เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

48.2 สิ่งที่น่าจดจำ

ชื่อตอน : 48.2 สิ่งที่น่าจดจำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 141

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2562 11:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
48.2 สิ่งที่น่าจดจำ
แบบอักษร

ณ นครแห่งบาป เมืองซินบา รุ่งอรุณใหม่มาพร้อมนกกางเขนบ้านกางปีกกระโดดจิกกินแมลง 

“ให้พักสามสี่วัน ทานยาให้ครบ และห้ามเคลื่อนไหวแรงๆ” 

อมีตี้ส่งกล่องยาให้สาวใช้ ครั้นแม่หนูน้อยกระโดดเท้าเหยียบพื้น หยิบพัดกระดาษและคลี่เผยภาพวาดบุรุษเพศ นางซ้อนมุมปากไว้เบื้องหลังพัดและปรายตาตายด้านมองเรไร ปักษาน้อยได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยฝีมือปักษานิลกาฬ “เคราะห์ดี คนที่ทำร้ายนางมิหมายช่วงชิงชีวิต”สาวน้อยผู้ครองนัยน์ตาเยี่ยงแม่มดวัยเยาว์ เปรยให้ผู้นอนสลบไสลอย่างเฉยชา นารียืนฟังใกล้ๆขมวดคิ้ว กระนั้นเนื่องมีเรื่องให้คิดหนัก นางจึงส่ายหน้าสละความสงสัยทั้งหมดทิ้ง ยามนี้อาการเรไรถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง 

โรงแรมที่พัก เมื่อคืนตอนนารีแบกเรไรมาเยือนเมืองซินบา นครลับแลที่มีเพียงชนเผ่าแห่งความมืดเท่านั้นจึงจักสามารมองเห็น ดวงดาวน้อยอาศัยพลังมาโฮระดับสูงเจาะทะลุปราการอำพรางของเมือง ส่งให้นางมาโผล่ในดินแดนไร้มนุษย์ สิ่งที่เดินและใช้ตกปลา วิ่งเล่น ทำงานที่เมืองซินบาล้วนเป็นอมนุษย์ นารีต้องการหมอและบังเอิญเจออมีตี้ สาวน้อยปริศนาพอดิบพอดี 

ด้วยความเมตตาเวทนา อมีตี้ตัดสินใจคว้าเครื่องมือหมอ ช่วยรักษาแผลและตรวจอาการให้เรไร 

“เห็นเลือดเยอะๆเพราะที่ผิวมีแผลโดนกรีดเยอะ” 

สภาพเรไรเรียกว่าสยดสยองก็ใช่ กระนั้นหากพินิจและตรวจอย่างละเอียดจักพบว่าแผลทั้งหมดไม่มุ่งทำลายส่วนอวัยวะสำคัญ ผู้ประสงค์ทำร้ายนางเหมือนแค่อยากหยอก กรีดแผลให้เลือดไหลและอัดมาโฮกระแทงจนสลบ มิมีเจตนาเข่นฆ่า เพราะถ้าอีกฝ่ายหมายมั่นใคร่ดับลมหายใจปักษาน้อย ฝ่ายนั้นคงตัดหัวเรไรขาดสะบั้นจากคอไปแล้ว 

วัดความคมกริบของอาวุธที่ใช้กรีดฟัน อมีตี้หรี่ตาสาดไอเย็น อาวุธใดหนอเหตุใดแหลมคมเพียงนี้ รอยตัดราบเรียบยิ่งนัก 

ไม่โยนคำถามเรื่องส่วนตัวให้นารี อมีตี้ดูอาการและจ่ายยาให้ก็ถือเป็นอันจบธุระ “ขอตัว”สาวน้อยปริศนาจากลาลับ นางเดินลงมายังถนนหน้าโรงแรมตึกเก่า คราวแหงนมองชั้นสาม ห้องนอนพวกเรไร “ให้แจ้งท่านอีซีโอหรือไม่” “ปล่อยไปเถอะ” สาวใช้ถามพลางรับคำตอบ อมีตี้รู้ว่ามีเรื่องบ้างอย่างเกิดกับพวกเมรัย เป้าหมายสังหารของโซฟี กระนั้นนางมิรู้ว่าเรื่องราวเป็นเช่นไร โซฟีอยู่ที่ใด เมรัยหายไปไหน แล้วทำไมมีเพียงนารีและเรไรที่รอดมา อีกทั้งยังมีคนหนึ่งบาดเจ็บ 

อือ หากบอกน้องชายมีหวังมันโยนงานทิ้ง แล้วรีบบินมาที่นี้… สาวน้อยเอียงคอสะบัดกระโปรงลูกไม้พลิ้ว ครั้นเดินขึ้นรถม้า 

“เรื่องของใครก็ของมัน..” 

อมีตี้มิยุ่ง 

-- 

ภายในห้องนอน นารีนั่งหย่อนก้นบนขอบเตียง ฝ่ามือลูบไล้มือผู้ป่วย ดวงดาวน้อยคลี่ยิ้มอย่างฝืนแสดง นารีวางใจเรื่องเรไร กระนั้นเรื่องเมรัย ยามนี้มิรู้ว่าหมอผีน้อยยังปลอดภัยดีหรือไม่ นางจักเป็นอันตรายรึเปล่า ปักษานิลกาฬจักไม่ล่าเมรัยใช่หรือไม่ นารีกลัดกลุ้มระคนกังวลจนหัวใจปวดร้าวราน “รีบๆตื่นนะเรไร” ดวงดาวน้อยหลับตาซ่อนความกลัวแพรวพราว เมรัยบอกให้นารีดูแลเรไร เช่นนั้นเมรัยจึงหมดห่วง หากมีดวงดาวน้อยอยู่ด้วยกันกับปักษาน้อย ยามที่หมอผีน้อยไม่อยู่ เมรัยจักสบายใจ เพราะนารีและเรไรจักได้ดูแลกัน 

ทว่าแม้นเมรัยจักกล่าวในฐานะประขุมใหญ่ นารีก็ห่วงว่าเมรัยจะไม่ไหว 

แผลในใจเมรัยลึกกว่าที่ใครคิด ความมืดนั้นยากจักก้าวข้าม เมรัยกลัวต้องอยู่คนเดียว ยามนี้นารีทำได้เพียงภาวนาให้เมรัยเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้และกลับมาหาพวกนาง 

“ยังมีเด็กคนนั่น” 

นารีเงยหน้ามองกระจก ตาส่องสบท้องฟ้าสีคราม ก่อนพวกนางย้ายกันหนี เมรัยช่วยโซฟีเอาไว้ ดวงดาวน้อยหวังว่านักเชิดหุ่นน้อยมิใช่เด็กใจร้ายใจดำ และทอดทิ้งหมอผีน้อย นารีขอให้โซฟีอยู่ข้างๆเมรัย อย่างน้อยก็ยืนใกล้ๆก็พอ 

“..” 

ปอยผมสีเขียวมรกตลู่ตกปิดบังดวงตา นารีโค้งกายมือลูบเรือนผมเรไรอย่างอ่อนโยน “หากเจ้าฟื้นเมื่อใด พวกเราจักไปหาเมรัยด้วยกันนะ” 

ความหวังยังมี แม้ริบหรี่ กระนั้นมั่นใจว่ามันยังมิเลือนหาย นารีตบพุงเรไร พลันยืนตรง ยืดเส้นยืดสายคลายกล้ามเนื้อและขับไล่ความขี้เกียจ นางมิสามารถทิ้งเรไรแล้วไปเสาะหาเมรัยเพียงลำพัก เพราะหมอผีน้อยฝากปักษาน้อยให้ดวงดาวน้อยดูแลด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ความรักลึกซึ้ง เหตุผลสำคัญที่เมรัยสั่งให้ทำเช่นนี้ อาจเพราะเมรัยกลัวเวลาตื่นแล้วไม่เจอใคร ดังนั้นหมอผีน้อยจึงเผลอคิดว่า เรไรเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน กลัวตื่นแล้วไม่มีใครรอคอยและกล่าวอรุณสวัสดิ์ 

นารีตบแก้มแปะๆ พลางมองช่อดอกมะลิที่วางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง ช่อดอกมะลิที่มีวิญญาณสาว โคลสิงสถิต ยามนี้มันไม่ต่างกับช่อดอกไม้ธรรมดา 

ดวงดาวน้อยเศร้าใจนัก เพราะไม่เคยมีสัมผัสเรื่องผีสาง นางและเรไรจึงไม่อาจยินเสียงโคล 

ยังมีเรื่องอีกมากมายให้จัดการตระเตรียม นารีจักปักหลักที่เมืองซินบา เฝ้ารอเมรัยจนกว่าเรไรจักฟื้นสติและสามารเดินเหิน 

หากในช่วงเวลานี้เมรัยยังมิปรากฏตัวในเมือง พวกนารีก็จักไปหาพวกเมรัย 

“พวกเราจักรอนะ” 

รีบๆมานะเมรัย…หวังว่าเจ้าจักยังรับรู้ว่ามีพวกเราเฝ้ารอคอย.. 

นารีหลุบตามือทาบอก พลันชั่วพริบตาที่จิตใจนางสัมผัสคลื่นกระแทงรุนแรง 

ตูม 

คลื่นกระแสมาโฮพัดซัดเป็นคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้า หมู่เมฆห่างไกลเมืองซินบาปรากฏเป็นเกลียวราวมีอุกาบาตรพุ่งชนแผ่นดิน สรรพเสียงระเบิดกัมปนาทดังปะทุก้องสนั่น ผืนดินสั่นสะเทือน พลันสายลมแรงพัดกรรโชกกระแทงกระจกปริแตก แก้วน้ำล้มตกกระแทงพื้น แม้แต่คนธรรมดาระดับพลังมาโฮต่ำก็สามารถรับรู้ความผิดปกตินี้ พวกเขาเงยมองเห็นท้องฟ้าฉับพลันเปิดกว้างไพรศาล หมู่เมฆแตกเป็นวงกว้าง “!!..” ไม่มีกลิ่นไอมาโฮชั่วร้ายแอบแฝงเจือปนในกระแสมาโฮ คลื่นมาโฮที่แตกเป็นวงคือพลังมาโฮธรรมชาติ พวกมันราวจักถูกพลังปริศนาแบกแย่งให้แผ่ขยาย แม้นจักเป็นประกายพลังประเดี๋ยวเดียว แต่ก็รุนแรงชนิดที่เกินขอบเขตมนุษย์สามารถสร้าง 

เหตุปะทะ? ใครบ้างคนกำลังต่อสู้?... นารีหรี่ตา มือตบอกข่มความรู้สึกตื่นตระหนก นางก้มเก็บแก้วน้ำและนั่งลงข้างๆปักษาน้อย เฝ้าเรไรอีกสักพัก กระทั่งวางใจแล้วว่าจักไม่มีเหตุเมืองแตก หรือทัพก่อกบฏ อีกทั้งเหตุร้ายต่างๆ ส่วนทิศทางต้นกำเนิดแรงสั่นสะเทือนนั้นมาจากทางที่พวกนารีหลีกหนี เป็นไปได้หรือไม่ว่า.. ดวงดาวน้อยสีหน้าคืบแคลงกรอปสงสัย สังหรณ์ใจแปรปรวน ด้วยไม่มีหลักฐานให้สันนิฐาน นารีจึงถอดหายใจ และลุกไปทำสิ่งที่ตนควรทำยามนี้ “อาบน้ำ” 

-- ​ 

วันถัดมา ภายในดินแดนแห่งความฝันสีน้ำนวล 

ประกายแสงภายในนัยน์เนตรสีเพลิงส่องไสวเฉกเช่นแสงสุริยะ กำปั้นหนาเหวี่ยงฟาดต่อยทะลุเกราะแก้วพังทลายเป็นผุยผงระยิบระยับ 

ดาบสีทองสาดสะบัด และส่วนเนื้อพุงอวบอ้วนส่ายพลิ้วกระเพื่อมครานางตั้งกระบวน เท้าเหยียบกระแทงพื้นยุบเป็นหลุม 

พวงแก้มอวบอิ่มอาบเหงื่อกาฬ ริมฝีปากราบเรียบฉายความน่าเกรงขามดุจพระศิวะ ทุกอณูบนเรือนร่างส่องความเย้ายวนน่าพิศวาส 

พริบตาที่ภาพแห่งความทรงจำปรากฏและจารึกในจิตวิญญาณโซฟี แม้นนางมิแน่ใจว่านั้นใช่เรื่องจริงหรือไม่ กระนั้นความพินาศ และแสงยานุภาพของปักษานิพพานเป็นของจริง แววตาที่ว่างเปล่าดุจหยดน้ำค้าง ทั้งท่วงท่าขยับเขยื้อนแฝงความหนักแน่น ทะนงเทียบเท่าปักษาศาสดา[บรรพบุรุษแห่งญาณตรัสรู้] 

ความน่าเกรงขามแห่งผู้สร้างและผู้ทำลาย นักเชิดหุ่นน้อย…อยากให้มันเป็นเพียงฝัน… 

ปู๊นๆเสียงเป่าท้องดังปลุกโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยรู้สึกจั๊กจี้บริเวณสะดือพลางนางลืมตาอย่างสะลึมสะลือ มือโบกหัวผู้ละเล่นท้องนาง “พี่เมรัย..” “ทำเจ้าตื่นหรือ” ใต้ผ้ากระโจมสีน้ำตาล เงาดำสลัวตัดสลับแสงอาทิตย์ไสว เมรัยคืบคลานตัวเปลือย แนบแก้มชิดท้องน้องสาว พุงราบเรียบและผิวพรรณเนียนนุ่มชวนพรมนิ้วระบาย เมรัยมิเคยปล่อยให้น้องสาวนอนอย่างสงบดั่งที่นางมิยอมปล่อยให้เมียรักดิ้นตกเตียง ยามนี้หมอผีน้อยกำลังทำกิจยามเช้า เล่นท้องน้องสาว 

เล่นอย่างเบาปาก กระนั้นพลั่งจูบแรงปลุกให้คนตื่น 

“ปู๊นๆ”ยังเป่ามิหยุด 

บนตัวสองสาวมีผ้าห่มปิดคลุมส่วนท่อนล่าง มิปิดซ่อนท่อนบนตั้งแต่เอวจรดศีรษะ ทรวงอกเมรัยใหญ่พอเห็นมันหย่อนเทลงตามแรงดึงดูด สองเต้ากวัดแกร่ว กระทั่งหมอผีน้อยแนบพวกมันชิดแผ่นอกโซฟี เสมือนเอาภูเขาไปชนลานสนามบินเช่นไรเช่นนั้น “อือ…”โซฟีส่งเสียงต่อต้าน นางพลิกกระดืบไปด้านข้าง ปฏิเสธน้ำหนักเท่าแม่ช้าง 

เพราะนางก้นใหญ่ใช่รึเปล่า ทุกอณูเมรัยจึงเปี่ยมด้วยพลังอนุภาพเกรียงไกร 

ย้อนนึกถึงความฝันปริศนา โซฟีกะพริบตาปิดซ้อนความรู้สึกลึกๆ เมรัยด้วยมองน้องสาวตลอด ไม่ยากจักจับสังเกตเห็นความผิดปกติและการหลบเลี่ยง “เจ้ากลัวหรือ” 

เมรัยหลุบตามือสั่นระริก ไม่โทษโซฟีจักรู้สึกหวั่นไหว เพราะสภาพยามปักษานิพพานใช้ร่างเมรัยโค่นปักษานิลกาฬ ยามนั้นแลน่ากลัวจริงๆ 

“ไม่ใช่” 

สาวน้อยผมทองเคลื่อนก้นยันลำตัวนั่ง กุมมือพี่สาว โซฟียอมรับว่าตกใจกับเมรัยในสภาพที่วิญญาณปักษานิพพานสิงสู่ ทว่าแม้นนางเกรงกลัว แต่นางชอบมันมากกว่า “น่ากลัว..แต่ไม่ได้น่ากลัวในความหมายไม่ดี”อยากบอกเพราะรูปลักษณ์อ้วนท้วมของเมรัยมากกว่าที่ทำให้นางฝันเช่นนั้น ความน่าเกรงขามประหนึ่งเทพมาร และความว่างเปล่าดุจอรหันต์ โซมิมิใคร่จดจำหรอก คิดถึงจิตใจที่กล้าแกร่งและอาจหาญของเมรัยยามก้าวไปเผชิญปักษานิลกาฬมากกว่า 

อือ โซฟีชอบนิสัยและหัวใจของเมรัยที่เป็นเช่นนี้ ทั้งชอบและมิพอใจสองส่วน 

“พี่เมรัยปกป้องกับแคนดี้” 

โซฟีจิ้มพุงเมรัยเล้าโลม หากเมรัยยอมกลายเป็นสัตว์ประหลาดเพื่อปกป้องโซฟีละก็ น้องสาวจักกลัวพี่สาวที่พยายามทำเพื่อนางได้อย่างไร 

“ดีจัง…”เมรัยซาบซึ้ง หน้าแดงขวยเขิน “หากเจ้ากลัวพี่สาว ข้าคงใจสลาย..” 

ตั้งแต่จัดการปักษานิลกาฬสำเร็จ เมรัยกระอักเลือด และสลบนอนตายไปอีกหนึ่งวัน กลายเป็นภาระให้โซฟีดูแล ป้อนยาตามฉบับพระเอกปลดปล่อยไม้ตายก้นหีบ กำจัดศัตรูเรียบร้อย ร่างกายก็แบกรับความเสียหายไม่ไหว จบท้ายต้องให้น้องสาวกู้ชีพ 

“พี่เมรัยไม่สบายตรงไหนหรือไม่” 

นึกถึงอาการบาดเจ็บปริศนาที่ราวจักหักอายุขัยเมรัย หมอผีน้อยคลี่ยิ้มส่ายหน้าเบาๆ “เพื่อเจ้าข้ายอมเจ็บ..”เมรัยกอดโซฟีปานมารดากอดบุตรสาว คำมั่นและคำปลอบประโลมว่า แม่ไม่เหนื่อย หากทำเพื่อลูกแล้ว แม่ยอมทำทุกอย่าง เมรัยรักโซฟีในฐานะน้องสาวที่จักไม่ยอมให้ใครทำร้ายอย่างเด็ดขาด ต่อให้นางเจ็บเสียเองก็ไม่เป็นไร “ข้าไม่อยากให้พี่เจ็บ” 

คิดว่าพี่เมรัยเจ็บแล้ว โซฟีจักดีใจหรือไม่ ย่อมมิใช่ 

“..แค่ครั้งนี้แหละ” 

เพราะวิญญาณปักษามีอำนาจมหาศาล ร่างกายเมรัย…รองรับพลังระดับนั้นมิไหวแล้ว 

แปะๆเมรัยลูบหลังลูบหาง ตบบั้นท้ายเบาๆบอกให้โซฟีเตรียมตัวเดินทาง แนะนำว่าหากฝันหวานอยากนวดพุงพี่สาว พี่สาวยอมให้นวดนะในโลกแห่งความจริง ยามนี้ก็พร้อม “พอแล้ว”โซฟีสะบัดหน้าหนี แก้มป่องและถีบพี่สาวไปไกลๆ เมรับโดนน้องยกเท้าถีบก็สนุกสนาม หัวใจมีดอกไม้แห่งความสุขผลิบาน อาการบาดเจ็บที่หัวใจเริ่มฟื้นฟูอย่างได้ดื่มหยดน้ำทิพย์ 

ปล่อยโซฟีแต่งตัว ส่วนเมรัยสวมชุดนอนบางๆออกไปลำธาร 

ซ่า อุ้งมืออวบประครองน้ำพลันสาดใส่หน้าเพื่อชะล้างความเมื่อยล้า กระตุ้นระบบประสาทและสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมรัยใช้มือตักน้ำในลำธารอีกสองครั้ง กระทั่งมั่นใจว่าตนมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มิมีส่วนใดเสียหาย หมอผีน้อยจับจ้องเงาสะท้อนของนางที่ปรากฏเลือนราง นางกะพริบปริบๆ ใช้ผ้าเช็ดใช้แก้มจนแห้ง ครั้นลุกยืน สะบัดหลังเดินกลับกระโจม ละซึ่งความสนใจหมู่วิญญาณปักษาไว้เบื้องหลัง 

“ให้ข้าช่วยเปลี่ยนชุดหรือไม่” 

หมอผีน้อยมุดหัวเข้ากระโจมยามโซฟียังเปลี่ยนมิเรียบร้อย นักเชิดหุ่นน้อยตกใจพลันขับไล่พี่สาวออกไป ไม่ให้ช่วยเหลือ 

แต่ข้าอยากช่วย.. เมรัยทำมือท่าจับๆบีบๆอยากปรนนิบัติ กระนั้นน้องสาวมิใคร่ให้แตะตัว หมอผีน้อยยิ้มปลงตก คราวนางเริ่มเก็บกวาดพื้นที่บริเวณรอบกระโจม เนื่องไม่มีนารีและเรไรคอยเก็บกวาด เมรัยจึงลงไม้ลงมือปฏิบัติงานเหล่านี้ในฐานะพี่สาวแสนดี นางไม่ยอมให้น้องสาวออกแรงเด็ดขาด งานอันใดที่จำเป็นต้องใช้แรง เมรัยจักอาสาทำเอง อาทิ ล่ากระรอก ตั้งกระโจม กอดและเขย่าน้องสาว 

หลังจากโซฟีแต่งตัว เก็บกระโจม กลบร่องรอยเรียบร้อย พวกเมรัยครั้นเริ่มการเดินทางครั้งใหม่ จุดหมายคือตามหาพวกนารีที่เมรัยมิรู้ว่าพวกนางซ่อนอยู่ที่ไหน ก่อนที่พวกนางจักแยกย้ายกันหนี เมรัยมิได้เตรียมแผนและจุดนัดพบไว้ ดังนั้นหมอผีน้อยและนักเชิดน้อยต้องระดมสมอง ปัญญาเท่าหางอึ้ง ช่วยกันคิดว่าควรมุ่งไปทางทิศใด เหนือ ใต้ ตะวันตก หรือตะวันออก 

พวกเมรัยเดินไปสักพักก็หยุดเท้าพักใต้ต้นหลิวใหญ่ เมรัยกอดอกครุ่นคิด ตามองลูกหมีขี่หลังแม่ที่กำลังว่ายน้ำข้ามทะเลสาบ 

แววตาแจ่มใสกลอกกลิ้ง ปากเม้นท่ากลุ้มหน่อยๆ 

นางปรายตามองโซฟีที่นั่งดื่มน้ำ พลันเอ่ยถามอย่างมีหวัง 

“ในท้องแคนดี้มีแผนที่หรือไม่” 

“มี” 

แคนดี้มิใช่แค่ตุ๊กตาที่สามารถแปลงร่างเป็นหุ่นกลมรณะ มันยังมีระบบเก็บของด้วย ซึ่งมันทำงานเหมือนกระเป๋าวิเศษ สามารถเปิดท้องแคนดี้และยัดอะไรใส่เก็บได้ไม่จำกัดจำนวน โซฟีเก็บเครื่องใช้และเครื่องมือต่างๆไว้ในท้องแคนดี้ รองเท้า เสื้อผ้า ร่ม หนังสือ ดินสอ กระโจม เตียง หมอน น่าเสียดายตรงที่ว่ามันสามารถเก็บอาหาร แต่ไม่อาจรักษาคุณภาพอาหาร 

โซฟีจับตุ๊กตาแมวเปิดช่องท้องมือลวงค้นหาเป้าหมาย นิ้วนางแตะโดนม้วนกระดาษด้านในท้องแคนดี้ พลันโซฟีฉีกยิ้มดีใจ รีบหยิบแผนที่และส่งให้เมรัย หมอผีน้อยรับม้วนกระดาษแผนที่ขนาดใหญ่ นางกางมันบนพื้นหญ้า ทันใดนั้นสองสาวน้อยก็นั่งมุง หัวชนกันใต้ร่มเงา 

“เราอยู่จุดนี้” 

“ไม่ใช่พี่เมรัย..ตรงนี้” 

“…” 

เมรัยเหวอรับประทาน อ้าปากค้าง อุสาพยายามทำตัวให้ฉลาดเหมือนพี่สาวแท้ๆทำไมมันไม่สำเร็จนะ หมอผีน้อยแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนความโง่เขลา พลางเสมองแผนที่ใหม่ เมรัยอยากเป็นคนฉลาดให้ได้ยามอยู่กับโซฟี กระนั้นหมอผีน้อยหารู้ไม่ว่าความรู้เรื่องโลกสมัยปัจจุบันในหัวนาง มีน้อยกว่านักเชิดหุ่นน้อยสิบเท่า 

โซฟีเดินทางท่องเมืองต่างๆมากมาย มีองค์ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมพื้นเมือง กระทั่งความรู้เรื่องนอกกรอบ 

“พวกเราจักไปไหนรึ” 

นักเชิดหุ่นน้อยให้หมอผีน้อยกำหนดจุดหมาย เมรัยนั่งเข่าชิดยกก้นสูง หลุบตาคิดตามรูปการ 

เรไรบาดเจ็บ ดังนั้นนารีต้องพาเรไรไปหาหมอซึ่งที่ที่จักมีหมอคือเมืองใหญ่ แล้วเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดคือเมืองดรีมวอลเกอร์[ตำนานแห่งความฝัน]ระยะทางไกลกว่าร้อยกิโล หากเดินเท้าต้องใช้เวลาอย่างมากสองสัปดาห์ ยามนี้พวกเมรัยไม่มีเกวียนวัวลาก มิมีม้าให้ขี่ เมรัยขมวดคิ้วเป็นปมเชือกรองเท้า นารีจักแบกเรไรไปถึงเมืองดรีมวอลเกอร์หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่นางจักหาหมอในเมืองเล็กๆ 

แต่ว่าในบริเวณนี้ไม่มีเมืองเล็ก มีเพียงหมู่บ้านสี่ห้าแห่ง 

ประเมินความเร็วของนารีที่เคยโม้ไว้ว่าดวงดาวน้อยสามารถบินเร็วเท่าจรวด บางทียามนี้นารีและเรไรอาจพักที่เมืองดรีมวอลเกอร์ 

ถ้าจริง สิ่งที่เมรัยควรกังวลคือระยะทางระดับโหดหินที่แน่นอนว่ากลิ้งไปไม่ไหว… 

“ไม่มีเมืองอื่นแถวนี้แล้วหรือ” 

“…หรือว่า” 

โซฟีมีความคิดใหม่ นักเชิดหุ่นน้อยเปิดท้องแคนดี้และลวงม้วนกระดาษแผนที่อีกแผ่น นำกางเปิดให้เมรัยพินิจ 

“นี้แผนที่อะไรหรือ” 

“แผนที่ดินแดนแห่งบาป” 

มุมบน ตรงกลางแผนที่มีชื่อแผนที่เขียนไว้ “ปฐพีแห่งบาป” ในแผนที่ระบุตำแหน่งเมืองชนเผ่ามืดไว้มากมาย มันแตกต่างกับแผนที่ฉบับแรก แผนที่ฉบับนี้คือแผนที่ของชนเผ่าแห่งความมืดเขียนและสร้างขึ้นเพื่อแบ่งแย่งอาณาเขตดินแดน ในแผนที่ขีดเส้นแบ่งเขตการปกครองชัดเจนว่าเผ่าใดครอบครองพื้นที่เท่าใด มีสีแดงโลหิต สีน้ำเงินสมุทร สีเขียวไผ่ สีส้มตะวัน สีม่วงรัตติกาล นอกจากนั้นยังมีบอกตำแหน่งสถานที่ต้องห้าม โบราณสถานเก่า จุดอันตรายที่มีสัตว์มายา 

เมืองแห่งบาปคือนครของชนเผ่าอมนุษย์ มีทั้งหมดสิบสามเมืองในแคว้นแมรี่ และมีเมืองหนึ่งตั้งใกล้ๆตำแหน่งพวกเมรัย 

“เมืองแห่งบาป ซินบา” 

ระยะทางวัดแล้วมิไกลมิใกล้ กระนั้นใกล้กว่าเมืองดรีมวอกเกอร์ พวกนารีจักอยู่ที่นี้หรือไม่ เมรัยเคาะนิ้วเป็นจังหวะ ครุ่นคิด ไตร่ตรองด้วยหลักเหตุผล “พวกเราจักไปเมืองซินบา” 

เส้นทางพุ่งไปแนวตรงไปจนถึงเมืองฟาเวอร์จุดหมายแรกเริ่มของพวกเมรัย ในระหว่างทางนี้มีเมืองซินบาขวางกั้น ไปดูที่เมืองซินบาก่อน ถ้ามิเจอก็ไปหาที่เมืองดรีมวอลเกอร์ ค่อยๆไต่ไปเรื่อยๆ 

เมรัยปิดตา กำหนดจุดหมายแน่ชัด เส้นทางไปเมืองซินบาไม่สามารถเดินทางด้วยถนนหลวง เมรัยลากนิ้วไปบนแผนที่ขีดเส้นทางที่จะใช้ โซฟีนั่งแปะมองเส้นทางที่พี่สาวขีดอย่างเห็นพ้อง “ไปกันเถอะ” เมรัยเก็บแผนที่และส่งคืนให้โซฟี นักเชิดหุ่นน้อยเก็บกลับคืน พลางลอบมองเมรัยอย่างชื่นชม หมอผีน้อยแกว่งแขน บิดคอบิดขี้เกียจ ท่วงท่าเจ้าสำราญ มองคราใดก็ชวนหลงใหล 

“จ้องใหญ่เชียว พี่สาวสวยใช่หรือไม่” 

เมรัยยิ้มแก้มบาน เท้าเอว เชิดทรวงอกอวบอิ่ม โซฟีถอนหายใจ นึกเสียดายที่มีเสื้อหนาปิดซ้อนสองขุนเขา 

“น้ำเจ้าค่ะ”โซฟีกระแทงเสียงดุ พลางส่งกระบอกน้ำให้เมรัยดื่มดับกระหาย 

“ฮา สดชื่น”เมรัยฉีกยิ้มทอแสงสว่าง ได้ดื่มน้ำกระบอกเดียวกับน้องสาวช่างทำให้จิตใจเบิกบานยิ่งนัก เติมพลังเต็มร้อย 

“ไปกันเถอะ หากรีบหน่อยคงไปถึงหมู่บ้านก่อนตะวันตกดิน” 

และแล้วเมรัยก็เริ่มก้าวเท้าอย่างมุ่งมั่น คำมั่นว่าจะกลับไปหานารีและเรไร นางจักทำให้สำเร็จ 

“พี่เมรัย..ทางนี้” 

เหวออีกรอบ หากมิมีโซฟีช่วยชี้ทาง..มีหวังนางหลงป่า ตายเป็นผีเฝ้าทุ้งดอกไม้เหมือนโคลแน่ๆ 

-- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น