เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

ขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 48 คราปักษานิพานปะทะปักษานิลกาฬ

ชื่อตอน : ตอนที่ 48 คราปักษานิพานปะทะปักษานิลกาฬ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 288

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ย. 2562 14:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 48 คราปักษานิพานปะทะปักษานิลกาฬ
แบบอักษร

กาลยุคหนึ่ง ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีปักษาน้อยพลัดหลงตนหนึ่งชื่อว่า นิรัน ปักษาน้อยเกิดในโพรงไม้ด้านใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ยักษ์ กลางสระน้ำอันมีดอกบัวเบ่งบานสะพรั่ง หมู่มัจฉาแหวกว่ายลัดเลาะ และฝูงสกุณาโผบินท่องนภา ณ สถานที่ที่นางยังมิรู้จักนาม มีชนพื้นเมืองมาเยี่ยมเยือน พวกเขาหมอบกราบและกล่าวสรรเสริญนิรันเปรียบเป็นองค์เทวาที่สวรรค์ส่งลงมายังโลกเพื่อช่วยดูแลและปกครองพวกเขา กลุ่มชนเผ่าไมยา 

กาลต่อมานิรันถูกเรียกในฐานะเทวา พระเจ้าสูงสุดที่ชนชาวไมยานับถือ เคารพบูชา พวกเขามอบเสื้อผ้า อาหาร ผลไม้ และเครื่องดื่มให้นาง ก่อสร้างอารามและให้นางพักอาศัยบนยอดเขาระฟ้า นิรันวัยเยาว์เปรียบดั่งสัญลักษณ์ให้พวกเขายกมือไหว้และร้องขอคำสอน ความช่วยเหลือ ชี้ชะตาและกำหนดอนาคต 

ครบรอบหนึ่งเดือนหลังนิรันเกิด ชาวไมยาประกอบพิธีบูชายัญเพื่อส่งมอบวิญญาณชายหนุ่มพรหมจรรย์ให้นิรันดื่มกิน ถือเป็นพันธะสัญญา สิ่งแลกเปลี่ยนกับการให้นิรันยอมชี้นำพวกเขา ทว่าปักษาน้อยหาต้องการเช่นนั้นไม่ นางจับจ้องพิธีกรรมอย่างว่างเปล่า ชายหนุ่มผู้ยอมเสียสละ และความยินดีในแววตาเขาร่วมถึงความเชื่อมั่นของทุกชีวิตในเผ่า ครั้นนิรันเอ่ยปากให้หยุดพิธีอย่างเฉยชา “หยุดเถอะ 

ท่ามกลางความตกใจและมิเข้าใจ สาวน้อยนิรันลุกยืนอย่างเงียบงัน มิมีใครสอนให้นางพูด กระนั้นปักษาน้อยสามารถเรียนรู้ และเข้าใจความหมายของคำต่างๆได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งน่าแปลกประหลาดสำหรับคนธรรมดา กระนั้นนางมิใช่คนธรรมดามิใช่หรือ นิรันรับรู้สิ่งต่างๆตั้งแต่เริ่มก้าวเท้าที่หนึ่ง ก้าวที่สอง และก้าวต่อๆไป ทุกครั้งที่นางก้าวหน้า ถอยหลัง และหันทางขวาและซ้าย นางค้นพบและมองเห็นคำตอบต่างๆรู้จักความดีความชั่ว ความจริงและความลวง ความสุขและความทุกข์ สองสิ่งที่ต่อต้านและค้ำจุนกันและกัน 

“ส่งเขากลับไป ข้ามิต้องการ” 

นางมิมีความปรารถนาใด นิรันรู้สึกว่าหัวใจนางช่างว่างเปล่าดุจแก้วใสที่ไม่มีน้ำสะอาด มิมีความยินดี เสียใจ ชอบ โกรธ หลง นางอาศัยในอารามตลอดวัน ตื่น ทาน นั่ง และนอน แต่ละวันผ่านพ้นอย่างมิมีอันใดแปลกใหม่ ท้องฟ้ายังเป็นท้องฟ้า ดวงจันทร์ยังเป็นดวงจันทร์ นางมีชีวิตของนาง ชีวิตแลจักโดดเดี่ยวและเงียบเหงา กระนั้นนางมิเคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ 

ไม่มีความฝันอยากทำให้เป็นจริงหรือ… 

ไม่… 

ไม่มีความรักอยากเคียงคู่ผู้ใดหรือ… 

ไม่… 

ไม่…มีอันใด… 

ฤดูหนาวหิมะตกโปรยปราย ฤดูร้อนเสียงจักจั่นร้องโวยวาย ฤดูฝนฝนตกประปราย วนเวียนนับร้อยหน นิรันอาศัยมีชีวิตบนยอดเขาอันสงบสุข นานๆครั้งจักมีคนขึ้นเขามาขอให้นางช่วยเหลือ นิรันมักกล่าวประโยคเตือน และให้ปฏิบัติตามคำพูดนั้น หากทำตาม ทุกอย่างจักผ่านไปได้ด้วยดี คำพูดของนางช่วยให้ชนเผ่าไมยาผ่านพ้นโศกนาฏกรรมนับครั้งมิถ้วน ความเคารพเลื่อมใสมิเคยเสื่อมสลาย กลับทวียิ่งอย่างช้าๆ กระทั่งพวกเขามองนางประหนึ่งพระเจ้าอย่างแท้จริง 

ทว่านิรัยมิเคยมองตนเองเช่นนั้น นางยังคงตื่นและนอน ตราบวันหนึ่งที่นางมิอยากหลับอีก.. 

นางละจากความหิวโหย ปล่อยวางการวนเวียน นิรันนั่งมองท้องฟ้า มองท้องทะเลและเขาภูผา นั่งอยู่ที่เดิมมิลุกไปไหน ราวกับนางมิสนใจสิ่งใด ปล่อยวางและเปลี่ยนตัวนางให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับความจริงทั้งปวง 

“…” 

ปีกของนิรันมีขนสีขาวโพลนดุจปุยเมฆ เรืองประกายออร่าสีทองจางๆแลอบอุ่นอ่อนโยน เรือนเกศาของนางยาวสลวยสยายบนพื้นแผ่นดิน ใบหน้านางสะสวยมีผิวพรรณสีขาวเปล่งปลั่งดุจไข่มุก ความงามนี้มิเคยสลาย เฉกเช่นร่างกายนางที่ครองวัยเยาว์ตลอดกาล นิรันเป็นปักษา และนางใช้ชีวิตมานานกว่าที่ใครจักคาดคิด เกิด แก่ เจ็บ ตาย สิ้นอายุขัย ร่างกายบุบสลาย คราวดวงวิญญาณล่องลอยสู่สวรรค์ 

สัมผัสกลิ่นหอมเย้ายวนกระตุ้นหฤทัยบนโลกที่เต็มไปด้วยกิเลส และสัมผัสความสำราญ ณ ดินแดนที่นางเปรียบดั่งพระเจ้า 

ตลอดมา และตลอดไป 

“…” 

วนเวียนมิสิ้นสุด เพราะเหตุใดหรือ นางรู้ดีว่าหนทางเดียวที่จักหลุดจากบ่วงกรรมนี้ คือปล่อยวางและละซึ่งสรรพสิ่ง 

และแล้ววันหนึ่งปักษานิรันก็หายไปจากอาราม ตำนานเทวาแห่งเผ่าไมยาดำเนินถึงบทอวสาน นิรันสยายปีกของนางในวาระสุดท้าย ก่อนนางจักโผบินและก้าวสู่ดินแดนที่อยู่เหนือความเข้าใจ นับแต่นั้นนางเรียกขานตนเองว่าปักษานิพพาน ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเหยียบย่างสู่นิพพานและตกลงสู่ห้วงนรก… 

-เปิดฉากศึก- 

“ปีกแห่งแก้วมโนคติ ปะทะ ปีกแห่งแดนนิรัน” 

-สองตำนานแห่งประวัติศาสตร์กลียุคประจันประวัติศาสตร์ธรรมยุค- 

ปลดปล่อยความทั้งปวงให้แหลกสลายไปกับความว่างเปล่าอันครองนิรัน ณ ดินแดนอันไร้ซึ่งอนัตตา มิมีสิ่งใดสามารถดำรงประหนึ่งนอกขอบจักรวาล 

เมรัยผสานร่างกายกับวิญญาณปักษานิพพาน สรรพางค์กายหมอผีน้อยแต่เดิมก็ทรุดโทรมและจวนเจียนจักพังตลอดเวลามิสามารถผสานเป็นหนึ่งกับวิญญาณปักษานิพพานอย่างแท้จริง กระนั้นด้วยอำนาจหนึ่งในสิบส่วนนี้สามารถแสดงได้ในเวลากำจัดและขอบเขตที่น้อยนิดประหนึ่งน้ำหนึ่งหยด เมรัยหวังและเชื่อมั่นว่าวิญญาณปักษานิพพานจักช่วยให้เมรัยและโซฟีรอดพ้นเงื้อมมือปักษานิลกาฬ ยมทูต 

อำนาจที่มิอาจควบคุม พลังที่มิอาจแสดง ผลกระทบและความรุนแรงที่นางมิอาจแบกรับไว้ 

พลังวิญญาณปักษานิพพานจักช่วยปลดปล่อยเมรัย หรือหมอผีน้อยจักสิ้นใจภายใต้คมแก้วปักษานิลกาฬกันนะ 

“ข้ายังอยากทานมันบดนะ” 

หมอผีน้อยพึมพำราวจักสั่งเสีย คราวบัดนั้นที่นางคล้ายมิเป็นตนเองอีกต่อไป 

“…” 

เมื่อเมรัยหลับตาและลืมโพลง แววตาสีส้มอ่อนดุจแสงอาทิตย์ที่วันวานมีความอ่อนโยน เร้าร้อน เย็นยะเยือก รักใคร่ และอาทร ความรู้สึกมากมายราวทรายที่มาประชุมกันและกลายเป็นสาวน้อยเมรัย บัดนี้แววตานั้นมิหลงเหลือเค้าโครงเดิม สองนัยน์เนตรปัจจุบันไร้ซึ่งอารมณ์ใด ปราศจากความลุ่มหลง ความโกรธเกรี้ยว ความคับแค้น ความเชื่อหนักแน่น และความสับสน 

ดวงตาที่หลุบต่ำราวอรหันต์  ไร้แสงสว่างสุกไสว ไร้ความมืดเลือนสลัว 

ดวงตาแห่งความว่างเปล่าเฉกเช่นกระดาษสีขาวที่เหมือนไม่ใช่กระดาษสีขาว 

“เจ้าเป็นใคร” 

ปักษานิลกาฬสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนผันอย่างน่าพิศวง สาวน้อยคนนั้นที่กล้าเสี่ยงชีวิตและยืนตระหง่านเบื้องหน้าราวจักยอมทิ้งชีวิตง่ายๆ ตอนนี้เมรัยมิให้ความรู้สึกเช่นนั้น 

 

วิจิกิจฉา 

[ความลังเลของคนคนนั้น]” 

ติ๋ง(เสียงหยดน้ำ) 

ณ โบราณวิหารเก่า ปุยหิมะร่วงหล่นโปรยปรายทั่วม่านฟ้าสีเงินเหรียญ หอคอยลับและซากเสาวิหารล้มระเนระนาด สรรพสัตว์ทั้งหลายวิ่งหนีหาย เพราะออร่าขุมพลังมาโฮชั่วร้ายของปักษานิลกาฬที่แพร่ขยายราวอสูรกายหมายจักกลืนกินโลกทั้งใบ ภายใต้แรงกดดันราวจักกดหัวให้ทิ่มแทงดินโคลน ความรู้สึกหวาดกลัวเพิ่มทวีมิหยุดชะงัก มิว่าใครต่างกริ่งเกรงความตาย ยกเว้น..ปักษานิพพาน 

กาลเพลาหยุดนิ่งอย่างเที่ยงแท้ มวลอากาศหยุดส่าย สายลมเลิกพัดผ่าน ก้อนหิมะค้างตรึงมิร่วงตก เหล่าสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนถูกหยุดนิ่ง 

มีเพียงปักษานิพพานที่สามารเคลื่อนไหวดั่งใจนึก นางใช้ร่างกายเมรัย สาวเท้าก้าวอย่างเชื่องช้า เข้าประชิดปักษานิลกาฬอย่างเงียบงัน 

ดวงตาว่างเปล่าจับจ้องปักษานิลกาฬอย่างไร้เวทนา ครั้นปักษานิพพานยกฝ่ามืออวบ แตะใบหน้าปักษานิลกาฬและผลักเบาๆ 

ติ๋ง--- 

--เปิดการทำงาน : มิติแก้วสะท้อน-- 

“ข้า..!!!” 

พลังมหาศาลที่จู่ๆก็ปรากฏนั้นผลักดันร่างปักษานิลกาฬพุ่งไปข้างหลัง ด้วยแรงที่มากพอผลักมัจจุราชสาวกระเด็นอย่างไร้แรงต่อต้าน ร่างนางพุ่งทะลุกำแพงหินโบราณวิหาร โครม พุ่งไกลและกระแทงโขดหินที่ยืดขวางทาง ศีรษะชนฝังลำต้นไม้จนไม้หักโค่นล้ม มือเท้า แขนศอกหมุนควงอย่างมิอาจควบคุมประหนึ่งดั่งโดนฝ่ามือยักษ์ผลักก็มิปาน 

!!!!! ตูม 

สายลมแรงพัดสร้างคลื่นพายุมหึมา มันกวาดล้างพรมแผ่นดินและทุกๆอย่างโดยรอบวิถีเส้นทางที่ปักษานิลกาฬกระเด็นผ่าน ใบไม้ฉีกกระจาย เศษดินสาดกระเซ็น ปุยหิมะปริแตก แม้นแต่ความตายยังถูกพัดกระจุยเป็นชิ้นๆ 

“เอือ!!” 

นี่มันบ้าอะไร!!!... ปักษานิลกาฬมิเคยรับการโจมตีระดับพลังทำลายล้างรุนแรงเช่นนี้ ตั้งแต่นางเกิดใหม่เป็นปักษานิลกาฬ บนโลกนี้ก็มิมีใครสามารถต่อกรกับนางได้อีก แม้นเหล่าปักษาด้วยกันก็ยังหายากที่จักสร้างความเสียหายอย่างหนักให้ปักษานิลกาฬ นอกเหนือปักษาสวรรค์แล้ว ยังมีปักษาตนอื่นที่สู้กับนางได้ด้วยหรือ!! 

“แกเป็นตัวอะไร..” 

“..” 

การจู่โจมชั่วพริบตาที่ปักษานิลกาฬมิอาจตั้งรับและป้องกัน ใช้เวลาเพียงเศษเสี้ยวลอบประชิดและตี มัจจุราชสาวมิเคยเห็นใครสามารถจู่โจมด้วยความเร็วระดับเหนือความเร็วแสง “อึก!!” ร่างกายนางเหมือนโดนทุบด้วยค้อน กระดูกกรีดร้องเจ็บปวดรวดร้าวดั่งโดนบดขยี้ มัจจุราชสาวกัดฟัน ใบหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัวปานปีศาจ นางเบิกตาจ้องเขม่นปักษานิพพาน ด้วยความโกรธแค้นที่ราวจักสังหารและบีบเข่นดวงวิญญาณ 

ขณะที่ปักษานิลกาฬสับสน ปักษานิพพานนิ่งเงียบมิมีใจอยากอธิบายและตอบคำถาม นางยืนตระหง่านบนแผ่นหินโบราณวิหาร ปรายตามองปักษานิลกาฬปานมองอากาศธาตุ 

หนึ่งปักษาผู้อยู่เหนือสวรรค์ หนึ่งปักษาผู้ตกลงสู่ความอาฆาตแค้น 

ทำไม.. 

“สงสัยหรือ ว่าทำไมข้ายังไม่ตายทั้งๆเจ้าเล่นงานขนาดนี้” 

ร้ายกาจนัก หากปักษาตนอื่นเจอปักษานิลกาฬคงกล่าวเช่นนั้น ทว่ามิใช่กับปักษานิพพาน นางรู้ความจริงว่าก่อนที่นางจักใช้มือผลักร่างปักษานิลกาฬจนปลิว ปักษานิลกาฬได้ใช้ศาสตร์ลับ ไพ่ตายที่มัจจุราชสาวตระเตรียมไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความตายที่มิอาจคาดเดา การลอบสังหาร การจู่โจมจากที่ลับ ศาสตร์หรือวิชานั้นเป็นหนึ่งในกระบวนท่าไม้ตาย 

มิติแก้วสะท้อนคือเมื่อใดก็ตามที่มีการจู่โจมหมายพิฆาตปักษานิลกาฬ ปักษานิลกาฬจักดึงร่างกายนางและผู้ประสงค์จักสังหารเข้าสู่มิติแก้วสะท้อน โลกในแก้วกระจงนั้นเอง 

“ข้าล่ะตกใจ ใจหายวาบ” 

หญิงสาวลุกและยกมือปัดๆเศษฝุ่นโสโครกบนกระโปรงดำราวขนอีกา ปักษานิลกาฬเอียงคอ ยกยิ้มและกางแขนอ้ากว้าง ปากพร่ำกล่าวอย่างยินดี “เจ้าฆ่าข้ามิตาย คราวนี้ถึงตาข้าแล้ว” 

มุมปากนางคลี่สยายถึงใบหู ปอยผมที่ปิดบังดวงตา พัดเปิดเผยให้เห็นดวงตาสีดำทมิฬราวหลุมดำที่จักกลืนกินแสงสว่าง “ 

บัญชาแก้วหมื่นทัพ 

[จู่โจม]” 

มิติแก้วสะท้อนมีสภาพคล้ายคลึงโลกแห่งความจริงสิบส่วน ท้องฟ้าสีเงิน ปุยหิมะ และสายลม เพียงแต่มิตินี้มีปักษานิลกาฬเป็นเจ้าของ นางเปรียบดั่งพระเจ้าของมิติ และพระเจ้า...คือผู้แข็งแกร่งที่สุด 

“ตายซะเถอะ” 

ฝ่ามือเรียวโบกลงพลันแก้วใสก่อร่างเป็นรูปทรงคล้ายอสรพิษ พวกมันโผล่จากพื้นดินและพุ่งใส่ปักษานิพพานอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ปลายแก้วแหลมปานหนึ่งหัวเข็ม และคมกริบปานกระบี่ การจู่โจมที่ยากหลบหลีก เบื้องหน้าปักษานิพพาน นางไม่หวาดเกรงสักนิด ต่อให้มิติลดพลังอำนาจนาง!! 

มานะ[ความถือตัวของคนคนนั้น]” 

สาวน้อยหรี่ตามือปัดป้องอสรพิษแก้วนับร้อย พลันเหล่าแก้วอสรพิษแตกสลายในพริบตา ไม่มีเศษใดทิ่มแตะต้องตัวสาวน้อย ไม่มี 

“ไม่เลว”ปักษานิลกาฬคันไม้คันมือเนื่องมิได้เจอคู่ปรับสมน้ำสมเนื้อตั้งแต่สมัยยุคมหาสงคราม นางเปลี่ยนความคิด จากอยากฆ่าอีกฝ่ายให้ตายในทันที เปลี่ยนเป็นอยากลองวัดฝีมือและสู้สักตั้ง หัวใจสีดำภาวนาให้ปักษานิพพานเก่งจริงดั่งที่แสดง มิใช่เสือกระดาษ และของปลอมที่บังอาจกล้าท้าทายนาง 

ศึกปะทะในมิติแก้วสะท้อนดำเนินอย่างดุเดือด ความเงียบงันของปักษานิพพานสร้างความตื่นเต้น กระตุ้นความฮึกเหิมปักษานิลกาฬเนื่องๆ ด้วยทุกการโจมตีของมัจจุราชสาวถูกทำลายทิ้งก่อนเอื้อมถึงตัวปักษานิพพาน มิใช่ด้วยการหลบแต่อย่างใด แต่เพราะปักษานิพพานมิหลบน่ะสิ นางยืนประจันหน้าปานตนเองเป็นป้อมปราการ 

มือโบกปัดฝนแก้วนับล้านอย่างง่ายดายดุจปักกลีบดอกไม้ การป้องการนี้เรียกอย่างอวดโอ้ได้เลยว่า “ลบล้างทุกสิ่งที่เข้าใกล้ในรัศมี” 

“น่าตายนัก” 

แม้นจักอยู่ในอาณาเขตปักษานิลกาฬ กระนั้นปักษานิพพานมิกังวลร้อนใจ ราวกับว่านางจักอยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าบนสวรรค์ หรือนรก.. 

 

โครนอส 

[เคียวตัดอุปาทาน]” 

เสกปั้นแก้วเป็นเคียวขนาดใหญ่ยาว ปักษานิลกาฬคว้าอาวุธพิฆาต กวัดแกร่วให้คล่องมือพลันกระโจน กางปีกบินทะยานใส่ปักษานิพพานปานสัตว์ร้าย คมเคียวแหลมตวัดฟันฉาบ ปักษานิพพานสัมผัสความผิดปกติ นางไม่ยกมือปัดดั่งที่ทำมาตลอด ครั้งนี้นางพลิกกายหลบเคียว พลันรีบถอยหนี ทิ้งระยะห่าง เคียวในมือปักษานิลกาฬอันตราย กลิ่นอายนั่นคือพลังแห่งความมืดราวก้นห้วงมหาสมุทรดาราจักร 

“ฮึๆฮาๆๆๆๆๆเจ้าก็กลัวเป็นนี่นา” 

สัตว์ประหลาดแห่งประวัติศาสตร์ทมิฬหยียิ้มร่าเริงพลางควงเคียวแก้วเข้าเผชิญหน้าปักษานิพพาน ปักษานิพพานมิใช้การปัดป้องเพื่อทำลายเคียวแก้ว เพราะนางรู้ตัวว่าตนเองมิอาจทำลายแก้วมณีนี้ พลังของมันอยู่เหนืออำนาจปักษานิพพาน พลังที่ยิ่งใหญ่และร้ายกาจกว่าตัวปักษานิลกาฬเสียอีก 

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว 

เคียวแก้วเหวี่ยงฟันสะบั้น กระหน่ำตีจนปักษานิพพานล่าถอย ปักษานิลกาฬกระหยิ่มดีใจคราวเห็นอีกฝ่ายเสียเปรียบ นางรุกไล่อย่างคุ้มคลั่งปานกระทิงแดง โจมตีมิยั้ง แสดงและทุ่มพลังเต็มสิบส่วน คมเคียวแก้วฟันกรีดเสื้อผ้าสาวน้อยขาดหลุดลุ่ย เนื้อตัวมีแผลเลือดไหลประปราย กระนั้นมิใช่แผลใหญ่โตอะไร ปักษานิพพานกระโดด เท้าเหยียบพื้นหิน เรือนผมสั่นไหว แววตาเฉยเมยเหลียวมองปักษานิลกาฬ 

ปักษานางนี้มีพลังเทียบเท่าปักษาศาสดา หรือมากยิ่งกว่า.. 

“เด็กคนนี้เข้มแข็ง” 

“ว่ากระไรรึ” 

ปักษานิพพานยกมือทาบหัวใจ นางมิหมายพูดคุยกับปักษานิลกาฬ สิ่งที่นางพูดตอนนี้เป็นการบอกตัวนางเอง บอกให้รู้ว่า เมรัยเป็นเด็กเข้มแข็ง เพราะฉะนั้น 

 

เจ้ามิอาจฆ่านาง 

 

ปักษานิพพานลั่นวาจาประหนึ่งคำประกาศเริ่มมหาสงคราม แววตาเฉยชาเรืองประกายความเย็นยะเยือกดุจหุบเขาน้ำแข็ง นางปลดอาภรณ์ทั่วกายและโยนทิ้ง คราวเรือนร่างอ้วนพี ทรวงอกอวบอิ่มเปิดเผยอย่างเด่นชัด มีผ้าคาดอกพันปิดไว้มิให้ส่วนสีชมพู่นวล ปักษานิพพานถอดรองเท้า ใช้เท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำดินชุ่มธารา นางปล่อยเส้นผมพัดสยายอย่างองอาจทระนง ปากเอ่ยกระบวนท่าไม้ตาย 

โทสะ[ความโกรธของคนคนนั้น]” 

สาวน้อยเสกดาบสีทองอร่ามจากความว่างเปล่า ดาบสองคมยาวเท่าท่อนแขน ส่วนคมจรดด้ามดาบมีสีทองอ่อนดุจผ้าไหมจักรพรรดิ ออร่าพลังแตกซ่าเป็นริ้วคลื่นสีแดงเพลิงโทสะ พลังนั้นเทียบเท่าหรืออาจจักมากกว่าเคียวแก้วปักษานิลกาฬด้วยซ้ำ “ฮาๆๆให้ได้อย่างนี้สิ” 

“หยุดเสียเถอะ” 

ปักษานิพพานเตือนสติ 

“เจ้าตายก่อน ข้าจักหยุด” 

ปักษานิลกาฬไม่รับไมตรี ศึกนี้ไม่เจ้าหรือข้า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องดับดิ้น!!! 

ฟุบ!! ฟุบ!!! 

เพล้ง!!!!!!!!!!!!!! 

เคียวแก้วฟาดปะทะดาบทองบังเกิดประกายแสงสีเรืองรอง สุรเสียงอำนาจแห่งธรรมตีกระทบน้ำเสียงกรีดร้องแห่งแก้วกระจก เพล้ง.. ฟุบ.. ปักษานิพพานย่อเข่า มือกวัดแกร่วดาบป้องกันเคียวแก้วอย่างว่องไวดุจวานร ปักษานิลกาฬยิ้มสยอง กางปีกบินทะยานสู่เวหาอย่างจ้าวแห่งท้องฟ้า ปักษานิพพานสะบัดหัว กางปีกขาวโพลนครั้นพุ่งทะยานไล่ตามติด 

สองปักษาห้ำหั่น แลกอาวุธเหนือป่าพงไพร ท่ามกลางหิมะโปรยปราย สลับรุกรับ ตีและป้องกัน 

บังเกิดเห็นเป็นลำแสงสีขาวและดำระบายเต็มฟ้า ต่างพุ่งชนกันครั้งหนึ่งแล้วแยกทาง พลันพุ่งมาตีกันอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

เพล้ง!!! เพล้ง!!! 

โวยาเกอร์[พรประหารเก้ามณี]” 

ปักษานิลกาฬหมุนตัวพลันขว้างเคียวแก้วใส่ปักษานิพพาน เคียวแก้วแตกแยกเป็นเคียวแก้วนับสิบ พุ่งดิ่งด้วยความเร็วยากหลบหนี ปักษานิพพานหลุบตาต่ำ ยกดาบทองฟันสะบั้นทำลายล้างเคียวแก้วสิ้นซากในพริบตา!!! อำนาจใครเหนือกว่า บัดนี้ตัดสินแล้ว 

อาร์โกนัร[รยางค์ล่ามนรก]” 

น้ำเสียงน่ารังเรียงลอยเคว้งในห่วงอากาศหนาว คราวปักษานิลกาฬเสกกรงจักรแก้วสองวงบนฝ่ามือ และปาสาดใส่ปักษานิพพาน พลังลี้ลับที่เหนือกว่าเคียวแก้วทำให้ปักษานิพพานมิอาจทำลายล้างพวกมัน สาวน้อยตวัดดาบทองฟาดฟันโต้กลับ อาศัยแรงที่มากกว่าต้านรับแรงหมุนกงจักร “หึหึๆ”ชั่วขณะนั้นปักษานิลกาฬแผ่วหัวเราะเยาะ “ 

"โอบิลเวียน[มิอาจอภัยโทษ]” 

สิ้นเสียงกระบวนท่า กงจักรที่ปักษานิพพานใช้ดาบตั้งรับก็แตกสลายโดยพลัน พวกมันแตกเป็นเศษแก้วและบินห้อมรอบปักษานิพพาน คราวเศษแก้วหยุดนิ่งและปล่อยเส้นใยบางๆดุจใยไหมร้อยรัดพันธนาการปักษานิพพาน ตรึงมิให้นางเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า 

ชาโดว์คิง[เงาราชัน]” 

ต่อสานกระบวนท่าพิฆาต ปักษานิลกาฬเสกลิ่มแก้วสีดำทมิฬที่อาบด้วยมาโฮมืดมหาศาล นางกรีดนิ้วและสะบัดข้อมือพลันลิ่มแก้วทั้งหมดพุ่งแทงปักษานิพพาน!! ปักษานิพพานจนตรอกมิอาจหลบหนีลิ่มแก้วมรณะ ชั่วขณะที่ความสิ้นหวังเริ่มแตกตื่นกู่ร้อง สาวน้อยจับจ้องอาวุธที่ใกล้แค่เอื้อมแขน นางพึมพำ ยอมสละพลังชีวิต เพื่อหลบหนีชะตาอุบัติ 

อโนตตัปปะ[ความมิเกรงกลัวบาปของคนคนนั้น]” 

พริบตาก่อนลิ่มแก้วทมิฬจักปักทะลุเนื้อสาวน้อย ร่างกายปักษานิพพานสลายหายลับไปจากกรงขังแก้ว ปักษานิลกาฬเบ้ปากขัดใจ คราจากนั้นปักษานิพพานปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าปักษานิลกาฬ พร้อมด้วยยกเท้าถีบเหยียบหน้าโฉมงามเต็มอณู ผัวะ!! ปักษานิลกาฬจมูกเบี้ยวเอน ตัวหมุนเป็นลูกคางทุ่มอัดผืนปฐพีด้วยความแรงประหนึ่งดาวตก ปักษานิพพานกุมดาบ พุ่งตามลงไป 

เพล้ง 

“ร้ายนักน้า!!!” 

ปักษานิลกาตั้งหลักพลันเสกเคียวแก้วและฟาดสวนดาบทองคำ สองศาสตราวุธปะทะกันอย่างรุนแรงก่อเกิดสายลมกรรโชกและเสียงคำรามลั่นสนั่นมิติ ต่างฝ่ายต่างมุ่งเน้นจักทำร้าย กระนั้นปักษานิพพานลงมืออย่างเลือดเย็น ดุดัน เงียบกริบ แต่ละกระบวนท่าสามารถโต้สวนทุกกระบวนร้อยพันของปักษานิลกาฬ มัจจุราชใช้ไพ่ใด สาวน้อยก็ใช้ไพ่ลับ พลิกกลับมาต้านรับได้อย่างมหัศจรรย์ 

สองฝ่ายสู้รบปะมืออย่างต่อเนื่องมิหยุดพักหายใจ ประเดี๋ยวสู้บนพื้น ประเดี๋ยวกระโดดบินไปต่อยกันบนฟ้า 

แรงของทั้งสองมหาศาลจนมิติแก้วสะท้อนของปักษานิลกาฬเริ่มแตกร้าว แบกรับความเสียหายมิไหว 

ด้วยเหตุพลังของปักษานิลกาฬสูงเพียง พลังของปักษานิพพานก็สูงตามนั้น 

“พลังของเจ้าเทียบเท่าพลังข้า!!!” 

เป็นเช่นนี้นี่เอง หลังปะมือและใช้กระบวนท่าไม้ตายนับสิบ ในที่สุดปักษานิลกาฬมองเห็นรูปแบบพลังของปักษานิพพาน ศาสตร์ลับของปักษานิพพานคือการใช้พลังของคู่ต่อสู้เหมือนเป็นพลังของนางเอง แท้จริงแล้วปักษานิพพานไม่มีพลังดั้งเดิมและพลังเป็นของตนเอง นางจักหยิบยืมและนำพลังของคู่ต่อสู้มาใช้ โดยแบ่งประเภทพลังด้วยกิเลสทั้งสิบ 

หากปักษานิลกาฬมีความโกรธมาก ปักษานิพพานก็จักนำโทสะนั้นมาเปลี่ยนเป็นพลังของนาง 

ยิ่งพลังของปักษานิลกาฬสูงเท่าไหร่ พลังของปักษานิพพานก็สูงเท่านั้น 

นี้คือศาสตร์ลับที่ครั้งหนึ่งปักษานิพพานเคยใช้ 

--กิเลสา[บ่อเกิดทุกข์สิบวัตถุ]— 

“…” 

เมื่อโดนเปิดเผยศาสตร์ลับ ปักษานิพพานมิตกใจหรือแปลกใจ เพราะอย่างไรซะ คู่ต่อสู้ก็ไม่โง่เขลา เบาปัญญา ปักษานิลกาฬจักเรียนรู้และเข้าใจศัตรูในเวลาอันช้าก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งมันไม่ค่า และไม่สามารถทำให้ปักษานิพพานหวั่นไหว!!! นางคือปักษาที่ครั้งหนึ่งเคยบรรลุสู่นิพพาน ความทั้งปวงนั้นไม่มีค่ากับนางอีกแล้ว… 

ด้วยชีวิตนี้จะเป็นตายหาใช่ชะตาที่ปักษานิลกาฬจักลิขิตให้!!! 

“แล้วอย่างไร” 

สาวน้อยกล่าวอย่างว่างเปล่าเสมือนผู้ละทิ้ง ปักษานิพพานตั้งดาบชี้หาปักษานิลกาฬ ไร้ประกายความโอหัง ไร้แววความยโส ไม่มีความเชื่อ ปราศจากความกลัว และความหวัง ภายนัยน์ในตาแห่งดินแดนนิรัน ทุกอย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้ว… 

“หึ”ปักษานิลกาฬยิ้มสบประมาท พลางสะบัดกระโปรงและกางแขน ในเมื่อการต่อสู้คล้ายจักหาบทสรุปมิได้ เช่นนั้นวัดกันเสียเลยว่า ปักษานิพพานจักยกระดับ และแบกรับพลังอำนาจของปักษานิลกาฬไว้หรือไม่!!! 

โครนอสเชมเบอร์[มโนคติแห่งความสิ้นหวัง]” 

-- 

หนึ่งในศาสตร์ลับไม้ตายก้นหีบของปักษานิลกาฬคือการเสกแก้วทมิฬสีดำนิลนับล้านล้านล้านชิ้นสร้างเป็นวงโคจรล้อมรอบคู่ต่อสู้ และทำการบดขยี้แก้วเหล่านั้นใส่คู่ต่อสู้ด้วยระดับความแรงเทียบเท่าการกำเนิดจักรวาล 

“ฮาๆๆๆๆๆ” 

เสียงหัวเราะอย่างปีศาจร้ายดังกังวานท่ามกลางพายุแก้วนับล้านที่หมุนพัดบนฟากสีเทาหม่นหมองราววันโลกาวินาศ ณ มิติแก้วสะท้อนที่ขยายขอบเขตกว้างไพรศาล มันเปิดที่ให้ปักษานิลกาฬสามารสร้างสรรค์อำนาจธรรมชาติ การกำเนิดและล้มสลาย จุดเริ่มต้นและจุดจบ ด้วยมาโฮระดับรองจากสัตว์เทวะ มัจจุราชแหงนหน้ากู่ร้องอย่างบ้าคลั่งเสียสติ นางชื่นชอบการทำลายล้าง และนางจักทำลายและสังหารทุกชีวิตให้สิ้นซาก!!! 

เสียงพายุพัดกระหน่ำยังมิอาจกลบเสียงน้ำเราะชวนผวา มิติแก้วแก้วสะท้อนเริ่มพังทลายทีละนิด ท้องฟ้าแตกเป็นช่อง พื้นดินพังทลาย 

พลังนี้อาจสารารถทำลายโลกทั้งใบ และสร้างความสิ้นหวังให้ทุกชีวิต 

“..” 

ปักษานิพพานหลับตาปล่อยวาง…  แม้นนางจักใช้ศาสตร์ลับก็มิอาจลบล้างสังขารของพลังมืดนี้ ไม่มีทาง 

ลาขาด 

ปักษานิลกาฬหยุดรำ พลันสะบัดแขน ชายเสื้อพลิ้วสาดความเย็นชา 

พลันเศษแก้วนับล้านพุ่งฉีกกระชากอัดใส่ปักษานิพพาน ใช้นางเป็นแกนกลางหลอมร่วม ทำลายและสร้างจักรวาลใหม่!!! 

----ตูม--- 

 

.. 

. 

. 

. 

. 

ติ๋ง(เสียงหยดน้ำ)“ชะตากรรมของเจ้าถูกกำหนดตั้งแต่แรกแล้ว 

ณ โลกสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาราวดินแดนเทวนิยาย ปักษานิลกาฬยืนตระหง่านโดยที่ยังมิรู้สึกตัว กระทั่งนางแว่วยินเสียงปักษานิพพานลอยๆ มัจจุราชสาวหันขวับมองรอบตัว และพบว่าที่ที่นางอยู่มิใช่มิมิติแก้วสะท้อน หรือโลกแห่งความจริง สถานที่แห่งนี้คือโลกที่นางมิรู้จัก มันว่างเปล่าและระบายด้วยสีขาว เบื้องล่างมีสระน้ำ และมีดอกบัวเบ่งบานละลานราวดินแดนสวรรค์ 

หยดน้ำค้างรินไหลจากยอดใบร่วงหล่นสู่ลำธารใส 

กลิ่นหอมละมุนละไมอบอวลทำใจร้อนให้เย็นชื่น 

ดอกบัวสีชมพู่ระเรื่อ และลำสีเขียวไผ่ 

ความรู้สึกที่อัดแน่นในอก ความแค้น ความรัก ความเศร้าโศก ความรู้สึกด้านลบ 

วิญญาณ กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งหก 

สี รูปลักษณ์ 

ผม กระดูก โลหิต 

กาย และใจ 

“ที่นี่ที่ไหน…” 

ปักษานิลกาฬเอ่ยและพบว่าน้ำเสียงนางแหบพร่า ฟังไพเราะดุจเสียงนางยามยังมิกลายเป็นปักษานิลกาฬ หญิงสาวยกมือและพบว่าผิวพรรณ รูปร่างนางกลายเป็นนางเมื่ออดีต ทำไม… 

“เจ้าก็เหมือนเด็กคนนี้” 

ณ จุดหนึ่ง ปักษานิพพานปรากฏกาย และเหลียวมองปักษานิลกาฬ 

“พวกเจ้าต่างอยากมีความสุข ดังนั้นชีวิตจึงพานพบความทุกข์มิจบสิ้น…” 

มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น มีน้อยคนนักอยากหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ พวกเขาเลือกที่จักมีชีวิตในแบบของพวกเขา ยอมทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ยอมสละเวลาเพื่ออยู่กับคนสำคัญและคนรัก เฝ้ามองลูกหลานเติบโต และท้าทายความกลัวและเรื่องอันตรายเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองสามารถทำให้เป็นจริง 

“เจ้าจักหยุดก็ได้” 

ปักษานิพพานเพียงบอกและเตือนสติ ว่า นอกจาก ก้าวไปข้างหน้าและถอยหลัง ยังมีตัวเลือก หยุด นะ 

“ไม่” 

ปักษานิลกาฬกำหมัด ให้นางหยุดแล้วไม่ต้องสนใจสิ่งใดหรือ อยากจักขำให้ฟันร่วง 

“…” 

ปักษานิพพานมิยิ้ม นางหันร่างอวบอ้วนเผชิญหน้าปักษานิลกาฬ สาวน้อยยกมือและชูนิ้วชี้ในระดับสายตา 

บนนิ้วนางมีน้ำหนึ่งหยด… 

“การต่อสู้ของเจ้าและข้าอยู่ในน้ำหยดนี้” 

“!!!” 

ศาสตร์สร้างมิติแก้วสะท้อนของปักษานิลกาฬว่าสร้างยากและเหนือเลิศแล้ว กระนั้นอาณาเขตที่ปักษานิพพานนำปักษานิลกาฬมาใส่นั้นเหนือยิ่งกว่าล้านขุม อาณาเขตนี้คือพาน สถานที่ มิติ พิภพ โลก ที่สามารถเข้าง่ายและเข้ายาก ปักษานิพพานใช้อำนาของมันตั้งแต่แรกที่เมรัยเปล่งเสียงกระบวนท่าแล้ว หรือก็คือตั้งแต่ ที่วิญญาณปักษานิพพานผสานกับเมรัย… 

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนดำรงอยู่ในหยดน้ำเล็กๆกระจิ๋วหนึ่งหยด และหยดน้ำนั้นอยู่บนนิ้วปักษานิพพาน 

“…ไม่จริง” 

“…” 

ปักษานิลกาฬรับรู้ความกลัวจับขั้วหัวใจ นางพลั่งก้าวถอยหลังและเงยหน้ามองเพดานโลกสีขาว ที่บนนั้นยามนี้มีใบหน้าปักษานิพพานฉายชัด ดวงตาสีส้มอ่อนที่ปรายตามองปักษานิลกาฬผ่านหยดน้ำบนนิ้ว ทุกๆอย่าง สรรพสิ่ง ชีวิต กรรม ธรรมชาติ ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงเศษธุลีที่ลอยอยู่ในน้ำหนึ่งหยด และผู้ที่ครอบครองหยดน้ำ คือ 

ปักษานิพพาน 

“สำหรับเราแล้ว…สรรพสิ่งล้วนเปรียบดั่งเถ้าธุลี” 

สาวน้อยเป่าหยดน้ำบนนิ้ว พลันหยดน้ำเล็กๆแตกสลาย 

นิรวาณ[หลุดพ้นซึ่งสภาวะ] 

-- 

ณ โลกแห่งความจริง โบราณวิหารทางออกที่เมรัยและโซฟีค้นพบ ยามนี้นักเชิดหุ่นน้อยยังขาสั่นหลบหลังกำแพงหิน นางตกใจเมื่อเห็นเงาเมรัยมีปีกปักษากางสยาย นางตกใจทำอะไรไม่ถูก และไม่รอให้นางคิด จู่ๆปักษานิลกาฬและเมรัยก็หายตัวไปดื้อๆ “!!!” 

ติ๋ง-- 

ฉับพลันมีแสงขาวสว่างวาบสาดแทงตาโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยตกใจต้องทรุดเข่าหลบหลังกำแพง นางเก็บหางกอดตุ๊กตา พลันสายลมพัด แผ่นดินสั่นไหวโครมครามราวมียักษ์จัดงานเลี้ยงเต้นฉลองรอบกองไฟ หมู่วิหคที่พึ่งบินวนกลับบ้าน และสิ่งสาราสัตว์ที่หวนคืนถิ่นให้ตื่นตระหนกพลันวิ่งหนีแตกฝูง ช้าง เสือ หมา ป่า เต่าหดหัวเข้ากระดอง กระต่ายกระโดดมุดโพรง แม่น้ำสั่นสะเทือนปรากฏคลื่นยักษ์ เมฆบนท้องฟ้าแตกเป็นวงกลมใหญ่ราวมีดาวตกพุ่งชนโลก โซฟีกอดแคนดี้รับรู้แรงสั่นสะเทือนราวพิภพจักพังทลาย นางกลัว กลัวจนมิกล้าขยับไปไหน 

กระทั่งแสงขาวสลาย และเสียงระเบิดดังปะทุ 

ตูม!!!!!!! 

ก้อนหิน หอคอยโบราณวิหาร ร่วมสิ่งปลูกสร้างเก่าๆพังทลายเละเทะมิเป็นชิ้นดี ท่ามกลางฝุ่นควันและกองอิฐเทา โซฟีลืมตาและชะโงกหัวออกจากที่หลบภัย เกิดอะไรขึ้น นางไม่เข้าใจ นางกลัว น้ำเสียงสั่นคลอนแฝงด้วยความหวาดหวั่นสะพรึง 

“พี่เมรัย…?” 

และแล้วโซฟีมองเห็นเมรัย หมอผีน้อยยืนตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว เบื้องหน้านางมีปักษานิลกาฬนอนหมดสภาพจมกองเลือด บาดเจ็บสาหัส กระนั้นคล้ายยังมีลมหายใจโรยริน “…” นี้คือความจริงและผลของการโจมตีครั้งแรงของปักษานิพพาน ใช่ ตอนที่นางยกมือผลักหน้าปักษานิลกาฬเบาๆนั้นแหละ ความเสียหายนั้น..ถูกกำหนดไว้แล้ว 

ปักษานิพพานในร่างเมรัย สายตาว่างเปล่าจับจ้องปักษานิลกาฬ ใจนั้นมิรู้คิดสิ่งใด กระนั้นก็ยังปล่อยให้มัจจุราชสาวมีลมหายใจต่อไป เพราะว่าเมรัยอ่อนโยน และอยากให้ปักษานิลกาฬและปักษาแห่งหมู่เมฆครองคู่กัน..เพราะฉะนั้นมิอาจสังหาร 

ปักษานิพพานสิ้นวาระ นางสะบัดหลังและก้าวจากไป ครั้นสบสายตากับนักเชิดหุ่นน้อยโดยบังเอิญ 

“!!” 

โซฟีตกใจพลั่งสะดุดล้มก้นจูบดิน นางเงยหน้ามองปักษานิพพานอย่างขวาดกลัว กระนั้นก็มินานนัก เพราะแววตาปักษานิพพานมิใช่สายตาที่ใครจักกล้าสบมองตรงๆ “…” นางสมควรไปได้แล้ว ปักษานิพพานหลับตาและถอดวิญญาณจากร่างเมรัย คืนหมอผีน้อยให้นักเชิดหุ่นน้อย ส่วนนางก็กลายเป็นวิญญาณปักษา กางปีกพร้อมโบยบินไปสู่สถานที่ของนาง 

ตุบ.. 

“อึก” 

เมรัยคืนสติเป็นตัวของนางเอง หมอผีน้อยเบิกตากระอักเลือดสาดเต็มพื้น ความเจ็บปวดที่ไม่ปรากฏบาดแผลภายนอก แต่กลับสร้างความเสียหายให้วิญญาณและหัวใจนางอย่างแสนสาหัส “ไหว..จริงๆ”เมรัยทรุดเข่า ก้มศีรษะ สองแขนยันพื้นมิให้หัวทิ่ม นางคลี่ยิ้มเลือดเปื้อนแก้ม สูดหายใจและยันกายลุกอย่างโซเซ เท้าก้าวสะเปะสะปะ เดินไม่เกินห้าก้าว ก็เบี่ยงตัวเอาหัวชนกำแพงหิน โป๊ง. 

“พี่เมรัย!!”โซฟีตกใจผวา ตอนแรกกลัวปักษานิพพาน ตอนนี้กลัวสภาพเมรัยที่มิรู้ไปทำอะไรมาถึงโทรมคล้ายคนใกล้ตาย 

“รอดแล้ว..” 

เมรัยชูกำปั้น บอกแบบนักมวยที่ฝืนสู้จนล้มคู่ต่อสู้สำเร็จ พวกนางรอดแล้ว…อึก 

“…”โซฟีพูดไม่ถูกไปชั่วขณะ รอดรึ “รอดบ้าอะไรของพี่!!” 

นักเชิดหุ่นน้อยปาดน้ำตา รีบช่วยพยุงเมรัย ประคองพี่สาวไม่รักชีวิตผู้นี้ไปจากโบราณวิหาร โซฟีโกรธอกกระเพื่อม เสียใจมากด้วย “พี่บ้าที่สุด..” โซฟีก้มหน้าพึมพำ นางเม้นปากกัดฟัน ไม่รู้จักพูดอะไรกับพี่สาวคนนี้ บอกตะโกนด่าก็กลัวทำลายความภาคภูมิใจเมรัย จะปลอบก็ไม่ไหว “ข้าไม่อยากให้พี่ตายนะ…”โซฟีลากเมรัยเหมือนครั้งแรกที่ช่วยเมรัยตอนสลบใต้โบราณวิหาร ตอนนั้นกับตอนนี้ เพราะเมรัยอ่อนแอและชอบทำเป็นเก่ง สู้ทั้งที่รู้ว่าตนเองมิไหว ทำไมนางต้องฝืนเช่นนี้ด้วย… 

เป็นคนที่ดื้อทุรัง และไม่สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง..ฮึ 

“หนักเหมือนหมูอีก” 

โซฟีเช็ดน้ำตาและกำเชือก ปากพร่ำบ่นไปพลาง ขณะที่เมรัยสลบไม่ช่วยรับฟังความในใจน้องสาวแม้แต่น้อย… 

. 

. 

เวลาที่เมรัยผสานวิญญาณปักษาและเริ่มต่อสู้จนจบ นับเทียบเวลาโลกจริงนั้นใช้เวลาไปทั้งหมด 

“1 วินาที” 

 

ความคิดเห็น