อได้ไหม !  ไปนั่งที่โซฟา ฉันจะทำแผลให้ ” พูดไปก็หลบกำปั้นที่พยายามพุ่งเข้าโจมตีใบหน้าไม่ยั้ง มีบ้างที่โดนลูกหลงให้เจ็บแสบ ๆ คัน ๆ 

“ผมหย่ากับคุณแล้ว ปล่อยผม ! ” 

สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้ร่างสูงชะงัก ทั้งคำว่า ‘ผม’ คำว่า ‘หย่า’ และคำว่า ‘คุณ’ ต่างก็พุ่งเข้ามาเสียดแทงในอกติดต่อกัน หวังหย่งเหวินกัดฟัน พยายามไม่สนใจความรู้สึกที่แทรกขึ้นมา วงแขนแกร่งช้อนตัวภรรยาลอยขึ้นจากพื้น 

เสี่ยวหลิวดิ้นโดยไม่กลัวตกลงไป ใจรู้สึกโมโหที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ เขาตัวเล็กกว่า พลังก็น้อยกว่า บ้าชะมัด ก้นก็เจ็บแบบนี้ หนีไปไหนไม่รอด  ทำได้เพียงแค่ส่งสายตาน่ากลัวเท่านั้น

เดินอุ้มมายังโซฟาตัวใหญ่ เพราะกลัวว่าจะหนีอีกจึงใช้แขนข้างหนึ่งกอดรัดภรรยาที่นั่งอยู่บนตักไว้แน่น อีกข้างถอดเสื้ออุ้มน้ำแสนเกะกะออก เอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชู่มาซับที่ข้อศอกเบา ๆ  แต่เสี่ยวหลิวกระชากมันจนขาด ขย้ำแล้วปาไปยังอีกฟากของห้อง ไม่พอยังใจสู้เหยียบเท้าเขาให้ปล่อย ดิ้นไปมาจนหวังหย่งเหวินทนไม่ไหว หลุดตะคอกเสียงดังจนได้

“อยู่นิ่ง ๆ สิวะ ! ” เจ็บตัวอยู่แท้ ๆ ยังทำให้เรื่องยุ่งยากเข้าไปอีก  คราวนี้ดึงมาอีกหลายแผ่น ซับเอาไว้เลือดจะได้หยุดเสียที แล้วนี่เขาต้องทำยังไงต่อ เมียก็ต้องกอดเอาไว้ กล่องปฐมพยาบาลก็ต้องหา ทำไมช่วงเวลาสำคัญถึงได้อยู่ไกลจากมือนักนะ   

“ไม่ต้องมายุ่ง ! ” ทีตอนทำไม่เห็นจะมาสนใจ แล้วตอนนี้จะมาทำเป็นห่วงเป็นใย มันไม่ทันแล้วหวังหย่งเหวิน มันไม่ทันแล้ว

เสี่ยวหลิวเจ็บจนเลิกเจ็บไปแล้ว ไม่ต้องมาดูแลหรอก ไม่ต้องมาสนใจกันแบบนี้

พูดไปเถอะ โวยวายไปก็เท่านั้น หวังหย่งเหวินตั้งหน้าตั้งตากดทิชชู่สลับทั้งสองข้างไปมาอย่างทุลักทุเล แถมคนบนตักก็พยศเสียยิ่งกว่าอะไร แผลที่สะเก็ดหลุดไม่ได้ใหญ่มากนัก รอบแผลมีรอยช้ำเหลืองและเขียวอ่อนตัดกับผิวขาว

ไปโดนอะไรมา 

ดูจากสีแล้วคงไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ หลายวันที่ผ่านมามีช่วงไหนบ้างที่เสี่ยวหลิวแสดงอาการ คำตอบคือไม่มี ทุกอย่างเป็นปกติ ชายหนุ่มพยายามสืบหาสาเหตุ คิดย้อนไปเมื่อวานจนถึงเมื่อสองวันก่อน

ตอนนั้นเองที่เขานึกขึ้นมาได้ ภาพเหตุการณ์ที่เขาผลักภรรยาตกลงจากเตียง ร่างเปลือยหงายหลังกระแทกกับพื้นอย่างแรง เสี่ยวหลิวใช้ข้อศอกยันรับน้ำหนักทั้งตัวเอาไว้  

แม่งเอ๊ย…

เขานี่เองที่เป็นต้นเหตุ

แผลนี่เกิดจากเขาจริง ๆ ใช่ไหม

พอรู้อย่างนี้แล้วก็เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา ความรู้สึกผิดผุดขึ้นมาจากไหนไม่รู้ ง้างปากหนักของหวังหย่งเหวินให้ต้องเอ่ยถาม 

“นายบาดเจ็บเพราะฉันเหรอ คืนนั้นที่ฉันผลักนาย”

เสี่ยวหลิวที่ถูกท่อนขายาวเกี่ยวขาเอาไว้ไม่อยากจะเชื่อกับคำถาม “เพิ่งจะรู้ ? ” 

ริมฝีปากหยักหนาเม้มเข้าหากัน “ทำไมถึงไม่บอกว่ามีแผล” เขามองแค่สายตาตอนนั้นก็เห็นว่าไม่เป็นอะไร ตื่นเช้ามาออกไปทำงานกลับมาถึงห้องเสี่ยวหลิวไม่บอกอะไรเขาเลย อันที่จริงต้องเรียกว่าไม่พูดด้วยสักคำมากกว่า

“แล้วทำไมต้องบอก กับคนอย่างคุณ บอกไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา” ยังคงแทนสรรพนามที่ดูห่างเหินทั้งที่ยังไม่ได้หย่ากันจริง ๆ  บอกแล้วจะรีบประคองเขาขึ้นมาไหม จะรีบหาอุปกรณ์มาทำแผลให้รึเปล่า 

มันไม่มีความห่วงใยตั้งแต่ที่ร่างสูงตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว 

หวังหย่งเหวินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนเลือดเย็นทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เพราะผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเองทำให้ศักดิ์ศรีที่มีลดลง

“ขอโทษ” 

“วางไว้ตรงนั้นแหละ” กองเอาไว้ตรงนั้น เขาไม่ต้องการ

เหมือนโดนสาดด้วยน้ำเย็น ๆ  หวังหย่งเหวินรู้สึกหน้าชา

“เสี่ยวหลิว ฉันผลักนายแรงไปก็จริง แต่นายเป็นคนเริ่มก่อนนะ แล้วถ้านายบอกฉันสักหน่อย ฉันก็จะรีบดูแผลให้” มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแผลเลย

“อ๋อ งั้นเหรอ ผมผิดเองแหละ เพราะฉะนั้นลงโทษผมด้วยการส่งกลับไทยเถอะนะ เรื่องหย่าคุณไม่ต้องทำอะไรเลย ผมจะจัดการทุกอย่าง คุณอยู่ที่นี่รอสถานฑูตฯ ติดต่อมาก็พอ” เขาจะซื้อปากการาคาแพงส่งมาให้ด้วย ในตอนที่หวังหย่งเหวินต้องใช้มันเซ็นลงไปบนหน้ากระดาษ น้ำหมึกสีดำจะต้องติดทนคมชัด จะไม่มีการปฎิเสธใด ๆ ทั้งสิ้น

“ก็บอกว่าไม่หย่าไง” เลิกพูดเรื่องนี้สักทีได้ไหม มันทำให้เขาเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง

“แต่ผมจะหย่า”

“เสี่ยวหลิว”

“อย่ามาเรียกชื่อผม”

“เสี่ยวหลิว”

“ปล่อย”

หวังหย่งเหวินเถียงยังไงก็ไม่ชนะ ได้แต่ถอนหายใจ เลือกที่จะปล่อยให้ความเงียบดับอารมณ์พวกเขาทั้งสอง

เสี่ยวหลิวเริ่มมีเวลาคิดหาทางออก เด็กหนุ่มรีบใช้สมอง ตอนนี้เขาลำพังคงไม่มีทางหนีพ้น มีแต่ต้องใช้โทรศัพท์เรียกให้เทียนฉีขึ้นมาช่วย ต้องขอบคุณที่ม๊าให้ผู้ติดตามคอยดูแลเขา 

ดวงตาเรียวหวานจดจ้องมองมือถือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะไม่ไกล ขอแค่มีโอกาสหยิบเพียงครั้งเดียว แค่หยิบขึ้นมาโทรออกเท่านั้น 

พอเห็นว่าเลือดเริ่มหยุดไหลหวังหย่งเหวินจึงเอาทิชชู่ออก ใบหน้าซึ่งมีรอยแผลที่มุมปากเคร่งเครียด แล้วจะทำยังไงต่อ ถ้าเขาลุกไปหยิบกล่องปฐมพยาบาล เสี่ยวหลิวก็จะใช้จังหวะนี้หนีไปอีก แต่ถ้าจะให้กอดไว้อย่างนี้ก็ทำแผลไม่ได้ เสื้อผ้าของพวกเขาเองเปียกชื้นทั้งคู่ยังไงก็ต้องรีบเปลี่ยน มองย้อนกลับไปยังห้องนอนก็เห็นว่ามีรอยน้ำหยดเป็นทาง 

“สัญญาได้ไหมว่าจะไม่หนี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ยอมถอยให้หนึ่งก้าว “ฉันจะพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทำแผลในห้องนอน ตัวนายเย็นแบบนี้ต้องรีบทำให้อุ่น” ยิ่งเสี่ยวหลิวไม่มีเสื้อใส่ แถมเครื่องปรับอากาศบนหัวยังกระหน่ำเป่าลมหนาวใส่ร่างกายพวกเขาไม่ยั้ง ปล่อยไว้คงได้จับไข้พอดี ร่างสูงได้รับการพยักหน้าเป็นคำตอบ หวังหย่งเหวินเตรียมอุ้มคนบนตักอีกครั้ง 

“ไม่ต้อง เดินเอง”

“ถ้าปล่อยแล้วห้ามวิ่งหนีนะ”

ไม่หนี เพราะหนียังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

เสี่ยวหลิวตอบรับด้วยภาษากาย วงแขนที่รัดตัวไว้จึงคลายออก แต่เขารู้ว่าสามีต้องจ้องไม่กระพริบอยู่แน่ 

เขาทำเป็นค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ  ทว่าพอได้จังหวะก็รีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาไว้กับตัว วิ่งไปที่ห้องนอน จากนั้นก็ลงกลอนประตูทันที

“เสี่ยวหลิว ! ” เพราะคิดว่าจะยอมเดินไปดี ๆ  ใครจะรู้ว่าภรรยาจะทำแบบนี้ วิ่งตามไปจนเกือบลื่นน้ำที่อยู่บนพื้น ทรงตัวได้ก็ทุบประตูไม่ยั้งจนมันแทบพังถล่มลงมา “เปิดประตู ! ”  

นิ้วเรียวเปียกน้ำทำให้เสียเวลาในการปลดล็อคหน้าจอไม่น้อย เมื่อเข้าไปยังหน้ารายชื่อติดต่อได้ก็กดปุ่มโทรหาผู้ติดตามทันที พอฝั่งนั้นรับก็รีบตะโกนออกไป “เทียนฉี !  มาพาผมไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ผมจะกลับไทย ! ” 

เทียนฉีเพิ่งจะไปคุยกับทีมงานว่าประธานและเจ้าของงานมีธุระสำคัญทำให้กลับเข้ามาไม่ได้ พอรับสายเจ้านายตัวเล็กก็ต้องตกใจตาโต “คุณหลิวครับเกิดอะไรขึ้น !  ผมจะรีบขึ้นไปหา คุณหย่งเหวินทำอะไรคุณรึเปล่า”  

“ผมจะกลับไทย แต่เขาไม่ยอม เขาทำร้ายผม คุณขึ้นมาช่วยผมหน่อย เที-” พูดไม่ทันจบประโยคดีโทรศัพท์ในมือก็ถูกคว้าไปกดตัดสาย หวังหย่งเหวินที่ใช้กุญแจสำรองไขเข้ามาโยนอุปกรณ์สื่อสารทิ้งบนพื้น แสงสว่างของหน้าจอดับลงพร้อมกับใจของเสี่ยวหลิวที่หล่นวูบ

ร่างเล็กก้าวถอยหลังไปยังเตียงกว้าง ถอยไปเรื่อย ๆ จนมือคว้าเข้ากับโคมไฟ เสี่ยวหลิวยกขึ้นมา ฝากความหวังไว้กับมัน

“วางมันลงเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเข้มสั่ง หวังหย่งเหวินโคตรจะหัวเสียกับความดื้อด้านของภรรยา  เสี่ยวหลิวโทรเรียกให้เทียนฉีขึ้นมา ยังไงก็จะหนีไปจากเขาให้ได้ใช่ไหม ?  ถ้าอย่างนั้นเขาเองก็คงต้องเอาจริง 

ร่างสูงเอื้อมหยิบโทรศัพท์ของโรงแรม กดหมายเลขติดต่อพนักงานที่อยู่ข้างล่าง ยังไงถ้ากดเรียกลิฟต์จากชั้นล่างก็ต้องรอประมาณหนึ่งถึงสองนาทีกว่ามันจะลงจากชั้น 68 “จนกว่าผมจะอนุญาต บอกการ์ดที่อยู่ข้างล่างว่าห้ามให้ใครขึ้นมาเด็ดขาด ติดต่อซิ่นเฉิงให้คนเฝ้าบันไดหนีไฟไว้ ส่งลูกน้องมาเฝ้าที่หน้าห้องสวีทห้าคน ดับลิฟต์ส่วนตัวที่ขึ้นมาที่ชั้นนี้ พรุ่งนี้ค่อยเปิดระบบตอนผมลงไปทำงาน” ออกคำสั่งเรียบร้อยก็วางหูดังปึง 

เสี่ยวหลิวได้แต่ยืนถือโคมไฟค้างเอาไว้ เหมือนกับตัวเองเป็นแค่คนโง่ เขาควรจะปามันไปทางร่างสูงดีไหมนะ กับความช่วยเหลือเพียงหนึ่งเดียวของเขา ถ้าส่งคนมาเฝ้าหน้าห้องเยอะขนาดนั้น ถึงออกไปได้ยังไงก็ต้องโดนโยนกลับเข้ามาอยู่ดี

ร่างเล็กกัดปากอย่างเจ็บใจ  

หวังหย่งเหวินถึงกับทำขนาดนี้ ?  เพื่ออะไรกัน 

“คุณเป็นบ้าไปแล้วเหรอ โทรไปยกเลิกคำสั่งเดี๋ยวนี้นะ อ๊ะ อย่านะ !  อย่าเข้ามานะ ผมจะทุบคุณจริง ๆ ด้วย” พยายามยกโคมไฟขึ้นเหนือศีรษะเมื่อเห็นว่าหวังหย่งเหวินย่างเท้าเข้ามา  

ดวงตาคมคู่นั้นดุดัน มือหนาปลดหัวเข็มขัดหนังกุชชี่ราคาแพง รูดออกมาจากเอวสอบรวดเดียว เขาใช้มือสองข้างขึงมันไว้เป็นเส้นตรงเหมือนกับพวกฆาตรกรโรคจิตที่พร้อมปลิดชีวิตเหยื่อ เสี่ยวหลิวเริ่มหวาดกลัวถอยไปด้านหลังจนแถบจะสิงเข้าไปอยู่ในกำแพง 

“เสี่ยวหลิว นายบังคับให้ฉันต้องใช้วิธีนี้เอง” 



เพียงไม่นานรุ่งเช้าก็มาเยือนพร้อมกับการแจ้งเตือนข้อความและสายเรียกเข้าจำนวนมาก 

เกินครึ่งเป็นหวังไป๋ลี่ม๊าของเขา ที่เหลือเป็นของบรรดาเพื่อนสนิททั้งสามคน หวังหย่งเหวินถอนหายใจยังไม่มีอารมณ์จะโทรหรือตอบกลับใครทั้งนั้น ร่างสูงที่เพิ่งผูกเนคไทเสร็จมองร่างเล็กที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียง  สภาพห้องสูทสุดหรูเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมาดูไม่ได้เลยสักนิด ภรรยาของเขาตัวเล็กแค่นั้นแต่แรงเยอะเป็นบ้า เขาจำเป็นต้องมัดแขนที่พยายามปาข้าวของใส่ด้วยเข็มขัด รีบถอดกางเกงและชั้นในเปียก ๆ นั่นออก  แล้วก็ต้องตกใจรอบสองกับแผลที่บั้นท้ายขาว 

‘ห้ามมอง ! ’

‘ไม่มองแล้วจะทำแผลได้ยังไง’

‘ก็ไม่ทำไง !  อย่ามาแก้ผ้าคนอื่นตามใจชอบนะ’

ไล่จับจนเหนื่อย แขนถูกมัดแน่น ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด เสี่ยวหลิวด่าทอเขาตั้งแต่สำลีแตะลงบนแผลครั้งแรก จนเปลี่ยนสวมชุดนอนให้แล้วก็ยังพึมพำว่าเขาทั้งที่ตาแทบปิดอยู่รอมร่อ ความเหนื่อยผสมกับร่างกายที่เริ่มอุ่นขึ้นทำให้เจ้าตัวทนความอ่อนเพลียไม่ไหว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สิ้นฤทธิ์

หลังหันมาจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตัวเองหวังหย่งเหวินก็เดินไปเช็คลูกน้องที่ยืนอยู่หน้าประตู ได้รับรายงานว่าเทียนฉีล่าถอยไปแล้วหลังจากที่พยายามบุกขึ้นมาทุกวิถีทาง 

หวังหย่งเหวินเผยยิ้มร้ายออกมา เป็นยิ้มที่ลูกน้องต่างก็หวาดกลัวก้มหน้าแทบไม่ทัน

เสี่ยวหลิวจะต้องไม่ไปจากเขา ไม่ไปไหนทั้งนั้น คนที่เฝ้าอยู่ข้างนอก ลิฟต์ที่ใช้งานไม่ได้ ทางหนีไฟที่ปิดตาย ยังไงเทียนฉีก็ไม่มีวันขึ้นมาพาภรรยาเขากลับไทยได้สำเร็จ ตราบใดที่เขายังมีอำนาจสูงสุดที่นี่ ประธานเป็นป๊าของเขาก็จริงแต่มันก็เป็นแค่ตำแหน่งในนาม ท่านผันตัวไปเป็นที่ปรึกษาแล้วยกการบริหารและการตัดสินใจให้เขาทั้งหมด หุ้นของเขาก็มากกว่าที่ป๊าถืออยู่ด้วยซ้ำ อยู่ที่นี่เขาเหมือนพระราชาที่ปกครองปราสาท ทุกคนฟังคำสั่งเขาแต่เพียงผู้เดียว  

หวังหย่งเหวินสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม คลายเครื่องพันธนาการออกจากข้อมือเล็ก ใช้อ้อมแขนและแผ่นอกหนาเป็นที่กักขังแทน เขากอดเสี่ยวหลิวไว้ทั้งคืน ดันศีรษะให้ใบหน้าหวานซุกเข้าหาไออุ่น เรือนร่างนุ่มนิ่มของภรรยาที่เขาไม่ได้สัมผัสถึงสองคืนไม่คิดว่าจะโหยหาขนาดนี้ ในใจก็ได้แต่คิดวนไปมา เสี่ยวหลิวเป็นภรรยาของเขา ยังไงเขาก็ไม่หย่า 

เขาเพิ่งจะรู้ใจตัวเองเมื่อกี้ แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่เขารู้ว่ามันไม่เหมือนเดิม

เขาไม่ได้เกลียดเสี่ยวหลิวอย่างที่เข้าใจมาตลอด

บางทีอาจจะยังรัก… ใช่ ถ้าไม่รักคงไม่ทำตัวหึงหวงขนาดนั้น



หวังหย่งเหวินรีบเคลียร์งานทั้งหมดในช่วงเช้า แน่นอนว่าเทียนฉีพยายามขอเข้าพบ แต่เขาไม่สนใจ สั่งคนให้ลากออกไปจากโรงแรม เอาไอ้ลูกหมานั่นไปทิ้งให้ไกล โทษฐานที่มันดูแลเสี่ยวหลิวไม่ดี เพราะความบกพร่องในหน้าที่ เขาเกือบจะเสียเมียให้เพื่อนแล้ว เขาจะบอกให้ม๊าไล่มันออก !

เดินผ่านลูกน้องที่อยู่หน้าห้อง เปิดประตูเข้ามาไม่ทันไรก็เจอกับภรรยายืนจังก้ารออยู่ 

“นั่นอะไร” หวังหย่งเหวินถามเสี่ยวหลิวที่ถือสำลีชุ่มน้ำไว้ในมือ พักกลางวันเขายังพอมีเวลาให้ปลีกตัวขึ้นมา นึกว่าตื่นขึ้นมาแล้วเสี่ยวหลิวจะกลับมาเป็นปกติ แต่กลับพบว่านอกจากจะไม่แตะอาหารตั้งแต่เช้าแล้วยังรื้อหาเครื่องมือสื่อสารจนห้องรกไปหมด เดือดร้อนต้องให้คนขึ้นมาช่วยเก็บกวาด เขาเป็นคนเก็บมือถือ แท็บเล็ต แล้วก็โทรศัพท์ของโรงแรมออกไปเอง ตัดขาดทุกช่องการติดต่อ หวังหย่งเหวินต้องทำทุกอย่างให้รัดกุม เหมือนขังเจ้าหญิงไว้บนหอคอยสูง ตึกชั้น 68 ยังไงก็คงไม่มีใครปีนขึ้นมาได้ 

เมื่อคนที่รอคอยตั้งแต่ตื่นมาถึง มือเล็กก็ลงมือปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเผยให้เห็นลำคอและหน้าอกที่มีรอยจ้ำสีแดงมากมาย แม้จะน่าสงสารแต่หวังหย่งเหวินกลับรู้สึกพอใจกับสภาพนั้น เหมือนได้ครอบครองร่างตรงหน้าแล้วจริง ๆ

เสี่ยวหลิวเอาสำลีที่มีน้ำยาเช็ดเครื่องสำอางแปะลงบนลำคอ เขาจำไม่ได้ว่าจุดไหนที่ซุนไป่หานทาลงไปบ้าง ไล่วนขึ้นลงไปมา รอยทั้งหมดต้องใช้สำลีถึงสามแผ่น สีที่ติดอยู่ทั้งคืนเมื่อเจอตัวทำละลายที่ถูกต้องก็หลุดออกจนหมด ตอนนั้นเองที่หวังหย่งเหวินเงียบไป ดวงตาที่มักจะมองมาอย่างเย็นชาฉายแววรู้สึกผิด

เด็กหนุ่มปาสำลีทั้งหมดใส่หน้าสามี ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องนอนโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่การกระทำเพียงแค่นั้นก็ทำให้หวังหย่งเหวินถึงกับอึ้งทำอะไรไม่ถูก

หวังหย่งเหวินก้มลงมองพื้น สำลีสีแดงตกอยู่ที่ปลายเท้า 

ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด 

‘ใช่ ! เราไม่ได้ทำอะไรกัน นั่นเพื่อนเฮียและหลิวก็ไม่ใช่คนแบบนั้น’

ร่างเล็กที่พยายามปฎิเสธ ใช้มือถูคอให้รอยมันออกจนแดงเถือก แต่เขาไม่เชื่อแถมตอกกลับไปด้วยคำพูดเจ็บแสบมากมาย ประโยคที่ทำร้ายจิตใจคนเป็นภรรยาจนต้องโดนหมัดอัดเข้าที่หน้า 

‘นายให้มันทำตั้งหลายรอยโดยไม่โวยวายอะไร ทั้งที่เทียนฉีก็เฝ้าอยู่ข้างนอก แค่นายตะโกนมันก็พร้อมจะเข้ามาช่วย แต่ที่นายเงียบจนถึงตอนที่พวกฉันเปิดประตูเข้ามา ยอมรับมาเถอะว่าที่จริงนายเองก็สมยอม’

‘ถ้าคืนนั้นฉันยอมนอนด้วย นายก็คงไม่ทำตัวแบบนี้ใช่ไหม ความเหงาที่นายมีคงได้รับการเติมเต็มโดยไม่ต้องพึ่งจากคนอื่นที่ไม่ใช่สามีตัวเอง’

จริง ๆ แล้วเสี่ยวหลิวไม่ได้เป็นผู้ชายแบบนั้น เขาต่างหากที่เข้าใจผิด...

ขายาวรีบก้าวตามเข้าไปในห้องนอน เสี่ยวหลิวใช้ผ้าห่มคลุมกายทั้งตัวไว้ ปิดกั้นการสนทนาทั้งหมด

ยืนกำมือกระสับกระส่ายอยู่หลายนาทีไม่มีวี่แววมาจะโผล่หน้าออกมาคุยกันได้ เสี่ยวหลิวไม่สนใจเขาเลย หวังหย่งเหวินไม่ชอบที่เป็นแบบนี้ เสี่ยวหลิวเด็กดีของเฮียเหวินหายไปไหน ?  ตอนนี้เป็นเสี่ยวหลิวที่เย็นชาหมางเมินเขา เห็นเขาเป็นเพียงแค่ธาตุอากาศ หวังหย่งเหวินทนไม่ไหว เขาไม่อยากต้องถูกโกรธแบบนี้ จะด่าจะว่าอะไรเขาก็ได้ แต่พูดกันสักคำก็ยังดี

“ฉันขอโทษ”

เอ่ยออกมาจากใจจริง หวังหย่งเหวินบ้าไปเอง ไม่ยอมฟังเหตุผลของเสี่ยวหลิว มีแต่ความหึงหวงบังตา สมควรแล้วที่เสี่ยวหลิวจะโกรธ เพราะฉะนั้นเขาจะต้องขอโทษ เรื่องทั้งหมดจะได้คลี่คลายลง 

เสี่ยวหลิวไม่ตอบ เอาแต่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มสีขาว เขาไม่อยากคุยกับคนบ้าอำนาจแถมยังคิดเองเออเอง เทียนฉีอยู่ไหน ?  ทำไมถึงยังไม่มารับเขาไปอีก เขาอยากกลับไทย กลับไปหย่าให้มันหมดเรื่องหมดราว

“ขอโทษนะ” น้ำเสียงทุ้มอ่อนลงกว่าเดิมหลายระดับ หวังหย่งเหวินรู้สึกอึดอัด ถ้าไม่นับที่พูดเมื่อคืนเขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่เลิกกันไปก็มีแต่เสี่ยวหลิวที่เป็นคนพูดคำนี้ออกมา พอได้เป็นฝ่ายต้องพูดออกมาเองแล้วรู้สึกลำบากไม่น้อย

“คุยกันหน่อยได้ไหม” ร่างสูงนั่งลงบนเตียง พยายามดึงผ้าห่ม แต่เสี่ยวหลิวจับไว้แน่น 

“ฉันขอโทษที่ไม่ฟังนาย ขอโทษนะ ฉันผิดเอง” 

หนึ่ง สอง สาม สี่ เขาพูดคำว่าขอโทษไปตั้งสี่ครั้งแต่เสี่ยวหลิวยังไม่ใจอ่อน เสี่ยวหลิวรักเขาไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงทำท่าทีเย็นชาแบบนี้ ยกโทษให้เขาไม่ได้เหรอไง 

“นายยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงใช่ไหม มาทานด้วยกันสิ” ลองเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงอาหารบนโต๊ะข้างนอก เขาบอกให้ซิ่นเฉิงสั่งเผื่อตัวเองมาด้วย คิดว่าเสี่ยวหลิวต้องดีใจ ภรรยาของเขาอยากทานอาหารร่วมมื้อกันมากแค่ไหนทำไมเขาจะไม่รู้

“ไปให้พ้น” พอยอมพูดก็เป็นคำที่ไร้เยื่อใยสิ้นดี หวังหย่งเหวินหน้าเสีย

“อย่าดื้อได้ไหม ลุกมาทานข้าว” 

เงียบ

“มีมักกะโรนีของโปรดนายด้วย เสี่ยวหลิวลุกมาทานกันเถอะ”

เงียบ

“ถ้านายไม่ทานฉันจะออกไปจัดการทั้งหมดเอง” 

โอกาสครั้งสุดท้ายแต่ก็ยังเงียบ

โอเค ถือว่าเขาใจดีด้วยแล้วนะ 

หวังหย่งเหวินตัดสินใจกระชากสิ่งที่ขวางกั้นพวกเขาออก เสี่ยวหลิวตกใจกระเด้งตัวถดหนีแทบไม่ทัน “ออกไป ! ” 

“จะลุกไปดี ๆ หรือให้อุ้ม” คืบคลานเข้าไปใกล้ เดี๋ยวนี้ต้องใช้การขู่ถึงจะฟังกันใช่ไหม ?

“ผมไม่หิว” 

“เสี่ยวหลิว อย่าดื้อได้ไหม ฉันขอโทษนายแล้วนะ แผลฉันก็ทำให้นาย นายหายโกรธสักทีเถอะ” หวังหย่งเหวินไม่เคยต้องง้อใครนานขนาดนี้ ถ้าเขาพูดว่าขอโทษ อีกฝั่งก็ควรจะบอกว่ายกโทษให้ เสี่ยวหลิวใจแข็งเหมือนหิน เขาทำแผลให้ ชดใช้ความผิดไปแล้ว หายโกรธเขาสักทีเถอะ

หวังหย่งเหวินไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันหนักหนาต่อคนเป็นภรรยาแค่ไหน ใจที่โดนกระหน่ำด้วยคำพูดมันร้าวจนยากที่จะเชื่อมกลับให้เหมือนเดิม

รักมากก็เจ็บมากเช่นกัน   

“ฉันเข้าใจนายผิดไปเพราะซุนไป่หานมันปั่นหัวฉัน เสี่ยวหลิว ความผิดของฉันมันควรจะต้องลดลงครึ่งหนึ่งนะ” ถ้าจะว่าถึงคนผิดก็ต้องโทษไอ้เพื่อนเวรนั่นด้วย เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง ทำเขาสติหลุดเกือบปล้ำภรรยาตัวเอง ต่อยไปหมัดเดียวยังถือว่าน้อยเกินไป   

ดวงตาเรียวหวานมีแต่ความเย็นชา ใบหน้าเรียบเฉย พูดประโยคที่ยาวที่สุดออกมา “แต่คุณไม่คิดจะฟังผมเลย คุณทำตัวเหมือนหมาบ้า ผมพยายามอธิบายแต่คุณก็ไม่ฟัง หวังหย่งเหวิน คุณเอาแต่พูดคำร้ายกาจพวกนั้น” จับเขาเหวี่ยงใส่กระจกห้องน้ำไม่พอ ยังทำรอยเต็มไปหมด ลำคอและหน้าอกแสบจนเหมือนผิวจะลอก  

“เรื่องนั้นมัน…”  

“มันอะไร คุณจะโทษว่าเป็นความผิดของใครอีก จะของผมก็ได้นะ เพราะผมทำตัวแบบนั้น คุณจะเข้าใจผิดก็ไม่แปลก” เสี่ยวหลิวแค่นยิ้ม คำว่าร่านที่สามีพูดใส่ในคืนวันแรกยังจำได้ดี เขาทำตัวเอง ความผิดของเขาเอง 

หวังหย่งเหวินเหมือนคนจมน้ำ พูดไม่ออก ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาตอบให้ดูเข้าท่า 

“แต่ยังไงเราก็จะหย่ากันแล้ว ถึงตอนนั้นผมอาจจะเริ่มโกรธคุณน้อยลงก็ได้”

“ก็บอกว่าไม่หย่าไง ! ” 

หวังหย่งเหวินพูดเสียงดัง ได้ยินคำว่าหย่าแล้วแสลงหูพอ ๆ กับคำสรรพนาม ‘ผม’  ‘คุณ’ อะไรนั่น รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาในอกทุกครั้งที่ได้ยิน  

“จะพูดอะไรก็พูดไป ยังไงเราก็ต้องหย่า” ความรักครั้งนี้รั้งไปก็มีแต่จะเจ็บปวดมากกว่าเดิม ถึงจะช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าฝืนดันทุรัง ต่างคนต่างไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาเพิ่งจะอายุ 19 บางทีอาจจะเจอคนที่ใช่สักวัน 

“นายมีเหตุผลอะไรให้ต้องหย่า เพราะฉันทำนายเป็นแผลเหรอ ?  หรือว่าเรื่องซุนไป่หาน ? ” หวังหย่งเหวินไม่เข้าใจ สายตาเต็มไปด้วยคำถาม 

เสี่ยวหลิวอยากจะพูดเหลือเกินว่านั่นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เรื่องพวกนั้นเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เขาตัดสินใจได้เสียที แต่ถ้าจะกล่าวถึงสาเหตุ มันเป็นอะไรที่พวกเขาสองคนรู้ดีมาตั้งแต่ต้น

ไม่ต้องคิดให้นาน เสี่ยวหลิวพูดโดยไม่แม้แต่จะหลบตา ซ่อนความเจ็บปวดไว้ใต้ความนิ่งสงบ

“เพราะผมไม่อยากพยายามอีกแล้ว ผมเหนื่อยที่จะวิ่งไล่ตามคนที่หมดใจ” 

น้ำเสียงที่เหน็ดเหนื่อยแสดงถึงการยอมแพ้ทุกอย่าง เสี่ยวหลิวร้องขอความรักจากหวังหย่งเหวินมานานพอแล้ว วิ่งไปข้างหน้าโดยไม่เคยมองเห็นแม้แต่เส้นชัย  ไม่ว่าจะหมดแรงแค่ไหนก็ยังกัดฟันสู้

“ถึงเวลาที่ผมควรปล่อยคุณไปสักที”

ใจของหวังหย่งเหวินกระตุกวูบทันทีที่ได้ฟังจบประโยค เขาเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กไว้แน่น

อยู่ ๆ ใจก็รู้สึกกลัวขึ้นมา  ยิ่งสายตาที่มองมานั้นไม่มีแววล้อเล่นยิ่งรู้สึกเหมือนโดนตีเข้าที่ท้ายทอย มึนงงจนหาคำพูดแทบไม่เจอ

“ไม่ เสี่ยวหลิวนายอย่าเพิ่งปล่-”

ทว่าเสี้ยววินาทีที่หวังหย่งเหวินจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเอะอะด้านหลังประตูไม้สักก็ดังขึ้น ดังขนาดที่ได้ยินมาถึงในห้องนอน พวกเขาทั้งสองจำเป็นต้องหยุดบทสนทนาลงเมื่อร่างของซิ่นเฉิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

หวังหย่งเหวินถอนหายใจอย่างแรง ซิ่นเฉิงแกจะเข้ามาทำไมตอนนี้ !

แววตาที่มองมาเหมือนจะฆ่าคนให้ตายทั้งเป็น บีบบังคับให้ผู้ติดตามที่เพิ่งรับมือกับกลุ่มคนด้านนอกต้องอ้าปากพูด เรื่องใหญ่ขนาดที่เขาไม่สามารถจัดการเองได้  



“บะ บอสครับ คุณหวังไป๋ลี่มา”     









------------------------------------------------------------- อัพแล้วววววววววว ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ ช่วงนี้ห้าถึงเจ็ดวันถึงได้มาอัพที  งานค่อนข้างเยอะเลยค่ะ แต่ก็อยากแต่งเรื่องนี้ให้จบเร็ว ๆ 5555

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจเลยนะคะ ทั้งสามเว็บไม่มีที่ไหนร้างเลยฮือออ ดีใจจจ ที่สำคัญในที่สุดนิยายเรื่องนี้ (ในเว็บเด็กดี)ก็ทะลุ 1,000 คอมเมนท์ แฟนคลับเกิน 6,000 เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ ดีใจมาก ๆ ไม่คิดว่าผลตอบรับจะดีขนาดนี้TT ขอบคุณที่เอ็นดูน้องหลิวและมอบรองเท้าแตะให้เฮียกันเสมอมานะคะ เข้าไปส่องแท็คในทวิตเตอร์มาขำไม่หยุดเลยค่ะฮือ5555555

ตอนนี้แต่งน้องหลิวพยศไปตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย เรียกได้ว่าค่อนข้างตรงข้ามกับที่เขียนมาตอนแรกเลย รู้สึกว่าตัวละครมีการพัฒนามากขึ้น แต่งใช้สรรพนามผม ๆ คุณ ๆ แล้วรู้สึกไม่ชินเลยค่ะ55555555 ปกติน้องแทนว่าหลิวกับเฮีย รู้สึกห่างเหินจนเจ็บแทนคนใจร้ายเลย

ตอนนี้เรารู้สึกว่าจะตัดตอนฉึบ ๆ เร็วไปไหม แอบกังวลว่าจะอ่านแล้วขัด ๆ กัน แต่พยายามเอาอะไรที่ไม่จำเป็นออกน่ะค่ะ  เน้นเข้มข้นไว้ก่อน5555 คำผิดอาจมีหลุดอยู่บ้าง เดี๋ยวตื่นมาแก้ค่ะ ยังไงก็พบกันตอนหน้านะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันค่าาา   รักทุกคนน

ความคิดเห็น