หอหมื่นอักษร

จอนผมขาวดั่งคนจร แรกพบพานดั่งสหายเก่า ไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก ขนาดชื่อของคนแปลกหน้าฝ่ายตรงข้ามยังไม่รู้ แต่สามารถเอาชีวิตของตัวเองฝากไว้ได้...

ตอนที่ 62 จี๊ดๆ

ชื่อตอน : ตอนที่ 62 จี๊ดๆ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2561 10:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 62 จี๊ดๆ
แบบอักษร

เงียบสงัด เงียบสงัดอย่างสิ้นเชิง เงียบสงัดยาวนาน ไร้เสียงลม ไร้เสียงน้ำหยด ไร้เสียงลมหายใจ ทั้งมังกรยักษ์สีดำกับเฉินฉางเซิงต่างกลั้นหายใจเงียบนิ่งไร้เสียง ราวกับเป็นเพราะความตื่นเต้น ทว่าความตื่นเต้นนี้คล้ายกับว่าในที่สุดก็มองเห็นความหวัง

ความหวังของมังกรยักษ์สีดำมิอาจล่วงรู้ได้ หากความหวังของเฉินฉางเซิงแน่ชัดว่าคือหลีกหนีความตายให้ไกลออกไป เมื่อเขาเห็นหนวดมังกรยักษ์สีดำกวัดแกว่งเชื่องช้าอยู่ด้านหน้าตนเงียบ ๆ ทาบทับระหว่างคิ้วของตนเบาๆ มิอาจแน่ใจว่าหลังจากนี้เพียงครู่จะเกิดสิ่งใดขึ้น

จุดที่หนวดกับขากรรไกรมังกรมาสัมผัสกันหยาบอย่างยิ่ง ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นละเอียดเรียบ ส่วนปลายบนสุดละเอียดเรียบคล้ายคลึงกับส่วนปลายนิ้วมือมนุษย์ มองแล้วแหลมคมเล็กน้อย ผิวด้านนอกดำขลับราวกับสีของค่ำคืน กลับโปร่งแสงประหนึ่งหยก ด้านในมีละอองแสงสีดำกำลังเคลื่อนย้ายไปมา ราวกับพยับเมฆมิปาน

ปลายของหนวดมังกรกับระหว่างคิ้วเขาประหนึ่งสัมผัสประหนึ่งแยกห่างจากกัน ระยะห่างที่ใกล้กันยิ่ง ใช้เพียงตาเปล่าก็ไม่อาจมองถนัดว่าแท้จริงแล้วสัมผัสหรือไม่ เฉินฉางเซิงยิ่งทวีคูณความตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่งกลับออกมาจากเขตแดนแห่งความตาย ยิ่งทำให้ก่อเกิดความหวาดกลัวได้ง่าย เวลานี้มือที่กุมด้ามกระบี่มีเหงื่อไหลรินออกมามากมาย หลังจากนั้นถูกอุณหภูมิของสภาวะแวดล้อมแช่แข็งเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็งทันที

เงียบเชียบไร้เสียง หนวดมังกรสีดำสัมผัสเบา ๆ ที่ระหว่างคิ้วของเขา

เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด ความหวาดกลัวมิได้เกาะกุม ให้ความรู้สึกเย็นสบายเบาๆ ทว่ากลับทำให้เขารู้สึกตัวขึ้นมา พอจะเข้าใจความหมายของมังกรดำราง ๆ

นั่นก็คือให้เขาเอ่ยต่อไป

เฉินฉางเซิงไม่ลังเลที่จะเอ่ยคำที่สอง ยังคงเป็นตัวอักษรที่อยู่ในคัมภีร์สามพันธรรมะม้วนสุดท้าย

การออกเสียงของคำนี้ยังคงแปลกพิลึก ปรารถนาที่จะเปล่งเสียงออกมาช่างยากลำบากยิ่ง ถึงแม้จะมีหิมะปกคลุมใบหน้าก็สามารถเห็นได้ชัดเจน ใบหน้าเขามีสีแดงฉาดขึ้น ทว่าริมฝีปากกลับขาวซีด คล้ายกับว่าการเอ่ยคำนี้จะต้องสูญเสียสภาพจิตใจอย่างยิ่ง

หนวดมังกรสีดำกวัดแกว่งเบา ๆ ปลายหนวดสีดำขลับหดตัวดีดกลับขึ้นไปด้านหน้าระหว่างคิ้วเขา หลังจากนั้นสัมผัสระหว่างคิ้วของเขาเบา ๆ อีกครั้ง

เฉินฉางเซิงเข้าใจ จึงเอ่ยคำที่สามออกมา หลังจากนั้นคำที่สี่ คำที่ห้า...

พยางค์เสียงพิลึกกึกกือที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากของเขา ทำให้สภาพจิตใจของเขาสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งนานยิ่งอ่อนแรง แต่ในเวลาเดียวกัน เขากลับรู้สึกว่าความเหน็บหนาวที่อยู่โดยรอบกำลังค่อย ๆ หายไป หลังจากสิบกว่าคำที่เปล่งออกมา ในที่สุดความอบอุ่นก็แผ่ซ่านอวัยวะภายในร่างกายเขาอีกครา

นัยน์ตาของมังกรยักษ์สีดำยังคงเฉยชา ทว่าหนวดมังกรกลับดีดตัวกลับไปมาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ใต้แสงของไข่มุกราตรีมีลำแสงสีดำเปล่งแสงออกมานับไม่ถ้วน ท้ายที่สุดราวกับว่าเกาะตัวกันเป็นดอกไม้นับไม่ถ้วน ดอกไม้เหล่านั้นก็คือจิตใจที่กำลังเริงร่าเบิกบาน

เฉินฉางเซิงรับรู้ถึงความยินดีของมัน หากตนยังคงหลงเหลือความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ พยางค์เสียงภาษามังกรที่เขาเปล่งออกมาสิบกว่าคำ ไม่ได้เปล่งออกมาตามลำดับของคัมภีร์สามพันธรรมะม้วนสุดท้าย แต่เลือกคำในจำนวนหนึ่งพันหกร้อยหนึ่งคำออกมา คงไม่สามารถจะรวบรวมเป็นประโยคได้ คิดไม่ถึงว่ามังกรตัวนี้ยังเข้าใจได้

สิ่งที่เขาได้กระทำเพราะว่าเป็นความระแวดระวังที่ซุกซ่อนอยู่ในกระดูก มิอาจรู้ได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูก ตอนนี้ดูแล้ว เห็นทีปัญหาก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร

หนวดของมังกรค่อย ๆ หยุดนิ่ง ออกห่างจากระหว่างคิ้วของเขาเชื่องช้า อยู่ ๆ ก็สัมผัสกระบี่สั้นในมือเขาเบาๆ แต่มิได้มีเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์

เฉินฉางเซิงรับรู้สารที่ฝ่ายตรงข้ามบอกมาชัดเจน สุดท้ายจึงผ่อนคลาย

ช่วงเวลาที่ถูกเงาแห่งความตายปกคลุมสุดท้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว แรงกดดันแห่งความหวาดกลัวที่ยาวนานหายไปทันที จิตใจของเขาแปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม เกล็ดน้ำค้างที่ปกคลุมอยู่บนร่างกายสลายตัวร่วงหล่นลงมา ไม่รู้ว่าฝุ่นละอองที่อยู่ตามร่องเสื้อผ้าสะสมมาจากแห่งใด เวลานี้ได้กระเซ็นออกมากลางอากาศ

หลังจากผลักประตูหินออกมา เขาตื่นเต้นมาตลอด รู้เพียงว่าตนเห็นมังกรยักษ์สีดำตัวหนึ่ง ทว่าจนกระทั่งถึงตอนนี้ถึงมองลักษณะของมังกรยักษ์ได้ชัดเจน หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาเพิ่งกล้าพินิจมังกรยักษ์ละเอียดถี่ถ้วน

นี่คือมังกรยักษ์น้ำค้างแข็งตัวหนึ่ง

ถึงแม้ในเผ่าพันธุ์มังกร นี่จะเป็นมังกรที่สูงส่งที่สุดที่ดำรงอยู่ เป็นสัตว์เทพที่อยู่ในตำนาน มีตำแหน่งเทียบเท่ากับมังกรยักษ์ทอง มังกรเก้าสวรรค์

อย่างไรก็ตาม มังกรยักษ์น้ำค้างแข็งในนิทานปรัมปรากับตำนานล้วนมีนิสัยโหดเหี้ยมดุร้ายทว่ากลับรักความสะอาดสะอ้าน ราวกับความสวยงามลึกลับที่แตกต่างกันของความมืดยามราตรี เฉินฉางเซิงคาดไม่ถึงว่าจะเห็นละอองฝุ่นที่เกาะตามตัวของมังกรยักษ์สีดำตัวนี้ จนกระทั่งมองเห็นเกล็ดมังกรที่หลุดลอกออกมา!

เกล็ดมังกรเหล่านั้นห้อยกะรุ่งกะริ่งจะหลุดก็ไม่หลุด มองแล้วไม่น่าดูยิ่งนัก เหมือนกับหนังท้องของปลาที่ตายแล้ว

เฉินฉางเซิงตะลึงงัน ถ้าหากในตำรากับในตำนานอธิบายมังกรยักษ์น้ำค้างแข็งมิผิด เช่นนั้นมันทำไมถึงเปลี่ยนเป็นเช่นนี้เล่า  

เขาเป็นหนุ่มน้อยที่ติดสะอาด เขาเข้าใจชีวิตที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดสะอ้านเหนือสิ่งใด จะรับกับสภาพเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า

สิ่งที่ทำให้เขายิ่งตกตะลึงก็คือ ลำแสงค่อย ๆ ไกลออกไปตามสายลมเย็นพัดโชยไปด้านหลัง เขามองเห็นโซ่ตรวนสองเส้นที่อยู่ด้านหลังของมังกรยักษ์สีดำ โซ่ตรวนทั้งสองเส้นยึดติดกับขาคู่หลังของมังกรแน่นขนัด สลักเข้าไปด้านในของเกล็ดมังกร เห็นแล้วน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง !

มังกรยักษ์สีดำตัวนี้...เดิมทีมิใช่ผู้ปกปักษ์คุ้มครองราชวงศ์ต้าโจวที่โดดเดี่ยว แต่คือนักโทษที่ถูกคุมขังเท่านั้น !

โซ่ตรวนทั้งสองมีเกล็ดน้ำค้างปกคลุมด้านบนไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น จึงไม่รู้ว่าใช้วัตถุใดทำมันขึ้นมา ไม่มีทีท่าว่าจะแตกหักได้แม้แต่น้อย คิดไปก็เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว สิ่งที่จะสามารถยึดกุมมังกรยักษ์น้ำค้างแข็งตัวนี้อยู่ข้างใต้ได้ ย่อมต้องเป็นสิ่งไม่ธรรมดาเป็นแน่

ปลายอีกด้านหนึ่งของโซ่ตรวนทั้งสองยึดติดกับกำแพง

เป็นกำแพงที่สูงชะลูดหลายร้อยจ้าง บนกำแพงสลักรูปวาดใหญ่ยักษ์รูปหนึ่ง ถึงแม้สีสันที่อยู่บนรูปวาดจะถูกกาลเวลากัดกร่อนจนไม่หลงเหลือ แต่ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นรูปอะไร บนรูปนั้นมิได้มีภาพวิวทิวทัศน์ใด ๆ มีเพียงรูปของบุคคลสองคน

สองคนที่ดุร้ายน่ากลัว

กำแพงหินทั้งสูงทั้งใหญ่อย่างยิ่ง บุคคลที่อยู่ในรูปวาดทั้งสองเป็นธรรมดาที่จะต้องสูงใหญ่ เหมือนกับเทพเซียนมิปาน สวมใส่ชุดเกราะ ในมือคนหนึ่งถืออาวุธโบราณเถี่ยเจียน* อีกคนถือแส้ยาว รูปร่างร่างหน้าตาเคร่งขรึมราวกับเทพ ระหว่างสายตาที่ทอดมองเต็มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญชาญชัยยาวนับหมื่นจ้าง

เฉินฉางเซิงรู้จักบุคคลทั้งสอง ผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่บนพื้นแผ่นดินต้าลู่ย่อมรู้จักทั้งสองคน เพราะว่าตอนนี้ทุกบ้านเรือนที่พักตำหนักล้วนแต่แขวนรูปภาพของทั้งสองไว้ที่ประตูใหญ่ บุคคลทั้งสองก็คือเทพประตู

เทพประตูหากมิใช่เทพเซียน แต่คือมนุษย์ เป็นขุนพลเทพที่แกร่งกล้าที่สุดอยู่ข้างกายของจักรพรรดิไท่จงแห่งราชวงศ์ต้าโจวในปีนั้น

ขุนพลเทพท่านหนึ่งนามว่าฉินจง อีกท่านนามว่าอวี่กง

ขุนพลเทพทั้งสองติดตามจักรพรรดิไท่จงสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ตลอดชีวิต ตั้งแต่การก่อตั้งอาณาจักรจนถึงพ่ายแพ้ให้แก่เผ่ามาร ถึงแม้ฝีมือจะไม่เลิศล้ำดังหวังจือเช่อ แต่ความโหดเหี้ยมดุร้ายมีเหนือกว่า ความสามารถลึกล้ำยากที่จะหยั่งได้ ครั้นเมื่ออยู่ในวัยสามสิบปีก็ได้บรรลุขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้เป็นผู้แข็งแกร่งหาผู้ใดเปรียบในใต้หล้าอย่างแท้จริง

ตำแหน่งขุนพลเทพเช่นกัน ทว่าบุคคลทั้งสองแกร่งกล้าจนสามารถเหนือกว่าบรรดาขุนพลเทพในดินแดนต้าลู่ในปัจจุบันไม่รู้ต่อกี่เท่า

โซ่ตรวนที่ผูกมัดมังกรยักษ์สีดำถูกตรึงเข้ากับกำแพงหิน ประจวบเหมาะกับภาพวาดขุนพลเทพทั้งสองจับอยู่ในมือ

การจัดวางเช่นนี้ เป็นธรรมดาที่จะมีเหตุผลของมัน

เมื่อเห็นรูปภาพเหล่านี้ เฉินฉางเซิงมั่นใจคร่าว ๆ ว่ามังกรยักษ์สีดำคงจะถูกพันธนาการในยุคของจักรพรรดิไท่จง

เขาคิดไปถึงสายลมที่พัดโชยในปีนั้น คิดไปถึงเรื่องราวที่ใกล้จะแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราวปรัมปรา จนกระทั่งบรรดาผู้แกร่งกล้าในปีนั้นได้กลายเป็นเรื่องราวเทพนิยาย คิดไปถึงรูปภาพที่อยู่ในหอหลิงเยียน มังกรยักษ์สีดำตัวนี้ช่างน่าเห็นใจเสียจริง

หรืออาจจะเป็นเพราะสาเหตุที่เผ่ามารมอบความกดดันเสื่อมเสียเกียรติ เผ่ามนุษย์ในปีนั้นจึงแสดงแสนยานุภาพที่ยากจะคาดคิดออกมาในพริบตา มีผู้แกร่งกล้านับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมา ในเมื่อมีการดำรงอยู่ของมังกรน้ำค้างแข็งเช่นนี้ ทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ไฉนมังกรจะต่อกรกับคนหมู่มากได้ สุดท้ายมันจึงแปรเปลี่ยนเป็นนักโทษที่น่าเวทนา

จากปีไท่จงจนกระทั่งถึงวันนี้ วันเวลาล่วงเลยผ่านมากี่ปีแล้ว  

อยู่ข้างใต้ที่มืดมิดและโดดเดี่ยวเหน็บหนาว มังกรดำตัวนี้ข้ามผ่านวันเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ได้อย่างไรกัน  

“เจ้าอยากคุยกับข้า ใช่หรือไม่” เฉินฉางเซิงถามออกไป

หนวดของมังกรดำกวัดแกว่งอีกครา แต่คราวนี้เฉียดผ่านริมฝีปากของเขาเบา ๆ ประหนึ่งแมลงปอแตะผิวน้ำ

“ข้าแค่เพียงพูดได้ แต่ไม่เข้าใจความหมาย”

เฉินฉางเซิงจ้องมองมันพลางเอ่ย “แต่...เจ้าสามารถสอนข้าได้”

ดวงตาของมังกรยักษ์สีดำพลันแปรเปลี่ยนเป็นสุกสว่างพร่างพราว สุกสว่างมากกว่าไข่มุกราตรีที่อยู่บนโดมโค้งมนรวมกันเสียอีก

เฉินฉางเซิงครุ่นคิดในใจ จริง ๆ แล้วเจ้าเข้าใจภาษาเผ่ามนุษย์ เช่นนั้นหากต้องการสนทนา ก็ต้องการเพียงแค่ข้าสามารถเข้าใจภาษามังกร เขาจ้องมองมังกรพลางเอ่ยต่อ “ข้ารู้ว่าภาษามังกรยากยิ่ง แต่ข้าเป็นคนชำนาญในการศึกษายิ่ง ขอเพียงแค่เจ้าอดทนสอนข้า ข้าจะต้องพูดได้แน่นอน”

เวลานี้ อยู่ ๆ มังกรดำก็คำรามเสียงทุ้มต่ำออกมาหนึ่งที

เฉินฉางเซิงตะลึงงัน

หนวดสีดำของมังกรไร้ลมพัดโชย หากสัมผัสที่ระหว่างคิ้วเขาเบา ๆ สี่ครั้ง รวดเร็วปานสายฟ้า เบาหวิวราวละอองฝุ่น

เฉินฉางเซิงคิ้วขมวดเข้าหากัน คิดว่านี่หมายความว่าอะไร

หนวดของมังกรสัมผัสเบา ๆ ระหว่างคิ้วเขาสี่ครั้ง เวลาเดียวกันมังกรดำก็คำรามเสียงทุ้มต่ำอีกครา

เฉินฉางเซิงเข้าใจแล้ว

ก่อนหน้าประโยคที่เขาเอ่ยออกมา เขาพูดคำว่าข้าสี่ครั้ง

นี่เป็นความหมายที่มังกรดำปรารถนาจะบอกกับเขา

“ข้าหรือ” เฉินฉางเซิงชี้นิ้วมายังตน พลางถามออกไป

ภาษามังกรสลับซับซ้อนยิ่ง คำพยางค์เดี่ยวก็มีช่วงตอนนับไม่ถ้วน นำมาประกอบกันได้หลากหลายชนิด ทว่าการประกอบที่แตกต่างกันก็มีความหมายที่แสดงแตกต่างกันไปด้วย หากจะเข้าใจทั้งหมด ก็คงจะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน เขารู้ว่าความหมายของเสียงที่คำรามออกมามีคำว่าข้า แต่คงจะไม่มีเพียงว่าข้า แต่...อย่างน้อยก็มีข้า

จ้องมองท่าทางของเฉินฉางเซิง มังกรยักษ์สีดำอึ้งงันก่อน หลังจากนั้นเริ่มพลิกตัวกลิ้งไปมา !

ร่างกายของมันพลิกไปมาอยู่พื้นข้างใต้ ก่อเกิดเป็นลมพายุที่น่าหวาดกลัว !

เวลาเดียวกัน เสียงพิลึกกึกกือก็ดังออกมาจากปากของมังกรต่อเนื่อง

เริ่มจากเมื่อพันกว่าปีก่อน จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเบิกบานใจเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าควรจะคำรามต้อนรับอย่างไร

และด้วยสาเหตุบางประการ มันจะต้องควบคุมเสียงคำราม สะกดกลั้นเสียงหัวเราะ

“ จี๊ดๆ ...จี๊ดๆ ...จี๊ดๆ ”

ฟังแล้วเหมือนเสียงหนูกำลังร้องเรียก น่าตลกขบขันยิ่ง

แต่ภายในเต็มไปด้วยความยินดีไร้ที่เปรียบ

เฉินฉางเซิงไม่รู้ว่าปีนั้นมังกรดำได้กระทำความผิดเรื่องใด ก่อบาปกรรมชนิดไหน ถึงถูกราชวงศ์ต้าโจวจองจำ เวลานี้ จ้องมองมันเหตุเพราะมีเผ่ามนุษย์สามารถเจรจาคำที่ง่ายที่สุดกับมัน ก็ยินดีเป็นบ้าเป็นหลังถึงเพียงนี้ อดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งดีใจ เห็นเช่นนี้ก็ทำให้เขายิ่งสงสารฝ่ายตรงข้ามยิ่งขึ้น

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดมังกรดำก็หยุดพลิกตัวกลิ้งดีใจ สงบนิ่งลง

มันจ้องมองเฉินฉางเซิงเงียบ ๆ รับรู้ถึงความสงสารของเขาชัดเจน นัยน์ตาของมันค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน

หนวดของมังกรดำกวัดแกว่งอีกครา กำลังห้อยโตงเตงอยู่ด้านหน้าระหว่างคิ้วเขา

มันรอคอยให้เฉินฉางเซิงเอ่ยอีกครั้ง

เฉินฉางเซิงครุ่นคิดชั่วครู่ กลับเอ่ยประโยคในสิ่งที่มังกรดำไม่ปรารถนาจะได้ยิน

“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากจะพูดคุยกับมนุษย์...แต่ตอนนี้เห็นจะไม่ได้ ข้ามีเรื่องสำคัญมากจะต้องรีบออกจากที่นี่ทันที ”

นัยน์ตาของมังกรดำแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชาอีกครา

เฉินฉางเซิงท่าทางจริงจังหนักแน่น เอ่ยออกมา “ข้ารับปากเจ้า เพียงทำเรื่องนี้เสร็จ ข้าจะกลับมาหาเจ้า มาเรียนกับเจ้า และมาพูดคุยกับเจ้า”

นัยน์ตาของมังกรดำยังคงเฉยชา มีความรู้สึกเยาะหยันปะปนอยู่

มีฐานะเป็นมังกรน้ำค้างแข็งที่สูงส่ง ถูกเผ่ามนุษย์จองจำมานานหลายปี มันยังไม่ลืมประโยคที่ท่านพ่อปีนั้นได้เอ่ยกับตน

หากเผ่ามนุษย์สามารถเชื่อถือได้ พวกเราคงจะเป็นผู้ปกครองโลกใบนี้

*เถี่ยเจียน หรือ เหล็กท่อน เป็นอาวุธโบราณของจีน รูปร่างคล้ายแส้เหล็ก แต่ไม่มีข้อหรือปล้อง ปราศจากคมและปลายแหลม จึงมักสร้างให้มีรูปทรงคล้ายเจดีย์คือ มุมเหลี่ยม เหมาะแก่การใช้ตี และกระทุ้งเป็นสำคัญ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น