หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 47 ไม่รู้จักกาลเทศะเลยจริงๆ!

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 ไม่รู้จักกาลเทศะเลยจริงๆ!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2561 15:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 ไม่รู้จักกาลเทศะเลยจริงๆ!
แบบอักษร


“นี่ ได้ข่าวหรือเปล่า ไอ้คนนั้นมันโดนทำคุณไสยล่ะ!”

“ได้ยินมาว่าสภาพน่าเวทนามาก ตอนที่มีคนไปเจอเหมือนเขาจะเป็นบ้าไปแล้วนะ”

“ไม่ใช่ว่าเมาเละเลยโดนคนอัดเหรอ? เดี๋ยวคงดีขึ้นแหละมั้ง?”

“ฉันยังได้ยินมาอีกว่า ตอนที่เพื่อนเขาถามว่าใครเป็นคนลงมือ เขาก็เอาแต่พูดว่า ‘แมว’ กับ ‘สัตว์ประหลาด’ คงตกใจจนเสียสติไปแล้ว”

“ก่อนหน้านั้นเขาไปเตะลูกแมวตายไม่ใช่เหรอ? ตอนนั้นที่ผมเข้าไปพูดยังถูกเขาเตะออกมาเลย จนตอนนี้ก็ยังเจ็บอยู่ ฉันว่านี่คงเป็นกรรมตามสนอง.....เฮ้อ เถ้าแก่ เอาปาท่องโก๋มาอีกตัว!”

......

เช้าตรู่ บริเวณร้านขายอาหารเช้าที่อยู่ใกล้ๆ กับเขตตึกเก่า ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเด็กหนุ่มที่มีรอยสักขณะกินอาหารเช้า

เด็กหนุ่มถูกพบตัวเมื่อเวลาห้าทุ่มเที่ยงคืน บรรดาเพื่อนร่วมงานไม่เห็นเขาไปที่คลับจึงส่งคนที่ว่างๆออกมาตาม ผลก็คือไปที่บ้านแล้วไม่พบใคร แต่มาเจออยู่ตรงซอยตัน

ตอนที่มีคนมาพบ เด็กหนุ่มยังคงอยู่ในสภาพนอนขดตัว สมองเลอะเลือน ปากบ่นพึมพำ ไม่มีใครฟังรู้เรื่องว่าเขากำลังพูดอะไร รอบๆ ตัวของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยเศษขวดแก้ว เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล แขน หน้า อวัยวะที่โผล่พ้นเสื้อผ้ามีรอยแผลหมด กางเกงก็ยังไม่ได้ดึงขึ้น กลิ่นฉี่คละคลุ้ง

เวลานั้นมีคนที่เพิ่งเลิกงานกลับบ้านผ่านมาพอดี พอเดินผ่านตรงนั้นก็เอาไฟฉายส่องเข้าไปดู แล้วข่าวก็แพร่กระจายออกไป

ไม่มีคนแจ้งตำรวจ ถึงต่อให้แจ้ง ตำรวจก็ไม่อยากเข้ามายุ่ง คนพวกนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง ความแค้นระหว่างแก๊งค์มาเฟีย พวกตำรวจขี้เกียจจะสนใจ อีกอย่างนี่มันก็แค่ลูกกระจ๊อก ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลา



ไม่ว่าสถานการณ์ของเด็กหนุ่มจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าคนที่อยู่แถวนั้นจะถกเถียงกันไปถึงไหน แต่ทางด้านที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกนี้ เจิ้งทั่นที่ตื่นนอนอย่างสดชื่น กำลังนั่งกินข้าวเช้าอยู่บนเก้าอี้ส่วนตัว

เมื่อคืนพอกลับถึงบ้าน ต่อให้อาบน้ำล้างตัวเป่าขนแล้ว แต่กลิ่นเบียร์ที่อยู่บนตัวก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งพ่อเจียวหย่วนก็สังเกตได้

พ่อเจียวหย่วนยังแอบสงสัยว่าเจิ้งทั่นไปนั่งกินเหล้าที่ไหนมา แต่พอเห็นสภาพเจิ้งทั่นที่ยังมีสติดี เดินก็ตรง สภาพอารมณ์ใช้ได้ เนื้อตัวสะอาด จึงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ก็ยังคงตักเตือนเจิ้งทั่นว่าตอนเย็นไม่ให้ไปเที่ยวเล่นตามผับตามบาร์ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนเอาไปต้มได้

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น เรื่องราวทุกอย่างจัดการเสร็จเรียบร้อย ตอนเย็นก็ไม่ต้องไปอยู่ที่ไหนนานๆ อีก

พอปัญหาคาใจได้รับการแก้ไข เมื่อคืนเขาจึงนอนหลับสบายมาก วันนี้เช้าเขากินก๋วยเตี๋ยวผักรวมที่แม่เจียวหย่วนทำให้ชามใหญ่ จากนั้นสมาชิกทั้งสี่ของครอบครัวเจียวก็ออกจากบ้าน

พอถึงชั้นล่างพ่อเจียวหย่วนก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไปที่คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ แม่เจียวหย่วนถือตะกร้าจ่ายตลาดไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียนพร้อมกับเจิ้งทั่น หลังจากนั้นคนหนึ่งก็ไปเดินเล่น อีกคนก็ไปซื้อกับข้าว


อากาศค่อยๆ กลับมาอบอุ่นขึ้น แสงแดดในยามนี่ให้ความรู้สึกเย็นสบาย


เหล่านกในมหาวิทยาลัยพากันส่งเสียงร้องขับขาน ต้นไม้เริ่มผลิใบ คาดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน บรรดา ‘ถนนขี้สวรรค์’ ในมหาวิทยาลัยก็จะเริ่มกลับมาเต็มไปด้วยขี้นกอีกครั้ง อย่างไรเสียเจิ้งทั่นก็ไม่ได้เดินไปทางถนนพวกนั้น สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ขี้นกก็เยอะจริงๆ ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหนก็ได้กลิ่น

เจิ้งทั่นเดินอยู่ในสนามหญ้าของมหาวิทยาลัย ที่นี่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเหยียบย่ำ แน่นอนว่าห้ามแค่คน สำหรับแมวแล้วไม่มีปัญหา เจิ้งทั่นชอบเข้าไปย่ำบ่อยๆ

ดอกไม้บางชนิดเริ่มบานแล้ว เจิ้งทั่นเคยเห็นตอนที่หิมะตก แต่ยังไม่เคยเข้ามาดูจริงๆ จังๆ เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ดูจากใบแล้วเหมือนดอกชาที่ศาสตราจารย์หลันเคยพูดไว้ แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นดอกชนิดไหน มันสวยพอตัว

เขาเข้าไปดม ไม่มีกลิ่นหอม

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังชื่นชมกับดอกไม้อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงลอยมาอยู่ไม่ไกล ดูเหมือนว่ากำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับแฟน

“คุณไปทำโปรเจกต์ที่เมืองหมิงจูสามเดือนกว่าแล้วนะ ไหนบอกว่าจะไปแค่สามเดือนไง...ขยายเวลาเหรอ? นานขนาดนั้นเลย....เอาเถอะ หวังว่าเดือนหน้าจะได้เห็นหน้าคุณนะ จริงสิ ของที่ฉันส่งให้เป็นยังไงบ้าง?”

หญิงสาวพูดคุยโทรศัพท์พลางเอาเท้าที่ใส่ส้นสูงเตะก้อนหินบนถนน

“คุณว่าอะไรนะ?” อยู่ดีๆ เธอก็ขึ้นเสียงสูง “ฉันอุตส่าห์เอาใบเมเปิ้ลที่หน้าหอมาสตาฟเองเลยนะ! จะไปเหมือนของเกรดต่ำตามท้องตลาดได้ยังไง......แน่ล่ะที่คุณแยกไม่ออก! คุณแยกพวกดอกฝิ่นออกไหมล่ะ? รู้หรือเปล่าว่าดอกซากุระกับดอกท้อต่างกันตรงไหน คุณน่ะแยกไม่ออกแม้กระทั่งหมาพันธุ์ฮัสกี้กับหมาพันธุ์อลาสก้าด้วยซ้ำ!”

เจิ้งทั่นที่ฟังอยู่ข้างๆ “......” แย่หน่อยนะตาคนที่อยู่เมืองหมิงจู!

พูดจบหญิงสาวก็กดวางสาย แล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

เจิ้งทั่นนึกย้อนไปถึงสมัยที่เขาอยู่มหาวิทยาลัยไล่ตามจีบสาว ตัวเองคอยหาสารพัดมุกเพื่อที่จะพิชิตใจเธอ แล้วมาดูสภาพตอนนี้สิ เขาก้มมองเท้าของตัวเอง ชีวิตนี่มันไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริงๆ!

เจิ้งทั่นเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางตกอยู่ในห้วงความคิด แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง

“ชาร์โคล กำลังดูนกเหรอ?”

เจิ้งทั่นพอได้ยินเสียงก็เชิ่ดใบหูขึ้น แล้วหันหน้าไป ทันใดนั้นขี้นกก็ตกลงมาบนหูของเขาพอดี

เจิ้งทั่น “......”

อะไรวะ อยากจะจับนกพวกนี้มาต้มกินเสียให้รู้แล้วรู้รอด! ไม่รู้จักกาลเทศะเลยจริงๆ!

ตัวการของเรื่องนี้บินจากไปแล้ว ก่อนบินไปยังส่งเสียงร้องแสดงถึงการมีตัวตนออกมาอีกด้วย

ตอนที่ขี้นกเพิ่งตกลงมาบนหูยังอุ่นๆ อยู่ แต่แล้วก็แข็งตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งกลิ่นออกมา ทำให้เจิ้งทั่นอยากจะเอานกตัวนั้นลงมาขย้ำแล้วฉีกศพออกเป็นชิ้นๆ!

“อย่าสะบัดหูนะ เดี๋ยวมันไปติดบนตัว” เสี่ยวจัวพูดปนขำ

พอได้ยินเสี่ยวจัวพูดแบบนั้น เจิ้งทั่นจึงไม่ขยับตัว

เสี่ยวจัวหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาจากกระเป๋า แล้วค่อยๆ นั่งลง

เจิ้งทั่นเห็นท่าทางของเสี่ยวจัวแล้วก็รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย ท้องใหญ่ขนาดนั้นมานั่งแบบนี้จะไม่เป็นอะไรเหรอ?

หลังจากที่เสี่ยวจัวเช็ดขี้นกบนหูให้เจิ้งทั่นแล้วก็เอานิ้วชี้ไปที่หัวของเขา พลางค่อยๆ ลุกขึ้น “ดวงดีจังนะ!”

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น ดวงดีสุดๆ ไปเล้ย!

“ไปเถอะ ไปที่บ้านฉันกัน เดี๋ยวจะล้างหูให้” เสี่ยวจัวเอากระดาษทิชชู่ที่ใช้แล้วไปทิ้งที่ถังขยะ ขณะที่พูดกับเจิ้งทั่น

เจิ้งทั่นเองก็รู้สึกแปลกๆ ตรงหู เขายังรู้สึกว่ามีขี้นกติดอยู่ พร้อมกับกลิ่นที่โชยมา ต้องล้างให้สะอาดเขาถึงจะสบายใจ

ระหว่างที่เดินไปยังที่พักเขตตะวันตกนั้น เสี่ยวจัวยังคงยิ้มไม่หยุด ทั้งยังพูดกับเจิ้งทั่นอีกว่า “ได้ยินมาว่าสัตว์จำพวกนกส่วนใหญ่จะไม่มีกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ก็สั้นมาก จึงทั้งฉี่และขี้ในเวลาเดียวกัน คนกับแมวถ้าปวดก็ยังอั้นรอหาห้องน้ำเข้าได้ แต่นกน่ะไม่ได้ พวกมันถึงได้ขี้เรี่ยราด แม้แต่ตอนบิน”

ดังนั้นเจ้านกพวกนี้จึงเป็นสัตว์เส็งเคร็งที่ขี้เรี่ยราดอย่างแท้จริง!

เจิ้งทั่นเดินไปพลางด่านกพวกนั้นในใจ รวมถึง ‘นายพล’ ที่ไม่ได้มาปรากฏตัวให้เห็นนานแล้วก็ถูกด่ารวมด้วยเช่นกัน

เจิ้งทั่นได้มาเยือนเขตที่พักฝั่งตะวันตกอีกครั้ง เขาเห็นแมวหลายตัวออกมาเดินเล่น บางตัวก็นอนอาบแดดอยู่ที่ระเบียงบ้านของตัวเอง

แมวที่อยู่ในเขตนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่เจิ้งทั่นเพิ่งจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ได้เคยมาเดินเล่นแถวนี้ ตอนนั้นแมวยังไม่เยอะ อีกทั้งแมวที่เห็นก็ยังเป็นลูกแมว ผ่านไปแป๊ปเดียวโตกันหมดแล้ว

ไม่รู้ว่าแมวทางฝั่งตะวันออกจะมาท้าดวลที่ฝั่งนี้เมื่อไร? จ่าจะต้องตื่นเต้นมากแน่ๆ

พอนึกถึงเรื่องยกพวกตีกันแล้วเจิ้งทั่นก็รู้สึกสนุก เขายังไม่เคยเห็นแมวตะลุมบอนกันเลยจริงๆ

ขณะที่คิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นก็เดินมาถึงห้องของเสี่ยวจัวแล้ว พี่เลี้ยงกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ พอเห็นเสี่ยวจัวกลับมาก็ยิ้มแย้มต้อนรับ แต่พอเห็นเจิ้งทั่นที่เดินอยู่างข้างๆ เสี่ยวจัวแล้วก็หุบยิ้มลงทันที

เจิ้งทั่นไม่สนใจว่าพี่เลี้ยงจะคิดอย่างไร ตอนนี้เขาอยากจะล้างหูให้ไวที่สุด กลิ่นขี้นกทำให้เขาอยากอาเจียน

เสี่ยวจัวเตรียมผสมน้ำอุ่น เพราะที่นี่ไม่มีแชมพูอาบน้ำสัตว์ เธอจึงเลือกเอาครีมอาบน้ำสูตรที่ค่อนข้างอ่อนโยนมาหยดลงบนหูของเจิ้งทั่น แล้วใช้ปลายนิ้วถูๆ

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนเก้าอี้สูง เพื่อที่เสี่ยวจัวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้จะได้ทำได้สะดวกๆ

ขี้นกเลอะแค่ตรงใบหู ทำความสะอาดไม่นานก็เสร็จ หลังจากที่เช็ดด้วยผ้าขนหนูแล้ว หูก็มีกลิ่นหอมของครีมอาบน้ำติดไปด้วย

เจิ้งทั่นรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที เขาสะบัดหางไปมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว

เหมือนเช่นครั้งก่อน เสี่ยวจัวนั่งเอนตัวบนเก้าอี้ เจิ้งทั่นหมอบอยู่บนเก้าอี้ทรงกลมบุนวม แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ครั้งนี้เสี่ยวจัวไม่ได้อ่านหนังสือ แต่กำลังดูอัลบั้มรูป

ในอัลบั้มรูปมีภาพใบไม้สตาฟติดอยู่

เจิ้งทั่นยื่นหน้าไปดูก็พบว่ามันเป็นใบโคลเวอร์สี่แฉกที่ค่อนข้างหายาก เมื่อก่อนสมัยที่เขาตามจีบสาวก็ได้ไปตามหาใบโคลเวอร์สี่แฉกในมหาวิทยาลัย แต่หาอยู่นานก็ไม่เจอ สุดท้ายจึงไปขอซื้อจากคนอื่นมา

พอเห็นเจิ้งทั่นสนใจ เสี่ยวจัวจึงพูดขึ้น “นี่คือใบโคลเวอร์สี่แฉก เป็นชนิดที่กลายพันธุ์มาจากพวกสามแฉก ว่ากันว่ามันเป็นตัวแทนแห่งความโชคดี อันนี้มีรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งในคณะฟิสิกส์ให้ฉันมา นี่ คนนี้ไง”

เจิ้งทั่นมองผู้หญิงคนที่เสี่ยวจัวชี้ที่อยู่ในภาพถ่ายรวม นั่นมันหญิงสาวคนที่คุยโทรศัพท์วันนี้ที่เขาเจอนี่นา

“แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คณะฟิสิกส์แล้ว ย้ายไปเรียนปริญญาโทคณะพฤกษศาสตร์ เพราะเขาชอบด้านนั้นมากกว่า” เสี่ยวจัวพูด “ใบโคลเวอร์สี่แฉกนี้เขาให้ฉันมา แต่ก็บอกว่านี่เป็นใบโคลเวอร์ขาวสี่แฉก ใบของมันงอกออกมาสี่แฉกเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย โอกาสที่จะหาเจอเลยมีสูง เดิมทีเขาก็อยากหาใบโคลเวอร์สี่แฉกแบบดอกชมพูมาให้ แต่โอกาสที่จะเจอใบโคลเวอร์ที่เป็นรูปหัวใจและมีสี่แฉกนั้นยากมาก เขาหาไม่เจอ เพราะด้วยความที่มันเกิดจากการกลายพันธุ์ ความเป็นไปได้ที่จะงอกออกมาสี่แฉกนั้นจึงมีน้อย แล้วยิ่งต้องหาใบที่งอกออกมาเป็นรูปหัวใจได้รูปอีก ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่”

มันต่างกันด้วยเหรอ?

เจิ้งทั่นจ้องมองมันอย่างละเอียด เขาไม่รู้ว่าการทำใบไม้สตาฟนั้นทำกันอย่างไรให้มันยังเขียวสดอยู่ตลอด บนกลีบใบแต่ละด้านมีเส้นๆ สีขาวคล้ายรูปตัว ‘V’ ปรากฏอยู่ นี่คือใบโคลเวอร์ขาวที่เสี่ยวจัวพูดถึงเหรอ?

เจิ้งทั่นนึกถึงสมัยที่ตัวเองไปตามหาใบโคลเวอร์ให้สาว เขาเคยเจอแต่ที่มีใบเป็นรูปหัวใจแต่ข้างในไม่มีสีขาวที่เป็นรูปตัว ‘V’ แต่อันที่ไปขอซื้อจากคนอื่นมากลับมี ไม่ต่างจากของเสี่ยวจัวเท่าไร

ใบโคลเวอร์สี่แฉกแบบดอกชมพูอย่างนั้นเหรอ?

เรื่องนี้มันช่างยากแท้

“ไอหยา!” เสี่ยวจัวร้องออกมาเบาๆ

เจิ้งทั่นตกใจขึ้นมาทันที เขารีบหันไป คงไม่ได้จะคลอดแล้วนะ?!

เสี่ยวจัวเอาอัลบั้มรูปวางลง แล้วยิ้มพลางพูด “เขาดิ้นน่ะ”

อะไรดิ้น? เจิ้งทั่นงง

จากนั้นเจิ้งทั่นก็เห็นสายตาของเสี่ยวจัวมองไปที่ท้องของตัวเอง

หลังกลับถึงบ้านเสี่ยวจัวก็ถอดเสื้อนอกออก ทำให้เห็นท้องที่นูนออกมาจากเสื้อขนสัตว์ชัดเจนขึ้น

เจิ้งทั่นมองท้องของเสี่ยวจัวอย่างสงสัย ขณะที่กำลังจะละสายตาออกไปก็พบว่าตรงท้องมีการขยับ

“ชาร์โคล น้องอยากเล่นด้วยน่ะ” เสี่ยวจัวพูดกับเจิ้งทั่น “มานี่สิ”

อะไรนะ?

เจิ้งทั่นกระโดดเข้าไปตรงเก้าอี้ของเสี่ยวจัวอย่างลังเล แต่ก็ยังรักษาระยะห่างจากท้องของเสี่ยวจัวไว้ เขายังคงรู้สึกหวั่นใจ

แต่เสี่ยวจัวก็ไม่ปล่อยให้เจิ้งทั่นอยู่ห่างออกไป เธอเอามือไปจับขาหน้าของเจิ้งทั่นแล้วเอาเท้าไปแตะที่ท้อง

เจิ้งทั่นรีบชักเท้ากลับมา เมื่อคืนเท้าเขาเพิ่งจะไปสัมผัสกับขวดเบียร์ วางยาคน เขารู้สึกว่าถ้าไปแตะท้องของเสี่ยวจัวคงไม่ดี

เสี่ยวจัวเห็นเจิ้งทั่นชักเท้ากลับไป ขณะที่กำลังจะพูดบางอย่าง ตรงท้องก็เกิดการขยับอีกแล้ว

เจิ้งทั่นมองท้องที่ขยับ

กำลังทักทายเหรอ?

หลังจากที่คิดสักพักเจิ้งทั่นก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปหา เขาไม่ได้ยกเท้าขึ้นมา แต่เอาหัวไปวางตรงที่ขยับ แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมาสัมผัสที่หัวเบาๆ

หรือ......

นี่คือความรู้สึกของอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังจะเกิดมา?

“ต่อไปน้องก็ต้องเรียกชาร์โคลว่าพี่แล้วนะ อืม ต้องเรียกว่าพี่ชาร์โคลสิ” เสี่ยวจัวพูด

เจิ้งทั่นกลับไปที่เก้าอี้ทรงกลม สมองของเขาปรากฏภาพเด็กน้อยที่เป็นมนุษย์กำลังเดินตามแมวดำพลางเรียกว่า ‘พี่ชาร์โคล’ เขาสะบัดหัว มันยากจะจินตนาการจริงๆ

น่าขนลุก ถึงตอนนั้นคงไม่มาเล่นดึงหางพี่หรอกนะ? ถ้าดึงละก็ พี่ไม่เอาไว้แน่



เจิ้งทั่นไม่ได้อยู่กินข้าวกลางวันที่บ้านเสี่ยวจัว สายตาที่พี่เลี้ยงของเสี่ยวจัวมองเขาอย่างรังเกียจ ทำอย่างกับว่าเขาเป็นตัวเชื้อโรค ยืนห่างออกไปสองเมตร

พอกลับบ้านกินข้าวกลางวันเสร็จ เขาก็ไปนอนกลิ้งบนโซฟา พอไม่มีอารมณ์อยากนอน จึงออกไปเดินเล่นข้างนอกอีก เดินไปเดินมาก็ไปถึงสวนดอกไม้ของศาสตราจารย์หลัน แล้วอยู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นใบโคลเวอร์ดอกชมพูที่เสี่ยวจัวพูดถึงในแปลงดอกไม้ที่นี่

สวนดอกไม้ของศาสตราจารย์หลัน มักจะมี ‘ของล้ำค่า’ อยู่เสมอไม่ใช่หรือ?

เจิ้งทั่นจะลองไปเสี่ยงดวงหาดู

นอกจากแปลงที่ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาแล้ว แปลงดอกไม้อื่นๆ ไม่ได้มีการล็อค ตอนที่เจิ้งทั่นเดินเข้ามา ศาสตราจารย์หลันกำลังทำงานอยู่

พอเห็นมีการเคลื่อนไหวในแปลงดอกไม้ ศาสตราจารย์หลานจึงหันมามองเจิ้งทั่นเล็กน้อย แล้วหันกลับไปทำงานต่อ

ประตูของโรงเพาะชำถูกเปิดทิ้งไว้ เจิ้งทั่นโผล่หน้าเข้าไปมองๆ ในที่สุดเขาก็เห็นใบโคลเวอร์ดอกชมพูในแปลงดอกไม้

แปลงดอกไม้แปลงนี้ไม้มีการปลูกอะไรเป็นพิเศษ พืชที่เคยปลูกก่อนหน้านี้ได้ถูกย้ายไปแล้ว จากนั้นแปลงนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้

ก่อนหน้านี้ที่เขามา แปลงนี้ยังถูกติดป้ายห้ามคนนอกเข้าไว้อยู่เลย แล้วประตูก็ถูกล็อคไว้ตลอด แต่วันนี้กลับถูกเปิดทิ้งไว้ คาดว่าศาสตราจารย์หลันคงจะเข้ามาเก็บตัวอย่างอีกแล้ว ที่นี่ศาสตราจารย์หลันเคยทำการทดลองผสมพันธุ์ ไม่รู้ว่าผสมแล้วได้ดอกไม้ชนิดใหม่อะไรออกมา เจิ้งทั่นไม่รู้จัก แต่ศาสตราจารย์หลันกับเพื่อนๆ ต่างก็ประคบประหงมอย่างดี

เจิ้งทั่นเดินเข้าไปยังตรงที่มีใบโคลเวอร์ดอกชมพู เขาจ้องมองมันอย่างละเอียด ใบเป็นรูปหัวใจ อย่างนี้ไม่ผิดแน่

พืชชนิดนี้พบเจอได้ง่ายมาก มากเสียจนยามปกติที่เจิ้งทั่นออกไปเดินเล่นไม่ได้อยากจะสนใจมันเท่าไร แต่ตอนนี้เขารู้สึกอยากจะลองหาใบที่มันกลายพันธุ์ดู


สามแฉก......สามแฉก.....สี่แฉก!


พอเจอใบโคลเวอร์ที่มีสี่แฉกเขาก็ดีใจมาก มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี!

เจิ้งทั่นดีใจได้ไม่ถึงสองวินาที เขาก็พบว่าตรงแถวนั้นเต็มไปด้วยใบโคลเวอร์สี่แฉก ใบที่มีสามแฉกกลับกลายเป็นของที่หายาก

นี่มันเรื่องอะไรกัน!

ไหนว่าแบบสี่แฉกเป็นของหายากไง?

ตอนนั้นนั่งหลังขดหลังแข็งหาเอาไปให้สาวแทบตาย แต่ตอนนี้ใบโคลเวอร์สี่แฉกกลับมาอยู่ตรงหน้าเต็มไปหมด เกินเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น