หอหมื่นอักษร

จอนผมขาวดั่งคนจร แรกพบพานดั่งสหายเก่า ไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก ขนาดชื่อของคนแปลกหน้าฝ่ายตรงข้ามยังไม่รู้ แต่สามารถเอาชีวิตของตัวเองฝากไว้ได้...

ตอนที่ 65 นางคือว่าที่ภรรยาของข้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 65 นางคือว่าที่ภรรยาของข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2561 18:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 65 นางคือว่าที่ภรรยาของข้า
แบบอักษร

ไม่ได้พยายามให้ระดับเสียงเพิ่มขึ้น ไม่ได้ตั้งใจให้อารมณ์เร่าร้อน เสียงนั้นสงบนิ่งอย่างยิ่ง เหมือนกับเอ่ยถึงเรื่องเล็กน้อยปกติ ราวกับว่าชัดเจนเป็นพิเศษ เป็นสามคำที่แจ่มชัดเช่นนี้ จนกระทั่งผู้คนที่อยู่ในตำหนักอยากจะหลอกตนเองว่าฟังผิดไป แต่ก็หาเหตุผลใด ๆ ไม่เจอ

ด้วยเหตุนี้ คำสามคำนั้นจึงทำให้ทั่วทั้งวังเว่ยหยางเงียบสนิท

เป็นความเงียบสนิทที่ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่กำลังรอคอยช่วงเวลาดีงาม ความเงียบตอนนี้เป็นความเงียบกริบชนิดไร้สุ้มเสียงใดอย่างแท้จริง เป็นบรรยากาศที่แปลกประหลาด

เพียงชั่วครู่ความเงียบสนิทก็ถูกทำลาย ทั่วทั้งตำหนักเสียงเกรียวกราวอื้ออึงดังขึ้น

เสียงนับไม่ถ้วนกำลังจะทำให้หลังคาโค้งมนสั่นสะเทือนพังทลายลงมา

มีคนคัดค้านหรือ?

ไม่คาดคิดว่าจะมีคนคัดค้านเรื่องการสมรสครั้งนี้!

ส่วนลึกของวัง อยู่ๆ สวีซื่อจีลุกขึ้นฉับพลัน จ้องมองเฉินฉางเซิงที่อยู่ประตูตำหนัก ใบหน้าของเขาน่าเกลียดยิ่ง เฉินหลิวอ๋องตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น ม่อ​อวี่ยืดตัวยืนขึ้นเชื่องช้า บนใบหน้าไร้ความรู้สึกใด ๆ ทว่าหน้าผากค่อย ๆ ปรากฏสีหน้าเยียบเย็นราวน้ำค้างแข็งขึ้น

ปฏิกิริยาตอบสนองของทางคณะทูตทางใต้ย่อมมีปฏิกิริยามากกว่า ผู้นำของตระกูลชิวซานจ้องหนุ่มน้อยที่อยู่ตรงประตูตำหนักเขม็ง ไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคือผู้ใด สูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอดแรงๆ ติดต่อกันหลายครั้งถึงจะสามารถระงับความโมโหลงได้ แต่บรรดาคนหนุ่มที่มาเข้าร่วมการสอบใหญ่ในคณะเจรจาด้วยนั้น กลับมิได้สุขุมนุ่มลึกดังเช่นเขา ความโมโหยากที่ระงับ โดยเฉพาะกวนเฟยไป๋กับศิษย์ทั้งสามของพะพรรคกระบี่หลีชาน ท่าทางเยือกเย็นถึงขีดสุด จ้องมองเฉินฉางเซิงราวกับจ้องมองคนตายมิปาน

ชิวชานจวินเป็นศิษย์พี่ที่พวกเขาเคารพรักอย่างยิ่ง พวกเขาตระหนักดีว่าศิษย์พี่ให้ความสำคัญเรื่องการสมรสครั้งนี้เพียงใด ตระหนักดีว่าศิษย์พี่ทะนุถนอมปกป้องสวีโหยว่หรงเพียงใด อย่างไรก็ตามเมื่อได้เห็นเพื่อนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่แปรเปลี่ยนเป็นคู่ชีวิต ความมุ่งมาดปรารถนาของศิษย์พี่จะมาสู่ช่วงเวลาที่สำคัญ คาดไม่ถึงจะมีผู้ใดกล้ามาก่อกวน!

หากมิใช่รนหาที่ตายแล้วจะเป็นอะไรได้เล่า ?

หากเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่น ผู้แกร่งกล้าทั้งสามของยอดฝีมือเจ็ดคำโคลงแห่งแดนเทพนี้ เกรงว่าจะชักกระบี่ที่เยียบเย็นแวววับออกมาสังหารเฉินฉางเซิงเสียไปนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือพระราชวังราชวงศ์ต้าโจว พวกเขายังเป็นคนของทางใต้ จึงทำได้เพียงอดกลั้นไว้ชั่วคราว รอให้ทางต้าโจวเป็นผู้จัดการปัญหาก่อน

ปัญหาถูกจัดการได้รวดเร็วยิ่ง สวีซื่อจีสีหน้าถมึงทึง เขม็งมองเฉินฉางเซิงที่อยู่ตรงประตูตำหนัก ตะโกนเสียงดังลั่นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เจ้าคนระยำมาจากแห่งใด คิดไม่ถึงว่าจะมาโวยวายในตำหนักแห่งนี้! ทหาร มาจับตัวมันออกไป!”

ในอดีตที่ผ่านมาหลังจากการเป็นแนวหน้ากลับมายังจิงตู เนื่องจากเขาได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ เสวี่ยฉิงโจวกับเขาจึงผลัดกันตั้งรับศัตรูร่วมกัน ทหารอารักขาในพระราชวังล้วนแต่ขึ้นตรงกับเขา เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกน พลันทหารอารักขาสิบกว่านายได้ล้อมเฉินฉางเซิงไว้

สวีซื่อจีจับจ้องเฉินฉางเซิง นัยน์ตามิได้เป็นมิตร หากแต่เต็มไปด้วยแววตักเตือนและมิได้ปกปิดจิตสังหารนั้นแม้แต่นิดเดียว เขาจะไม่ให้โอกาสเฉินฉางเซิงเอ่ยสิ่งใด ถ้าหากบีบบังคับจนถึงขั้นนั้น เขาจะสั่งให้ทหารอารักขาสังหารเฉินฉางเซิงเสีย

บรรดาผู้คนที่อยู่ในตำหนักล้วนแต่สังเกตเห็นจิตสังหารของเขา แต่มิได้คิดโยงไปถึงเรื่องอื่น เพราะว่าเขาคือบิดาของสวีโหยว่หรง ถ้าหากเปลี่ยนเป็นตน มีคนกล้าก่อกวนงานหมั้นหมายของบุตรธิดา ส่วนใหญ่ก็คงจะมีความคิดอยากจะสังหารเหมือนเขาเช่นกัน

ทหารอารักขาเหล่านั้นไม่สามารถจัดการเฉินฉางเซิงได้ เพราะมีคนยืนอยู่ข้างหน้าเฉินฉางเซิง ไม่รู้ว่าลั่วลั่วออกจากตำแหน่งของสำนักฝึกหลวงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ในมือถือแส้วิรุณโปรย มิได้ปรายตามองทหารอารักขาแม้แต่น้อย สายตามองตรงไปยังม่อ​อวี่ที่อยู่ด้านในของตำหนัก

ในเวลาต่อมา มีคนยืนอยู่ด้านหน้าเฉินฉางเซิง

ถังซานสือลิ่ว

ก่อนหน้านี้หลังจากเฉินฉางเซิงกับลั่วลั่วออกจากตำหนัก ถังซานสือลิ่วเพิ่งจะมาถึงวังเว่ยหยาง ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นคนทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาใจจดใจจ่อกับกวนเฟยไป๋ยอดฝีมือดินแดนเทพลำดับที่สี่ จนกระทั่งภายหลังลั่วลั่วกลับมาถึงวังเว่ยหยาง ทว่ายังคงไม่เห็นแม้แต่เงาของเฉินฉางเซิง เขาจึงเริ่มรู้สึกแปลกประหลาดใจ

เขาไม่รู้เพราะเหตุใดเฉินฉางเซิงถึงคัดค้านการหมั้นหมายระหว่างสวีโหยว่หรงกับชิวชานจวิน เขาเพียงแต่รู้ว่าระหว่างเฉินฉางเซิงกับจวนตระกูลสวีมีบุญคุณความแค้นกัน ทว่าเขาก็คร้านจะไตร่ตรองปัญหาเหล่านั้น ในเมื่อมีคนที่จะจัดการเฉินฉางเซิง แน่นอนว่าเขาจะต้องออกมา

สีหน้าของสวีซื่อจียิ่งบึ้งตึงมากยิ่งขึ้น มองไปยังลั่วลั่วกับถังซานสือลิ่วที่ยืนบังอยู่ด้านหน้าของเฉินฉางเซิง กล่าวว่า “ ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร แต่คืนนี้ข้าจะต้องจับกุมนักโทษ ถ้าหากมีผู้ใดกล้าขัดขวาง อย่าหาว่าข้าลงมืออย่างไร้ปรานี ”

“นักโทษหรือ” อยู่ ๆ ก็มีเสียงแก่ชราเสียงหนึ่งดังมาจากข้างกายของสวีซื่อจี ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความงุนงง

ผู้ที่กล่าวออกมาก็คือใต้เท้ามุขนายกหัวหน้าสำนักการศึกษากลาง

ใต้เท้ามุขนายกเพิ่งจะลืมตาขึ้น มึนงงมากจริง ๆ คล้ายกับว่าเพิ่งตื่นนอน

เขากวาดตามองไปรอบ ๆ หลังจากนั้นจึงถามสวีซื่อจี “ที่ไหนมีนักโทษกัน”

ชัดเจนว่าประโยคนี้แสร้งถาม จึงทำให้สวีซื่อจีใบหน้าน่าเกลียดยิ่ง

ใต้เท้ามุขนายกสำนักการศึกษากลางมองไปยังประตูตำหนักตามสายตาของผู้คน มองเห็นเฉินฉางเซิง ราวกับว่าถึงจะเข้าใจขึ้นมา พลางเอ่ยว่า “เจ้าเด็กคนนี้เป็นนักเรียนของสำนักฝึกหลวง ข้าเป็นคนลงนามในสมุดรายชื่อด้วยตนเอง ไม่ผิดแน่ ๆ ตอนนี้ในเมื่อมาสายแล้ว ก็ไม่นับว่าเป็นนักโทษมิใช่หรือ”

บรรดาทหารอารักขาที่อยู่ประตูตำหนักจ้องมองสวีซื่อจี

ใบหน้าของสวีซื่อจียิ่งเพิ่มความน่าเกลียด ในที่สุดเขาก็มั่นใจในจุดยืนของใต้เท้ามุขนายกสำนักการศึกษากลาง

เฉินหลิวอ๋องจึงกล่าวอธิบายต่อใต้เท้ามุขนายกสำนักการศึกษากลางอย่างเลี่ยงมิได้ “ก่อนหน้านี้เขาเอ่ยคัดค้านเรื่องการสมรสครั้งนี้”

ใต้เท้ามุขนายกสำนักการศึกษากลางจ้องมองผู้คนที่อยู่ในตำหนัก ยิ้มน้อย ๆ พลางเอ่ยออกมา “ ในเมื่อมีขั้นตอนการถามใต้หล้า เป็นธรรมดาก็จะต้องยินยอมให้มีคนคัดค้าน ถ้าหากมิให้ผู้ใดคัดค้าน ไฉนก่อนหน้านี้ฝ่าบาทจะต้องเอ่ยถามด้วยเล่า  ถ้าหากกฎระเบียบล้วนแต่ไม่เคารพ อยากจะหมั้นหมายก็หมั้นหมาย เช่นนั้นจำเป็นต้องมาสู่ขอที่ต้าโจวทำไมกัน”

กล่าวตามหลักตรรกวิทยา คำพูดเหล่านี้ก็ไม่สามารถหักล้างได้

ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้คนของคณะทูตทางใต้จึงยิ่งโกรธเคืองเข้าไปอีก มีผู้คนจำนวนมากจ้องมองใต้เท้ามุขนายกสำนักการศึกษากลางด้วยแววตาโกรธเคือง แต่ผู้อาวุโสกลับหลับตาอีกครั้ง ราวกับว่าจะนอนหลับต่อ มิได้สนใจสายตาคมกริบประหนึ่งกระบี่หรือเป็นสายตาที่เยือกเย็นประหนึ่งน้ำแข็งเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

ใต้เท้ามุขนายกสำนักการศึกษากลางหลับตาทำจิตใจแน่วแน่ต่อไป ประโยคของเขากลับตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะจัดการเรื่องราวอย่างไร อย่างน้อยดูจากภายนอก นี่ก็นับว่าเป็นการแสดงออกถึงท่าทีของนิกายหลวง

ผู้ที่มีคุณสมบัติจะสงสัยคำพูดของเขามีไม่มาก แน่นอนว่าม่อ​อวี่เป็นหนึ่งในนั้น แต่นางมิได้ทำสิ่งใด เดินเยื้องย่างกลับไปนั่งประจำที่นั่งของตน ท่าทางดูผิดแผกไปเล็กน้อย เพราะว่าก่อนหน้านี้ เมื่อเฉินฉางเซิงเดินเข้ามายังตำหนัก นางสังเกตเห็นในเวลาเดียวกันมีแพะดำหายไปในความมืดด้านนอกตำหนัก

นางรู้ว่าแพะดำตัวนั้นเป็นตัวแทนของอะไร

แพะดำตัวนั้นพาเฉินฉางเซิงกับมายังวังเว่ยหยาง นี่เป็นตัวแทนถึงสิ่งใดอีกเล่า

เฉินหลิวอ๋องไม่คิดว่านางจะยังคงนิ่งเงียบ จึงรู้สึกประหลาดใจอย่างอดไม่ได้

ตอนนั้นเอง เสี่ยวซงกงผู้อาวุโสแห่งหลีชานลุกขึ้นยืนพลางกล่าวถาม “ฝ่าบาท แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

เรื่องการสมรสเช่นสวีโหยว่หรงกับชิวชานจวิน ไม่ใช่เป็นเพียงการเกี่ยวดองระหว่างจวนขุนพลเทพตงอวี้กับตระกูลชิวซานธรรมดาๆ เช่นนั้น ก่อนค่ำคืนนี้จะมาถึง ราชวงศ์ต้าโจวกับผู้มีอำนาจในนิกายหนานฟางปรึกษาหารือกันหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งทั้งหมดลุล่วงเป็นเอกฉันท์ คณะทูตทางใต้ถึงจะมาสู่ขอ

คำที่เรียกว่าการสู่ขอ เป็นเพียงการเคารพกฎระเบียบประเพณี เป็นเพียงขั้นตอนที่จะต้องกระทำ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดสิ่งที่เหนือความคาดหมาย การซักถามของเสี่ยวซงกง ธรรมดาว่าจะต้องมีเหตุผลแอบแฝงอื่น ในเมื่อที่นี่คือพระราชวังต้าโจว ในเมื่อทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหารือแล้ว เช่นนั้นคนต้าโจวย่อมจะต้องอธิบาย

เฉินหลิวอ๋องยิ้มเฝื่อนไร้คำพูด ในใจครุ่นคิดว่าจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ให้เขามาควบคุมดูแลเรื่องในคืนนี้ แต่กลับมิได้เอ่ยสิ่งใด พวกเจ้าให้ข้าอธิบาย แล้วข้าจะไปถามผู้ใดเล่า? ใต้เท้ามุขนายกสำนักการศึกษากลางก็กำลังหลับตาทำจิตใจแน่วแน่ อาจารย์เหมาชิวอวี่ก้มหน้าก้มตาดื่มสุรา ตาเฒ่าพวกนี้...จะมากเกินไปแล้ว

คิดไปคิดมา เขาจึงทำได้เพียงถามคนต้นเหตุ “นี่...เกิดอะไรขึ้น”

เฉินหลิวอ๋องจ้องมองเฉินฉางเซิงที่อยู่ตรงประตูตำหนัก ผายมือทั้งสองออก ราวกับว่าไม่มีความผิด

จากรายละเอียดปลีกย่อยครั้งนี้สามารถมองออกว่า แท้จริงแล้วเขามีเจตนาดีต่อเฉินฉางเซิง มิเช่นนั้นก็คงจะไม่ให้เขาอธิบายก่อน

“ ก่อนหน้านี้อยู่ด้านนอกตำหนัก ข้าได้ยินฝ่าบาทกล่าวถามฝ่ายสู่ขอชิวชานจวินกับผู้ถูกขอสวีโหยว่หรงเพื่อเป็นสามีภรรยา จะมีผู้ใดคัดค้านหรือไม่ ”

เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ เฉินฉางเซิงหยุดชั่วครู่ หลังจากนั้นเอ่ยต่อ “ดังนั้นข้าจึงกล่าวว่า ข้าคัดค้าน”

การตอบคำถามเช่นนี้เท่ากับไม่ได้ตอบคำถาม เป็นเพียงการยืนยันอีกครั้ง

เขาไม่ได้เพิ่มน้ำเสียงให้หนักแน่นกว่าเดิม แต่คำทั้งสามคำได้ปรากฏมาอีกครั้ง ยังคงทำให้บรรยากาศในตำหนักยิ่งอึดอัดเพิ่มขึ้น

ท่าทีของเขาชัดเจนยิ่งนัก ข้าคัดค้านการแต่งงานระหว่างสวีโหยว่หรงกับชิวชานจวิน

......

......

“เพราะเหตุใดเจ้าถึงคัดค้าน”

“เจ้ามีหลักฐานอะไรมาคัดค้าน”

ในตำหนักมีสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน หนึ่งในนั้นเป็นเสียงที่มาจากเฉินหลิวอ๋อง เขาขมวดคิ้ว รู้สึกไม่เข้าใจและเป็นกังวล อีกเสียงมาจากผู้อาวุโสเสี่ยวซงกง เขาก็กำลังขมวดคิ้ว ท่าทีโกรธจัด แข็งกร้าวอย่างยิ่ง

ทั้งสองคำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้คนในตำหนักล้วนแต่คิดอยากจะถามออกมา

สวีโหยว่หรงเป็นมีสายเลือดหงส์บริสุทธิ์ ชิวชานจวินก็มีสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ ทั้งสองเป็นผู้มีพรสวรรค์และมีกำลังความสามารถที่พันปีมานี้พบได้ยากยิ่ง ถูกทั่วทั้งใต้หล้ามองว่าจะเป็นผู้นำที่ถูกเลือกให้ต่อต้านกับเผ่ามารในภายภาคหน้า ทั้งยังร่ำเรียนฝึกบำเพ็ญเพียรที่ทางใต้ร่วมกัน เป็นคนของทางใต้ คบค้าสมาคมกันตลอดเวลา สามารถนับได้ว่าเยาว์วัยผูกพันชิดใกล้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง การสมรสครั้งนี้มีความสำคัญต่อทั้งทางใต้และทางเหนืออย่างยิ่ง โดยสรุปแล้วมีเหตุผลจำนวนนับไม่ถ้วนที่พวกเขาควรจะต้องอยู่ร่วมกัน กลับหาเหตุผลไม่เจอว่าเพราะเหตุใดพวกเขาไม่ควรอยู่ด้วยกัน

สิ่งใดคือคู่สวรรค์สร้าง? ในสายตาของผู้คนทั้งใต้หล้าหนุ่มสาวคู่นี้ก็คือคู่สวรรค์สร้าง

หนุ่มน้อยที่ร่างกายเปียกโชกไปทั้งตัว สภาพอเนจอนาถสุดจะรับได้ คาดไม่ถึงว่าจะคัดค้านการสมรสครั้งนี้

เพราะเหตุใด? มีหลักฐานอะไร?

เฉินฉางเซิงใช้เพียงแค่ประโยคเดียว ก็สามารถตอบคำถามทั้งสองในเวลาเดียวกันได้

“ ข้ากับสวีโหยว่หรงมีการหมั้นหมายกัน”

เขาเอ่ยต่อ “นางเป็นว่าที่ภรรยาข้า ย่อมไม่อาจสมรสกับผู้อื่นได้”

ทั่วทั้งตำหนักเงียบกริบอีกครา

การหมั้นหมายรึ?

เขากล่าวว่าสวีโหยว่หรงเป็นว่าที่ภรรยาของเขาอย่างนั้นหรือ

เหลวไหลทั้งเพ!

ผู้คนในตำหนักล้วนแต่ตกตะลึงไม่เอ่ยสิ่งใด จ้องมองเฉินฉางเซิง เดิมทีไม่กล้าเชื่อ ในใจครุ่นคิดว่านี่จะต้องเป็นเรื่องหลอกลวงแน่นอน!

สวีซื่อจีจ้องเฉินฉางเซิงเขม็ง ใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองที่อยู่แนบอยู่ข้างกายสั่นเทาเล็กน้อย

พูดออกมาจนได้ เจ้าเด็กสมควรตายคนนี้...ในที่สุด...ก็พูดออกมาแล้ว!

เขาเกิดนึกเสียใจภายหลังอย่างสุดแสน เมื่อแรกเริ่ม ตนควรสังหารเขาให้เป็นเถ้าธุลี หลังจากนั้นก็โยนลงในแม่น้ำลั่วเสีย!  

หลังจากค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไป จวนขุนพลเทพตงอวี้ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องขบขัน!

คณะทูตทางใต้ก็โกรธเคืองเหมือนสวีซื่อจี แต่ทว่าพวกเขามิได้คิดว่าคำพูดของเฉินฉางเซิงเป็นเรื่องจริง คิดเพียงแค่ว่าเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้คงจะมีผู้มีอำนาจบงการเบื้องหลัง ตั้งใจมาก่อกวน ทำให้พรรคกระบี่หลีชานกับนิกายหนานฟางเสื่อมเสียเกียรติ

ใบหน้าของผู้นำตระกูลชิวซานน่ากลัวจนถึงขีดสุด บรรดาลูกศิษย์ของเทือกเขาเทพธิดาขมวดคิ้วไม่เอ่ยสิ่งใด บรรดาคนหนุ่มของพรรคกระบี่หลีชานใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น สีหน้าของกวนเฟยไป๋เป็นเพราะว่าความโกรธจัดจึงแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด มือขวาไม่รู้ว่ากุมด้ามกระบี่ไว้ตั้งแต่เมื่อใด!

“บังอาจ! เป็นคนที่ไร้ยางอายมาจากไหน คาดไม่ถึงว่าจะกล้ามาหยามหลีชานของข้า! ”

เสี่ยวซงกงหันกายฉับพลัน มองม่อ​อวี่พลางเอ่ยต่อ “เจ้าคนเสียสติเช่นนี้ ยังไม่รีบไล่ออกไปจากพระราชวังอีก คนของราชวงศ์โจวแท้จริงคิดจะทำอะไรกันแน่! ”

หนุ่มน้อยผู้นั้นจะเป็นว่าที่สามีของสวีโหยว่หรงได้อย่างไร!

เวลานี้มีผู้คนในตำหนักมากมายเพิ่งจะมีปฏิกิริยาตอบสนองออกมา ยืดตัวลุกขึ้นด้วยความโกรธแค้นพร้อมเพรียงกัน จ้องมองเฉินฉางเซิงพลางก่นด่าไม่หยุด

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น