ซอมพอ✿

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิยายเรื่องนี้มากๆนะคะ แอบอ่านทุกคอมเม้นท์อยู่นะยู รักทุกคนน้า กิ้กิ้

บทที่ 14 (1/?) สิ บ สี่

ชื่อตอน : บทที่ 14 (1/?) สิ บ สี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.4k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2561 09:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 (1/?) สิ บ สี่
แบบอักษร

14

                “พี่ช่วย”

                น้ำเสียงทุ้มของพี่ภัทรดูอบอุ่นอ่อนโยน รอยยิ้มที่ช่วงนี้ริสาเห็นจนชินตาส่งตรงมาที่หล่อน ริสาเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้จักภัทรช่วยยกกระเป๋าเดินทางลงจากด้านหลังของรถได้สะดวก


                “ขอบคุณค่ะ”

                แม้ว่าจะยังเพลียจากการนั่งรถเป็นเวลานานแต่พอได้สัมผัสลมเย็นๆ กลิ่นน้ำทะเล และแสงแดดอ่อนที่ตกลงมากระทบก็พาให้ริสาผ่อนคลาย บรรยากาศรอบข้างดูสงบเนื่องจากเป็นชายหาดที่นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก เป็นอันซีนอีกแห่งของประเทศอย่างแท้จริง หาดทรายสีขาวเนียนละเอียดกับน้ำทะเลใสสะอาด


                “สวยไหม?”

                ชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านข้าง ริสากำลังเหม่อมองน้ำทะเลสีฟ้าครามสะท้อนกับแสงเป็นประกายระยิบระยับบนผิวน้ำ


                “สวยค่ะ”

                สายตายังคงไม่ละจากภาพตรงหน้า คนเมืองอย่างเธอไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกับน้ำทะเลแบบนี้ เวลาที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานเสียตัวเป็นเกรียว นึกย้อนไปก็เสียดายที่ตอนนั้นดื้อดึงไม่ยอมไปทำงานกับคุณอา


                “ไปข้างในเหอะ ยืนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวก็เป็นลมหรอก”

                จักภัทรนึกห่วงคนข้างกายที่ตัวเล็กนิดเดียว แสงแดดไม่ได้รุนแรงมากนัก มีลมพัดมาเป็นระยะ แต่เขาก็ไม่ไว้วางใจอยู่ดี


                “เรายืนอยู่ตรงนี้อีกสักพักไม่ได้หรอคะ สาไม่ได้มาทะเลนานแล้ว”

                คนตัวเล็กออดอ้อน เพียงแค่ฟังน้ำเสียงของเจ้าหล่อนก็เห็นทางแพ้รำไร


                “ทำไมดื้อแบบนี้...”

                จักภัทรเอ็ด ชายหนุ่มวางกระเป๋าเดินทางไว้บนอิฐตรงทางเดิน มองร่างบางที่นำลิ่วไปตรงหาดทรายนุ่มเสียแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะบอกเวลาที่ชัดเจนให้หล่อนทราบเสียหน่อยแต่พอมองเห็นใบหน้าหวานที่มีรอยยิ้มของริสาก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ยืนมองหญิงสาวข้างกายเงียบๆ


                “อ๊ะ!”

                สงบได้เพียงชั่วครู่เสียงโหวกเหวกก็ทำให้ริสาละสายตาจากทะเลตรงหน้า มองไปยังรถบัสคันใหญ่ที่เพิ่งจอดสนิท พนักงานในบริษัทเริ่มทยอยกันเดินลงมาด้านล่างด้วยท่าทีตื่นเต้นไม่ผิดไปจากเธอมากนัก


                “ทะเลลลล...”

                เสียงตะโกนของใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับวิ่งมาทางนี้ แต่พอเข้าใกล้มากขึ้นจนเห็นว่าเป็นบอสหนุ่มกับริสาแล้วก็ถึงกับหยุดชะงักทันที ใบหน้าเจื่อนลงหมุนตัววิ่งกลับแทบไม่ทัน


                “เราไปตรงนั้นรวมกับทุกคนดีกว่าค่ะ”

                ริสาส่งยิ้มให้จักภัทร มันดูฝืนเกร็งไปหมดเพราะท่าทีจากคนอื่น ดูเหมือนว่าทุกคนจะให้ความสนใจกับพวกเขาเหลือเกิน หลายคนเริ่มชะโงกมาดูแต่ไม่กล้าพูดอะไรมากนักเพราะรู้ดีว่าบอสไม่ชื่นชอบ เรื่องราวระหว่างเขากับเธอไม่ได้ปิดบังอีกต่อไปเพราะพี่ภัทรขยันสร้างสถานการณ์ให้ทุกคนรับรู้เรื่องระหว่างเราตลอด เพียงแต่ทั้งสองคนยังไม่ได้ป่าวประกาศอะไรออกไป ริสาก็ยังไม่เคยพูดกับเขาชัดๆ เพียงแต่ว่าเธอไม่ใส่ใจมากนักเพราะสิ่งที่เขาทำมีค่ามากกว่านั้น


                “ไม่เอา”

                จักภัทรหน้าบึ้ง หันกลับมากุมมือเธอแน่น


                “พี่ภัทร! คนอื่นมองอยู่นะคะ”

                ริสาพยายามสะบัดมือคนตัวใหญ่ออก แต่มือหนาของเขากลับแน่นเป็นปลิงไม่ยอมปล่อย ทำท่าราวกับไม่สนใจโลกแสร้งมองน้ำทะเลตรงหน้านิ่ง


                “ช่างเขาสิ”


                “จะช่างได้ยังไงล่ะคะ เขามองกันหมดแล้ว”

                หล่อนเอ็ดชายหนุ่ม นึกอยากเอื้อมไปหยิกพุงสักทีให้เขียวปั้ด จักภัทรยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ นี่คือทริปท่องเที่ยวประจำปีของบริษัท พนักงานเกือบ 50 คนซึ่งเขาจำเป็นต้องพามาทีละกลุ่มเนื่องจากไม่สามารถไปเที่ยวพร้อมกันได้หมด สถานที่เที่ยวของแต่ละกลุ่มจึงแตกต่างกันไป มีทั้งน้ำตก ภูเขาและเขื่อน จักภัทรต้องไปร่วมกิจกรรมทุกที่ในนามของกรรมการบริษัท ริสาซึ่งเป็นเลขาจึงต้องทำหน้าที่ให้ดีในการติดตามเจ้านายหนุ่ม


                “มองก็มองไปสิ พี่รวย...”

                แม้จะพูดแบบนั้นแต่จักภัทรก็เดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ได้ยินเขาตะโกนก่นด่าเสียงดังอย่างไม่จริงจังนักในคราวที่กลุ่มพนักงานชายเอ่ยแซว เฮอะ ก็เขินเหมือนกันนี่นา...


                กลุ่มท่องเที่ยวเดินทางมาถึงในเวลาเกือบบ่ายโมงแล้วโดยที่ไม่ได้แวะที่ไหน ทุกคนจึงหิวข้าวหน้ามืดตาลายเกินกว่าจะทำกิจกรรมอื่นได้อีก มติจึงเป็นเอกฉันท์ในการหาอาหารรองท้องก่อนที่จะเดินทัพ ได้ข้อสรุปลงที่ร้านอาหารติดทะเลเปิดโล่งรับไอตะวันเต็มที่ ลมเย็นปะทะเข้ามาช่วยให้คลายร้อนดูถูกจริตหลายคน


                ทริปนี้ริสาได้ผู้ช่วยฝีมือดีอย่างพี่ตาในการจัดการเรื่องต่างๆ รู้สึกแย่ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีแต่พี่ตาก็คอยปลอบใจน้องว่าไม่ต้องคิดมาก เพราะเธอทำหน้าที่ตรงนี้มาจนคล่องเนื่องจากจักภัทรมักไล่ตะเพิดเลขาเป็นประจำ เขาเป็นบอสหนุ่มที่เนี้ยบน่าดูจนบางครั้งก็ดูน่ากลัว โชคดีที่ริสาเป็นคนเก่งและรู้จักเขามานานจึงพอเดาทางได้ถูกว่าเขาชอบแบบไหนและจัดการได้ดั่งใจพอสมควร


                อาหารทะเลน่าทานถูกวางลงบนโต๊ะทีละเมนูจนครบในคราวเดียว อาหารที่นี่ใช้เวลาทำไม่นานนักเน้นไปที่กุ้ง ปู และหมึกย่าง มาถึงที่ก็ขอกินให้พุงกางไปเลย งานนี้บอสบอกเองว่าเปย์ไม่อั้น ไม่อิ่มสั่งใหม่


                เฮ้อ โชว์ป๋าต่อหน้าสาวชัดๆ


                “เอ้า...”

                กุ้งตัวใหญ่ที่แกะแล้ววางลงในจานสีขาวของหล่อน ทั้งสองมือของเขายังมีกุ้งอีกตัวที่กำลังแกะแล้ววางลงในจานของหล่อนอีกครั้ง


                “ขอบคุณค่ะ”

                ริสาเอ่ยอย่างเคยชิน เวลากินอะไรด้วยกันแบบนี้พี่ภัทรก็มักจะทำให้เป็นประจำจนเธอไม่คิดว่าแปลก แต่ดูเหมือนว่าคนอื่นจะไม่คิดอย่างนั้นเพราะบรรยากาศภายในโต๊ะอาหารถึงกับเงียบไปสักพัก


                บอสเจ้าอารมณ์ของพวกเขากำลังแกะกุ้งให้สาวอย่างใจเย็น โอ้โห


                “...”

                คราวนี้ริสาถึงกับรู้สึกตัวเมื่อสายตาหลายคู่มองมาที่เธอยามที่หล่อนเงยขึ้นสบเข้า ก่อนที่ทุกคนจะหันกลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะข้างกายเธอมีบอสหน้ายักษ์คอยปราบ ทุกคนได้แต่แอบสังเกตท่าทางของเขา รับรู้อยู่แล้วแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร


                ความสัมพันธ์ของบอสกับเลขาสาวกระจายไปทั่วบริษัทยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง


                ท่าทางบอสชัดเจนยิ่งกว่าคราวที่ควงดาราสาวคนนั้นเป็นไหนๆ  ริสาเป็นคนพิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย จับมือกันจนทุกคนชินตา กินข้าวด้วยกันที่แคนทีน ทุกอย่างชัดเจนโดยที่ไม่ต้องพูดอะไร


                แล้วคราวนี้...ก็กำลังเอาใจคนตัวเล็ก ท่าทางแบบนี้คือคนรักกันอย่างไม่ต้องสงสัย


                “บอสกับน้องสา...เอิ๊ก”พนักงานชายคนหนึ่งที่เมาตั้งแต่อยู่บนรถบัสลุกขึ้นมาจากที่นั่ง เดินตรงมานั่งที่ว่างข้างบอสหนุ่ม ขยับเข้าไปใกล้มองตาชัดๆพร้อมส่งยิ้มหวาน เรอจนกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุน “เป็นแฟนกันหรอคร้าบบบบ”


                “...”


                “...”

                คราวนี้เงียบกริบชนิดเข็มตกยังได้ยิน คำถามที่ไม่เคยมีใครกล้าถามกลับหลุดออกมาจากของชายหนุ่มผู้ไร้สติ


                “หื้ม? ถามว่าอะไรนะ...”

                บอสหนุ่มวางกุ้งในมือลงที่จาน มองหน้าพนักงานคนนี้ชัดๆ รอยยิ้มระบายลงที่มุมปาก เขาใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มแล้วหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคู่นั้นวาววับขึ้นอย่างถูกใจ


                “ผมถามว่า...บอสกับน้องสา...เป็นแฟนกันหรอคร้าบบ? เอิ๊ก”

                กลิ่นฉุนและใบหน้าแดงก่ำกับท่าทางแบบนี้ไม่บอกก็รู้ว่าเมาแน่นอน แต่ไอ้เมาแล้วถามแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าถามทั้งที่เขาเองอยากจะประกาศวันละสามเวลาด้วยซ้ำ คราวนี้พยานนั่งเต็มไปหมด แม้คนอื่นจะพยายามไม่มองไม่สบตากับเขาแต่จักภัทรก็รู้ดีว่าฟังกันอยู่


                “เอ่อ...”

                ริสาอ้ำอึ้งเมื่อบทสนทนานั้นมีชื่อเธอเป็นส่วนประกอบเต็มๆ เหลือบมองคนข้างกายที่เอาแต่ยิ้มกริ่มแบบพอใจเสียเต็มประดา


                “ยังไม่ได้ขอ”

                เขาเช็ดมือกับทิชชู่สีชมพู ขยำวางลงบนโต๊ะแล้วกระดกน้ำแก้เก้อ สายตามองไปยังริสาที่นั่งอยู่ด้านข้าง นัยน์ตาของเขาสื่อความหมายในทางที่ริสาตีไปทางเจ้าชู้ มันแพรวพราวเสียจนไม่น่าไว้ใจ ขนาดวางแก้วน้ำลงแล้วรอยยิ้มนั่นก็ดูกวนประสาทขัดตาเธอ


                “งั้นก็แปลว่า...เอิ๊ก ยังไม่เป็นหรอคร้าบบบ?”


                “คงงั้น”

                น่าแปลกที่รอยยิ้มนั่นก็ยังไม่หายไปสักที เกลียดการที่เขาทำมันราวกับเป็นเรื่องปกติขณะที่เธอเขินอายเสียเหลือเกิน


                “โอ้ย ทำไมบอสไม่ขอล่ะคร้าบ ขอเลย ขอเลย ขอเลย”

                คนเมาแห่งปีลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วทำท่าทางราวกับเชียร์บอลเสียงดัง หันไปรอบทิศทางเพื่อหาแรงเชียร์จากคนรอบข้าง พอเห็นว่าบอสหนุ่มอารมณ์ดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนก็เริ่มมีเสียงสนับสนุนดังขึ้นเรื่อยๆ


                “ขอเลย ขอเลย”

                บ้างก็ปรบมือโห่ร้องเป็นแบล็คกราวน์ประกอบช่วยกัน ริสาหน้าแดงซ่านไปหมด อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด พี่ภัทรนั่งพิงเก้าอี้ด้านหลังด้วยท่าทางสบาย รอยยิ้มมุมปากของเขามันค่อยกว้างขึ้นอย่างอารมณ์ดีเป็นที่สุด นัยน์ตาของเขาประสานกับเธออย่างสื่อความหมาย เขามีลักยิ้มเล็กๆที่ทรงอานุภาพร้ายแรง มันชัดเจนที่สุดเวลาที่เขาหัวเราะออกมา


                “งั้นก็...”เขาขยับเข้ามาใกล้เธอ ยื่นหน้าเสียจนแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มเนียนของเธอที่ขับสีระเรื่อขึ้น เขานั่งใกล้เธอมากเกินไป...เกินไปจริงๆ

                น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นในขณะที่เอื้อมมาจับผมที่ปรกหน้าของริสาขึ้นทัดหู ลมหายใจของหล่อนติดขัดจนแทบจะเผลอลืมหายใจ


                “....”


                “แต่งงานกันไหม?”


***********************************

เมื่อกี้อัพไปเน็ตล่มจ้าาาา หน้าเว็บใหม่ทำไมเป็นงี้

เอ๊ะ หรือเป็นเพราะเน็ตที่บ้านไม่ดี555

เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}